GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

แหกค่ายมฤตยู ภาค 1

แสดงว่าคนที่อยู่ในค่ายกักกันคิดหนีตลอดเวลา ที่เด็กหนีเรียน ไม่เข้าห้องเรียนนี่ก็สภาพเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยมีการคิดแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อย่างมากก็ไล่ตามบ้าง จับมาบ้าง ภาคทัณฑ์บ้าง เด็กเตลิดเปิดเปิงสูญหายไปบ้าง ท้อง แท็งก์ ติดยา ติดสุรา ตั้งแก๊งกวนสังคม ยิงรันฟันแทง ตบตีกัน ถ่ายภาพคลิปวีดีโอ

แหกค่ายมฤตยู ภาค 1

   สมัยที่ผมยังเป็นเด็กรุ่นกระเต๊าะ ไปดูหนังเรื่อง "แหกค่ายมฤตยู”ยังประทับใจมาเท่าทุกวันนี้ เชลยทุกคนต่างคิดหนีออกจากค่ายกักกันของนาซี  ร่วมแรงร่วมใจกันขุดรูออกมานอกค่าย แล้วแยกย้ายหนีคนละทิศละทาง บ้างไปทางรถไฟ รถยนต์ เรือ เครื่องบิน จักรยาน พ่อสตีฟ แมคควิน ควบมอเตอร์ไซด์หนีฉวัดเฉวียนเอาเถิดเอาล่อกับทหารนาซีอย่างระทึกใจ
   แสดงว่าคนที่อยู่ในค่ายกักกันคิดหนีตลอดเวลา ที่เด็กหนีเรียน ไม่เข้าห้องเรียนนี่ก็สภาพเดียวกัน แต่ก็ไม่เคยมีการคิดแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อย่างมากก็ไล่ตามบ้าง จับมาบ้าง ภาคทัณฑ์บ้าง เด็กเตลิดเปิดเปิงสูญหาย ตั้งท้อง แท็งก์ ติดยา ติดสุรา ตั้งแก๊งกวนเมือง  ยิงรันฟันแทง ตบตีกัน ถ่ายคลิปวีดีโอ เห็นๆกันดาษดื่นแต่ก็แก้อะไรไม่ได้อ้อแอ้เหมือนเด็กปัญญาอ่อน
   โรงเรียนระดับมัธยมขนาดใหญ่ เด็กไม่เข้าห้องเรียนวันละ 300-400 คน จับกลุ่มกันหาเรื่องมอมเมามั่วกันสารพัด คณะครูและอาจารย์ฝ่ายปกครองจะสู้กับปัญหาอย่างเต็มสติปัญญา ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ สุดท้ายก็อธิบายว่า มันเป็นอย่างนี้แหละทุกโรงเรียน
  ในระดับนโยบาย รัฐมนตรีตื่นตูมกับเรื่องเด็กตบตีกันเป็นข่าวออกทีวี. แต่พอเว้นวรรคบ้างก็เข้าอีหรอบเดิม แก้ไม่ตก มีแต่กำชับให้โรงเรียนดูแลให้ดี เด็กติดยาเสพติดก็ให้นำไปบำบัด จับขี้ยามานั่งสมาธิ พวกหัวขี้เลื่อยอ่านหนังสือไม่ออก ให้ไปอยู่โยงเฝ้าโรงเรียนป้องกันคนมือบอนมาเผา ออกใบสั่ง สั่งเสีย สั่งทิ้งสั่งขว้างกันอยู่แค่นี้ ไม่ได้มีวิธีผ่าตัดรักษาโรคมันหายได้ โบ้ยไปให้ผู้ปกครอง กระแสสังคม ลัทธิเอาอย่าง มั่วกันทุกวิธีการ
  ในความเป็นจริงภาพรวมของเด็กทั่วไป 
• เด็กหัวดีรักการเรียนประมาณ 30%
• เด็กหัวกลางๆไปวัดไปวาประมาณ 40%
• เด็กหัวขี้เลื่อยประมาณ 30%

   พวกหัวขี้เท่อไม่ใช่เด็กไม่ดีนะครับ เขาก็เป็นเด็กดีของพ่อแม่ของครูของประเทศชาติเท่าๆกับเด็ก2ประเภทข้างบนนั่น เพียงแต่ประเทศนี้ออกหลักสูตรการศึกษาแบบมัดมือชก และผู้บริหารการศึกษาก็เถรตรง ไม่ปรับวิธีการจัดการศึกษาให้ยืดหยุ่น นโยบายการศึกษาเองก็ตาบอดสีมองไม่เห็นความเป็นจริงของสังคมการศึกษา ครูบางคนก็ขาดจิตวิทยาและไม่มีวิญญาณครูอยู่ในหัวใจ เห็นแก่ตัวไม่ได้ใส่ใจในส่วนของการที่จะค้นหาศักยภาพในตัวลูกศิษย์แต่ละคน เรื่องมันก็เลยอลเวง

 


  เมื่อวันที่8มกราคม พ.ศ.2550 เวลา 10.49 น.-15.34 น.มีหน่วยก่อการจำนวน4ชีวิต บุกมหาชีวาลัยอีสาน ถือเสบียงอาหารกลางวันลงจากรถ คณะก่อการซึ่งเป็นทีมบริหารโรงเรียนบ้านเม็กดำ ดังนี้
1. ผู้อำนวยการโรงเรียน ท่านศักดิ์พงศ์ หอมหวน
2. ท่านพยงค์ การิเทพ รองผู้อำนวยการ
3. ท่านบัวผัน ฝาแก้ว รองผู้อำนวยการ
4. ท่านเจริญ ขาวเมือง รองผู้อำนวยการ

  จอมยุทธทุ่งกุลาร้องไห้ ไม่ได้มานั่งร้องห่มร้องไห้หรอกนะครับ ท่านเหล่านี้มานั่งปรึกษาหารือกันว่าจะแก้ไขการศึกษาของชาติให้เกิดผลในทางปฏิบัติได้อย่างไร ถามว่าสถานการมันย่ำแย่นักหรือ ท่านก็บอกว่าเปล่า เด็กเม็กดำยังน่ารักมีระเบียบมีวินัยดี แต่กว่าจะคุมจุดนี้ได้ท่านพยงค์ การิเทพ และเพื่อนครูต้องเอาเถิดเอาล่อจี้ติดปัญหาอย่างฉบับพลัน แต่ละวันเสียเวลาไปกับเรื่องเหล่านี้มาก

  เมื่อก่อน..บางวันทำโทษเด็กไม้เรียวขาดเป็นมัดๆ พ่อแม่เขาไม่โกรธไม่โวยวายหรือ ท่านพยงค์บอกว่าก็ไม่นะ ผมทำโทษเด็กในฐานะที่เป็นครูไม่ใช่คนที่โอ๋ให้เด็กตายใจแต่เสียคนในภายหลัง ผู้ปกครองและชุมชนเข้าใจกติกานี้ดี เพราะเรารู้จักหมดลูกใครหลานใคร ไม่อย่างนั้นมันไม่สงบเสงี่ยมเอี้ยมเฟี้ยมอย่างนี้หรอก
   ถามว่าเด็กพวกหัวโจกที่เรากล่าวถึงนี่ละเป็นอย่างไร คนที่เป็นครูทั้งตัวและหัวใจอึ้ง!!และอึ้งๆๆ!! ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นใจและสงสารเด็กพวกนี้มาก ชั่วโมงคณิตศาสตร์ ชั่วโมงภาษาอังกฤษ เขาเหล่านี้จะเลี่ยงออกจากห้อง ไปเข้าห้องน้ำ ดูแดดดูลมไปตามเรื่อง พวกที่ทนนั่งก็เรียนอย่างหวานอมขมกลืนไม่กล้าแม้แต่จะสบตาครู ผู้สอนเองก็รู้ๆกันว่าลูกศิษย์แต่ละคนมีต้นทุนความรู้แตกต่างกัน ก็กล้ำกลืนฝืนเรียนฝืนสอนไปอย่างนี้ เพราะระเบียบและหลักสูตรเขากำหนดมาอย่างนี้ เขตพื้นที่ ศึกษานิเทศก์ก็มีแต่กำชับให้ดูแลเรื่องการสอบให้ครบเนื้อหาและเวลาเรียนต้องครบ ตัวบ่งชี้บ้าๆบอๆแปดหมื่นธรรมขันธ์นั้นก็ต้องให้ครบด้วย

