ได้ไปฟังคนโน้นคนนี้พูดหนสองหน   สรุปเอาตามที่เข้าใจ พอนึกถึง  KM  จะนึกถึงคำสำคัญ 3 คำ   บรรยากาศการเรียนรู้  สาระสำคัญ และ วิธีการ (เพื่อให้เกิด 2 ตัวแรก) วิธีการนั้นมีมากมาย  จะหยิบวิธีไหนมาใช้ก็พิจารณาตามเหตุปัจจัย    เข้าใจเท่านี้จริงๆ  เฮ้อ.....                 

           เวลาทำจริง  ดูเหมือนกรอบมันแน่นหนาจน ไม่กล้าทำอะไรกันซะแล้ว  ในยุคที่ PMQA กับ KM ครองเมือง  ใครก็ได้ช่วยเยียวยาที  (ได้ข่าวว่า อาจารย์หมอนันทา อาจารย์หมอสมศักดิ์ ท่านเข้าใจถ่องแท้ กรุณาช่วยลูกช้างด้วย)                

อยากเล่านิทานเรื่องหนึ่ง                    

              กาลครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ได้โจทย์   ให้จัดประชุมกลุ่มในวันที่ ๒๔ มกราคม เวลา ๓ ชั่วโมงเพื่อวัตถุประสงค์ ๒ ประการคือ ๑ ชี้แจงให้ศูนย์รู้ว่างานที่ทำมีอะไรบ้าง  และ อยากให้ช่วยกันคิดว่ามีกิจกรรมอะไรบ้างที่เป็น Six key functions โดยใช้กระบวนการ KM ”   

          เราก็คิดกิจกรรมกันยกใหญ่ ตามประสาคนไม่ค่อยจะมีกรอบ  สรุปได้ว่าเราจะไม่ฉายแผ่นใสบรรยายว่าส่วนกลางทำอะไรบ้าง ศูนย์ต้องทำอะไรบ้าง แล้วก็ลาจากกัน    แต่เราจะทำบรรยากาศแบบคุยกันสบายๆ แต่ให้ได้สาระ โดยให้เล่าสู่กันฟังว่าเราจะทำอะไรกันบ้าง  และศูนย์ช่วยเล่าบ้างว่าศูนย์จะทำอะไร  การทำโครงการสำคัญมีปัญหาอุปสรรคอะไร  จะให้ช่วยกันตรงไหน  จะแก้ปัญหากันอย่างไรดี    นี่เป็นการตอบโจทย์ข้อแรก

             เพื่อตอบโจทย์ข้อ ๒  เราก็จะช่วยกันคิดว่า  เราทำอะไรกันแล้วบ้างที่เป็น Six key functions และคิดกันต่อว่า  เราน่าจะทำอะไรอีกบ้างในอนาคต เพื่อเติมให้เต็ม ประชุมกันจบก็จะได้คำตอบ ๒ เรื่อง  คือ  ศูนย์รู้ว่าเราจะทำอะไร เขาจะมีส่วนร่วมอะไรบ้าง  เราก็จะรู้ว่าศูนย์จะทำอะไร  เขาอยากให้เราช่วยอะไรบ้าง  และ ของแถมที่วิเศษก็คือ  เราจะได้งานใหม่ๆ ที่ใส่ในกรอบ Six key functions ที่ท่านอธิบดีเล่าให้พวกเราฟัง   ช่วยให้ภาพงานชัดขึ้น คิดกันจบ 

           นักวิชาการท่านหนึ่งพูดขึ้นว่า  ทำแบบนี้น่ะ เขาไม่เรียกว่า KM อย่าไปบอกใครนะว่าทำ KM  คนที่เขารู้จริงเรื่อง KM เขาจะหัวเราะเอา

          ก็ฉุกคิด  เออแฮะ  เรานี่ช่างรู้น้อยจริงๆ บังอาจไปเหมาเอาว่าเรากำลังทำ KM  ก็เลยตอบแบบเจียมเนื้อเจียมตัวว่า  ไม่เป็นไร  งั้นจะไม่เรียก KM  ถ้าจะเรียกว่า แลกเปลี่ยนเรียนรู้  จะได้มั้ยคะ  

                    ตกค่ำ  ขณะวิ่งจ๊อกกิ้ง  ความคิดก็โลดแล่นออกมาเป็นคำถามต่อไปนี้

                   ๑.       ฉันรู้จัก KM ดีแล้วหรือยัง     ตอบตัวเองว่า สงสัยยังไม่รู้

                 ๒.     ฉันเอาคำว่า KM มาใช้ถูกที่ถูกทางหรือไม่  ตอบว่า  ไม่รู้เหมือนกัน  เขาให้ทำก็ต้องทำ  

              พลางย้อนคิดไปถึงหลายเดือนก่อน  ได้รับโจทย์จากผู้บริหารว่า  คุณไปทำ KM โครงการเด็กไทย เชิญคณะทำงานมาคุยกัน  แล้วสรุปออกมา  ผมจะไปฟังด้วย                

             กลับไปเปิดชีทของอาจารย์วิจารณ์ พานิช อ่านเจอ AAR (After Action Review)   ท่าจะเหมาะกับงานเรา  เพราะโครงการเพิ่งจบ    เป็นไปตามเงื่อนไขในเอกสาร  เราก็เชิญคนมาคุยๆ กันฉันมิตร โดยมีประเด็นให้คุยตาม AAR   คุยกันจบ เอ๊ะ เราก็เห็นคำตอบกระจ่างชัดนะ ว่างานผ่านมา ๑ ปี มีความสำเร็จอะไรเกิดขึ้นบ้าง  มันสำเร็จจากปัจจัยอะไร  ปัญหาอุปสรรคอยู่ตรงไหน เราจะผ่านมันไปได้อย่างไร   มองเห็นภาพโครงการที่จะเดินไปในปีหน้าชัดขึ้น  เฮ่อ...มีความสุขแฮะ    

              ท่านผู้บริหารเข้ามาทีหลัง  ท่านก็เริ่มด้วยการ  เล่า  สิ่งที่ท่านคิดต่อโครงการนี้  ท่านเห็นอะไรที่เป็นความสำเร็จ  ท่านเห็นช่องว่างอะไรที่เราต้องเติมให้เต็ม   (ฟังท่านก็รู้สึกดีนะ  เพราะไม่เคยได้ฟังความคิดที่ดูจริงใจจากผู้ใหญ่มาก่อนเลย)  พอท่านเริ่ม  ท่านก็ขอให้คนอื่นพูดบ้าง  ก็เวียนกันพูดรอบวง 

              ในฐานะที่เป็นคุณคนบันทึกการเล่า   สิ่งที่สรุปออกมาจากการทำทั้ง ๒  เหมือนกันทุกประการในสาระสำคัญ                

                พองานเลิก   กัลยาณมิตรท่านหนึ่งมากระซิบว่า  พี่ๆ   ทำ KM ใช้เวลาครึ่งวันไม่พอหรอกพี่  ทำจริงๆ ต้องสัก ๒ วัน  ต้องมีเวลาให้ทุกคนเล่า                

               วันนั้น  คิดในใจว่า  ฉันคงจะทำ KM ไม่เป็น  การทำ  KM  มันต้อง Story Telling”                  

                วิ่งครบครึ่งชั่วโมง เกิดคำถามที่ยังไม่มีคำตอบให้ตัวเองขึ้นมาอีกแล้วว่า

                ๑.       ต้อง  Story Telling  เท่านั้น  ทำอย่างอื่นไม่ใช่ KM  

                 ๒.     ทำ KM ต้องนั่งล้อมวงกันในห้องประชุม

                 ๓.      ทำ KM ต้องใช้เวลาให้มากพอ จึงจะได้ผล    เวลาน้อยๆ ไม่เป็น KM  

                ถ้าเป็นอย่างนั้น  ต่อไปไม่ใช้คำ   KM ก็ได้  เดี๋ยวจะโดน หัวเราะ  จะขอใช้ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็ แล้วกัน  คงไม่มีใครว่า   มันเป็นคำไทยๆ ดี    และฉันเข้าใจคำนี้ว่า

              ๑.   เรียนรู้  คือ   สามารถนำสิ่งที่รู้ไปใช้ได้เมื่อต้องการใช้       ถ้ารู้อย่างเดียวแต่เอาไปใช้ไม่ได้  ก็ไม่ เรียกว่า เรียนรู้

              ๒ .       แลกเปลี่ยนเรียนรู้  ก็คือ  เล่าสู่กันฟังว่า  ได้เอาความรู้ไปใช้ทำงานแล้วได้ผลดี  คุณจะเอาไป ลองทำบ้างไหมละ      หรือ  เออ คนนั้นทำแบบนี้ดีนะ  ฉันจะเอาไปทำมั่ง  ถ้าดีจริง ฉันจะไปบอกต่อ

         ๓ .     วิธีแลกเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้  แต่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ ให้คนอื่นเอาไปใช้ด้วย   เพราะถ้ารู้คน เดียวทำได้คนเดียวก็ไม่ใช่   จะเข้ามาเขียนใส่ไว้ในลานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกรมอนามัย  จะเขียนใส่ไว้ในแฟ้มที่โต๊ะแล้วป่าวประกาศว่าใครจะมาเปิดใช้ก็ได้   รวมกลุ่มคุยกันในเรื่องที่สนใจร่วมกัน  ฯลฯ  มันสนุกที่ได้ทำหลากหลาย                

           จะทำแค่นี้แหละ   เบื่อแล้ว  KM   ต่อไปจะไม่พูดคำว่า KM อีกแล้ว.