สรุป รีวิวสารคดี Dating the Devil: ออกเดทกับปีศาจ Worst Ex Ever: แฟนเก่ายอดแย่ (Netflix 2024) EP1

ซีรีส์สารคดี Worst  Ex Ever จาก Netflix หรือแฟนเก่ายอดแย่ นำเสนอเรื่องราวของความสัมพันธ์ที่จบลงอย่างเลวร้าย สะท้อนถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมเกี่ยวกับความรุนแรงทางจิตใจ การบงการ และการละเมิดสิทธิ์ในความสัมพันธ์ส่วนบุคคล หลายเหตุการณ์ที่ถูกเล่าในสารคดีแสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงและยาวนานที่เกิดขึ้นกับเหยื่อ ซึ่งไม่เพียงแต่มีผลต่อจิตใจและอารมณ์ของพวกเขา แต่ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การทำงาน และความสัมพันธ์กับคนรอบข้างอีกด้วย

#เปิดเผยเนื้อหาสำคัญ

ดูคลิปรีวิวที่นี่
 

คนแรกที่ถูกนำมาเสนอในสารคดีตอนที่ 1 คือ เบนจามิน ฟอสเตอร์ ชายที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สุดสะเทือนขวัญในสหรัฐอเมริกา เขาทำร้ายร่างกายอดีตแฟนสาวถึงสามคนด้วยความโหดร้ายทารุน ในช่วงปี 2012 ถึง 2024 การกระทำดังกล่าวส่งผลให้เกิดความสะเทือนใจแก่สังคมและก่อให้เกิดการตามล่าผู้ต้องสงสัยที่ดุร้ายนี้ จนกลายเป็นคดีที่น่าสนใจและบทเรียนที่สำคัญของการใช้ชีวิตคูู่และการระมัดระวังตัวเอง

#จัสติน จากแกรนท์สพาส รัฐโอเรกอน

วันที่ 24 มกราคมปี 2023 แองจี้ ได้รับโทรศัพท์จาก จัสติน หญิงสาวผู้ประกอบอาชีพเป็นบาร์เทนในบาร์แห่งหนึ่งในแกรนท์พาส ที่เพื่อนรักของเธอ ให้ช่วยโทรศัพท์เรียกรถพยาบาลไปที่บ้านของเธออย่างเร่งด่วน แต่ก่อนที่จะพูดอะไรต่อไปโทรศัพท์ของจัสตินก็ถูกตัดไป

แองจี้ตกใจเป็นอย่างมากจึงรีบโทรศัพท์แจ้ง 911 ให้รีบส่งรถพยาบาลไปที่บ้านของจัสติน และตัวของเธอเองก็รีบขับรถไปที่บ้านของจัสตินด้วยเพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

แองจี้เดินวนไปรอบบ้านก็ไม่สามารถเข้าบ้านของเพื่อนเธอได้และมันผิดนิสัยที่บ้านของจัสตินนั้นถูกล็อคประตูทุกบาน เพราะบ้านหลังนี้ไม่เคยล็อคประตู เธอเดินไปเคาะประตูทั้งด้านหน้าและด้านหลัง สิ่งที่เธอได้ยินตอบกลับมาก็คือเสียงร้องโอดครวญอย่างเจ็บปวดของจัสติน

จากนั้นเบนจามิน ฟอสเตอร์ แฟนหนุ่มของจัสตินที่ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ด้วยกัน และก็คบกันได้เพียงแค่ 2 เดือนเปิดประตูออกมาจากด้านหลัง แล้วก็บอกว่าจัสตินเกิดอาการหัวใจวายอย่างฉับพลัน เขาจึงพยายามช่วยเธอ เบนจามินบอกให้แองจี้เข้าไปดูจัสติน ส่วนตัวเขาจะรีบไปเตรียมรถเพื่อพาไปโรงพยาบาล

แต่เบนจามิน ก็ไม่ได้เตรียมรถเพื่อขับไปโรงพยาบาลแต่อย่างใดเขากำลังขับรถหนี

แองจี้เดินเข้าไปในบ้านก็พบ จัสตินเพื่อนสาวของเธออยู่ในสภาพหมดสติ ก็ร่างกายมีร่องรอยการถูกทำร้ายอย่างรุนแรง และที่คอก็มีเชือกรัดเอาไว้ ขนาดนั้นตำรวจก็มาถึงในบ้านที่เกิดเหตุ นำร่างของจัสตินขึ้นรถพยาบาล แต่สิ่งเดียวที่ตำรวจทำไม่ได้ก็คือ การไล่จับตัวของเบนจามินที่ขับรถหนีไปไกลแล้ว แม้ว่าตำรวจจะพยายามไล่ตามก็หาตัวไม่ได้ทำได้แต่เพียงคิดว่าถ้าเขาไปทำกับคนอื่นอีกละจะทำยังไง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เกิดจากการกระทำของเบนจามินที่ทำกับจัสตินนั้นไม่ใช่ครั้งแรกของเขา ซึ่งเขาได้ทำเรื่องเลวร้ายแบบนี้กับหญิงสาวคนอื่นมาแล้วก่อนหน้านี้ถึง 10 ปี

#แอมเบอร์ ลาสเวกัส รัฐเนวาดา

แอมเบอร์ ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวอันเป็นเหตุการณ์ฝันร้ายของเธอว่า ในฤดูร้อนปี 2012 เธอได้พบเบนจามิน ฟอสเตอร์ ชายหนุ่มรูปร่างหน้าตาดี ทั้งสองคนทำงานด้วยกันที่เดย์คลับแห่งหนึ่งที่โรงแรมบนถนนลาสเวกัสสตริป โดยที่เบนทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์ส่วนแอมเบอร์ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟ จากนั้นทั้งสองพูดคุยกันมาประมาณ 1 ปี เธอก็ยอมให้เบนจามินย้ายเข้ามาอยู่ในอพาร์ทเม้นท์กับเธอ

