จัมมสาฏกชาดก
พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๗ พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๑๙ [ฉบับมหาจุฬาฯ]
ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
๔. จัมมสาฏกชาดก (จากพระไตรปิฎก ลำดับเรื่องที่ ๓๒๔)
ว่าด้วยปริพาชกชื่อจัมมสาฏกะ
(ปริพาชกยืนประนมมือต่อแพะแล้วกล่าวว่า)
[๙๓] สัตว์ ๔ เท้างดงามจริงหนอ ท่าทางสง่า และน่ารักน่าเอ็นดู ย่อมอ่อนน้อมต่อพราหมณ์ผู้เพียบพร้อมด้วยชาติและมนต์ จักเป็นแพะประเสริฐ มียศศักดิ์
(พ่อค้าบัณฑิตโพธิสัตว์ห้ามปริพาชกนั้นว่า)
[๙๔] นี่พราหมณ์ อย่าได้วางใจสัตว์ ๔ เท้าตัวนี้ ด้วยการเห็นมันเพียงครู่เดียวเลย มันต้องการจะขวิดให้เต็มที่ จึงย่อตัวลงแสดงท่าขวิดให้เหมาะ
(พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเหตุนั้น จึงตรัสว่า)
[๙๕] กระดูกขาอ่อนของปริพาชกก็หัก บริขารที่หาบก็พลัดตกและสัมภาระทั้งหมดของพราหมณ์ก็แตก ปริพาชกประคองแขนทั้ง ๒ ข้างคร่ำครวญอยู่ว่า ช่วยด้วย แพะฆ่าคนประพฤติพรหมจรรย์
(ปริพาชกกล่าวว่า)
[๙๖] ผู้ที่สรรเสริญคนซึ่งไม่ควรบูชาจะถูกขวิดนอนอยู่ เหมือนเราผู้โง่เขลาถูกแพะขวิดในวันนี้
จัมมสาฏกชาดกที่ ๔ จบ
----------------------------
คำอธิบายเพิ่มเติมนำมาจากบางส่วนของอรรถกถา
จัมมสาฏกชาดก
ว่าด้วย อย่าไว้ใจสัตว์หน้าขน
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภปริพาชกชื่อจัมมสาฏก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ ดังนี้.
ได้ยินว่า ปริพาชกนั้นมีหนังเท่านั้นเป็นเครื่องนุ่งและเครื่องห่ม.
วันหนึ่ง ปริพาชกนั้นออกจากอารามของปริพาชก เที่ยวภิกขาไปในนครสาวัตถี ถึงที่พวกแพะชนกัน แพะเห็นปริพาชกนั้น มีความประสงค์จะชนจึงย่อตัวลง ปริพาชกไม่หลีกเลี่ยงไปด้วยคิดว่า แพะนี้จักแสดงความเคารพเรา แพะวิ่งมาโดยรวดเร็ว ชนปริพาชกนั้นที่ขาอ่อนทำให้ล้มลง เหตุที่เขายกย่องแพะนั้นซึ่งมิใช่สัตบุรุษนั้นได้ปรากฎไปในหมู่ภิกษุสงฆ์.
ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า
อาวุโสทั้งหลาย จัมมสาฏกปริพาชกกระทำการยกย่องอสัตบุรุษ จึงถึงความพินาศ.
พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ปริพาชกนี้ก็ได้ยกย่องอสัตบุรุษแล้วถึงความพินาศดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพ่อค้าตระกูลหนึ่ง กระทำการค้าอยู่.
ในกาลนั้น มีจัมมสาฏกปริพาชกผู้หนึ่งเที่ยวภิกขาไปในนครพาราณสี ถึงสถานที่พวกแพะชนกัน เห็นแพะตัวหนึ่งย่อตัว ก็ไม่หลีกหนีด้วยสำคัญว่ามันทำความเคารพเรา คิดว่าในระหว่างพวกมนุษย์นี้มีประมาณเท่านี้ แพะตัวหนึ่งยังรู้จักคุณของเรา จึงยืนประนมมือแต้อยู่ กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
แพะตัวนี้เป็นสัตว์มีท่าทางดี เป็นที่เจริญใจ และมีศีลน่ารักใคร่ เคารพยำเกรงพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติและมนต์ จัดว่าเป็นแพะประเสริฐ มียศศักดิ์.
ขณะนั้น พ่อค้าผู้เป็นบัณฑิตนั่งอยู่ในตลาด เมื่อจะห้ามปริพาชกนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าได้ไว้วางใจสัตว์ ๔ เท้า เพียงได้เห็นมันครู่เดียว มันต้องการจะชนให้ถนัด จึงย่อตัวลงจักชนให้ถนัดถนี่.
ก็เมื่อพ่อค้าผู้เป็นบัณฑิตกำลังพูดอยู่นั่นแหละ แพะวิ่งมาโดยเร็วชนที่ขาอ่อนให้ปริพาชกนั้นล้มลง ณ ที่นั้นเอง ทำให้ได้รับทุกขเวทนา.
ปริพาชกนั้นนอนปริเวทนาการอยู่.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเหตุนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :-
กระดูกขาของพราหมณ์ก็หัก บริขารที่หาบก็พลัดตก สิ่งของของพราหมณ์ก็แตกทำลายหมด พราหมณ์ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญอยู่ว่า ช่วยด้วย แพะชนพรหมจารี.
เนื้อความแห่งคำที่เป็นคาถานั้นมีว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กระดูกขาของปริพาชกนั้นหัก หาบบริขารก็พลัดตก เมื่อปริพาชกนั้นกลิ้งไป ภัณฑะเครื่องอุปกรณ์ของพราหมณ์นั้นแม้ทั้งหมดแตกไป พราหมณ์นั้นยกมือทั้งสองขึ้น กล่าวหมายเอาบริษัทที่ยืนล้อมอยู่ว่า ช่วยด้วย แพะชนพรหมจารีดังนี้ คร่ำครวญร้องไห้ ปริเทวนาการร่ำไรอยู่.
ปริพาชกจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
ผู้ใดสรรเสริญยกย่องคนที่ไม่ควรบูชา ผู้นั้นจะถูกเขาห้ำหั่นนอนอยู่ เหมือนเราผู้มีปัญญาทรามถูกแพะชนเอาจนตายในวันนี้.
ปริพาชกนั้นคร่ำครวญอยู่ด้วยประการฉะนี้ จึงถึงความสิ้นชีวิตไป ณ ที่นั้นเอง.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
ปริพาชกชื่อจัมมสาฏกในครั้งนั้น ได้เป็น ปริพาชกชื่อจัมมสาฏกในบัดนี้
ส่วนพาณิชผู้บัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาจัมมสาฏกชาดกที่ ๔
-----------------------------------------------------