หนังสือแปล สร้างโรงเรียนให้เป็น ‘รัง’ สะกิดให้ผมรำลึกความหลังครั้งยังเป็นเด็ก ว่าผมเป็นเด็กที่มี ‘แผลใจ’ เหวอะหวะ เพราะธรรมชาติความเป็นเด็กอ่อนไหวของผม
โชคดีที่ผมหลุดรอดแผลฟกช้ำกลัดเลือดกลัดหนองเหล่านั้นมาได้ ด้วยการช่วยเหลือของระบบการศึกษาเมื่อ ๗๐ ปีก่อน และตั้งข้อสงสัยว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันเยียวยาได้ดีหรือแย่กว่าเดิม ผมสรุป (ไม่ทราบว่าผิดหรือถูก) ว่าแย่กว่า
ที่ดีกว่าคือ เรามีความรู้มากกว่าเดิม ดังตัวอย่างหนังสือเล่มนี้ ที่เสนอว่าเยียวยาได้ไม่ยาก ด้วย 3R คือปฏิสัมพันธ์ (Relationship), ความรับผิดชอบ (Responsibility), และความสามารถในการกำกับตัวเอง (Regulation)
แผลใจไม่ได้เกิดเฉพาะในโรงเรียน เกิดได้ทุกที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บ้าน คนที่สร้างบาดแผลคือผู้ใหญ่ (บางครั้งคือเพื่อนๆ ผ่านคำบุลลี่) และในขณะเดียวกัน ผู้เยียวยาคือผู้ใหญ่ กรณีของผมมีแม่เป็นตัวการสร้างบาดแผลเหวอะหวะ ด้วยความไม่รู้ของแม่ (จบแค่ ป. ๔) และในขณะเดียวกันผู้เยียวยาหลักก็คือแม่ (ด้วยความรักตามสัญชาตญาณความเป็นแม่)
โปรดสังเกตว่ายาสมานแผล 3R นั้น เด็กเป็นผู้ใส่ยาสมานแผลให้ตัวเอง ไม่ใช่ผู้ใหญ่เป็นผู้ใส่ยา แต่ผู้ใหญ่มีความสำคัญมากในการสร้างบรรยากาศหรือระบบนิเวศ (R – Relationship) ที่ช่วยให้เด็กฟื้นความมั่นใจในตนเอง และพร้อมที่จะฟันฝ่า ด้วย R – Responsibility และ R – Regulation ที่เป็นการกำกับตัวเอง
มนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ต้องการเป็นคนที่มีค่า ต้องการมีตัวตนที่เป็นที่ยอมรับ ของผู้คนรอบข้าง ผ่าน R – Relationship โดยอาจมีพฤติกรรมเรียกร้องความสนใจถูกบ้างผิดบ้าง ผู้ใหญ่มีหน้าที่ช่วยหนุนให้เด็กมีพฤติกรรมสร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง ผ่าน E – Empathy - ความเข้าใจผู้อื่น
ผมเชื่อว่า บาดแผลเป็นคุณมากกว่าโทษ เด็กที่ไม่เคยมีบาดแผล และประสบการณ์เยียวยาตนเอง จะไม่แกร่ง ไม่เหนียว ไม่ทนความบีบคั้นในชีวิต บาดแผลและประสบการณ์เยียวยาตนเองเป็นประสบการณ์เพื่อการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยม
แต่ครูต้องไม่สร้างบาดแผลเรื้อรัง รักษาไม่หายแก่เด็ก ที่ในที่สุด หนุนให้เด็กมีปม และกลายเป็นพลเมืองร้ายของบ้านเมือง อย่างที่เราเห็นพฤติกรรมของผู้ยิ่งใหญ่บางคน
นี่คือข้อสะท้อนคิดจากประสบการณ์ชีวิต ๘๒ ปีของผม
วิจารณ์ พานิช
๒๘ ก.ค. ๖๗
วันเฉลิมพระชนมพรรษา ๗ รอบ พระบามสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว