ลึกลงไปในป่าเมืองไทย ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ที่แสงแดดส่องถึงรำไร มีพืชเก่าแก่ชนิดหนึ่งเติบโตอยู่ นั่นก็คือ ว่านกีบแรด หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ Angiopteris evecta เฟิร์นยักษ์ที่คนไทยคุ้นหูในชื่อ “กีบม้าลม” หรือ “กีบแรด” ส่วนฝรั่งเรียกกันว่า king fern หรือ elephant fern พืชชนิดนี้ถูกนำมาใช้เป็นยาแผนโบราณสืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น และทุกวันนี้ เมื่อวิทยาการสมัยใหม่เริ่มเข้ามาพิสูจน์ โลกก็เริ่มเห็นคุณค่าของสรรพคุณทางยาที่หมอแผนไทยให้การยอมรับมาช้านาน
ชาวบ้านในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใช้ว่านกีบแรดดูแลสุขภาพและรักษาโรคกันมานับร้อยปี ส่วนที่คนนิยมเอามาทำยามากที่สุดก็คือเหง้าอวบๆ ของมัน ที่เชื่อกันว่าช่วยแก้สารพัดโรค โดยเฉพาะโรคทางเดินอาหารและอาการปวดเมื่อยเรื้อรัง ว่านกีบแรดไม่ใช่แค่ตำนานที่ถูกลืม แต่ยังผูกพันกับวิถีชีวิตคนชนบทในไทย ที่ซึ่งความศรัทธาในธรรมชาติ ความเชื่อทางจิตวิญญาณ และความรู้เรื่องต้นไม้ใบหญ้าหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในชีวิตประจำวัน ทุกวันนี้ การผนวกภูมิปัญญาโบราณเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กำลังไขความกระจ่างว่าทำไมสมุนไพรล้ำค่าชนิดนี้ถึงยังคงอยู่ยงคงกระพัน
ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่ในบ้านเรา ซึ่งภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพรถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ว่านกีบแรดจะเต็มไปด้วยเรื่องเล่าพื้นบ้าน หมอแผนโบราณจะใช้เหง้าขนาดใหญ่ใต้ดินที่อุดมด้วยแป้ง หั่นเป็นชิ้นๆ ต้มเป็นยา หรือบดเป็นผง รักษาโรคทางเดินอาหาร แก้ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อ หรือบางทีก็ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ในบางพื้นที่ยังนำไปใช้ในพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ ปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ตอกย้ำความสำคัญทั้งในแง่สัญลักษณ์และสรรพคุณทางยา
แล้ววิทยาศาสตร์ล่ะ ว่ายังไงกับสรรพคุณเหล่านี้? ไม่กี่ปีมานี้ มีงานวิจัยทางเภสัชวิทยาหลายชิ้นที่มาช่วยยืนยันคำกล่าวอ้างเรื่องสรรพคุณของว่านกีบแรด เมื่อปี 2024 มีงานวิจัยชิ้นสำคัญตีพิมพ์ในวารสาร World Journal of Pharmaceutical Research ได้นำสารสกัดเมทานอลจากเหง้าของ Angiopteris evecta มาทดสอบในห้องปฏิบัติการหลากหลายวิธี ผลลัพธ์ที่ได้น่าทึ่งมาก คือเมื่อให้สารสกัดนี้กับหนูทดลอง พบว่าช่วยลดน้ำตาลในเลือดได้ชัดเจน เทียบเท่ากับยาไกลเบนคลาไมด์ (glibenclamide) ที่แพทย์ใช้กันอยู่ ซึ่งน่าสนใจมากสำหรับประเทศไทย ที่มีผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่อาจเข้าถึงยาแผนปัจจุบันได้ยาก (wisdomlib.org)
ที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือฤทธิ์แก้ปวดของสารสกัดนี้ ที่พบว่าช่วยลดอาการปวดในสัตว์ทดลองได้ดีใกล้เคียงกับยาแอสไพรินในขนาดที่สูงกว่า นักวิทยาศาสตร์พบว่าสรรพคุณเหล่านี้มาจากสารพฤกษเคมี (phytochemicals) ออกฤทธิ์หลายตัว ทั้งอัลคาลอยด์ (alkaloids) ฟลาโวนอยด์ (flavonoids) และแทนนิน (tannins) โดยเฉพาะฟลาโวนอยด์ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เกี่ยวพันกับโรคเบาหวานและอาการปวดเรื้อรังโดยตรง (wisdomlib.org)
ผลวิจัยเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับคนที่คลุกคลีกับสมุนไพรไทย เพราะตำราสมุนไพรไทยหลายเล่ม อย่างที่เว็บไซต์ medthai อ้างอิง (medthai.com) ก็ระบุว่าว่านกีบแรดใช้ลดบวม รักษาแผลเล็กๆ น้อยๆ และเป็นส่วนผสมใน “ยาเขียว” บางตำรับสำหรับทาแก้ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ฤทธิ์เย็นของมัน ที่เชื่อว่าช่วยลด “ความร้อน” ในร่างกายตามหลักแพทย์แผนไทยนั้น เป็นที่นิยมใช้โดยเฉพาะหน้าร้อนที่อากาศอบอ้าว หมอสมุนไพรพื้นบ้านมักแนะนำให้นำส่วนต่างๆ ของว่านมาตากแห้ง บดเป็นผง แล้วผสมในตำรับยาต่างๆ โดยมักใช้ร่วมกับรากและเปลือกไม้อื่นๆ
นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ว่านกีบแรดยังมีความสำคัญทางวัฒนธรรมซ่อนอยู่ด้วย ในบางชุมชนทางเหนือของไทย บางบ้านอาจวางเหง้าหรือใบว่านกีบแรดไว้ใกล้ประตูบ้าน ตามความเชื่อว่าช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายหรือโชคร้าย แม้ธรรมเนียมแบบนี้จะไม่ค่อยเห็นในหมู่คนเมือง แต่ก็ยังสืบทอดกันเงียบๆ ในชนบท ซึ่งสะท้อนให้เห็นโลกทัศน์ที่การป้องกันทางจิตวิญญาณกับการรักษาร่างกายนั้นแยกกันไม่ออก
ข้อมูลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกก็สอดคล้องกับความเชื่อโบราณเหล่านี้ นอกจากงานวิจัยล่าสุดเรื่องลดน้ำตาลในเลือดและแก้ปวดแล้ว ยังมีข้อมูลชี้ว่าสารสกัดจาก Angiopteris evecta มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียด้วย ทำให้เอาไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายขึ้น (medthai.com) งานวิจัยอีกชิ้นจากปี 2024 ทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลันในสัตว์ทดลอง ก็รายงานว่าไม่พบผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายในขนาดที่ใช้ทดสอบ ยิ่งช่วยยืนยันความปลอดภัยของว่านกีบแรดในการใช้ตามตำรับยาโบราณ (wisdomlib.org) เรื่องนี้สอดคล้องกับชื่อเสียงที่สั่งสมมานานนับร้อยปีว่าเป็นสมุนไพรที่อ่อนโยน ไม่ระคายเคือง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่คนไทยให้ความสำคัญและไม่อยากพึ่งยาแผนปัจจุบันแรงๆ ถ้าไม่จำเป็น
อย่างไรก็ดี ก็ยังมีข้อควรระวังในการใช้ เช่นเดียวกับสมุนไพรอื่นๆ ว่านกีบแรดไม่ใช่ยาวิเศษ และยังต้องศึกษาเพิ่มเติมเรื่องผลกระทบที่อาจเกิดกับยาแผนปัจจุบันหรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ผู้คร่ำหวอดในวงการสมุนไพรไทยหลายท่านมักย้ำเสมอว่าให้ใช้แต่พอดี การใช้ติดต่อกันนานๆ หรือใช้มากเกินไป การใช้ในหญิงมีครรภ์หรือให้นมบุตร หรือใช้ร่วมกับยาแผนปัจจุบันบางชนิด อาจมีความเสี่ยงที่มองไม่เห็น คำเตือนเหล่านี้มีพูดถึงในวงวิชาการเช่นกัน ซึ่งเน้นว่าจำเป็นต้องมีการทดลองทางคลินิกในคนอย่างเข้มงวดมากขึ้น นอกจากนี้ การระบุชนิดพืชผิด หรือการเตรียมสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เจอได้ในตลาดสมุนไพร อาจทำให้สรรพคุณลดลงหรือเป็นอันตรายได้ ด้วยเหตุนี้ จึงขอแนะนำให้ผู้อ่านและผู้บริโภคชาวไทยปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้สมุนไพรตัวใหม่ทุกครั้ง (phar.ubu.ac.th, amprohealth.com)
ในอดีต การที่ว่านกีบแรดพบได้ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้พืชชนิดนี้ถูกนำไปใช้ในภูมิปัญญาท้องถิ่นนอกประเทศไทยด้วย Angiopteris evecta ที่ในมาเลเซียรู้จักกันในชื่อ “ปากู กาจะห์” (Paku Gajah) และในบางแถบของหมู่เกาะแปซิฟิกเรียกว่า giant king fern แสดงให้เห็นว่าความรู้เรื่องสมุนไพรได้กระจายไปตามเส้นทางการค้าขายและการย้ายถิ่นฐานในอดีต จริงๆ แล้ว บางชุมชนในหมู่เกาะแปซิฟิกไม่ได้ใช้แค่รักษาโรค แต่ยังใช้เป็นเครื่องเซ่นไหว้ในพิธีกรรมด้วย ซึ่งตอกย้ำบทบาทที่หลากหลายของพืชชนิดนี้ในสังคม (Wikipedia)
ความสนใจในว่านกีบแรดที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน สะท้อนเทรนด์ใหญ่ระดับโลก คือการมองหาทางเลือกจากธรรมชาติแทนยาเคมีสังเคราะห์ การหันกลับไปค้นพบภูมิปัญญาบรรพบุรุษ และการยอมรับคุณค่าของการรักษาแบบดั้งเดิมที่ผ่านการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ ในขณะที่ประเทศไทยกำลังเจอปัญหาท้าทายด้านสาธารณสุขจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อย่างเบาหวานและอาการปวดเรื้อรัง สมุนไพรอย่างว่านกีบแรดอาจมีบทบาทเล็กๆ แต่สำคัญในแนวทางการดูแลสุขภาพแบบผสมผสาน หากใช้อย่างระมัดระวังและอยู่ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ
สำหรับผู้อ่านชาวไทยที่สนใจอยากรู้เรื่องประโยชน์ของว่านกีบแรด มีข้อแนะนำดีๆ ดังนี้:
- อย่างแรก ควรซื้อสมุนไพรจากแหล่งที่ไว้ใจได้ เพื่อให้มั่นใจว่าได้ของแท้ ไม่ผิดชนิด และปลอดสารปนเปื้อนจากยาฆ่าแมลง
- อย่างที่สอง ควรใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ และอย่าหยุดยาแผนปัจจุบันที่หมอสั่งเพื่อมาใช้สมุนไพรอย่างเดียวโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
- อย่างที่สาม เวลาจะศึกษาเรื่องสมุนไพรโบราณ ควรสอบถามข้อมูลจากผู้เฒ่าผู้แก่ในบ้าน หรือผู้รู้เรื่องสมุนไพรในท้องถิ่น และจำไว้เสมอว่าแม้แต่สมุนไพรที่ดูไม่มีพิษมีภัย ก็อาจเป็นอันตรายได้ถ้าใช้ไม่ถูกวิธี
- สุดท้ายนี้ ควรสนับสนุนการวิจัยและเก็บข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมรดกสมุนไพรไทยอันล้ำค่า เพราะยังมีอีกเยอะที่เราต้องเรียนรู้เกี่ยวกับพืชพรรณต่างๆ อย่างว่านกีบแรด ที่ใบเขียวๆ ของมันเคยให้ร่มเงาแก่บรรพบุรุษเราทั้งจากแดดและความเจ็บไข้
ท้ายที่สุด ว่านกีบแรดก็เปรียบเหมือนสะพานมีชีวิตที่เชื่อมอดีตกับปัจจุบัน ด้วยเหง้าที่แข็งแรงและใบที่สวยงาม ไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของรากฐานอันลึกซึ้งของภูมิปัญญาการแพทย์ไทย แต่ยังหมายถึงความเข้าใจใหม่ๆ ที่ผลิบานในยุควิทยาศาสตร์ ด้วยความเคารพ ความใฝ่รู้ และความรอบคอบ สมุนไพรโบราณนี้สามารถให้แง่คิดที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อภูมิปัญญาดั้งเดิมของเรา และการดูแลสุขภาพในโลกยุคใหม่
ข้อควรทราบเพื่อการศึกษา: บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษาเกี่ยวกับยาสมุนไพรแผนโบราณ และไม่ควรถือเป็นคำแนะนำทางการแพทย์ ผู้อ่านชาวไทยควรปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทุกครั้งก่อนใช้ยาสมุนไพรใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำลังตั้งครรภ์ ให้นมบุตร รับประทานยาตามแพทย์สั่ง หรือมีอาการป่วยเรื้อรัง
แหล่งข้อมูล: