สปอยล์ Hellhole ขุมนรก (2022 netflix)


สปอยล์ Hellhole ขุมนรก (2022 netflix) ตำรวจนายหนึ่งตามสืบหาคดีคนหาย แล้วก็ปลอมตัวไปเป็นบาทหลวงในอารมที่ใช้สถานพยาบาลสำหรับประกอบพิธีกรรมการขับไล่ปีศาจเข้าสิง เขาได้ค้นพบความจริงที่น่ากลัวของบาทหลวงที่นี่ และยังได้ค้นพบความจริงของตัวเองที่เกิดขึ้นในอดีตที่น่าสยองขวัญอีกด้วย

ดูคลิปนี้ที่นี่

#เนื้อเรื่อง
ในปี 1957 โบสถ์แห่งหนึ่งในเมืองซิลีเชียตอนลาง บาทหลวงโปปิแอรุสกอวิ่งหน้าตาตื่นหอบทารกเข้าไปในโบสถแล้ววางทารกที่มีแผลเป็นบางอย่างที่หน้าอกด้านซ้ายลงตรงแทนบูชา  กล่าวสรรเสริญพระเจ้าและขอพรเพื่อทำลายเมล็ดพันธุ์อันชั่วร้าย แต่ก่อนที่เขาจะทำอะไรลงไป ตำรวจหน่วยหนึ่งก็บุกเข้าวิสามัญบาทหลวงโปปิแอรุสกอ ช่วยทารกเอาไว้ได้

30 ปีต่อมา เด็กทารกคนนั้นได้กลายเป็นบาทหลวงชื่อมาเรค ได้มาที่โบสถ์แห่งที่ขึ้นชื่อในด้านประกอบพิธีกรรมการขับไล่ผีปีศาจและเป็นสถานพักฟื้นดูแลอาการของคนที่ถูกผีหรือปีศาจเข้าสิง นับเป็นแห่งเดียวในโปแลนด์ที่รับประกอบพิธีนี้ โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสำนักวาติกัน มีบาทหลวงไพเออร์ อันเดสเป็นผู้ดู ซึ่งตัวเขาเองมาเรียนรู้และทำหน้าที่เป็นบาทหลวงที่ประกอบพิธีที่นี่

ภายในโบสถ์มีเนื้อที่กว้าง โอ่โถง มีบาทหลวงมาอาศัยอยู่มาก มีห้องอยู่มาก เปลี่ยนแล้วจะใช้ในการพักฟื้นของผู้ที่ถูกปีศาจเข้าสิง

บาทหลวงมาเรค ถูกค้นกระเป๋าอย่างละเอียด และได้นอนพักในห้องแห่งหนึ่งที่เป็นส่วนตัว

เมื่อเข้ามาถึงห้อง เขาเปิดกระเป๋าเดินทางของตัวเองออก กดช่องรับกระเป๋าเดินทาง ก็มีเทปบันทึกเสียงหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับการหายตัวไปของหญิงจำนวนมากในโปแลนด์ และก็มีอาวุธปืนซ่อนเอาไว้อยู่ด้วย

ที่โต๊ะอาหาร บาทหลวงมาเรค พยายามกินอาหารร่วมกับบาทหลวงคนอื่นแต่ก็กินแทบไม่ไม่ได้เพราะเป็นเนื้อสดทุกมื้อ ช่วงแรก ๆ แม้จะพยายามฝืนแล้วก็ต้องไปอาเจียนออกทุกครั้ง ทึกครั้งที่กินเขารู้สึกประสาทหลอน

กิจวัตรประจําวันในโบสถ์แห่งนี้นอกจากจะกินข้าวร่วมกันแล้ว จะต้องมีการสารภาพบาป การสวดมนต์ สรรเสริญพระเจ้าร่วมกัน และหากมีบุคคลที่ถูกปีศาจเข้าสิงเข้ามา ก็จะมีการประกอบพิธีกรรมขับไล่ โดยที่มีบาทหลวงไพเออร์ อันเดสเป็นผู้นำในการประกอบพิธี

อย่างเช่นในค่ำคืนวันหนึ่งหญิงสาวคนหนึ่งนอนหมดเรี่ยวแรงไร้สติอยู่บนเตียง มือเล็บเท้าถูกมัดล็อคเอาไว้ มีบาทหลวงจำนวนมากยืนรายล้อม และมีบาปหลวงอีก หนึ่งท่านที่คอยบันทึกเทปวีดีโอเอาไว้ด้วย เมื่อบาทหลวงไพเออร์ อันเดสเดินเข้ามา ก็เริ่มประกอบพิธี

เริ่มจากการท่องบทถ้อยความในพระคัมภีร์ มีการซัดน้ำมนต์ลงบนผู้ป่วย และเมื่อผู้ป่วยแสดงอาการบางอย่างที่เหมือนกับถูกปีศาจควบคุมร่างกายและมีการพยายามต่อสู้ บาทหลวงไพเออร์ ก็จะใช้ไม้กางเขนประกอบกับบทสวดสรรเสริญพระเจ้ากับอัครทูตสวรรค์มีคาเอล ผู้ที่ทำการขับไล่ซาตานให้ออกไปจากสวรรค์

คืนนั้นเองบาทหลวงมาเรค ก็ได้เห็นสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นต่อหน้าต่อเขา ในระหว่างการประกอบพิธีกรรมการขับไล่ปีศาจนั้น ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอนทีสั่นไหวอย่างรุนแรง ลมที่ผ่านเข้ามาภายในห้องพัดจนหลายสิ่งปลิว และได้เห็นอำนาจของปีศาจที่เข้าสิงตัวหญิงสาวคนนี้น่าจะทำการบางอย่างจนไม้กางเขนลุกติดไฟ จุดนั้นเองเขาก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากปีศาจหรืออะไรกันแน่

ระหว่างที่บาทหลวงมาเรคพำนักอยู่ที่โบสถ์แห่งนี้ เขาก็สังเกตเห็นหลายสิ่งหลายอย่างผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นบาปหลวงท่านหนึ่งชื่อ ปีโอเตอร์ มีอาการหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา ทุกครั้งเวลากินอาหาร เขาก็ไม่ยอมกิน จนทำให้บาทหลวงที่คอยโบสถ์เข้ามาบังคับบ่อยครั้ง

อาหารที่ทุกคนกินคือเนื้อสดที่ไม่รู้ว่าคืออะไร บางครั้งอาหารในจานที่เค้ากินก็มีกระจุกเส้นผมตนติดมาด้วย มีการฝังศพผู้คนอยู่บ่อยครั้ง และศพล่าสุดที่เห็นก็คือ ศพของหญิงสาวที่ได้รับการรักษาประกอบพิธีกรรมการขับไล่ปีศาจที่เขาเห็นนั่นเอง ส่วนผู้ที่รักษาอาการถูกปีศาจเข้าสิงก็ล้วนแต่อยู่ในอาการโคม่า ไม่มีใครหายดีหรืออาการดีขึ้นมาเลย แต่กิจวัตรประจำวันของเขาที่น่าสนใจมากที่สุดคือการเดินสำรวจไปทั่วโบสถ์เพื่อหาบางสิ่งบางอย่าง และแล้วสิ่งที่เขาตามหาก็ถูกซ่อนอยู่หลังประตูบานสวยในห้องทำงานของ บาทหลวงไพเออร์ อันเดส

เขาก็ไปในห้องแล้วผ่านประตูกล ก็พบว่ามีเทปวีดีโออยู่มากมาย เขาเปิดอยู่ก็ได้เห็นเทปบันทึกการประกอบพิธีกรรมการขับไล่ปีศาจ และที่เทปนั้นก็ได้เห็นปาฏิหาริย์มากางเขนไฟลุกไม่อยู่ทุกครั้ง เมื่อเดินเข้าไปอีกก็พบห้องที่มีเตียงนอนวางตรงกลางห้อง ซึ่งมันก็คือเปลี่ยนที่ใช้ประกอบพิธีกรรมการขับไล่ปีศาจ ทุกครั้ง ใต้เตียงเขาได้เห็นเข็มฉีดยา และที่บริเวณพื้นข้างเคียง เขาก็พบว่ามีแผ่นไม้ที่ทำเป็นกลไกบางอย่าง เมื่อเขาขึ้นไปยืนแล้วเหยียบมันไปมาก็พบว่าเตียงสั่นไหวอย่างรุนแรง และเขาก็ยังพบว่าบริเวณกำแพงนั้นมีคันโยกกลไกบางอย่าง เมื่อเขาโยกอยู่ก็พบว่ามันคือที่เปิดปิดพัดลมขนาดใหญ่ที่เป่าลมเข้ามาในห้องนั่นเอง จากสิ่งที่เขาพบเห็นทั้งหมดนั้นก็สามารถสรุปได้ว่า การประกอบพิธีกรรมขับไล่ปีศาจโดยบาทหลวงไพเออร์ อันเดส ณ สถานที่แห่งนี้ คือการจัดฉากขึ้นมาทั้งสิ้น

ในที่สุดวันหนึ่งในขณะที่บาทหลวงมาเรคกำลังค้นหา ความผิดปกติอย่างอื่นเพิ่มเติม บาทหลวงปีโอเตอร์ผู้ที่มีอาการประหลาดก็เดินเข้ามาหาเขาด้านหลัง แล้วก็นัดเขาไปที่ตู้สารภาพบาป

