นิทานเรื่องลาโง่กับจิ้งหรีด          

     ลาโง่ยืนกินหญ้า  ที่ชายป่าใต้ต้นยาง

จิ้งหรีดมาตามทาง    กรีดเสียงพลางเพราะจับใจ          ลาโง่เห็นจิ้งหรีด      ฟังมันกรีดร้องเสียงใส            มันจึงเอ่ยถามไป      กินอะไรเสียงเพราะจัง             จิ้งหรีดร้องตอบว่า  น้ำค้างฟ้าที่ไหลหลั่ง                 ฉันดื่มเสียงจึงดัง   ไพเราะฟังต้องหลงใหล                 ลาโง่ได้ฟังคำ      จึงจดจำทำเร็วไว                     เสาะหาน้ำค้างไพร  เลียบนใบยอดหญ้ากิน               ไม่ช้าลาซูบผอม    อกตรมตรอมแรงหมดสิ้น

แผ่หลาที่กลางดิน  จบชีวินเพราะโง่เอย

 

                                    อาจารย์ลักษณา  สังฆมาศ

                 

         นิทานเรื่องเต่ากับกระต่าย

        เจ้าเต่าตัวน้อย     ค่อยเดินเชื่องช้า                 อาศัยชายป่า              เป็นที่หากิน                  กระต่ายผ่านมา           ร้องว่าเต่าดิน                       เชื่องช้าอาจิณ          อยู่ถิ่นกันดาร                              เต่าจึงร้องตอบ       ไม่ชอบคนพาล                         หากินถิ่นฐาน         สำราญใจดี                          หากเจ้าเก่งจริง     วิ่งแข่งกันซี                             แข่งกันพรุ่งนี้       ในที่ป่าใหญ่                              วันรุ่งเต่ามา        อากาศสดใส                       กระต่ายรีบไป     ในที่นัดพลัน                              ให้เจ้าหมาป่า      น่าเกรงขามนั้น                         เป็นพยานกัน     แข่งขันครั้งนี้                            กระต่ายวิ่งไว      ได้รวดเร็วดี                                           หัวเราะเยาะที        ที่เต่าไม่ทัน                           หยุดอยู่ร่มไม้      ใจหฤหรรษ์                             นึกในใจครัน     เต่าช้ากว่าตน                             ลมเย็นสบาย     กระต่ายแสนกล                             หลับลืมกังวล    จนเต่าผ่านไป                            เต่ามีมานะ       ไม่ละหลักชัย                         กระต่ายหลับไหล    ไม่สมประดี                         ตกใจลืมตา        รีบมาเร็วรี่                                ไม่กี่นาที         มาที่หลักชัย                             เห็นเต่าถึงก่อน   มัวนอนหลับใหล                        แพ้เต่าอายใจ     เพราะประมาทเอย

                                                        อาจารย์ลักษณา  สังฆมาศ

 

                   นิทานเรื่องสุนัขกับเงา

     สุนัขเดินมา     ออกหาอาหาร

 ผ่านมาหมู่บ้าน     ย่านคนมากมาย

 เดินถึงตลาด            เห็นถาดเนื้อขาย                    แอบลักเนื้อควาย       วิ่งข้ามสะพาน                        มองไปในน้ำ           เย็นฉ่ำสำราญ                        จิตใจเบิกบาน         อาหารรสดี                            ในน้ำเห็นเงา         สุดเขลาเต็มที่                             ว่าตนโชคดี          มีเนื้อก้อนใหญ่                        รีบคายชิ้นเนื้อ       เพื่อกระโจนไป                        หวังที่จะได้           ในเนื้อชิ้นโต                          ฉับพลันนั้นเอง      สุนัขตัวโง่                            อดเนื้อก้อนโต       ทั้งชิ้นในปาก                        เหตุการณ์ครั้งนี้     อย่ามีโลภมาก                          นำเรื่องมาฝาก       เตือนจิตสอนใจ   

                                               อาจารย์ลักษณา  สังฆมาศ

       

        นิทานเรื่องชาวนากับงูเห่า

                โบราณนานมา    ชาวนาคนหนึ่ง    มีความสุขซึ้ง พึงจิตเมตตา   อารีเอื้อเฟื้อ    เกื้อหนุนนำพา             เพื่อนพ้องพร้อมหน้  เพราะความการุณย์                      ฤดูเกี่ยวข้าว  หนุ่มสาวละมุน   ช่วยเหลือเจือจุน          บุญคุณมากมี    เจองูตัวหนึ่ง     ซึ่งขดอยู่ที่              ด้วยความปรานี      ที่เขาอุ้มมา    หวังให้ไออุ่น           เจือจุนสัตว์ป่า   โอ้อนิจจา      งูกัดเขาตาย              เป็นอุทาหรณ์  ไว้วอนเหลือหลาย       ช่วยเหลือผู้ร้าย         ไม่ได้คุณเอย                                                                                                                          อาจารย์ลักษณา  สังฆมาศ  

      

             นิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะ

             เนินเขาไพร      ลำธารไหลผ่าน              ซึ่งพวกชาวบ้าน                ทำมาหากิน                  ทำสวนเลี้ยงสัตว์               ปัดความจนสิ้น              อยู่ในแผ่นดิน                     ท้องถิ่นแดนไกล           มีเด็กเลี้ยงแกะ                แนะเรื่องขานไข              ส่งเสียงร้องไป                หมาป่ามากิน                 ชาวบ้านตกใจ             ไม่นิ่งนอนสิ้น                  ตามเสียงได้ยิน            หมากินแกะพลัน                       แต่มาถึงตัว         เด็กหัวเราะลั่น                   ที่หลงเชื่อกัน               ขำขันสิ้นดี                      สามวันต่อมา             หมาป่ามากมี                       มากินแกะที่               เด็กนี้คอยเลี้ยง                     ร้องให้คนช่วย             แทบม้วยจิตเที่ยง                           ชาวบ้านมองเมียง         เสียงเด็กหลอกเรา               ต่างไม่สนใจ              ไม่ไปเหมือนเก่า                เด็กหลอกพวกเขา        น่าเศร้าใจยิ่ง                      หมากินแกะหมด         พูดปดทุกสิ่ง                                    เมื่อพูดเรื่องจริง          คนไม่เชื่อเอย 

                                                      อาจารย์ลักษณา  สังฆมาศ

     

           นิทานเรื่องเทวดากับคนตัดฟืน

             ชายป่าลำธารใสไหลผ่าน      สุขสำราญร่มเย็นเป็นไฉน    คนตัดฟืนยืนตัดไม้อยู่ไม่ไกล              ในทันใดทำขวานตกน้ำพลันกระโดดลงงมหาขวานในน้ำ         แสนชอกช้ำระกำจิตคิดโศกศัลย์    นั่งเศร้าสร้อยหงอยเหงาในใจครัน    สุดจาบัลย์รันทดหดหู่ใจ              จะกล่าวถึงรุกขเทวา                  ผู้รักษาป่าไม้ที่กว้างใหญ่        เห็นชายตัดฟืนยืนร้องรำพันไป       มีจิตใคร่เมตตาและปรานี           จึงปรากฏแปลงตัวออกมาช่วย     ไม่ให้ม้วยมรณาหมดราศีงมหาขวานขึ้นมาให้ล้วนดีดี                  มีขวานเงินขวานทองให้มองดู          ชายหาฟืนส่ายหน้าว่าไม่ใช่         ขวานตัดไม้ทำด้วยเหล็กไม่เลิศหรูเทวดางมขวานเหล็กยกให้ดู            เขาร้องฮู่ใช่แล้วขวานของตน         เทวดามอบขวานให้เขาหมด         ใจไม่คดซื่อสัตย์ไม่ขัดสน         แสนดีใจกลับบ้านไม่กังวล              ทั้งผู้คนเล่าลือระบือไกล             ยังมีชายคนหนึ่งได้รู้ข่าว              ถึงเรื่องราวคนตัดฟืนยืนขานไข  แกล้งทำขวานตกน้ำชอกช้ำใจ    นั่งร้องไห้ใต้ต้นไม้ข้างลำธาร        รุกขเทวาปรากฏตัวเข้ามาปลอบ      ให้ชื่นชอบน้อมรับสุดขับขาน รุกขเทวางมขวานอยู่ไม่นาน           ก็ได้ขวานเงินและขวานทอง        ชายโลภมากบอกว่าขวานทั้งหมด    ซึ่งเขาจดจำได้ไม่เศร้าหมอง    เขาทำตกทั้งขวานเงินและขวานทอง  ใจลำพองว่าขวานเป็นของตนรุกขเทวาชี้หน้าแล้วว่าให้                เจ้าช่างไร้ยางอายไม่ฉงน      ขวานของเจ้าไม่ใช่เงินทองปน       เจ้าเป็นคนโลภมากมักยากนาน      พูดจบรุกขเทวาก็หายวับ              ไม่หันกลับลับราวปาฏิหาริย์      ชายคนโลภเศร้าใจไม่เบิกบาน   อดได้ขวานเพราะความไม่ซื่อเอยอาจารย์ลักษณา  สังฆมาศ                                           