ในช่วงแรกก็ดูเหมือนว่าจะดูดีรักกันไม่ต่างกับคู่รักคู่อื่น แต่วันหนึ่ง ในขณะที่แอมเบอร์กำลังทำเอกสารการทำงานในประเทศให้กับแฟนเก่าที่เป็นชาวต่างชาติที่หน้าคอมพิวเตอร์ เบนจามินเห็นก็เข้ามาถามเธอเล่นน้ำเสียงอันเคร่งครึม แล้วแสดงความไม่พอใจเป็นอย่างมากที่ แอมเบอร์ ยังติดต่อกับแฟนเก่าของเธออยู่ นั่นคือสัญญาณเตือนแรกของความรุนแรงที่กำลังจะเกิดขึ้น

ต่อมา แอมเบอร์ ก็สืบทราบว่าเบนจามินก็ได้แอบติดต่อกับแฟนเก่าของเขาเช่นกัน และนั่นก็คือจุดเริ่มต้น ของความระหองระแหงกัน

เบนจามิน เป็นชายหนุ่ม ที่ชอบศึกษาศิลปะการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ชอบสะสมอาวุธมีดหลายรูปแบบ และชอบอาวุธปืนมากถึงขนาดที่ว่าต้องไปเที่ยวชมนิทรรศการเกี่ยวกับปืนเกือบทุกสัปดาห์ เขามีทั้งมีดพกและอาวุธปืนเป็นของตัวเอง บ่อยครั้งที่เขาเอามีดมากวัดไกวเล่น แล้วก็แกล้งทำเป็นเชือดคอแอมเบอร์เล่น ๆ แบบสนุก ๆ แต่แอมเบอร์ ก็ยังมองว่าไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรมากนักเธอยังสามารถดำเนินชีวิตคู่แบบนี้ต่อไปได้อยู่

ต่อมาในเดือนพฤศจิกายนปี 2014 หลังจากที่เบนจามินกับ แอมเบอร์ อยู่ด้วยกันมาถึง 2 ปี วันนั้นทั้งสองคนมีปากเสียงกัน เพราะ แอมเบอร์ รู้สึกว่าเบนนั้นอยู่ไม่สุขชอบทำอะไรลับ ๆ ล่อ ๆ และแสดงความตึงเครียดอยู่บ่อย เธอจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา นั่นมันทำให้เบนจามินรู้สึกโกรธมาก ผลักเธอลงไปนอนอยู่กับพื้น เขาเงื้อมือสุดแรงแล้วก็ตกไปที่หน้าของแอมเบอร์ ถึง 2 ครั้ง แอมเบอร์ จึงรีบหนีคว้ากุญแจรถแล้วขับรถออกไป เธอแจ้งตำรวจถึงเรื่องการถูกทำร้ายโดยแฟนหนุ่ม

ครั้งนั้น เบนจามิน ฟอสเตอร์ ถูกเจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานทางกฎหมายของลาสเวกัสสั่งกักขัง ให้เขาบำบัดเรื่องการใช้ความรุนแรงในครอบครัว และเขาก็ติดคุกเพียงไม่กี่เดือนก็ถูกปล่อยตัวออกมา

แอมเบอร์ ใช้ชีวิตอยู่ต่อไปด้วยความหวาด และเธอก็เลิกลากับเขาอย่างเด็ดขาด

ต่อมาในเดือนกันยายนปี 2015 ในขณะที่แอมเบอร์กำลังจะไปดูการแข่งขันอเมริกันฟุตบอล เธอได้ตัดสินใจกลับเข้าไปในบ้านเพื่อไปเอาเสื้อกันหนาวก่อน วันนั้นเธอได้เจอกับเบนจามินยืนอยู่หน้าอพาร์ทเมนท์ของเธอ เมื่อเขาเห็นเธอก็รีบเข้ามาทุบรถ เธอสามารถไล่เขาไปได้ แล้วเธอก็จอดรถอยู่อย่างนั้นประมาณ 5 นาทีจนแน่ใจว่ารถของเบญจมินทร์ขับออกไปไกลแล้ว เธอจึงขึ้นไปในอพาร์ทเม้นท์ของเธอ

เมื่อเธอเปิดประตูเข้าไปและขณะที่กำลังจะเลือกเสื้อกันหนาวเธอพบว่าเบนได้เข้ามาข้างหลังเธอโดยที่เธอไม่รู้ว่าเขาเข้ามาได้อย่างไร บนจามิน คว้าผมเธอแล้วก็กระชากเธอลงไปนอนลงกับพื้น ใช้มีดทำร้ายเธอ ทุบตีเธออย่างหนัก จากนั้นก็ลากเธอเข้าไปในโรงรถ แล้วก็ซ้อมต่ออย่างหนักหน่วงอยู่ในนั้น มีจังหวะหนึ่งที่เบนจามินลุกขึ้นแล้วเดินออกไปจากโรงรถ เธอจึงใช้โอกาสนั้นรีบหนีออกมาจากโรงรถ บึ่งไปที่ทำการอพาร์ทเม้นท์แล้วโทรแจ้งตำรวจ

ตำรวจมาจับตัวเบนจามินไป แต่ก่อนที่จะมีการจับตัว เบนจามินได้ใช้มีดของเขากรีดไปที่ใบหน้าของตัวเองแล้วแจ้งจากทางตำรวจว่า แอมเบอร์ เป็นคนทำเขาก่อนเขาจึงต้อง ป้องกันตัว และเรื่องราวที่เป็นยิ่งกว่าตลกร้ายก็คือทางตำรวจเชื่อเบน และไม่มีการค้นประวัติเก่าเรื่องการทำร้ายร่างกาย กลายเป็นว่า แอมเบอร์ ถูกตำรวจลาสเวกัสจับตัวไป และถูกตัดสินว่าทำร้ายร่างกายเบนจามินก่อน เธอถูกตัดสินจำคุกร่วมปี

แต่ก่อนที่จะมีการตัดสินคดีความอัยการของรัฐก็ได้ไปสืบค้นเรื่องราวของเบนก็พบว่าเขาเคยมีประวัติการทำร้ายร่างกายแอมเบอร์ ทำให้มีการยกเลิกคำสั่งจำคุกไป

หลังจากที่แอมเบอร์ถูกปล่อยตัว เธอกลับรถมาที่อพาร์ทเม้นท์อีกครั้ง เธอเข้าไปห้องก็พบว่าสิ่งของทั้งหมดของเธอ ไม่ว่าจะเป็นข้าวของเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแม้กระทั่งชุดชั้นในของเธอก็หายเอาไปจากห้องหมดแล้ว

จากนั้นเบนจามินก็หายไปจากชีวิตของแอมเบอร์

#เจมี่ ลาสเวกัส รัฐเนวาดา

เจมี่ หญิงสาวสไตล์พังก์ ที่รักหมาเป็นชีวิตจิตใจ เธอมีบ้านหลังเดียวอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว ก็นับว่าเป็นหญิงสาวที่มีฐานะมั่นคงเลยทีเดียว

ในปี 2017 วันหนึ่งเธอสมัครเรียน"คราฟมากา" เป็นศิลปะการต่อสู้แบบผสมผสาน และได้รู้จักกับเบนจามินที่นั้น เธอรู้ว่าเขาเป็นคนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดี เป็นคนไม่เสพยา มีจิตใจที่ดี และมีแผนที่จะเข้าทำงานในหน่วยงานรักษาความปลอดภัยของรัฐบาล

เจมี่กับเบน เริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์อันดีต่อกัน ไปมาหาสู่กันรวมระยะเวลาได้ประมาณ 1 เดือน และก็ตัดสินใจคบหากันเป็นแฟนเป็นระยะเวลา 1 ปี แต่เบนก็แอบติดต่อกับแฟนเก่าของเขาโดยที่เจมี่ไม่รู้ตัว แฟนเก่าที่เบนติดต่อก็คือแอมบอร์ หญิงสาวที่เขาทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงในปี 2015

ระหว่างนั้นเองเบนก็ได้ทำการติดต่อกลับไปหาแอมเบอร์อีกครั้ง โดยการส่งข้อความผ่านทางโทรศัพท์มือถือ เขาได้บอกกับเธอว่าช่วงที่หายไปนั้นเขาได้รับการบำบัด และอยู่ในช่วงที่ทุกข์ยากที่สุดของชีวิต นั่นก็เลยทำให้ แอมเบอร์รู้สึกเห็นใจ และรู้สึกว่าอยากจะเป็นเพื่อนข้าง ๆ เขาคอยให้กำลังใจ จนลืมสุภาษิตที่ควรจะจดจำเอาไว้ "เจ็บแล้วจำคือคนเจ็บแล้วทนคือควาย" ดังนั้นในวันที่ 24 ธันวาคมปี 2017 แอมเบอร์จึง ตัดสินใจให้เบนจามินมาพบที่อพาร์ทเม้นท์ของเธอ

แอมเบอร์ ได้ทิ้งโทรศัพท์เอาไว้ที่โต๊ะรับแขกซึ่งเบนก็นั่งอยู่ตรงนั้น เธอได้เดินเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ในขณะนั้นโทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้นมาเบนหยิบดูโทรศัพท์ แล้วเขาก็โมโหจนควบคุมไม่ได้

แอมเบอร์ เดินออกมาจากห้องเพื่อรับโทรศัพท์แต่เธอไม่เห็นโทรศัพท์และก็ไม่เห็นเบนด้วยเธอเดินเข้าไปหาในห้องครัว ในระหว่างนั้นเบนก็เดินมาที่ด้านหลัง ผลักเธอลงไปนอนกับพื้นและก็รัดคอจนหมดสติ

แอมเบอร์ ฟื้นขึ้นมาในห้องนอนของเธอ เห็นเบนเดินไปเดินมารอบห้องแล้วก็ต่อยกำแพงไปเรื่อย เธอพยายามหาจังหวะและก็หนีออกมาที่ระเบียงด้านหลังของห้อง ปีนลงจากระเบียงลงมาที่ด้านล่าง และก็รีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือ โชคดีที่พบผู้หญิงใจดีคนหนึ่งจอดรถรับ จากนั้นเธอก็โทรศัพท์ไปที่ 911 แจ้งเหตุว่าเบนจามินแฟนเก่าของเธอทำร้ายเธออีกครั้ง ตำรวจมาถึงอพาร์ทเมนต์ของแอมเบอร์ ก็ได้จับไหล่ แอมเบอร์ แล้วก็พูดกับเธอว่า เธอจะหยุดพบเขาได้แล้ว และนี่ก็เกือบจะทำให้เขาพรากชีวิตของเธอไปจากพ่อแม่ในช่วงก่อนวันคริสตมาสแล้ว จากนั้นเบนจามินก็ถูกตำรวจจับและยัดเข้าใส่ห้องขัง

กันยายน ปี 2018 เป็นระยะเวลา 1 ปีผ่านไประหว่างที่เจมี่ได้คบกับเบน เบนไม่ได้เป็นคนดีงามอย่างที่เธอเห็น เขาตกงาน และเข้ามาอยู่ในบ้านของเจมี่ เพราะอ้างว่าเขาไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าบ้านที่เขาอยู่ และอ้างว่ามีคนพยายามตามเขาอยู่ตลอดเวลา กลายเป็นคนหวาดระแวง