บาทหลวงปีโอเตอร์บอกกับบาทหลวงมาเรคว่า เขาก็เคยสังเกตสิ่งผิดปกติเหล่านี้มาก่อน เขาเคยแสดงอาการต่อต้านและคิดจะหนีหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถหนีได้ถูกจับตัวกลับมาถูกทรมาน และถูกบังคับให้ทำกิจวัตรประจำวันเดิม ๆ โดยเฉพาะการจัดฉากประกอบพิธีกรรมการขับไล่ปีศาจแบบซ้ำไป

ซ้ำมา เขาบอกกับบาทหลวงมาเรคว่าไม่ว่าอะไรก็ตามที่ทำนั้นมันอยู่ภายใต้การจับตามองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามให้ยกเลิก แล้วอย่าคิดว่าจะหนีพ้นจากสถานที่แห่งนี้ไปได้

ส่วนตัวบาทหลวงมาเรค ก็ได้สารภาพบางอย่างกับบาทหลวงปีโอเตอร์นั้นไปว่า แท้จริงแล้วตัวเขาเองไม่ใช่บาทหลวง แต่เป็นตำรวจหน่วยพิเศษปลอมตัวเข้ามาปฏิบัติการแทรกซึมและค้นหาหลักฐาน ซึ่งทางกรมตำรวจนั้นไม่สามารถนำตำรวจเข้ามาบุกจับได้อย่างง่าย ๆ เหมือนแต่ก่อน เพราะนับตั้งแต่คดีวิสามัญฆาตกรรมบาทหลวงโปปิแอรุสกอใรปี 1957 นั่นเอง  เขาเพียงแต่ได่เบาะแสว่าบริเวณโดยรอบที่โบสถ์แห่งนี้ มีหญิงสาวหายไปหลายรายโดยที่ไม่รู้สาเหตุและไม่สามารถตามได้ ส่วนผู้หญิงที่เข้ามารับการประกอบพฤติกรรมการขับไล่ผีและปีศาจนั้นก็มักจะเสียชีวิตทุกราย

บาทหลวงปีโอเตอร์ได้บอกมาเรคว่า บาทหลวงไพเออร์ อันเดส ได้ใช้สถานที่แห่งนี้ในการจัดฉากประกอบพิธีกรรมการขับไล่ผีปีศาจ โดยการจับผู้

หญิงมา แล้วมอมยาพวกเธอ แจ้งไปยังสำนักวาติกันว่าพวกเธอถูกปีศาจเข้าสิง และทุกครั้งที่มีการบันทึกเทปที่จะจุดส่งกลับไป ทางวาติกันก็ให้ไงสนับสนุนจำนวนมากมาที่โบสถ์แห่งนี้

เมื่อมาเรครับรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว สิ่งที่เขาทำต่อไปก็คือการหาหลักฐานเพิ่ม เพื่อที่จะมัดบาทหลวงไพเออร์ อันเดสและพักพวกนำไปลงโทษให้ได้ แต่มันก็ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น เพราะโบสถ์แห่งนี้ก็ไม่ต่างกับป้อมปราการที่มีการควบคุมแน่นหนา เป็นดั่งลัทธิทางศาสนามหาอำนาจที่พร้อมจะจัดการทุกคนที่เข้ามาขวางทาง

ค่ำคืนวันหนึ่งมาเรคเดินไปยังที่ฝังศพของโบสถ แล้วก็ลงมือขุดหลุมศพของหญิงสาว ที่เพิ่งเสียชีวิต เมื่อเขาเปิดลงแล้วก็พบว่าในโรงนั้นไม่มีร่างของหญิงสาวฝังอยู่ ในจังหวะที่เขากำลังตะลึงงันนั้น ชายคนหนึ่งก็เข้ามาที่ด้านหลัง เอาถุงคลุมจัดการให้เขาสลบลง

มาเลคตื่นขึ้นมาในห้องของตัวเอง พบว่าถูก

พันธนาการมือและเท้าที่เตียงของเขา โดยมีบาทหลวงร่างยักษ์ยืนคุมเขาอยู่ จากนั้นบาทหลวงไพเออร์ ผู้เป็นหัวหน้าของโบสถ์แห่งนี้ได้เดินทางเข้ามา พร้อมกับถาดอาหารที่เต็มไปด้วยเนื้อจำนวนเต็มถึง 4 ชามใหญ่

บาทหลวงไพเออร์ บังคับให้มาเลค กินเนื้อทั้ง 4 ชามนั้นไปให้หมด เขาบอกมันว่านี่คือส่วนหนึ่งของการรักษา

