ผมสอนนักศึกษารายวิชาสุนทรียภาพของชีวิต จำนวนกว่า ๒๐๐ คนที่เป็นทั้งผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ใน อบต. จ.เชียงใหม่ และ จ.แม่ฮ่องสอน หลายคนเป็นชาติพันธุ์ปากะญอ(กระเหรี่ยง) ที่เรียนร่วมกับคนเมือง( คนเมืองคือคนล้านนาใน ๘ จังหวัดภาคเหนือตอนบน) คนเมืองเดี๋ยวนี้ผสมผสานจากชาติพันธุ์พม่า ลื้อ เย้า ขมุ เมี้ยน จีนฯลฯ แม้แต่ผู้เขียนเองยังมีเชื้อของพม่า และจีนผสมกับคนเมือง(เมืองแป้)ครับ

            แรกเริ่มของการสอนไม่มีข้อมูลว่าใครเป็นเป็นชาติพันธุ์อะไร จนกระทั่งได้เห็นชื่อ ได้พูดคุยจึงรู้ว่านักศึกษาอยู่ในชาติพันธุ์อะไร  

            ผมมักเตือนสติด้วยตนเองเสมอว่า หากสอดแทรกความงามที่ต้องเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์แล้ว ผมจะไม่พูดถึงประวัติศาสตร์ในแง่ของความเป็นชาตินิยม

            เพราะอาจจะเกิดความขัดแย้งในกลุ่มนักศึกษาได้ และเห็นว่า "ความเป็นชาตินิยมหรือให้นิยมในความเป็นชาติไทย" เพิ่งถูกหล่อหลอมให้เกิดขึ้นมาจากการเป็นสยามประเทศ

            ก่อนหน้านั้นทุกอาณาจักรที่อ่อนแอขาด "การมีแก้วเจ็ดประการ" ( Post ครั้งหน้าจะนำมาขยายความว่ามีอะไรบ้าง) เป็นลักษณะของประเทศราชของอาณาจักรที่เข้มแข็งกว่า เช่น อยุธยาเป็นประเทศราชของพม่า และพม่า(ในบางช่วง)ก็เป็นประเทศราชของอยุธยา หรือล้านนาเป็นประเทศราชของพม่า ของอยุธยา เป็นต้น (ใครเห็นแย้งเชิญได้ครับ)    

            การสอนวิชาสุนทรียะ ได้เรียนรู้จากนักศึกษาถึงมุมมองทางความงามท่ามกลางความแตกต่างทางชาติพันธุ์  ทุกคนกล่าวถึงความงามได้ จากความเป็นถิ่นกำเนิด ความเชื่อของแต่ละชาติพันธุ์ วัฒนธรรมพื้นถิ่น เรา(ผู้สอนและนักศึกษา)จะไม่มีสิทธิคิดและยิ่งไม่มีสิทธิที่จะเอ่ยปากออกมาได้ว่า ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติพันธุ์ใดชาติพันธุ์หนึ่งจะมีความงามกว่าชาติพันธุ์หนึ่ง

           ถ้าหากปล่อยให้เอ่ยปากวิจารณ์ในเรื่องชาติพันธุ์ ชาตินิยมอย่างปนเปกันหาจุดรวบยอดไม่ได้แล้ว มิตรก็จะกลายเป็นศัตรูได้เช่นกัน และบรรยากาศของการเรียนความงามก็จะกลายเป็นบรรยากาศของการหวาดระแวงซึ่งกันและกันจนอาจจะเกิดการทะเลาะกันตามมา