ทิศทางนโยบายสังคมเพื่อการออกแบบสังคมสมานฉันท์ ลดความขัดแย้งทางสังคม

รัฐพยายามจะสมานฉันท์ หรือ สมานเธอ

ทิศทางนโยบายสังคมเพื่อการออกแบบสังคมสมานฉันท์ ลดความขัดแย้งทางสังคม

ตฤณห์ โพธิ์รักษา[1]

บทคัดย่อ

  สังคมและความขัดแย้งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กัน การมีสังคมเกิดจากการที่คนรวมตัวกันเป็นกลุ่มซึ่งใน         ความแตกต่างของแต่ละปัจเจกนี่เองเป็นเหตุให้ เกิดความขัดแย้งขึ้น ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเมื่อความคิด   ความเชื่อและการกระทำของฝ่ายหนึ่งไม่เหมือนอีกฝ่ายหนึ่ง อาจจะเริ่มจากความเห็นไม่ลงรอยกันเล็ก ๆ น้อย ๆหรืออาจลุกลามไปสู่บ่อเกิดของสงคราม ซึ่งในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติก็มีให้เห็นกันอยู่ไม่น้อย และวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ได้เสนอวิธีการสมานฉันท์ มาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างข้อตกลงที่อยู่ตรงกลางและสร้างความพอใจให้กับทั้งสองฝ่ายที่มีความขัดแย้งกัน

          วิธีการเชิงสมานฉันท์ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในฐานะกระบวนการยุติธรรมทางเลือกที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะนอกจากจะทำให้ลดค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรม ยังสามารถลดภาระและ ลดจำนวนคดีความที่จะนำเข้าสู่ขั้นพิจารณาในศาลได้อีกด้วย แต่การสมานฉันท์ที่แท้จริงนั้นจะต้องมีองค์ประกอบที่สร้างความพอใจให้กับทั้งสองฝ่าย หรือมากกว่าสองฝ่ายที่มีปัญหาข้อพิพาทระหว่างกัน         หากเมื่อใดที่ทั้งสองฝ่ายไม่ได้รับความพอใจหรือไม่ได้ข้อตกลงร่วมกัน เมื่อนั้นการสมานฉันท์จะไม่เกิดขึ้น

          การสมานฉันท์สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกที่ ทุกเหตุการณ์ และทุกรูปแบบของความสัมพันธ์ ไม่จำเป็นจะต้องเข้าไปอยู่ในกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น เพราะความขัดแย้งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา ที่บ้าน ที่ทำงาน ในองค์กรเอกชนและหน่วยงานของรัฐ ความขัดแย้งแลดูจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของทุก ๆที่ไปโดยปริยาย ดังนั้นคงจะเป็นการดีหากในทุกความสัมพันธ์ของสังคมมี           การปลูกฝังวิธีสมานฉันท์ให้กับสมาชิกในสังคมตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ซึ่งอาจจะสามารถรวมวิธีการคิดอย่างเป็นเหตุผล การเห็นใจผู้อื่น การไม่เห็นแก่ตัว การเสียสละ ทักษะในการพูด และวิธีในการแสดงออก สามารถปลูกฝัง สมานฉันท์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าจะคาดหวังให้การสมานฉันท์เกิดขึ้นที่ปลายทางของความขัดแย้ง นั่นก็คือ การสมานฉันท์ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งหากต้องการจะออกแบบสังคมสมานฉันท์ สมาชิกในสังคมจะต้องปฏิบัติตามนโยบายสังคมที่ถูกร่วมกันออกแบบโดยสมาชิกในสังคมที่มีความหลากหลายและแตกต่างกัน นโยบายสังคมจึงจะมีประสิทธิภาพและสามารถปฏิบัติตามได้จริงมากกว่านโยบายสังคมที่เลื่อนลอย เพ้อฝัน แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามให้เกิดความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้

คำสำคัญ: นโยบายสังคม, สังคมสมานฉันท์, ความขัดแย้งทางสังคม

Social Policy Direction for Restorative Society Design to Reduce Social Conflict

Trynh Phoraksa[2]

Abstract

          Society and conflicts are always intertwined. A society is formed by a group of people having a common interest or living in the same place, however differences from each one can lead to conflicts. When interests, beliefs, or actions from people in a society clash, conflicts arise ranging from minor disputes to large-scale wars. Human history has shown great deals of examples. In the recent years, unification, one of strategies to resolve conflict, has created middle grounds and satisfied both sides of the party so far.

          Restorative approaches play a large part in the criminal justice system which many parties see them as the best solutions. Not only do they reduce costs but also lower criminal cases. The true restorative justice should satisfy all parties involved. If any agreement cannot be reached, restorative ways might not concur. Reconciliation can happen anywhere, under any circumstances, regardless of relationships. Conflicts develop in any situation such as workplaces, homes, schools, private sectors, or public sectors. It is beneficial to instill restorative methods since childhood including critical thinking, empathy, altruism, and communication skills. These are more effective than resolving conflict as a last resort, namely restorative justice. In order to implement restorative strategies successfully, members of the society should follow rules and regulations that are created by diverse groups with different interests and beliefs. Then, the policies will be effective for practical use whereas exaggerated ones might not create meaningful impacts.

Keyword: Social Policy, Restorative Society, Social Conflict

บทนำ  (Introduction)

          สังคมหมายถึง กลุ่มคนที่มาอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยมีระเบียบแบบแผนเพื่อให้การอยู่ร่วมกันเป็นไป  อย่างสงบสุข และมีการซึมซับวิถีการใช้ชีวิต ความเชื่อ มุมมองที่คล้ายกัน หรือ อาจเรียกว่าวัฒนธรรม ประเพณี และความคิด ซึ่งความเชื่อเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพของปัจเจกบุคคลในสังคม และโดยธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีจำนวนเซลล์ประสาทมากที่สุดในโลก ทำให้ความคิด ความเชื่อ        ความสนใจ ลักษณะนิสัย มีความแตกต่างกันออกไปและการแสดงออกก็จะแตกต่างกันไปเช่นกัน โดยมีรูปแบบเฉพาะอย่างเป็นของตนเอง ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้ บางครั้งก็เป็นสาเหตุของความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นในสังคม ซึ่งความแตกต่างที่เป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งในสังคมโลกนั้น (คณาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540, น. 3) เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเป็น          พลวัต และจะมีการเปลี่ยนรูปแบบไปตามวิวัฒนาการของสังคมโลก เรียกได้ว่า ความขัดแย้งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เช่นเดียวกับอาชญากรรม ซึ่งความขัดแย้งมิได้มีแต่ข้อเสีย แต่ยังมีประโยชน์ในแง่ของแรงผลักดันที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาสังคมให้ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่งวิธีในการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมนั้นมีหลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับชนิดของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ความขัดแย้งในสังคมมนุษย์เป็นสิ่งที่มีมาอย่างยาวนาน และมีความแตกต่างออกไปในแต่ละยุคสมัย เช่น ความขัดแย่งในด้านของความเชื่อ ศาสนา        ที่แตกต่างกัน ความขัดแย้งในด้านของการต้องการขยายพื้นที่การปกครอง การขัดแย้งที่เกิดจากโครงสร้างเศรษฐกิจ ความขัดแย้งที่เกิดจากชนชั้น ฯลฯ ความขัดแย้งเหล่านี้เกิดจากการที่กลุ่มบุคคลในสังคมมี           ความคิดเห็นที่แตกต่างกัน มีผลประโยชน์ที่ต่างกัน ซึ่งเมื่อปล่อยให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนาน        จะส่งผลให้เกิดเป็นสงครามในที่สุด ซึ่งมนุษยชาติคงจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับสงครามตั้งแต่ยุคโบราณ          มาจนถึงสงครามรูปแบบใหม่ในปัจจุบัน ได้แก่ สงครามเทคโนโลยี สงครามความคิด สงครามเชิงอุดมการณ์ ฯลฯ ซึ่งวิธีในการแก้ไขปัญหาขัดแย้งที่ได้รับความนิยมกล่าวถึงกันมาก โดยเฉพาะในช่วง 30 ปีที่ผ่านมานี้       คือ การใช้วิธีการเชิงสมานฉันท์ แต่วิธีเชิงสมานฉันท์ จะเป็นเพียงแนวคิดทางเลือกแบบใหม่ที่ฟังดูดี หากปราศจากการนำมาปฏิบัติใช้จริงในสังคมปัจจุบัน ดังนั้นทิศทางของนโยบายสังคม เพื่อมุ้งเน้นการออกแบบสังคมสมานฉันท์ จึงมีความจำเป็นจะต้องออกแบบเพื่อให้สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง โดยเริ่มต้นจากการศึกษาที่มา หรือ บ่อเกิดความขัดแย้งที่มีในแห่งหนแรกก่อนจึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดและยั่งยืน