ในค่ำคืนนั้นเองในขณะที่บาทหลวงร่างยักษ์นั่งหลับ มาเลค ก็สามารถปลดตัวเองออกจากพันธนาการได้ แล้วก็จัดการกับบาทหลวงร่างยักษ์คนนั้น ก่อนที่จะออกจากห้องไปเขาหันไปมองชามใส่อาหารแล้วก็คิดว่ามันคืออะไร

มาเลคเดินเข้าไปในโรงครัว พบภาชนะใส่อาหารเขาเปิดมันดูสัมผัสแรกที่รับรู้ก็คือกลิ่นเน่าเหม็น เขาล้วงมือลงไปก็พบฟันของมนุษย์อยู่ในภาชนะอาหารนั้น เขาเดินลึกเข้าไปอีกก็ต้องตกใจเมื่อได้เห็นร่างของคนหลายคนถูกแขวนเอาไว้ ถูกชำแหละร่างกาย เพื่อนนำเนื้อนั้นไปเป็นอาหาร จากนั้นบาทหลวงปีโอเตอร์ก็เดินเข้ามาบอกทางหลบหนีให้ แต่ก่อนจะหนีไปเขาให้มาเลคไปดูอะไรบางอย่าง ที่มันเกี่ยวข้องกับตัวมาเลคเอง

ในห้องหนังสือเก่า บาทหลวงปีโอเตอร์ หนังสืออายุมากกว่า 800 ปีให้กับมาเลคดู เล่าถึงเรื่องราวของเด็กชายที่กำเนิดในคืนสุริยาฆาตพร้อมกับแผลเป็นที่หน้าอกข้างซ้าย นั่นคือผู้ที่ถูกเลือก เมื่อโตขึ้นเขาจะกลืนกลิ่นคนบาปทั้ง 7 ประการ จากนั้นเขาจะเป็นคนเปิดประตูนรกอัญเชิญปีศาจร้ายขึ้นมาอยู่บนโลกมนุษย์ แล้วก็ทำลายโลก จัดระบบโลกมนุษย์ใหม่

บาทหลวงปีโอเตอร์ บอกว่าเมื่อครั้งก่อนที่เขาพยายามหนีเขาจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง โดยการเปิดเสื้อด้านหลังให้มาเลคดู มันคือรอยถูกเฆี่ยนเต็มแผ่นหลัง มาเลคจึงไว้ใจให้พาหนี

บาทหลวงปีโอเตอร์นำทางมาเลคหนีไปยังทางเดินใต้ดิน แต่เดินไปได้ครึ่ง บาทหลวง 2 คนในชุดคลุมสีแดงเข้ามาแล้วก็ทำร้ายมาเลคจนสลบไป และนั่นมันก็คือแผนของบาทหลวงปีโอเตอร์

มาเลคฟื้นขึ้นมา เขาถูกพันธนาการอยู่กับหลักไม้ รายรอบด้วยบาทหลวงที่แต่งกายด้วยชุดคลุมสีแดง ตรงหน้าเขาคือบ่อน้ำที่มาอายุกว่า 800 ปี

บาทหลวงไพเออร์ ได้พูดกับมาเลคว่า การที่เขามาอยู่ที่นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ทั้งหมดคือการเตรียมการไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการติดสินบนเจ้าหน้าที่ การสร้างเรื่องการหายตัวของหญิง หรือการพยายามทำทุกอย่างให้มาเลคมาปฏิบัติหน้าที่ที่นี่ด้วย

ทั้งยังอธิบายเพิ่มเติมว่ามาเลคคือผู้ถูกเลือกตามคัมภีร์ที่เขียนไส้ก่อนหน้านี้กว่า 800 ปี การที่เขาถูกพันธนาการกับหลักไม้ที่หน้าบ่อ ก็เพราะว่านี่คือทางขึ้นมาจากนรก และโบสถ์อย่างนี้ก็ถูกสร้างครอบบ่อน้ำนี้เอาไว้เมื่อ 800 ปีที่แล้ว

จากนั้นเหล่าสาวกก็ลากตัวผู้หญิงที่เขาได้เห็นการ

ประกอบพิธีกรรมไล่ปีศาจก่อนหน้านี้มา เหล่าสาวกจับตัวเธอ แล้วก็เชือดเธอ นำชามรองเลือดที่ไหลจากคอแล้วก็ให้เขาว่าทุกคนดื่มกิน โดยอธิบายว่า

ก่อนหน้านี้ตอนที่มาเลคถูกขังไว้ในห้องแล้วถูกบังคับให้กินเนื้อ 4 ชาม นั่นก็คือเนื้อของคนบาป 7 คน เพราะตามคัมภีร์ได้อธิบายว่าผู้ที่จะปลุกปีศาจนั้นจะต้องกินเนื้อคนบาป 7 คน ตามหลักบาป 7 ประการ และต้องใช้หญิงสาวบริสุทธิ์ร่วมด้วย

