โคธชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๕. โคธชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๒๕)
ว่าด้วยฤๅษีจะกินเหี้ย
(พญาเหี้ยโพธิสัตว์เมื่อสนทนากับดาบส จึงได้กล่าวว่า)
[๙๗] ข้าพเจ้าเข้าใจท่านว่าเป็นสมณะ จึงเข้าไปหาท่านผู้ไม่สำรวม ท่านเอาท่อนไม้ขว้างปาข้าพเจ้า ทำเหมือนมิใช่สมณะ
[๙๘] นี่เจ้าผู้โง่เขลา จะมีประโยชน์อะไรแก่เจ้า ด้วยชฎาและการนุ่งห่มหนังเสือเหลือง ภายในของเจ้าแสนจะรกรุงรัง เจ้าขัดสีแต่ภายนอกเท่านั้น
(ดาบสได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวว่า)
[๙๙] มาเถิดเหี้ย เจ้าจงกลับมากินข้าวสาลีสุก น้ำมัน เกลือ และดีปลีของเรายังมีอยู่เพียงพอ
(พญาเหี้ยโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวว่า)
[๑๐๐] ข้าพเจ้านั้นจะเข้าไปยังจอมปลวกที่ลึกถึง ๑๐๐ ชั่วคน น้ำมัน เกลือ และดีปลีของท่านจะมีประโยชน์อะไร สิ่งเหล่านั้นไม่มีประโยชน์สำหรับข้าพเจ้า
โคธชาดกที่ ๕ จบ
--------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
โคธชาดก
ว่าด้วย เหี้ยกับฤาษีปลอม
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้โกหก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
เรื่องได้ให้พิสดารแล้วในหนหลังนั่นแล.
แม้ในเรื่องนี้ ภิกษุทั้งหลายก็นำภิกษุนั้นมาแสดงแด่พระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้เป็นผู้โกหก. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ภิกษุนี้ก็ได้เป็นผู้โกหกเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดเหี้ย พอเจริญวัยมีร่างกายสมบูรณ์อยู่ในป่า ดาบสทุศีลคนหนึ่งสร้างบรรณศาลาอยู่ในที่ไม่ไกลพระโพธิสัตว์นั้น แล้วสำเร็จการอยู่. พระโพธิสัตว์เที่ยวหาเหยื่อ ได้เห็นบรรณศาลานั้นแล้วคิดว่า จักเป็นบรรณศาลาของดาบสผู้มีศีล จึงไป ณ ที่นั้นไหว้ดาบสนั้น แล้วจึงไปยังที่อยู่ของตน.
อยู่มาวันหนึ่ง ดาบสโกงนั้นได้เนื้ออร่อยที่เขาปรุงเสร็จแล้วในตระกูลอุปัฏฐากทั้งหลาย จึงถามว่านี้ชื่อเนื้ออะไร? ได้ฟังว่าเนื้อเหี้ย เป็นผู้ถูกความอยากในรสครอบงำ คิดว่า เราจักฆ่าเหี้ยที่มายังอาศรมบทของเราเป็นประจำ แล้วแทงกินตามความชอบใจ จึงถือเอาเนยใสเนยข้นและภัณฑะเครื่องเผ็ดร้อนเป็นต้นไปที่อาศรมบทนั้น เอาผ้ากาสาวะปิดคลุมไม้ค้อนไว้ แล้วนั่งคอยดูการมาของพระโพธิสัตว์ ทำที่เป็นสงบเคร่งครัดอยู่ที่ประตูบรรณศาลา.
พระโพธิสัตว์นั้นมาแล้ว เห็นดาบสนั้นมีอินทรีย์อันประทุษร้าย มีท่าทางส่อพิรุธ คิดว่า ดาบสนี้จักได้กินเนื้อสัตว์ผู้มีชาติเสมอกับเรา เราจักคอยกำหนดจับดาบสนั้น จึงยืนอยู่ในที่ใต้ลม ได้กลิ่นตัว รู้ว่าดาบสได้กินเนื้อสัตว์ผู้มีชาติเสมอกันกับตน จึงไม่เข้าไปหาดาบส ได้ถอยออกไปแล้ว.
ฝ่ายดาบสนั้นรู้การที่พระโพธิสัตว์นั้นไม่มาจึงขว้างไม้ค้อนไป ไม้ค้อนไม่ตกต้องที่ตัวแต่ถูกปลายหาง. ดาบสกล่าวว่า ไปเสียเถอะเจ้า เราปาพลาดเสียแล้ว.
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เบื้องต้น ท่านเป็นผู้พลาดเรา แต่จะไม่พลาดอบายทั้ง ๔ แล้วหนีเข้าไปยังจอมปลวกอันตั้งอยู่ท้ายที่จงกรม โผล่หัวออกมาทางช่องอื่น.
เมื่อจะเจรจากับดาบสนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
เราสำคัญว่าท่านเป็นสมณะ จึงได้เข้าไปหาท่านผู้ไม่สำรวม ท่านขว้างเราด้วยท่อนไม้ เหมือนไม่ใช่สมณะ.
แน่ะท่านผู้โง่เขลา ประโยชน์อะไรด้วยชฎาแก่ท่าน ประโยชน์อะไรด้วยหนังเสือแก่ท่าน ภายในของท่านรกรุงรัง เกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก.
ดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
มาเถอะเหี้ย ท่านจงกลับมาบริโภคข้าวสุกแห่งข้าวสาลีเถิด น้ำมัน เกลือ และดีปลีของเรามีมาก.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
เราจะเข้าไปสู่จอมปลวกอันลึกร้อยชั่วบุรุษยิ่งขึ้น น้ำมันและเกลือของท่านจะเป็นประโยชน์อะไร ดีปลีก็หาเป็นประโยชน์แก่เราไม่.
ก็แหละ พระโพธิสัตว์ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงคุกคามดาบสโกงนั้นว่า เฮ้ยชฎิลโกง ถ้าเจ้าจักขืนอยู่ในที่นี้ ข้าจะให้พวกคนในถิ่นโคจรคามจับเจ้าว่า ผู้นี้เป็นโจร แล้วให้เจ้าถึงความพิการ เจ้าจงรีบหนีไปเสียโดยเร็ว. ชฎิลโกงจึงได้หนีไปจากที่นั้น.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
ชฎิลโกงในครั้งนั้น ได้เป็น ภิกษุโกหกรูปนี้
ส่วนพระยาเหี้ยในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาโคธชาดกที่ ๕
-----------------------------------------------------