จากนั้น เบนก็ไม่หางานทำ นอนทั่งวัน แม้เจมี่จะพยายามหางานให้เขาก็ไม่ยอมทำงาน จนวันหนึ่งเธอพยายามเกลี้ยกล่อมเขาให้ไปทำงาน เขาก็เข้าด้านหลังของเธอ ผลักเธอล้มลง และนั่นคือครั้งแรกที่เจมี่ได้เห็นความรุนแรงจากเบนจามิน เฉพาะในเดือนกันยายนปี 2018 เบนได้ทำร้ายเจมี่ไปแล้วถึงสามครั้ง

เจมี่ ไม่สามารถทนอยู่กับเบนได้เธอจึงหนีไปนอนที่โรงแรมเป็นเดือน จนไม่สามารถจ่ายค่าห้องที่โรงแรมได้ก็เลยตัดสินใจขอยื่นคำสั่งห้ามเบนเข้าใกล้เธอ เธอไม่กล้าแม้แต่จะเอาคำสั่งไปให้เบน จึงขอร้องให้ตำรวจออกไปให้ ตำรวจไปที่บ้านเขาก็ไม่ออกมาทำได้เพียงยื่นคำสั่งไว้ที่หน้าบ้านเท่านั้น

เจมี่เดินเข้ามาในบ้านของตัวเอง ล้มตัวลงนอนที่ห้องนอน จากนั้นเธอก็วูบหลับไป เมื่อเธอตื่นขึ้นมา ก็เห็นว่าเบนเอามือทั้งสองข้างของเธอจับแขนเธอไขว้หลังเอาไว้ ใช้ปัตตาเลี่ยนโกนหัวเธอจนโลน แล้วก็ขู่ว่าต่อไปนี้จะไม่มีผู้ชายคนไหนมองหน้าเธอ หลังห้ามไม่ให้นำเรื่องนี้ไปบอกกับใคร จากนั้นเบนก็กักขังเจมี่ไม่ให้ออกนอกบ้าน จับให้นอนอยู่ในสภาพที่มัดเอาไว้อยู่ใรสภาพเปลือย และมักจะถูกปืนจ่อไว้ด้วย เจมีต้องอยู่ในสภาพนั้นถึง 16 วัน

จนเมื่อวงเงินในบัตรเครดิตหมดไม่สามารถสั่งอาหารมาได้ แม้แต่น้ำในบ้านก็ยังไม่มี อาหารหมาของเธอก็หมด เธอจึงขอร้องให้เบนออกไปซื้ออาหารเขาก็ยินยอม เขาสั่งให้เธอเป็นคนขับรถ แล้วเธอก็เลือกขับรถไปที่ Supermarket ขนาดเล็กของเมือง ในขณะที่เบนไปเข้าห้องน้ำ เธอได้โอกาสไปขอให้คนใน Supermarket ช่วยเหลือ แต่คนในร้านก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากนักเพียงบอกแต่ทางหนีให้เธอได้เท่านั้น เธอหนีจนไปพบกับ ชายคนหนึ่ง เธอขอร้องให้เขาช่วย และขับรถไปส่งที่โรงพยาบาล

นางพยาบาลก็ได้โทรแจ้งตำรวจให้เข้ามาดูแลคดีนี้ เพราะสภาพร่างของเจมี่บอบช้ำอย่างหนัก เธอไม่ยอมบอกกับใครว่าถูกใครทำร้าย เพราะกลัวว่าหากบอกไปแล้วเบนจะจัดการกับเธอ เธอไม่เชื่อว่าตำรวจจะคุมตัวเบนได้นานนัก และถ้าเขาสามารถออกมาจากตำรวจได้เธอก็อาจจะถูกกระทำจนเสียชีวิตก็เป็นได้ หลังจากการถูกคะยั้นคะยอเธอก็ต้องบอกชื่อของเบนจามิน ฟอสเตอร์ให้กับตำรวจไป แต่เจมี่ก็ไม่รู้สึกปลอดภัย

หลังจากออกจากโรงพยาบาลตำรวจก็ได้ขับรถไปส่งเจมี่ที่บ้าน พอไปถึงหน้าบ้านก็เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดใหญ่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิง ทีมข่าว แม้แต่เฮลิคอปเตอร์และโดรนก็อยู่เต็มที่หน้าบ้านของเธอแล้ว

เบนเดินออกมาจากบ้าน ส่งหมาของเจมี่ให้กับตำรวจ และเบนก็ถูกกุมตัวขึ้นรถตำรวจไป

ข่าวการจับกุมเบนจามิน ฟอสเตอร์ ถูกเผยแพร่ไปทั่วประเทศ นั่นทำให้ แอมเบอร์ ได้เห็นข่าวนี้ด้วย เธอรู้สึกว่า กระบวนการของตำรวจในการจับกุมเป็นนั้นไม่มีประสิทธิภาพมากพอและเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไปปัญหาให้กับคนอื่นโดยเฉพาะเจมี่

เบน ถูกตั้งข้อหาทำร้ายร่างกาย ใช้ความรุนแรงในครอบครัวด้วยการบีบคอ ลักพาตัวระดับที่ 1 รวมถึงข้อหาอื่น ๆ อีกสามข้อ แต่ก็เกิดปัญหาในกระบวนการศาลเพราะว่าเจมี่ไม่ยอมไปขึ้นศาล เธอไม่อยากไปนั่งร่วมในห้องพิจารณาคดีกับเบน ดังนั้นทนายของเจมี่จึงทำได้เพียงทำข้อตกลงกับอัยการ จึงดำได้เพียงแค่ตัดสินความผิดขั้นต้น อัยการเขตคลาร์กเคาน์ตี้ ได้รวมคดีของ แอมเบอร์ ที่เกิดขึ้นในปี 2017 และคดีของเจมี่ที่เกิดขึ้นในปี 2019 เข้าด้วยกัน