บาทหลวงไพเออร์ ต้องการจะปลุกปีศาจตนนี้ขึ้นมาเพื่อพวกเขาจะเล่นเป็นสาวกรุ่นแรกของปีศาจตนนี้หลังจากที่โลกนั้นถูกจัดระบบใหม่นั่นเอง

แต่ถึงอย่างไรหลังจากมีการประกอบพิธีกรรมแล้วปีศาจที่ว่าก็ไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมา จึงอันเป็นยกเลิกพิธีและได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรผิดพลาด

บาทหลวงปีโอเตอร์ ได้ใช้มีดสั้นแทงเข้าที่ท้องของมาเรค แล้วสั่งให้สาวกโยนร่างของมาเลคลงในบ่อน้ำ จากนั้นก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน

ในคืนนั้นเองบาทหลวงไพเออร์ ที่อยู่ในห้องทำงานก็กินเหล้าเมามายและเสียใจ ที่เกิดความผิดพลาดขึ้นในการประกอบพิธีกรรมเชิญปีศาจ บาทหลวงปีโอเตอร์ เข้ามาพบจึงพาบาทหลวงไพเออร์ไปนอน บาทหลวงไพเออร์ กล่าวขอบคุณบาทหลวงปีโอเตอร์ และชื่นชมว่าเขาคือรองผู้นำที่ทำงานได้ดี จากนั้นเขาก็เผลอหลับไปด้วยความเมา

บาทหลวงปีโอเตอร์ได้ทีก็นำหมอนมาปิดหน้าของบาทหลวงไพเออร์ จนเสียชีวิต  

เช้าวันรุ่งขึ้นเมื่อสาวกทุกคนมาเห็น ก็เศร้าโศกเสียใจ แล้วผู้เป็นอาวุโสก็ได้เชิญให้บาทหลวงปีโอเตอร์ ขึ้นเป็นผู้นำคนสูงสุดต่อไป

ในขณะที่มีการรวมกลุ่มสาวก สวดมนต์บูชาพระเจ้าและสารภาพบาปโดยมีบาทหลวงปีโอเตอร์ เป็นประธานในพิธีและขึ้นและตำแหน่งผู้นำอย่างเป็น

ทางการ ภายในห้องใต้ดินภายในก้นของบ่อน้ำ มาเลคก็ฟื้นขึ้นมา แต่ก็มีอะไรบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ในร่างกายของเขา จากนั้นใบหน้าของร่างกายของเขาก็เปลี่ยนไป กลายเป็นปีศาจที่มาจากนรก รูปร่างหน้าตาเหมือนแพะสีดำ  มีเขาม้วน ยินเหมือนมนุษย์ แล้วเจ้าปีศาจก็ออกจากบ่อน้ำนั้นขึ้นมาที่โบสถ์

ในขณะที่บาทหลวงปีโอเตอร์ กำลังจะกล่าถ้อยคำในพระคัมภีร์ เขาก็หยุดนิ่งไปไม่สามารถขยับเขยื้อนตัวได้ จากนั้นร่างเขาก็ค่อย ๆ ยกลอยขึ้นจากพื้น ผิวหนังและเนื้อเยื่อของเขานั้นก็ค่อย ๆ กลายเป็นแมลงวัน จนร่างกายสลายหายไป

เมื่อปีศาจเดินมาถึงที่แท่นบูชา สาวกทุกคนก็หันหลังและกำลังจะวิ่งหนี แต่ทุกคนนั้นก็หยุดนิ่ง ขยับเขยื้อนไม่ได้ แม้แต่ที่ไม้กางเขนที่เป็นจำหลักพระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน ใบหน้าของพระเยซูได้หันตรงมามองที่ปีศาจนั้น และสาวกทุกคนนั้นร่างของทุกคนก็ค่อย ๆ ยกตัวลอยขึ้น แล้วก็ค่อยๆกลับหัวอยู่ในท่าไม้กางเขนรูปกับหัวติดนิ่อยู่นั้นเอง

บัดนี้เจ้าปีศาจร้ายจากนรกยืนหันหน้ากลับมามองสาวก โดยมีด้านหลังคือพระเยซูตรึงอยู่บนไม้กาง ซึ่งมันตรงกับคำพูดของบาทหลวงไพเออร์ว่า ซาตานจะอยู่เคียงข้างกับพระเจ้าเสมอ

จากนั้นดอกไม้ที่บริเวณแท่นบูชาก็ค่อย ๆ บาน ต้นไม้ตายต้นที่อยู่โดยรอบนั้นก็ผลิดอกออกใบ เกิดรอยร้าวตั้งแต่พื้นขึ้นไปถึงหลังคาโบสถ์ และบนท้องฟ้าก็เกิดหลุมดำขนาดใหญ่ มีบางสิ่งบางอย่างค่อยๆไหลออกมาจากหลุมดำนั้น แล้วก็ค่อยๆกลืนกินโบสถ์ไป บัดนี้ก็เป็นการเริ่มต้นจัดระเบียบใหม่ของโลกและสวรรค์ ดังที่ไหนคัมภีร์อายุ 800 ปีได้กล่าวไว้นั่นเอง

#วิเคราะห์เนื้อหา #ความรู้สึกหลังดู
Hellhole ขุมนรก เป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญระทึกขวัญสืบสวนสอบสวนสัญชาติโปแลนด์ ที่ให้บรรยากาศของหนังแนวลัทธิคลั่ง และการประกอบพิธีกรรมการขับไล่ผีปาบปีศาจ (Exorcism) บอกตามตรงว่าอยู่ในตอนแรกนั้นก็คิดว่าหนังไม่น่าจะมีอะไรเลย เราก็คงได้ดูการสืบสวนสอบสวนของนายตำรวจคนหนึ่ง ที่เข้ามาดูหรือจับผิดการประกอบพิธีกรรมของบาทหลวงในโบสถ์ ที่ว่ากันว่าสามารถขับไล่ผีและปีศาจได้ แล้วก็คิดว่าเขาน่าจะเปิดโปงกลโกงทั้งหมดของพิธีกรรมในการไล่ปีศาจเท่านั้น

แต่เอาจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เลย มันคือหนังแนวลัทธิคลั่ง ที่เล่นเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อในการบูชาปีศาจหรือซาตาน และหนังก็หักมุมในแบบที่เราเชื่อว่าน่าจะไม่มีอะไรแต่กลับเป็นมีอะไรจริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติ และการที่ปีศาจหรือซาตานปรากฏตัวออกมาในตอนท้ายเรื่องจริง ๆ

ซึ่งหากพิจารณาหนังแนวนี้แล้ว ก็มีอยู่บ้างที่จับบุคคลหรือตัวละครเอกมาประกอบพิธีกรรมอันเชิญปีศาจ แต่ท้ายที่สุดแล้วปีศาจก็ไม่ได้ออกมา มาทำให้เห็นว่าความเชื่อของบุคคลเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ผิด

แต่ก็มีหนังน้อยเรื่องมาก ๆ ที่จะเห็นว่า เมื่อประกอบพิธีกรรมอัญเชิญปีศาจหรือซาตานแล้วจะปรากฏตัวมาจริง ๆ ซึ่งใน Hellhole ขุมนรก ปีศาจและซาตานออกมาในตอนท้ายเรื่องจริง ๆ ด้วย มันก็คือการหักมุมในหักมุมนั่นแหละ

เนื่องจากเป็นหนังที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับปีศาจและซาตาน จริงหนีไม่พ้นเกี่ยวกับการนำเสนอของหนังในรูปสัญลักษณ์ของปีศาจและซาตาน

สิ่งแรกก็คือไม้กางเขนกลับหัว ที่คนรุ่นใหม่นั้นอธิบายว่านี่คือสัญลักษณ์ของซาตานอย่างแท้จริง การกลับหัวก็คือการต่อต้านอำนาจของพระเจ้าและพระเยซูคริสต์อย่างแท้จริง นำเสนอให้เห็นในห้องทำงานของหัวหน้าบาทหลวงในโบสถ์ ที่ก่อนเขาจะเสียชีวิตนั้นไม้กางเขนในห้องนั้นก็กลับหัวโดยที่ไม่ทราบสาเหตุ เมื่อเช้าวันรุ่งขึ้นมันต้องเขียนนั้นก็กลับมาอยู่ในที่เดิม ในจุดนี้ก็อาจจะเป็นการอธิบายได้ว่าปีศาจหรือซาตานนั้นได้ดลใจ ให้บาทหลวงผู้ช่วยกระทำการฆาตกรรมก็อาจเป็นได้

และยิ่งในช่วงท้ายที่เหล่าสาวกยกร่างลอยขึ้นไปบนอากาศแล้วก็ค่อยๆกลับหัวอยู่ในรูปมักจะแข็งกับหัว มันก็คือเป็นการแสดงความเคารพต่อปีศาจและซาตานที่ขึ้นมายืนอยู่บนแท่นบูชาในโบสถ์นั่นเอง

แต่อย่างไรก็ตามแท้จริงแล้วสัญลักษณ์มันก็เห็นกลับหัวไม่ใช่เป็นการต่อต้านอำนาจของพระเจ้าหรือเยซูคริสต์แต่อย่างใด และมันคือแนวคิดหรือความเชื่อที่มาปรากฏในยุคหลังนี้เอง แท้จริงแล้วไม้แข็งกลับหัวก็คือสัญลักษณ์ของสันตะปาองค์แรกของคริสตจักร ก็คือ เซ็นต์ปีเตอร์ที่ถูกจักรวรรดิโรมันประหารชีวิตด้วยการตรึงไม้กางเขน แต่เขาไม่อยากนำตัวไปเที่ยวเสมอกับพระอาจารย์จึงขอให้ทางโรมันประหารเขาด้วยการตรึงไม้กางเขนกลับหัว หลังจากนั้นไม้กลับหัวจึงเป็นสัญลักษณ์ของสันตะปาของคริสตจักรโรมันคาทอลิกนั่นเอง

นอกจากนี้การออกแบบตัวของปีศาจและซาตาน เพื่อสอดคล้องกับเรื่องราวที่เราเคยได้ยินได้ฟังหรือรู้จักกันมา ก็คือปีศาจนั้นปรากฏในรูปร่างที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์ แต่มีหัวมีขาและมีเขาเหมือนกับแพะ มีร่างกายสีดำ ซึ่งปรากฏรูปลักษณ์ของปีศาจกรือซาตานนี้เห็นในงานจิตรกรรมหลายยุคหลายสมัย และในหนังอีกหลายเรื่อง ซึ่งในเรื่อง Hellhole ขุมนรก ก็นำเสนอรูปลักษณ์ของปีศาจหรือซาตานในร่างนี้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ในหนังเขายังได้พูดถึงบาป 7 ประการเอาไว้ด้วย คือบุคคลที่จะสามารถปลุกปีศาจหรือซาตายนั้นจะต้องกลืนกินคน 7 คนที่มีบาปแตกต่างกัน 7 บาป จึงจะปลุกปีศาจหรือซาตายขึ้นมาได้ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องราวของบาป 7 ประการนั้นได้พูดเอาไว้ในภาพยนตร์หลายเรื่องแล้ว เช่น

Seven เจ็ดข้อต้องฆ่า ภาพยนตร์แอคชั่นระทึกขวัญ ฉายในปี 1995 กำกับโดย เดวิด ฟินเชอร์  เรื่องราวของตำรวจ 2 คนที่ตามหาตัวฆาตกรต่อเนื่องที่ฆ่าเหยื่อโดยอาศัยบาป 7 ประการเป็นหลัก

และภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่งก็คือ Resurrection เป็นภาพยนตร์สยองขวัญเขย่าขวัญปี 1999 ที่กำกับโดยรัสเซล มัลคาฮี ที่เล่าเรื่องราวการสาวนคดีฆาตกรรมที่ฆาตกรฆ่าคนที่มีบาปตามหลักบาป 7 ประการแล้วนำชิ้นส่วนมาต่อกันเลียนแบบพระเยซูถูกตรึงไม้กางเขน

ซึ่งทั้งสองเรื่องได้เล่าเรื่องบาป 7 ไปอย่างละเอียดยิบแล้ว ดังนั้น Hellhole ขุมนรก จึงได้แค่ถึง แต่ไม่ได้อธิบายเรื่องบาป 7 ประการ หรือรายละเอียดแต่อย่างใด

นอกจากนี้ยังมีสิ่งหนึ่งที่ปรากฏขึ้นในหนังและไม่อาจละข้ามไปได้ก็คือรอยแผลเป็นบนแผ่นหลังของบาทหลวงปีโอเตอร์ ซึ่งบาทหลวงอธิบายต่อมาเลคว่ามันคือรอยแผลจากการถูกลงโทษ แต่แท้จริงแล้วมันคือการลงโทษตัวเองในศาสนาคริสต์ โดยนักบวชที่มีความเคร่งครัดเป็นอย่างมากจะลงโทษโดยตัวเองโดยใช้แส้เคี่ยนไปที่หลังตนเอง แล้วถ้าหากผู้ที่มีความเคร่งครัดมากแล้วก็จะใช้แส้ที่มีลักษณะเป็นหาง 9 หางและมีตะขอติดอยู่ที่ปลาย เมื่อถูกเฆี่ยนไปที่เนื้อของผู้ที่ถูกลงโทษแต่ก็จะฉีกเนื้อของผู้นั้น แส้นี้ปรากฏอยู่กับเสาที่ใช้ลงโทษนักโทษ นิยมใช้ในจักรวรรดิโรมันสมัยคริสตกาล ซึ่งพระเยซูเองก็เคยถูกลงโทษด้วยแส้ชนิดนี้มาแล้วดังนั้นผู้ที่มีความศรัทธาเป็นอย่างมากเมื่อเกิดอารมณ์กำหนัดหรือทำอะไรผิดพลาดไป ก็จะลงโทษตัวเองด้วยการใช้แส้ชนิดนี้เฆี่ยนตัวเอง ดังนั้นแผ่นหลังขอบาทหลวงปีโอเตอร์ที่เป็นรอยแส้ ก็น่าจะเกิดจากการที่เขาลงโทษตัวเองนั่นแหละ