              เรื่องสร้อยคอที่หาย

 นานมาแล้วยังมีหญิงคนหนึ่ง     ป็นผู้ซึ่งชอบอวดโอ้โก้หรู          จะแต่งตัวซื้อของไม่มองดู       เงินมีอยู่น้อยนิดไม่คิดตรอง          มาวันหนึ่งสามีได้รับบัตร      เชิญไปงานจัดเลี้ยงเคียงคู่สองงานหรูหราน่าดูหมู่พวกพ้อง        ล้วนชื่อก้องมีเกียรติในสังคม          เธอรีบเร่งจัดแจงหาเสื้อผ้า    ช่างงามตาราคาแพงแรงขื่นขม          มองเสื้อผ้าสวยดีฝืนใจชม    แต่อกตรมเครื่องประดับกลับไม่มี     นึกขึ้นได้มีเพื่อนอยู่คนหนึ่ง    เป็นคนซึ่งมีเงินทองผ่องราศี          จึงไปหาเพื่อนยืมเครื่องประดับมี เพื่อนคนดีหยิบสร้อยเพชรให้ยืมไปในวันงานเธอดูเด่นเป็นสง่า      ทั้งเสื้อผ้าเครื่องประดับดูสดใสเธอยิ้มแย้มพูดคุยแสนภูมิใจ     ดั่งเธอได้ขึ้นสวรรค์วิมานแมน          แต่พองานเลิกแล้วกลับถึงบ้าน    เธอมองผ่านกระจกตกใจแสนเพราะสร้อยคอหายไปใจวับแวน  ออกเที่ยวแล่นหาสร้อยกันทั้งคืน ทั้งสามีก็พลอยเป็นทุกข์หนัก    ใครรู้จักเที่ยวถามกัดฟันฝืน         จึงนั่งคิดตริตรองสุดกล้ำกลืน   หาสร้อยคืนเจ้าของนองน้ำตา          ไปถามร้านสร้อยเพชรเหมือนของเพื่อน มีสร้อยเหมือนกันเลยไม่กังขา เจ้าร้านตกลงเรื่องราคา    สามแสนห้าหมื่นบาทไม่ขาดเกินตกใจราวกับว่าจะสิ้นสติ         ต้องเป็นหนี้ต้องขายบ้านให้ขัดเขิน

รีบซื้อสร้อยคืนเพื่อนเลื่อนนานเกิน ทำเขินเขินบอกคืนสร้อยไม่เต็มคำ

เพื่อนตริว่าคืนของช้ากว่ากำหนด   แต่ไม่โกรธโกรธาช่างน่าขำ  รีบกลับบ้านมาทำงานแสนระกำ  ต้องตรากตรำทำงานไม่ว่างเลย    จนเวลาผ่านไปได้สิบปี      ก็ใช้หนี้ได้หมดระทดเอ้ย              แสนทุกข์แสนยากลำบากเอย  ไม่อยากเอ่ยเพราะอยากโก้โมโหจัง  มาวันหนึ่งเจอเพื่อนที่ยืมสร้อย   ใจเหงาหงอยยากจนหมดสิ้นหวังนางได้เล่าเรื่องราวให้เพื่อนฟัง  อนิจจังเพื่อนสงสารแทบขาดใจ    แล้วบอกว่าสร้อยที่ฉันให้ยืมนั้น     มันเป็นสร้อยทำเทียมไม่เฉไฉเธอมาคืนได้ตำหนิส่งช้าไป   เพื่อนไม่ได้โกรธเคืองอย่าสงกา   เวลานี้สร้อยนั้นก็ยังอยู่      ไม่ได้ดูคิดว่าไม่มีค่าเป็นบทเรียนราคาแพงแต่งแต้มมา เพื่อสอนว่าจงรู้จักความพอดี            อาจารย์ลักษณา  สังฆมาศ