ส่วนเบนจามิน ก็รับสารภาพว่าตนใช้ความรุนแรงในครอบครัวแบบร้ายแรงทั้งสองคดี นั่นทำให้เขาถูกตัดสินจำคุกสูงสุด 30 เดือน แต่ก็ได้รับเครดิตเพราะว่าเขานั้นได้ถูกจำคุกไปแล้ว 2 ปีก่อนหน้านี้ในคดีของแอมเบอร์  ทำให้เขาถูกจำคุกเพียงแค่ 24 เดือนหลังจากทำร้ายเจมี่และถูกปล่อยตัวออกมาในเดือนตุลาคมปี 2021

การที่เบนถูกปล่อยตัวออกมาทำให้ทั้งแอมเบอร์และเจมี่อยู่ด้วยความหวาดกลัว

#จัสติน จากแกรนท์สพาส รัฐโอเรกอน

กลับมาในวันที่ 24 มกราคม 2023 หลังจากที่แองจี้ เพื่อนสาวของจัสตินโทรศัพท์แจ้งตำรวจให้เข้ามาช่วยเหลือจัสตินและนำส่งไปโรงพยาบาล คืนนั้นตำรวจก็ได้พยายามไล่เบนจามิน และพยายามสกัดกั้นทุกเส้นทาง แต่ก็โชคร้ายไม่สามารถจับตัวเบจมินได้ เขาสามารถรอดแนวสกัดกั้นของตำรวจไป ตำรวจทำได้แต่เพียงเสียดายและคิดว่าถ้าเขาหลุดไปได้นั้นเขาก็น่าจะไปทำเรื่องเลวร้ายกับผู้หญิงคนอื่นได้อีก ตำรวจทำได้แต่เพียงออกประกาศไปทั่วประเทศให้ระวังตัวชายคนนี้ มีการนำเสนอภาพของเขาผ่านทางโทรทัศน์ระดับชาติ ให้ทุกคนรีบแจ้งเบาะแสพบตัว แล้วก็ทำการระดมเจ้าหน้าที่สอบสวนทุกคนในสำนักงานตำรวจแกรนท์สพาสออกไล่ล่า

#การไล่ล่าของตำรวจ
มีการออกไปสอบปากคำพยาน จำนวนมากรวมถึงพ่อแม่เบน ซึ่งทั้งสองคนก็ตกใจเป็นอย่างมากที่ลูกของพวกเขาไปทำสิ่งเลวกับหญิงสาวคนอื่น พ่อแม่บอกว่าในคืนวันเกิดเหตุเบญได้เข้าไปในบ้านแล้วเก็บสิ่งของที่สำคัญรวมถึงเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งแล้วก็ออกจากบ้านออกมาทันที พ่อแม่ไม่รู้ว่าเบนทำอะไรกับจัสติน ตำรวจจึงได้บอกไปว่าเขาทำร้ายแฟนสาว  ตำรวจก็ทำได้แต่เพียงว่าหากเบนมีการติดต่อกลับมาก็ให้รีบติดต่อตำรวจและให้เข้ามอบตัวทันที

ต่อมาตำรวจก็สืบได้ว่าเบน ได้เข้าไปอยู่ในบ้านญาติคนหนึ่งที่ชื่อทีน่า ที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวในป่า เขตซันนี่แวลลีย์ ตำรวจได้วางกำลังล้อมบ้านหลังนั้นเอาไว้ พร้อมที่จะจู่โจมเข้าจับกุม แต่โชคร้ายที่บ้านหลังนั้นมีหมาตัวหนึ่งที่มันรู้สัญญาณว่ามีคนใกล้เข้ามา เมื่อเบนรู้ตัวว่าถูกล้อมเขาก็หนีออกจากบ้านหลังนั้นและก็หนีรอดจากการจับกุมของตำรวจได้อีกครั้ง

ตำรวจได้นำทีน่าหญิงชราเจ้าของบ้านไปกุมตัวเอาไว้แล้วแจ้งข้อหากับเธอว่าให้ที่พักพิงกับผู้ร้าย เธอทำได้เพียงเธอบอกตำรวจไปว่าเธอได้รับข้อมูลจากเบนว่าเขาออกมาจากบ้านเพราะมีปัญหากับพ่อแม่แค่นั้น เธอจึงให้เขาพักอาศัยอยู่ชั่วคราว

ตำรวจเข้าไปค้นในบ้านก็พบกระเป๋าเสื้อผ้าที่น่าจะเตรียมตัวหนีออกจากรัฐ ภายในกระเป๋าพบอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ laptop นั้นถูกห่อหุ้มด้วยฟรอยห่ออาหาร นั่นเป็นการพยายามตัดสัญญาณการสื่อสารออกไป

ตำรวจนำโทรศัพท์ไปตรวจสอบก็พบว่าที่โทรศัพท์นั้นเขามี แอปพลิเคชั่น สำหรับการหาคู่อยู่ด้วย นั่นทำให้ตำรวจรู้ว่าหญิงสาวหลายคน น่าจะเคยเป็นเหยื่อการถูกกระทำของเบนจามินมาแล้ว และเขาก็น่าจะเลือกเหยื่อจากแอปพลิเคชั่นหาคู่นี้เอง

น่าเหลือเชื่อว่าเบนในขณะหลบหนีนั้นได้โทรศัพท์ไปหาเจมี่ เขา โทรไปร้องไห้แล้วบอกขอโทษเธอ แถมยังใจดีได้บอกให้เธอระวังตัวเอาไว้ เพราะว่าเขาอาจจะหนีลงไปทางใต้ที่อยู่ใกล้กับที่อยู่ของเจมี่

ในวันที่ 30 มกราคมปี 2023 ตำรวจได้เข้าไปในเรือนจำและเรียกตัวทีน่าเข้ามาสอบปากคำอีกครั้ง เธอยืนยันว่าเธอไม่รู้จริง ๆ ว่าเบนคือผู้ร้ายหนีการจับกุมมา รู้แต่เพียงว่าเขาทะเลาะกับพ่อแม่เท่านั้นเธอจึงให้ที่อยู่ชั่วคราว

จากนั้นเธอก็ได้พูดกับตำรวจว่าเธอเป็นห่วงหมาสองตัวของเธอมาก และทุกครั้งที่เธอออกไปธุระจะมีเพื่อนบ้านชื่อว่ารอนกับริคเป็นคนดูแล

จากนั้นก็มีการแจ้งเข้าไปทางตำรวจว่ามีคนเรียกแท็กซี่จากพื้นที่ซันนี่แวลลีย์ โดยให้ขับรถไปรับคนชื่อว่าริชาร์ด บารอน ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านของทีน่าด้วย แต่เมื่อแท็กซี่ขับไปถึงเขาก็พบว่าคนชื่อริชาร์ด บารอนกับคนที่มายืนรอรถนั้นเป็นคนละคนกัน ริชาร์ด เป็นผู้ชายสูงอายุ แต่ใช้ที่มายืนรอรถเป็นคนที่มีอายุต้นสามสิบเท้านั้น เขาจึงปฏิเสธไปแล้วก็รีบโทรแจ้งตำรวจทันที

ตำรวจจึงรีบ ระดมกำลัง ไปที่บ้านของชายผู้นั้น เมื่อเข้าไปในบ้านตำรวจก็ต้องตกใจเพราะพบร่างไร้วิญญาณชายสองคนที่เป็นเจ้าของบ้านนอนเสียชีวิต นั่นก็คือรอนกับริค นั่นเอง

ตำรวจจึงทำการสันนิษฐานว่าหลังจากที่เบนจามินหลบหนีออกมาจากบ้านของทีน่าเขาก็เข้าไปในบ้านของรอนกับริค สองคนนั้นอาจจะไม่ยอมเป็นจึงทำการสังหารทั้งสองคนด้วยการทุบตีอย่างรุนแรง

เมื่อเสียชีวิตแล้วจากนั้นก็ใช้น้ำมันราดไปบนร่างเพื่อทำการอำพรางกลิ่น และนี่จึงทำให้คดีการทำร้ายร่างกาย ได้ปรับความรุนแรงขึ้นมาเป็นคดีการฆาตกรรม เหตุการณ์นี้ทำให้สถานการณ์ยิ่งทวีความรุนแรงและก่อให้เกิดความวิตกกังวลในชุมชน การฆาตกรรมสองครั้งนี้เพิ่มความกดดันให้กับการค้นหาและการจับกุมของตำรวจ

ตำรวจจึงทำการเรียกหน่วยอาชญากรรมร้ายแรงเข้ามาดำเนินคดีทันที

ตำรวจได้ทำการเดินเคาะประตูบ้านทุกหลังในย่านซันนี่แวลลีย์ จนไปเจอบ้านหลังหนึ่งเขาได้แจ้งกับตำรวจว่าได้เห็นชายที่ตรงกับรูปประพันธ์ที่ถูกแจ้งเอาไว้บนเว็บไซต์ เห็นว่าเขาจูงงหมาตัวเล็กสีขาวซึ่งตรงกับหมาของเจมี่เดินอยู่แถวหน้าบ้านถนนเชนเวย์ และบ้านหลังนั้นก็เป็นเพื่อนบ้านของจัสติน หญิงสาวที่เขาทำร้ายก่อนจะหลบหนี ซึ่งอยู่ไม่ไกลบ้านของจัสตินเลย

ตำรวจจึงรีบทำการตรวจสอบกล้องวีดีโอในพื้นที่ ก็ได้เห็นเบนจามินชัดเจน จึงรีบระดมกำลังไปที่บ้านหลังนั้นทันที ตำรวจและหน่วยสวาทพร้อมอาวุธครบมือไปที่บ้านหลังนั้น และ ปิดถนน ให้ชาวบ้านไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัย พยายามป้องกันไม่ให้เบนหลุดรอดไปได้อีก ใช้โดรนบินตรวจสอบ เทคโนโลยีทุกอย่างเข้ามาควบคุม แม้กระทั่งสนักตำรวจ K-9 หลังจากการตรวจสอบ ก็พบว่ามีการเคลื่อนไหวอยู่ในบ้าน

ตำรวจได้โยนระเบิดแสงเข้าไปในบ้าน แต่ก็ไม่มีการตอบสนองกลับ ตำรวจรีบโทรศัพท์ไปที่ผู้พิพากษาของเมือง เพื่อขอหมายศาลเข้าไปค้นในบ้าน หมายศาลนั้นได้รับการอนุมัติอย่างรวดเร็ว แล้วตำรวจก็เข้าไปจนได้ เมื่อค้นอย่างละเอียดแล้วก็ไม่พบเบนจามินอยู่เลย ตอนนั้นตำรวจเจ้าหน้าที่หลายนายก็ถอดเสื้อกันกระสุนออกแล้ว ต่างคนก็คิดว่าเบนหนีออกจากบ้านไปแล้ว

แต่สนักตำรวจ K-9 พบสัญญาณของคนอยู่ในใต้ถุนบ้าน ตำรวจจึงรีบะากันใส่ชุดเกราะกันกระสุนอีกครั้ง แล้วพากันระดมเข้าไปที่ประตูที่ปิดช่องขนาดเล็กเท่าตัวคนข้างบ้าน

ตำรวจที่ควบคุมสนัข K-9 เห็นการเคลื่อนไหวของคนอยู่ได้ถึงบ้าน จากนั้นก็มีการยิงกระสุนพริกไทย เข้าไปในช่องใต้ถุนนั้น แล้วใช้หุ่นยนต์สำรวจขนาดเล็กติดกล้อง เข้าไปในใต้ถุน ภาพจากกล้องเห็นถุงนอน เสื้อผ้า กระเป๋าอยู่ในนั้น เห็นเบ็นกำลังนอนคว่ำอยู่ใต้พื้นนั้นพร้อมกับชี้ปลายกระบอกปืนพกมาที่หุ่นยนต์

นักเจรจาต่อรองพูดผ่านหุ่นยนต์ตัวนั้นให้เบนออกมามอบตัว แต่เบนก็ไม่ได้พูดตอบโต้กลับออกมาเลย และเมื่อพระอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้า ตำรวจที่ควบคุมพื้นที่ก็ได้ยินเสียงปืนดัง 1 นัดออกมาจากใต้ถุนบ้าน หุ่นยนต์ได้เคลื่อนตัวเข้าไปใกล้ ก็เห็นร่างของเบนนอนนิ่งมีเลือดไหลอาบ เห็นได้ชัดเจนว่าเขายิงตัวเอง ตำรวจจึงรีบเข้าไปในใต้ถุนและนำตัวของเบนออกมาเขาเสียเลือดระบาดเจ็บอย่างหนัก จึงนำตัวขึ้นรถพยาบาลฉุกเฉิน และเบนก็เสียชีวิตที่โรงพยาบาลหลังจากนั้นไม่นาน

สถานีโทรทัศน์ก็ได้ออกข่าวไปทั่วว่า เบนจามิน ฟิสเตอร์ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าลักพาตัวและทรมานผู้หญิงคนหนึ่งในโอเรกอนได้เสียชีวิตไปแล้วด้วยวัย 36 ปีจากการเสียเลือดอละบาดเจ็บรุนรางจากการยิงตัวเองเพื่อหนีความผิด นั่นทำให้ทุกคนในเมืองรู้สึกโร่งใจ แต่ก็ไม่ได้โล่งใจไปกว่าผู้หญิง 3 คนที่เคยถูกเขากระทำความรุนแรงนั่นก็ แอมเบอร์ เจมมี่ และจัสติน ตามลำดับ

#คำให้การของจัสตินเหยื่อคนสุดท้ายของเบนจามิน

จากการเสียชีวิตของเบนจามิน  ทุกอย่างกลับมาสู่ความสงบสุข แต่ตัวของจัสตินเองนั้นก็ยังไม่ฟื้น ยังอยู่ในอาการโคม่าราวกับเจ้าหญิงนิทรา  เธอเป็นเหยื่อคนสุดท้ายและถูก กระทำด้วยความรุนแรงหนักหน่วงกว่าคนอื่น และทุกครั้งที่เขากระทำกับผู้หญิง มันจะเพิ่มความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกครั้ง

แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น จัสตินฟื้นจากอาการโคม่า และสามารถใช้ระยะเวลาในการเยียวยาจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้ เธอได้เล่าเรื่องราวก่อนจะเกิดเหตุการณ์ในคืนวันที่ 24 มกราคม 2023 ว่า

ในช่วงที่เธอคบกับเบนก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ทั้งสองคนทำงานอยู่ในบาร์แห่งหนึ่ง แล้วก็คบหากันได้สักพัก แต่ความสัมพันธ์นั้นไม่ได้เป็นในแบบจริงจังอะไรมากนัก เบนไม่เคยส่งสัญญาณอันตรายให้กับจัสตินได้รับรู้อีกด้วย แถมเขาก็ยังทำดีกับเธออย่างดี

วันหนึ่งเบนไปที่บ้านของแอนจี้ เขาเข้าไปขอปัสสาวะบริสุทธิ์จากเธอ ได้อ้างว่าเขาต้องผ่านการตรวจปัสสาวะ ซึ่งในบาร์มีการตรวจปัสสาวะเป็นเรื่องปกติ สิ่งนี้ทำให้จัสตินสงสัยว่าทำไมคนที่เธอรู้สึกว่าเป็นคนดีจะต้องไปขอปัสสาวะเพื่อนของเธอด้วย เธอจึงทำการค้นหาข้อมูลของเบนในอินเทอร์เน็ต ก็พบว่าเบนจามินมีประวัติการทำร้ายร่างกายผู้หญิง และเคยติดคุกในข้อหากระทำความรุนแรงในครอบครัวมาแล้วหลายครั้ง เธอกลัวเบนมากจึงรีบนำเรื่องนี้ไปบอกกับเจ้าของผับ แล้วเจ้าของผับก็ทำการไล่เบออกจากงานทันที

หลังจากนั้นหนึ่งเดือนผ่านไปจากที่ถูกไล่ออก คืนวันที่ 24 มกราคม 2023 เบนจามินไปที่บ้านของจัสติน เขาเข้าไปอยู่ในโรงรถรอเธอทั้งวัน และเมื่อจัสตินเข้าไปในบ้าน เบนก็ประชิดตัวทันที เริ่มซ้อมจัสติน ทำร้ายเธออย่างหนักเพราะเธอคือต้นเหตุที่ทำให้เขาถูกไล่ออกจากงาน แล้วก็กักขังเธอเอาไว้ไม่ต่างกับการลักพาตัว เป็นระยะเวลาเกือบ 3 วัน ทั้ง 3 วันนั้นจัสตินถูกทุบตีซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน สมองของเธอเสียหายได้รับการบาดเจ็บ แต่ก็มีจังหวะที่เธอสามารถโทรศัพท์ไปหาแองจี้ได้ เธอบอกให้เพื่อนรักเรียกรถพยาบาล แองจี้ก็ทำการโทรศัพท์ ไปแจ้งตำรวจ 911 เมื่อแองจี้เดินทางมาที่บ้านแล้วเคาะประตู นั่นทำให้จัสตินรู้ว่าเธอรอดชีวิตแล้ว