เรื่องความสยองขวัญระทึกขวัญถือว่าพอใช้ได้ ไม่ทีอะไรให้ตื่นเต้นตกใจนัก เน้นบรรยากาศมืด ๆ เงียบ ๆ เท่านั้น แล้วก็ได้เสริมเรื่องราวทางจิตวิทยาเข้าไปด้วย ทำให้ตัวละครเอกนั้นเห็นภาพแปลก ๆ หรือภาพหลอนบางอย่าง ซึ่งมันก็ใส่เข้ามาได้พอดี แต่น่าเสียดายจังที่มันอธิบายที่มาของความหลอนนั้นได้ไม่ชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็น Production ที่ดีงาม ทำให้เราได้เห็นบรรยากาศของยุค 80 ได้ ส่วนฝีมือด้านการแสดง ก็ถือว่าเข้าขั้นดี นักแสดงทุกคนนั้นเล่นได้สมบทบาท และข้อดีอย่างหนึ่งของการที่เราดูหนังต่างประเทศก็คือเราไม่ได้รู้จักดาราเลยสักคน เราจึงเชื่อว่าตัวละครแต่ละตัวนั้นคือการสวมบทบาทจริง ๆ แบบไม่ติดภาพลักษณ์ดารา

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่ารำคาญใจและเป็นข้อเสียสำคัญที่สุดของหนังก็คือ ความมืด ทั้งเรื่องก็ใช้ความมืดในการเล่าเรื่องมากกว่า 80% ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มีแต่ความมืด มืดจนแทบมองไม่เห็น มืดจนต้องจ้องและรู้สึกรำคาญมาก ไม่เข้าใจว่าจะให้มืดอะไรขนาดนั้น ถ้าลองไปเปรียบเทียบความมืดจากหนังเรื่อง The Nun เขาก็ใช้บรรยากาศมืด ๆ แวดล้อมตลอดเกือบทั้งเรื่อง แต่โดยรวมแล้วก็ยังดูง่ายสะอาดตากว่า Hellhole ขุมนรก เยอะเลย มีหลายฉากมากที่ต้องเพ่งดู ส่วนตัวแล้วผมมองว่ายุคนี้สมัยนี้ถ้าจะเล่นเรื่องความน่ากลัวก็ไม่จำเป็นจะต้องใช้ความมืดมาเป็นตัวนำแล้ว หนังหลายเรื่องใช้ความสว่างแต่ก็ทำให้เกิด

ความน่ากลัวความเกี่ยวพันได้ไม่แพ้ และอาจจะดีกว่าซะด้วย

นอกจากนี้ในช่วงต้นหนังค่อนข้างเล่าเรื่องช้ามาก เงียบเกินไป บทสนทนา ในขณะที่ดูนั้นหลับไปหลายรอบมาก ตื่นมาก็ต้องย้อนกลับไปใหม่ว่าเขาเล่าอะไรไป กว่าจะไปสนุกก็ตอนที่เฉลยเรื่องเกี่ยวกับการประกอบพิธีกรรมเข้าไปแล้ว

เอาเป็นว่า ส่วนตัวแล้วมองว่าถ้าใครชอบเรื่องราวเกี่ยวกับปีศาจ ซาตาน สัญลักษณ์วิทยาในศาสนาคริสต์  หรือชอบดูหนังที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับลัทธิคลั่งศาสนา Hellhole ขุมนรก  ก็พอจะทำให้ดูได้แบบเพลิน แต่หากใครไม่ใช่ทางนี้เลย แล้วไม่ชอบดูหนังที่มันนิ่ง ๆ ด้วยแล้ว ขอให้แนะนำผ่านในเรื่องนี้ไปเลยก็ได้

ในฐานะที่ผมคลั่งเรื่องราวเกี่ยวกับเทววิทยา ศาสนวิทยา ปีศาจ ซาตาน และสัญลักษณ์วิทยา เป็นทุนอยู่แล้ว จึงขอให้คะแนนความชอบ Hellhole ขุมนรก ไว้ที่

6/10 
@ วาทิน ศานติ์ สันติ

#SuperReviewChannel 
#Hellhole2022
#ขุมนรกNetflix
#HellholeNetflix 
#หนังสยองขวัญระทึกขวัญโปแลนด์
#หนังแนวปราบผีไล่ปีศาจจากโปแลนด์

หมายเลขบันทึก: 710246เขียนเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2022 14:44 น. ()แก้ไขเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2022 14:44 น. ()สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการจำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

อนุญาตให้แสดงความเห็นได้เฉพาะสมาชิก
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี