บทบรรณาธิการในวารสาร Science ฉบับวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ๒๕๖๗ เรื่อง Neutrality effect on academic freedom ชี้ให้เห็นความท้าทายต่อมหาวิทยาลัยอเมริกัน ที่เกิดจากสงครามอิสเรล-ฮามาส จากกรณีที่มีการเดินขบวนในหลายมหาวิทยาลัยเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยสนับสนุนฮามาส ว่าถูกอิสเรลกระทำอย่างไม่ถูกต้อง
เขาอ้างถึง Kalven Report 1967 (ปีที่ผมไปเรียนปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน - ๕๗ ปีมาแล้ว) ที่เสนอว่า ในกรณีความขัดแย้งทางการเมืองหรือทางสังคม มหาวิทยาลัยควรวางตัวเป็นกลาง ปล่อยให้สมาชิกเลือกแสดงความเห็นทางวิชาการตามความเชี่ยวชาญของตนได้โดยเสรี
เฉพาะตอนนี้ ผมก็สะท้อนคิดสู่สถานการณ์ไทย ว่ามหาวิทยาลัยไทยจะวางตัวเป็นกลางทางการเมืองได้ทุกเรื่องได้จริงไหม เช่นกรณีมาตรา ๑๑๒
จะเห็นว่า “วางตัวเป็นกลาง” ไม่ใช่เรื่องตรงไปตรงมา
ในบทความยกเรื่องไม่ตรงไปตรงมาว่า หากเป็นข้อค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่ขัดแย้งกับนโยบายทางการเมือง เช่นเรื่องภูมิอากาศ หรือวัคซีน ผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะวางตัวเป็นกลางจริงๆ ได้ไหม ปล่อยให้เจ้าของผลงานเขาเสนอต่อสาธารณชนตามข้อค้นพบของเขา
คำแนะนำคือ ให้แยกระหว่างผลงานทางวิทยาศาสตร์ กับการตีความสู่นโยบาย ผลงานทางวิทยาศาสตร์เป็นวิชาการ แต่การตีความสู่นโยบายเป็นการเมือง
ข้อถกเถียงของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีหลายท่าน จากหลายมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา สะท้อนว่า ท่านจะวางตัวเป็นกลาง ถอยห่างจากผลงานวิจัยที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมือง ปล่อยให้เจ้าของผลงานมีปฏิสัมพันธ์กับสาธารณชนภายนอกอย่างอิสระ
แต่ก็มีนักวิชาการที่บอกว่า ทำอย่างนั้นเท่ากับฝ่ายบริหารไม่ปกป้องนักวิชาการที่ทำงานวิชาการแบบตรงไปตรงมาจากแรงบีบคั้นทางการเมือง ที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตน เท่ากับฝ่ายบริหารอาศัยหลักการเป็นกลางเพื่อเอาตัวรอดจากความขัดแย้ง ไม่ช่วยปกป้องผลงานวิชาการที่ตรงไปตรงมา
นักวิชาการจำนวนหนึ่ง ต้องการให้ฝ่ายบริหารปกป้องการทำงานวิชาการอย่างบริสุทธิ์ ยามโดนมรสุมทางการเมืองหรือทางสังคม ไม่ยอมแพ้แบบมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ปิด disinformation research program ไปเมื่อเร็วๆ นี้
บทความลงท้ายด้วยคำศักดิ์สิทธิ์ independent scholarship - วิชาการที่เป็นอิสระ
ความเป็นกลางทางวิชาการ และเสรีภาพทางวิชาการ ในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องตรงไปตรงมา
วิจารณ์ พานิช
๒๖ ก.ค. ๖๗