หลังจากจบเรื่องจัสตินก็กลับเข้าไปทำงานในบาร์เป็นปกติ เธอได้รักกำลังใจจากลูกค้าและเจ้าของบาร์อย่างดี และทุกวันนี้เธอก็ยังใช้ชีวิตด้วยความเป็นปกติสุขเรื่อยมา แม้จะมีบ้างที่นอนฝันร้ายถึงปีศาจในชื่อ เบนจามิน ฟอสเตอร์ ก็ตาม

#บทวิจารณ์
คดีของ เบนจามิน ฟอสเตอร์ กับเหยื่อของเขาสามคนถูกเล่าผ่านสารคดี แฟนเก่ายอดแย่ Worst Ex Ever (2024)  ในตอนที่ 1 ชื่อ Dating the Devil: ออกเดทกับปีศาจ เป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญและน่าสลดใจ การกระทำที่โหดร้ายและการหลบหนีของเขาทำให้เกิดความตื่นตระหนกในสังคม และเป็นบทเรียนเกี่ยวกับความรุนแรง และการจัดการกับผู้กระทำผิดที่มีพฤติกรรมอันตราย

เรื่องราวที่เกิดขึ้นมีหลายอย่างทำให้ รู้สึกตั้งคำถาม โดยเฉพาะการที่หญิงสาวที่ถูกกระทำความรุนแรงแต่เธอกับใจอ่อนเมื่อควรที่จะทำเธอมาขอคืนดี ซึ่งแปลกใจเต็มที่เธอกลับไม่ได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งที่เธอถูกกระทำเลย โดยเฉพาะหญิงสาวคนแรกก็คือ แอมเบอร์ ที่เปิดโอกาสให้เขาโจมตีได้ถึง 3 ครั้ง แต่ก็โชคดีมากที่เธอมีชีวิตรอดมาได้ และหญิงสาวทั้ง 3 คนที่นำเสนอก็โชคดีมากที่รอดชีวิตมาได้ และเราก็ไม่รู้ว่าเบนจามินได้ไปก่อคดีนี้กับผู้หญิงคนไหนอีกหรือไม่ เพราะทางสารคดีนั้นก็ไม่ได้มีการต่อยอดออกไปอีก

สารคดีนี้ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาของระบบกฎหมายที่อาจไม่สามารถช่วยเหลือเหยื่อได้อย่างทันท่วงที ความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมและความยากลำบากในการพิสูจน์การคุกคามทางจิตใจ ทำให้เหยื่อบางคนรู้สึกว่าพวกเขาไม่มีที่พึ่งและต้องต่อสู้กับปัญหานี้เพียงลำพัง ซึ่งผู้หญิงที่ถูกกระทำก็ไม่กล้าที่จะไปแจ้งความเพราะกลัวว่าจะถูกกระทำซ้ำอีก จนเปิดโอกาสจนทำให้เบนจามินนั้นสามารถกระทำความรุนแรงกับหญิงสาวได้ถึง 3 คน และก็ไม่ได้มีการนำเสนอว่าเบนมีความป่วยทางจิตเสพติดการใช้ความรุนแรงมากน้อยแค่ไหนด้วย และเชื่อว่าน่าจะมีคนแบบเขาอยู่ในโลกนี้อีกมาก ดังนั้นส่วนตัวมองว่ากฎหมายน่าจะมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ๆ กว่านี้ เพราะสิ่งที่เขากระทำนั้นมันไม่ต่างกับการพยายามฆ่าเลย

หนึ่งในประเด็นที่สารคดีนี้เน้นย้ำอย่างชัดเจนคือความสำคัญของการตระหนักรู้ถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในความสัมพันธ์ ความรักที่เริ่มต้นด้วยความหวานชื่นอาจกลายเป็นกับดักที่ทำให้ผู้คนหลงลืมตัวเองและตกอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ การเฝ้าระวังและรับรู้สัญญาณของการบงการ การคุกคาม และการควบคุมตั้งแต่เริ่มแรกเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เลวร้ายลุกลาม

#สรุป
สารคดี แฟนเก่ายอดแย่ Worst Ex Ever (2024)  ในตอนที่ 1 ชื่อ Dating the Devil: ออกเดทกับปีศาจ เป็นการเตือนใจให้เราระมัดระวังในการเลือกคนที่เราจะมีความสัมพันธ์ด้วย และให้ความสำคัญกับการปกป้องตนเองจากการถูกบงการหรือคุกคาม การสร้างความตระหนักรู้ในสังคมเกี่ยวกับปัญหานี้ และการสนับสนุนจากทั้งสังคมและระบบกฎหมาย เป็นสิ่งที่สำคัญในการช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่ไม่เหมาะสมในความสัมพันธ์ เชื่อว่าผู้ได้รับชมแล้วจะเข้าใจและฉุกคิดได้ว่า การเข้าใจถึงความสำคัญของการมีความสัมพันธ์ที่ดีและการปกป้องตนเองจากความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ คือสิ่งสำคัญที่สุดในการจะตัดสินใจคบใครสักคนหนึ่ง และจะทำให้ความรักยืนยาวได้ตลอดไปจนชั้วฟ้าดินสลายอย่างที่คู่รักหลายคนไฝ่ฝัน และขอภาวนาว่าในการออกเดทครั้งต่อไปของพวกคุณอย่าได้พบเจอกับปีศาจเลย

#วาทิน ศานต์ สันติ

#SuperReviewChannel