  ทั้งหมดนี้คือการตั้งแท่นการศึกษาไทยที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ วิกฤตที่เกิดก็มีแต่บัญชาการต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่คิดระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพของเด็กแต่ละกลุ่ม พวกหัวขี้ทื่อที่ไม่ชอบการเรียนทางทฤษฎี ก็ยังจะข่มขืนโคให้กินหญ้า บังคับให้คั้นกะทิจากมะพร้าวอ่อน ออกกฎเหล็กมาครอบชีวิตเด็กในวัยสดใสให้อยู่ในค่ายนรกการศึกษา ทุกขเวทนาเสียเวลาเสียค่าใช้จ่ายปีหนึ่งไม่รู้กี่หมื่นล้าน ครูหัวอกกลัดหนองฟันธงว่ามันไม่ใช่หรอก  ที่จะมาบีบบังคับให้เด็กหัวขี้เลื่อยให้เก่งรักการเรียนผ่านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ไม่เชื่อรึ ไม่เป็นไรแน่จริงเชิญครูระดับเชี่ยวชาญที่สุดในระบบสุริยะจักรวาลมาสอนให้ดูหน่อยเถอะ จะจัดเอากลุ่มที่นิสัยไม่ชอบเรียนทฤษฎีที่มาให้สอน แล้วจะรู้ว่าความจริงเป็นอย่างไร ขอท้าตรงๆเลยละ ครูเชี่ยวชาญพิเศษที่สุดคนไหนก็ได้ขอเชิญ 
  ในที่สุดเราก็มาสรุปกันว่า อาการวงการศึกษาไทยที่เป็นสาเหตุทำให้การประเมินไม่ผ่านเป็นหมื่นๆโรงเกิดจากผลที่เราจัดหลักสูตรการศึกษาไม่สอดรับกับศักยภาพของเด็ก จะเอาแต่ผลสัมฤทธิ์การเรียนโดยไม่มีความถูกต้องและเป็นจริง จัดเพื่อสนองการศึกษาสายสามัญโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ ถ้าเตรียมปูพื้นฐานการเรียนสร้างเสริมทักษะชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม มีคะแนนให้ปรับหน่วยกิตให้กับเด็กที่เรียนทางด้านการงานอาชีพให้เท่าเทียมกับคะแนนวิชาสามัญ  เราจะบริหารความเสี่ยงทางการศึกษาได้ดีขึ้น ขอให้ความเห็นว่า  เราน่าจะให้โอกาสโรงเรียนร่วมคิดร่วมวิจัยตามที่เขาเห็นช่องทางแก้ไขปัญหา  สนับสนุนโอกาสให้ครูกับลูกศิษย์จับมือกันแก้ปัญหาด้วยตัวเขาเองได้ไหม เลิกทำหน้าที่คุณพ่อรู้ดีสักระยะยหนึ่ง บอกว่าจะเอาเด็กเป็นศูนย์กลางไม่ใช่หรือ ศูนย์กลางแบบที่เป็นอยู่ ทำให้เด็กส่วนหนึ่งเสียศูนย์ พากันผละหนีออกจากศูนย์หลอกๆ  เรายังจะจัดการศึกษาแบบผีหลอกอยู่อย่างนี้ทำไมละครับ

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

หมายเลขบันทึก: 71532
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 8
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (8)

เรียน ครูบาสุทธินันท์

การเรียนไม่มีที่สิ้นสุด ฉันใดก็ฉันนั้น ปัญหาของระบบการเรียนการสอนก็มีไม่สิ้นสุดเช่นกัน

ผมมีความปลื้มปิติกับโรงเรียนเม็กดำมากครับที่ผู้บิหารให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาของระบบการเรียนการสอนอย่างจริงจัง ผมขอเอาใจช่วยนะครับ เพราะการแก้ปัญหานั้นต้องใช้ระยะเวลา โดยเฉพาะปัญหาที่เรื้อรัง และสะสมมานานยิ่งจะเป็นทวีคูณ

แต่ในการแก้ปัญหาเพียงลำพัง (เม็กดำโรงเรียนเดียว) จะไม่มีพลัง หากใช้กระบวนการ KM ผมเชื่อว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะเราจะได้เครือข่าย และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในส่วนที่เป็น Best  Practice ของแต่ละชุมชน ซึ่งเราสามารถนำไปปรับใช้ได้ในบริบทของเรา

ชุมชนมีส่วนสำคัญในการจัดการศึกษา ดังนั้นพลังของชุมชนจึงจัดได้ว่ามีความสำคัญในการจัดการศึกษา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูใหม่ ซึ่งเป็นครูผู้มีหัวใจเสริมใยเหล็ก และได้นำกระบวนการ KM เป็นอย่างมากทั้งในแง่ของการดูแลเด็กนักเรียน การจัดระบบการศึกษา

ขออภัยเป็นอย่างสูงครับ เมื่อสักครู่ พิมพ์ๆ ไปเครื่องสั่งบันทึกเองเลยไม่ต่อเนื่องครับ

ครูใหม่ได้นำกระบวนการ KM ไปใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ในโรงเรียน โดยให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งการมีภาคีเครือข่ายได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำให้การเรียนรุ้มีพลังเป็นอย่างมาก และสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

หากเม็กดำจะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทางครูใหม่ เพื่อขอคำแนะนำในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ผมคิดว่าทางครูใหม่น่าจะยินดีนะครับ เพราะท่านเป็นคนที่มีน้ำใจ และที่สำคัญท่านมีความเป็นกัลยาณมิตรที่ดีอีกด้วย

ด้วยความเคารพ

อุทัย   อันพิมพ์

บล็อกเป็นสะพานใจให้ครูอยู่แล้ว

โจรยังคุยกับโจร

ทำไมครูจะคุยกับครูไม่ได้

เห็นด้วยว่าต้องใช้เวลา ใช้ทรัพยากร ใช้ความรู้ทั้งโลกมาบริหารความรู้ของมนุษย์ ปัญหาการศึกษาระดับแหย่หยอดนโยบายจำเป็นต้องมีหัวหอก

ครูบาครับ

ค่ายนี้ไม่ธรรมดาครับ

ผมกลัวจะเป็น "ค่ายกี่"

หนักกว่าคุกขี้ไก่เสียอีก

นั่งอยูเฉยก็เหม็นได้ครับ ระวังก็ยากครับ

แล้วไก่ก็ขี้ไม่เลือกที่ซะด้วยครับ

  ท่านเล่าฮู ครับ

ถือว่าเราได้ทำหน้าที่มนุษย์ก็แล้วกัน

ไม่อย่างนั้นวิกฤตการศึกษามันไม่ได้อยู่แค่นี้

นอกจากไม่ดีขึ้น เราก็จะเห็นว่ามันแปรปรวนไปในทางที่คุม/กำกับอะไรไม่ได้เลย มีพ่อ-แม่สักกี่คนไม่บ่มทุกข์กับการศึกษาของลูก มหกรรมการเรียนของลูกนี่แหละที่เป็นภาระกิจที่หนักที่สุดในชีวิตของคนที่ชื่อว่าคนไทย แทนที่จะต่างคนต่างดิ้นหาทางออก ก็ชวนมาร่วมด้วยช่วยกันซะ จะมีสักกี่คนที่ลูกสาวเรียนเก่งตามพ่อแม่เหมือนท่านเล่าฮู จะเรียนทันตฯ ดันไปสอบติดแพทย์ กรรมเวรแท้ๆ แล้วจะทำยังไงละทีนี้ ต้องสละสิทธิ์แพทย์อีกละสิ

  • ตามมาช้าอีกแล้วครับ
  • มัวแต่ทำงานอยู่เป็นการคุยที่ดีนะครับ
  • การศึกษาบ้านเราเป็นแบบผีหลอกมานานแล้ว
  • ระบบของเราเปลี่ยนยากจังเลยครับ

อ ขจิต ครับ

คงต้องย้อนศร อยู่กับผี ก็ต้องบริหารผี เปลี่ยนไปหลอกผีก่อน ดีกว่าที่จะยอมให้ผีมาหลอกเราข้างเดียว ดีไหมครับ

  • ท่าจะดีครับ
  • ขอบคุณมากครับ