หนังสือ Long Life Learning : Preparing for Jobs that Don’t Even Exist Yet ที่แปลเป็นภาคไทยว่า เรียนรู้ใหม่ไม่รู้จบ สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่รับมืองานแห่งอนาคตที่วันนี้ยังมาไม่ถึง ส่งสัญญาณชัดเจนว่า มหาวิทยาลัยต้องเข้าเป็นหุ้นส่วนใกล้ชิดกับสถานปฏิบัติงาน และต้องเข้าไปเรียนรู้ทำความเข้าใจทักษะใหม่ๆ ที่สถานปฏิบัติงานและผู้ทำงานต้องการ นำมาพัฒนา โมดูลเรียนรู้ ใหม่ๆ ออกทดลองใช้
รวมทั้งทดลองใช้วิธีหารายได้แบบใหม่ที่เป็นมิตรต่อผู้เรียนฐานะยากจน อย่างที่แนะนำในหนังสือ คือให้เรียนฟรี เมื่อได้งานใหม่จึงทะยอยจ่ายเงิน วิธีนี้ care giver ที่กำลังดูแลภรรยาของผมอยู่ก็เรียนหลักสูตรนักบริบาล โดยรับทุนจากโรงเรียน (เอกชน) จบแล้วโรงเรียนหางานให้ด้วย และนักเรียนใช้ทุนคืนแบบผ่อนส่ง
ต้องพลิกโฉมทั้งวิธีทำงานของมหาวิทยาลัยในส่วนจัดการเรียนรู้เพื่อการมีงานทำ ที่หนังสือบอกว่า ต่อไปในช่วงชีวิตที่ยืนยาวของคนเรา จะต้องเปลี่ยนงานถึง ๑๒ ครั้ง มหาวิทยาลัยจึงต้องพัฒนาระบบการเรียนรู้เพื่อการมีงานและชีวิตที่ดีออกให้บริการ เปลี่ยนโดยสิ้นเชิงจากโมเดลการศึกษา ๔ ปี เพื่อปริญญา มาเป็นโมดูลย่อยๆ เพื่อการมีงานทำ มีสมรรถนะที่ต้องการเพื่อการทำงาน หลักฐานยืนยันจะเปลี่ยนจากใบปริญญาหรือประกาศนียบัตร มาเป็นในรับรองสมรรถนะ
ผมอดเถียงไม่ได้ว่า กลยุทธความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับสถานทำงานต้องใกล้ชิดกว่าที่เสนอในหนังสือ คือสถานทำงาน/จ้างงาน ต้องร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา ทำให้การปฏิบัติงานมีการเรียนรู้บูรณาการอยู่อย่างเนียน ช่วยให้พนักงานที่เอาถ่านเกิดการเรียนรู้จากการทำงานนั้นเอง (เรียนรู้จากประสบการณ์ – experiential learning) มีการพัฒนา และ “เปลี่ยนงาน” ภายในหน่วยงานนั้นเอง คือมีการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบ
ที่บอกว่าในช่วงชีวิตต้องมีการเปลี่ยนงาน ๑๒ ครั้ง นั้น สำหรับคนที่เอาถ่าน มีการเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงาน อาจเป็นการเปลี่ยนงานอยู่ภายในสถานประกอบการเดียว ที่เป็นการเปลี่ยนแบบมีความต่อเนื่อง จากการเรียนรู้และเติบโตของผู้ปฏิบัติงานนั้นเอง
ทั้งสถานประกอบการและสถาบันอุดมศึกษา ต้องร่วมกันสร้างผู้ปฏิบัติงาน หรือพลเมือง ที่ “เอาถ่าน” ที่เตรียมเรียนรู้และพัฒนาตนเอง เอาไว้รองรับการเปลี่ยนแปลงการทำงานและวิถีชีวิต ที่มีการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเรื่อยๆ
พื้นที่และเวลาของการเรียนรู้และฝึกฝน “นิสิตนักศึกษา” เปลี่ยนจาก ๔ หรือ ๖ ปี ไปเป็นตลอดชีวิต จากเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ไปเป็นเรียนตลอดชีวิต
ความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับผู้เรียน เปลี่ยนจากมหาวิทยาลัยตั้งรับ โดยเปิดรับสมัครและสอบแข่งขัน ไปเป็นดำเนินการเชิงรุกเพื่อค้นหานักศึกษาที่จะมีความสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์ตลอดชีวิต เปิดช่องให้มหาวิทยาลัยคิดวิธีการทำงานใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์สู่อนาคต
หนังสือเล่มนี้ เตือนสติมหาวิทยาลัยไทยให้ตื่น ลุกขึ้นมาปรับตัว ค้นหาและทดลองวิธีทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาแนวทางใหม่ๆ ที่มหาวิทยาลัยไทยไม่ควรมุ่งทำตามในหนังสือ เพราะผู้เขียนนหังสือมีข้อมูลและประสบการณ์ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น โดยที่บริบทของเขากับของเราแตกต่างกัน เราต้องคิดนวัตกรรมจากประสบการณ์ของเราเอง
พลิกโฉมมหาวิทยาลัยไทย โดยการเรียนรู้จากประสบการณ์ไทย
วิจารณ์ พานิช
๒๙ ก.ค. ๖๗