นานนับศตวรรษมาแล้วที่ “สะค้าน” เถาวัลย์รสเผ็ดซ่าอันเป็นเอกลักษณ์ เป็นที่รู้จักในฐานะสมุนไพรคู่ครัวและยาดีของบ้านเราและแถบอุษาคเนย์ สะค้านจัดอยู่ในกลุ่มพืชสกุลพริกไทย (Piper) เช่น ชนิด Piper interruptum, Piper ribesioides และ Piper wallichii บางถิ่นอาจเรียกว่า “ตะค้านเล็ก” หรือ “ตะค้านหยวก” พืชชนิดนี้สืบทอดภูมิปัญญาจากหมอยาพื้นบ้านรุ่นแล้วรุ่นเล่า ทั้งใช้ปรุงรสให้อร่อยลิ้นและเป็นยาบำรุงกำลัง ทุกวันนี้ พอวิทยาการสมัยใหม่เริ่มหันมาพิสูจน์คุณค่าของสมุนไพร สะค้านจึงกลายเป็นดาวเด่นที่น่าค้นคว้า ทั้งในแง่มุมวัฒนธรรมที่หยั่งรากลึก และสรรพคุณทางยาที่วิทยาศาสตร์เริ่มคลี่คลายให้เห็นจริง
เรื่องราวของสะค้านไม่ได้จบแค่ในตำราพฤกษศาสตร์ แต่พี่น้องทางเหนือและอีสานบ้านเฮา ต่างก็คุ้นเคยกับสะค้านในฐานะยาคู่บ้าน ใช้แก้สารพัดอาการ ตั้งแต่ปวดท้องไปจนถึงลดอักเสบ ข้ามไปฝั่งลาว สะค้านคือหัวใจของ “อ่อมหลาม” แกงเด็ดประจำชาติที่ให้รสเผ็ดซ่าจนลิ้นชา เถาแก่ๆ ของสะค้านนี่แหละที่ชูรสชาติและความเป็นเอกลักษณ์ จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการกินที่ขาดไม่ได้ (Wikipedia, Wikipedia Piper ribesioides) นอกจากการเป็นเครื่องปรุงรสเด็ดแล้ว ภูมิปัญญาไทยแต่โบราณยังใช้สะค้านแก้ท้องไส้ปั่นป่วน ท้องอืดเฟ้อ และเป็นยาชูกำลัง สะท้อนบทบาทในการดูแลสุขภาพแบบรอบด้านที่สืบทอดกันมา
บทความชิ้นนี้จะชวนไปเจาะลึกเรื่องราวของสะค้าน ตั้งแต่เรื่องเล่าขาน ตำรับยาพื้นบ้าน การนำมาใช้ในชีวิตจริง ไปจนถึงงานวิจัยยุคใหม่ พร้อมย่อยศัพท์แสงวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจง่ายๆ จะได้รู้กันว่าทุกวันนี้เราเข้าใจสะค้านไปถึงไหนแล้ว อะไรที่ดูมีแววดี และยังมีอะไรที่เป็นปริศนาท้าทายให้ค้นหาคำตอบเกี่ยวกับเถาวัลย์สารพัดประโยชน์ชนิดนี้
จะให้เข้าใจคุณค่าของสะค้านอย่างถ่องแท้ ต้องมองผ่านมิติวัฒนธรรมที่ละเอียดอ่อนของทั้งไทยและลาว ในแถบนี้ วิถีแพทย์แผนโบราณมันแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันจนแยกไม่ออก สมุนไพรไม่ใช่แค่ยาแก้โรค แต่เป็นทั้งเครื่องปรุงรส เป็นสิ่งที่ให้ความรู้สึกดีๆ และเป็นสายใยเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับภูมิปัญญาปู่ย่าตายาย “อ่อมหลาม” คือตัวอย่างชัดเจนที่สุด แกงลาวรสเด็ดนี้ต้องใช้เถาแก่ (สะค้าน) ถึงจะได้รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ที่เขาว่ากันว่ามันเผ็ดซ่าจนชาลิ้นหน่อยๆ ซึ่งต่างจากรสเผ็ดของพริกทั่วไป แถมยังเข้ากับความเชื่อโบราณเรื่องการปรับธาตุในร่างกายให้สมดุลด้วย (Wikipedia Or Lam) ส่วนหมอยาไทยพื้นบ้านก็นิยมเอาเถามาต้มเป็นยาบำรุงกำลัง หรือเคี้ยวสดๆ แก้ท้องอืดเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร เป็นวิธีที่ใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณ (ข้อมูลการใช้ตามตำรับยาพื้นบ้าน)
ในระดับท้องถิ่น คุณค่าของสะค้านยิ่งโดดเด่น ทั้งจากความที่หาไม่ง่ายและความหมายในเชิงสัญลักษณ์ โดยเฉพาะแถบอีสานบ้านเฮา ที่ผูกพันกับวัฒนธรรมลาวอย่างแน่นแฟ้น การออกไปเสาะหา เก็บสะค้านมาปรุงกินปรุงยา ไม่ใช่แค่เรื่องปากท้อง แต่ยังเป็นการตอกย้ำความเป็นตัวตนของชุมชน และความรู้สึกผูกพันกับผืนดินถิ่นเกิด แถมรสเผ็ดร้อนกับอาการชาซ่าที่ปลายลิ้น ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของความกระปรี้กระเปร่า ความพร้อมที่จะสู้กับอุปสรรคต่างๆ ในชีวิต ซึ่งเป็นแง่คิดที่แฝงอยู่ในความเชื่อเรื่องสุขภาพแบบโบราณด้วย
แล้ววิทยาศาสตร์ยุคใหม่มองสะค้านและญาติๆ ของมันอย่างไรบ้าง? งานวิจัยทางเภสัชวิทยาในระยะหลังๆ ให้ข้อมูลที่ค่อนข้างจะลึกซึ้ง ด้านหนึ่งก็ช่วยตอกย้ำสิ่งที่คนโบราณว่าไว้ แต่อีกด้านหนึ่งก็ชวนให้เราต้องมองอย่างพินิจพิเคราะห์และใช้วิจารณญาณ ในบรรดาสะค้าน 3 ชนิดหลักที่พูดถึงกัน Piper interruptum (สะค้านเถา) เป็นชนิดที่นักวิจัยไทยให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพื่อพิสูจน์สรรพคุณด้านลดการอักเสบและบรรเทาปวด
มีงานวิจัยเด่นชิ้นหนึ่งในสัตว์ทดลอง ตีพิมพ์เมื่อปี 2012 ศึกษาการใช้สารสกัดเอทานอลจากสะค้านเถา (Piper interruptum Opiz.) พบว่ามีฤทธิ์ลดอักเสบ ลดปวด และลดไข้ได้ดีทีเดียว ในการทดลองตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการ สารสกัดนี้ช่วยลดอาการบวมจากสารเคมี ลดการอักเสบเรื้อรัง บรรเทาอาการปวดจากฟอร์มาลิน และลดไข้ในหนูทดลองได้ ผลที่ได้ก็ใกล้เคียงกับยาแก้อักเสบแผนปัจจุบันกลุ่ม NSAIDs อย่างแอสไพรินเลยทีเดียว (PMC3317034) ทีมวิจัยสรุปว่ากลไกการทำงานของมันคือไปยับยั้งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ (อย่างพรอสตาแกลนดิน) และอาจจะมีผลคล้ายๆ สเตียรอยด์ด้วย ที่น่าสนใจคือ ผลวิจัยพวกนี้มันไปตรงกับที่หมอยาพื้นบ้านไทยเราพูดกันมาตั้งนานแล้วว่าสะค้านหรือเถาของพืชพวกนี้ใช้แก้ปวดแก้อักเสบได้
ส่วนเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ก็มีงานวิจัยของไทยอีกชิ้นที่ศึกษาการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด NK (Natural Killer cells หรือเซลล์เพชฌฆาต) และการแบ่งตัวของเซลล์ลิมโฟไซต์ (lymphocyte) พบว่าสารสกัดด้วยน้ำจากสะค้านเถา (Piper interruptum) ช่วยกระตุ้นการทำงานของลิมโฟไซต์ได้ดีมาก ซึ่งลิมโฟไซต์นี่ก็เป็นตัวบอกอย่างหนึ่งว่าภูมิคุ้มกันเราตอบสนองดีแค่ไหน ถึงแม้ว่าสารสกัดนี้จะไม่ได้ไปกระตุ้น NK cell โดยตรงก็เถอะ (PubMed 25518305) ข้อมูลนี้ยิ่งช่วยยืนยันสรรพคุณของสะค้านในฐานะ “ยาบำรุง” ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน อย่างที่ตำรายาโบราณว่าไว้เลย
ถ้ามองในภาพรวมของพืชสกุล Piper (พืชตระกูลเดียวกับพริกไทย) ก็พบว่าสารกลุ่มที่เรียกว่าสารทุติยภูมิ (secondary metabolites) อย่างไพเพอรีน (piperine) ซึ่งเป็นสารให้ความเผ็ดร้อนตัวเดียวกับในพริกไทยดำนั่นแหละ กำลังเป็นที่สนใจของนักเภสัชวิทยา เพราะมันมีแววว่าจะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และอาจจะต้านมะเร็งได้ด้วย (MDPI Molecules) ส่วน Piper ribesioides (ที่บางทีก็เรียก สะค้านลาว หรือ ดีปลากั้ง ส่วนทางลาวจะเรียกว่า สะค้าน หรือ ไม้พริก) ก็มีงานวิจัยน้ำมันหอมระเหยของมัน พบว่ามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อจุลินทรีย์ และยังยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase) ซึ่งน่าจะเอาไปต่อยอดทำผลิตภัณฑ์ผิวขาว หรือเป็นยาฆ่าแมลงจากธรรมชาติได้ (ResearchGate, SpringerOpen)
ฤทธิ์ไล่แมลงของ Piper ribesioides (สะค้านลาว หรือ ดีปลากั้ง) ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจสำหรับวงการเกษตร งานวิจัยใหม่ๆ พบว่าถ้าใช้สารสกัดจากพืชตัวนี้ร่วมกับสารอื่น อย่างไทมอล (thymol) แบบผสมกัน มันจะช่วยเสริมฤทธิ์กัน ทำให้กำจัดศัตรูพืชได้เก่งขึ้น แถมยังช่วยชะลอไม่ให้แมลงดื้อยาเร็วด้วย (SpringerOpen) นักวิจัยยังสกัดแยกสารออกฤทธิ์ออกมาได้หลายตัว เช่น ไพเพอรีน, ฟีนเอทิลซินนามาไมด์ (phenethylcinnamamide) และกรดซินนามิก (cinnamic acid) ซึ่งก็พบว่ามีฤทธิ์ไล่แมลงได้ดี ข้อมูลพวกนี้ก็เลยเป็นหลักฐานวิทยาศาสตร์มายืนยันภูมิปัญญาโบราณที่ใช้สะค้านป้องกันอาหารไม่ให้แมลงมาตอมหรือทำลาย
ส่วน Piper wallichii ถึงแม้ในตำรับยาไทยอาจจะไม่ค่อยคุ้นชื่อเท่าตัวอื่นๆ ในตระกูลเดียวกัน แต่ก็มีงานวิจัยชี้ว่ามันมีดีทั้งเรื่องต้านแบคทีเรีย ลดอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ พอไปส่องดูส่วนประกอบทางเคมี ก็เจอสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายตัว อย่างสารกลุ่มเอริลอัลคาโนน (aryl alkanones) และฟีนิลโพรพานอยด์ (phenylpropanoids) ที่ดูแล้วน่าจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ตั้งแต่ต้านลิ่มเลือดไปจนถึงปรับภูมิคุ้มกัน (PubMed) ในตำรับยาพื้นบ้านของจีนและอินเดีย เขาก็ใช้พืชชนิดนี้รักษาโรคปวดข้อรูมาตอยด์และอาการอักเสบต่างๆ กันมานาน
สิ่งที่ร้อยเรียงข้อมูลอันหลากหลายเหล่านี้เข้าด้วยกัน ก็คือความน่าทึ่งและประโยชน์รอบด้านของพืชในสกุล Piper หรือ “ครอบครัวใหญ่” ของสะค้านนั่นเอง พืชตระกูลนี้เป็นที่ยอมรับในเรื่องสรรพคุณยาตามตำรับโบราณทั่วเอเชียมานับศตวรรษ แต่เพิ่งจะมาเริ่มมีการศึกษาอย่างจริงจังในทางวิทยาศาสตร์ยุคใหม่นี่เอง คุณสมบัติเด่นทั้งการเป็นอาหารและยา ที่เมื่อก่อนเป็นแค่เรื่องเล่าปากต่อปาก ตอนนี้ก็เริ่มมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากการทดลองในสัตว์และห้องแล็บมายืนยันมากขึ้น
แต่ยังไงก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องเน้นย้ำก็คือ ถึงแม้ผลวิจัยเบื้องต้นจะดูดีมีอนาคต แต่งานวิจัยเรื่องความปลอดภัยและผลลัพธ์จริงๆ ของสะค้านในคนเราโดยตรงยังมีน้อยมาก งานวิจัยส่วนใหญ่ที่ทำกันมา มักจะเป็นการทดลองในสัตว์หรือในหลอดทดลอง (in vitro) ซึ่งก็ดีที่ช่วยให้เข้าใจกลไกต่างๆ แต่ยังฟันธงไม่ได้เต็มปากว่าจะใช้ได้ผลกับคนในทุกๆ กรณี ไหนจะเรื่องวิธีเตรียมที่ต่างกัน ส่วนของพืชที่ใช้ ปริมาณที่กิน หรือแม้แต่ร่างกายแต่ละคนก็ตอบสนองไม่เหมือนกัน ปัจจัยพวกนี้ล้วนทำให้ผลจากห้องแล็บอาจจะไม่เหมือนกับผลที่ได้จริงๆ เวลาเอามาใช้ และก็ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยเสมอไป
ในบ้านเราที่คนหันมาใช้ยาสมุนไพรกันมากขึ้น การจะเอาภูมิปัญญาโบราณมาผสมผสานกับการแพทย์แผนปัจจุบันที่อิงหลักฐานวิทยาศาสตร์ จึงเป็นทั้งเรื่องท้าทายและเป็นโอกาส หน่วยงานสุขภาพและผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรของไทยก็รู้ดีว่าจำเป็นต้องมีมาตรฐานการสกัด การควบคุมคุณภาพ และต้องวิจัยกันต่อไป เพื่อให้เข้าใจถ่องแท้ถึงประโยชน์และความเสี่ยงของตำรับยาโบราณ การที่อาหารใส่สะค้านและยาต้มสะค้านเป็นที่นิยมและหาซื้อง่าย ก็ทำให้คนเห็นคุณค่าของพืชนี้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยิ่งต้องย้ำเตือนให้ผู้บริโภคมีความรู้ โดยเฉพาะเรื่องข้อจำกัดของภูมิปัญญาดั้งเดิม และความจำเป็นที่ต้องปรึกษาหมอหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้
สำหรับใครที่สนใจจะนำสะค้านมาใช้ดูแลสุขภาพตัวเองแบบองค์รวม มีข้อแนะนำเบื้องต้นดังนี้:
- เลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากแหล่งที่ไว้ใจได้เท่านั้น สะค้านที่เก็บจากป่าหรือเตรียมแบบไม่ถูกหลัก อาจเสี่ยงปนเปื้อนหรือหยิบผิดชนิดได้ง่ายๆ โดยเฉพาะพืชตระกูล Piper ที่หน้าตาคล้ายกันเยอะแยะ
- ระวังสักนิดเรื่องผลข้างเคียงที่อาจเกิดกับยาที่กินประจำหรือโรคประจำตัว สารบางตัวในพืชตระกูล Piper อาจมีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ความดัน หรือเอนไซม์ตับได้
- จำไว้ว่าคำว่า “จากธรรมชาติ” ไม่ได้แปลว่าจะปลอดภัยหรือได้ผลเสมอไป สมุนไพรก็เหมือนยาอื่นๆ ที่อาจมีผลข้างเคียงได้ โดยเฉพาะถ้าใช้ผิดวิธีหรือกินมากเกินไป
- ปรึกษาหมอหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือก่อน โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว กินยาอะไรอยู่ หรือกำลังท้อง/ให้นมลูก ก่อนจะเริ่มใช้สมุนไพรตัวไหนเป็นประจำ
- อย่าลืมว่าถึงแม้งานวิจัยในสัตว์ทดลองและห้องแล็บจะดูน่าสนใจ แต่การศึกษาที่น่าเชื่อถือในคนจริงๆ ยังมีน้อยมาก และต้องรอผลวิจัยเพิ่มเติมอีกเยอะกว่าจะให้คำแนะนำที่ชัดเจนได้
สะค้าน ที่มีเรื่องราวผูกพันทั้งในจานข้าว ในวัฒนธรรม และในตำรับยา ชวนให้เราหันมามองพลังของภูมิปัญญาการรักษาแบบดั้งเดิมที่ปรับตัวไปตามยุคสมัย ขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เข้ามาตรวจสอบอย่างละเอียด เรื่องของสะค้านจึงไม่ใช่แค่เรื่องของพืชเถาเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของการตามหา “ความสมดุล” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในวิธีคิดแบบไทยๆ ที่สะท้อนออกมาในการผสมผสานอาหารกับยา ภูมิปัญญาเก่าแก่กับความรู้ใหม่ ที่ยังคงเกื้อหนุนและให้ข้อมูลซึ่งกันและกันอยู่เสมอ
เมื่อวิทยาการก้าวหน้าไป ความหวังไม่ใช่การไปลดทอนคุณค่าของภูมิปัญญาโบราณ แต่คือการส่งเสริมให้สมุนไพรมีบทบาทในการดูแลสุขภาพผู้คนได้ดียิ่งขึ้น โดยการนำวิทยาศาสตร์มาช่วยพิสูจน์สรรพคุณ ปรับปรุงมาตรฐานความปลอดภัย และสนับสนุนให้คนรุ่นหลังได้ใช้ประโยชน์จากมรดกสมุนไพรของไทยและอุษาคเนย์อย่างเต็มที่และรอบด้าน
ทุกวันนี้ รสเผ็ดซ่าและความรู้สึกอุ่นชาที่เป็นเอกลักษณ์ของสะค้าน ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนแถบนี้อย่างแยกไม่ออก และเมื่อมีงานวิจัยใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ เถาวัลย์หน้าตาธรรมดาๆ นี้ ก็อาจจะมีบทบาทสำคัญยิ่งขึ้นในการพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับนวัตกรรมยุคใหม่
ข้อควรทราบ: บทความนี้เป็นเพียงข้อมูล ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ที่สนใจเรื่องสมุนไพรตามตำรับโบราณ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนนำไปใช้ โดยเฉพาะหากมีโรคประจำตัวหรือกำลังรักษาโรคใดๆ อยู่
แหล่งข้อมูล:
- สรรพคุณต้านการอักเสบ ลดปวด และลดไข้ของสารสกัดเอทานอลจากสะค้านเถาและชะพลู
- ผลของชะพลู ใบชะพลู และสะค้านเถา ต่อการทำงานของเซลล์ NK และการแบ่งตัวของลิมโฟไซต์
- สะค้าน (Piper ribesioides) (Wikipedia)
- อ่อมหลาม (Or lam) (Wikipedia)
- การเสริมฤทธิ์กันของไทมอลกับสารสกัดสะค้านลาว
- องค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ต้านแบคทีเรียจากลำต้นและใบของ Piper wallichii
- พืชสกุล Piper: การทบทวนวรรณกรรมอย่างละเอียดเกี่ยวกับพฤกษเคมีและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