ความขัดแย้งและความเป็นมนุษย์ เป็นของคู่กัน นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงพัฒนา

          Conflict เป็นคำที่มาจากภาษาละตินว่า Confligere ตามความหมายของ Webster Dictionary         คำว่า Conflict หมายถึง การไม่ลงรอยกัน การต่อสู้ การสงคราม การไม่ถูกกันเมื่อมีความสนใจ ความคิดหรือการกระทำที่ต่างกัน (ประพันธ์ ช่วงภูศรีและ สำเริง บูรณสิงห์, 2554, น. 5) ซึ่งหากจะแปลเป็นภาษาไทยก็คือคำว่า ขัดแย้ง ซึ่งยุทธนา พรหมณีได้ให้ความหมายโดยสรุปว่า

                   “ความขัดแย้ง(Conflict) หมายถึง สภาพการณ์หรือสถานการณ์ที่เป็นความ แตกต่างที่บุคคล     2 คน หรือมากกว่าแสดงพฤติกรรมเปิดเผยออกมาอย่างแตกต่างกัน สภาพการณ์ เหล่านี้คือความ  ขัดแย้ง ซึ่งอาจจะเกิดจากมีการรับรู้ในเป้าหมายที่แตกต่างกัน มีความเข้าใจผิด หรือไม่เข้าใจ        วัตถุประสงค์ มีความต้องการที่แตกต่างกัน หรือแย่งชิงกันในสิ่งเดียวกัน หรือต้องการ ความเท่าเทียม       กันทั้งด้านวัตถุประสงค์และคุณค่า เกิดความรู้สึกต้องการชนะหรือทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่พึงพอใจ       สูญเสียหรือถูกกดดัน หรือเกิดจากความต้องการที่จะมีสถานภาพที่เหนือกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง สถานการณ์          เหล่านี้จะทำให้เกิดความตึงเครียดเพราะความไม่เห็นด้วยหรือไม่ตกลงด้วยและมี แนวโน้มทำให้แต่ละ     ฝ่ายมีทิศทางตรงกันข้าม นอกจากนี้ความขัดแย้งอาจเกิดจากความขาดแคลนทรัพยากร หรือความ   ซับซ้อนของการ ติดต่อสัมพันธ์ที่ต้องเกี่ยวพันระหว่างบุคคล กลุ่ม องค์การ หรือนานาชาติ ความ  ขัดแย้งอาจเกิดจาก ค่านิยมในการดำเนินวิถีชีวิตของบุคคลแต่ละเพศ แต่ละวัยและแต่ละเชื้อชาติ” (ยุทธนา พรหมณี, 2560, น. 1-2)

          ความขัดแย้งเป็นสิ่งที่เกิดตามธรรมชาติของสังคม (ชมภูนุช ขาวผ่อง, 2563) ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกที่เป็นมนุษย์และมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน ซึ่งรวมถึงด้านความคิดซึ่งเป็นส่วนหลักที่สำคัญที่ผลักดันให้เกิดการรวมกันเป็นกลุ่มที่มีความคิดคล้ายกันไว้ด้วยกัน ซึ่งความขัดแย้งอาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อแนวทางการกระทำ หรือ ความคิดของแต่กลุ่มไม่เหมือนกัน อาจจะกล่าวได้ว่า หากมีการเกิดขึ้นของสังคมก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดความขัดแย้งได้

          ธรรมชาติของมนุษย์และการรวมกลุ่ม เกิดจากความต้องการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ ย้อนกลับไป          เมื่อประมาณ 3 ล้านปีก่อน Homosapien หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายมนุษย์เราในปัจจุบันมากที่สุด ได้เริ่มมีวิวัฒนาการด้านสังคม เริ่มมีการรวมกลุ่มมนุษย์ด้วยกันเอง ซึ่งปัจจัยหลักจากการศึกษาวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์การนอนลับพบว่า อาจเป็นเพราะมนุษย์ไม่สามารถตื่นเพื่อระวังภัยให้ตนเอง และกลุ่มของตนเองได้ตลอดเวลา จึงจำเป็นจะต้องรวมกลุ่มเพื่อผลัดเวรเฝ้ายามเมื่อสมาชิกส่วนใหญ่ในกลุ่มนอนหลับ         ซึ่งเมื่อมีการผลัดเวรยามเกิดขึ้น ส่งผลให้ช่วงของการนอนหลับนั้นมีความยาวนานเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมนุษย์ไม่ต้องคอยหลับๆตื่นๆทุกชั่วโมงเพื่อระวังภัยอีกต่อไป จุดเปลี่ยนครั้งยิ่งใหญ่จึงเริ่มตั้งแต่ เผ่าพันธุ์ของมนุษย์ได้ย้ายจากต้นไม้ลงมานอนบนพื้นดิน เมื่อร่างกายได้หลับยาวนานมากขึ้นทำให้สมองได้พัฒนาจำนวนเซลล์ประสาท ขยายผลไปถึงขนาดของสมองที่ใหญ่มากขึ้นและซับซ้อนมากขึ้น การวิวัฒนาการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ในปัจจุบันสมองของมนุษย์มีขนาด 1,300-1,400 กรัม จากที่เคยมีขนาดแค่ 400 กรัม และด้วยความชาญฉลาดที่เพิ่มมากขึ้นนี้เอง ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความแตกต่างหลากหลายกันออกไปมากที่สุด และยังสามารถอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆอีกมากมาย มากกว่าแค่การระวังภัยเพื่อ        ความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์ในอดีต อ้างอิงจากหนังสือ (Walker, 2018)

          ความแตกต่างของปัจเจกที่มารวมกลุ่มกันจำนวนมากนี้เองที่ถูกเรียกว่า สังคม ซึ่งหากที่ใดมีสังคม        ก็จะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ความขัดแย้งไม่ได้มีเพียงแค่ผลเสียเสมอไป ความขัดแย้งยังสามารถนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลง แก้ไข พัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดียิ่งขึ้นไปได้อีกทางหนึ่ง เรียกได้ว่า ความขัดแย้งคือตัวจุดประเด็นปัญหา ที่ก่อให้เกิดการรื้อฟื้นหาสาเหตุที่มาและทำการแก้ไข (ชมภูนุช ขาวผ่อง, 2563)   ข้อดีของความขัดแย้งตามความเห็นของชมพูนุช ขาวผ่อง มีลักษณะต่าง ๆหลายประการ เช่น ความขัดแย้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงสร้างสรรค์ ความขัดแย้งก่อให้เกิดความสามัคคีในกลุ่ม ความขัดแย้งทำให้เกิดการเลือกตัวแทนที่เข้มแข็งและมีความรู้ความสามารถขึ้นมาเป็นผู้นำ ความขัดแย้งทำให้คุณภาพชีวิต            การทำงานของบุคลากรในองค์กรดีขึ้น ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล รู้จักการปรับตัวและ                  การประสานงานร่วมกัน

          ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ มีหลักฐานมากมายที่บ่งชี้ถึงความขัดแย้งของมนุษย์ในทุกยุคสมัย ความขัดแย้งอาจเกิดขึ้นจากความไม่ลงรอยเล็กน้อยหรืออาจนำไปสู่สงครามและการสู้รบ หากความขัดแย้งนั้นไม่ได้ถูกแก้ไขให้ทุกฝ่ายได้รับความพึงพอใจ ความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดและเป็นรูปธรรมมากที่สุดได้แก่ สงคราม การสู้รบกันและการเกิดสงครามมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ หากศึกษาจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์จะพบว่า สาเหตุของการเกิดสงครามนั้นในแต่ละครั้งแตกต่างกันออกไป และสงครามเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทุกคนที่ทั่วโลก สงครามเปรียบเสมือนตัวแทนของความขัดแย้งที่เห็นได้ชัดมากที่สุด และเกิดความเสียหายและประชาชนล้มตายมากที่สุด เรียกได้ว่ามากกว่าที่ภัยธรรมชาติจะสามารถคร่าชีวิตมนุษย์ได้

          จากบันทึกของพิพิธภัณฑ์สงครามจักรวรรดิ ได้มีการบันทึกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสงครามตั้งแต่       ปีคริสตศักราช 1899 ซึ่งในปีนั้นสงครามที่เกิดขึ้นมีชื่อว่า สงครามบูร์ครั้งที่สอง หรือเรียกอีกชื่อคือสงครามแอฟริกาใต้ (Imperial War Museums, 2020) เป็นสงครามที่อังกฤษใช้กำลังทหารล่าอาณานิคม                 เพื่อพยายามยึดและเข้าปกครอง สาธารณรัฐทรานสวาล และ เสรีรัฐออเรนจ์ แม้ว่าจะมีนักการเมืองอังกฤษออกมาคัดค้านสงครามอยู่มากมายก็ตาม แต่สงครามก็ยังดำเนินไปและใช้เงินเป็นจำนวนถึง 211 ล้านปอนด์  (South African History Online, 2020)

          ต่อมาในคริสตศักราช 1914 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งขึ้น ซึ่งสาเหตุของสงครามเกิดจาก มกุฎราชกุมารแห่งจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการีถูกสังหารโดยนักชาตินิยมชาวเซอร์เบียร์ซึ่งต่อมาได้เกิดการยื่นคำขาดต่อราชอาณาจักรเซอร์วิสยาเป็นคำเรียกร้อง 10 ประการซึ่งอาณาจักรเซอร์เบียร์ยอมตกลงใน              ข้อเรียกร้องเพียง 8 ประการเท่านั้นออสเตรีย-ฮังการีจึงประกาศสงคราม ประกอบกับปมปัญหาเรื่องสมดุลอำนาจที่สั่งสมมานานของในหลายประเทศภาคพื้นยุโรป ทำให้เกิดการแย่งชิงอาณานิคมและระบบภาคีพันธมิตรที่แบ่งเป็นสองฝ่าย โดยได้มีการแบ่งกลุ่มให้เข้าร่วมในสงคราม ส่งผลให้ความขัดแย้งลุกลามไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว (jirattikul srisuwan, 2018) และอีกเพียง 21 ปีต่อมา ก็ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่สองในปี 1939 ซึ่งสาเหตุหลักเกิดจากการขัดแย้งทางอุดมการทางการเมือง ความไม่เป็นธรรมของสนธิสัญญาระหว่างประเทศซึ่งทำหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และระบบเผด็จการซึ่งสะสมอาวุธร้ายแรงต่าง ๆ บวกกับแนวความคิดของผู้นำประเทศที่นิยมลัทธิทางทหาร ก่อให้เกิดสงครามขึ้นในหลายประเทศและลุกลามไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว  (โดม ไกรปกรณ์, 2020)

          เมื่อพิจารณาจากความขัดแย้งในสังคมจนเกิดเป็นสงครามระดับโลก จะเห็นได้ว่าในทุกสังคมแม้จะมีความแตกต่างทางด้านชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ความเชื่อ ขนบประเพณี ภาษา ศาสนาฯลฯ แต่ความขัดแย้งก็ยังคงปรากฎให้เห็นมาโดยตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน หากจะถกเถียงเรื่องความขัดแย้งทั้งหมดที่จะสามารถเกิดขึ้นได้ในสังคม คงจะไม่สามารถนำเสนอได้หมดภายในไม่กี่หน้ากระดาษ บทความนี้จึงขอมุ่งเน้นการนำเสนอและวิเคราะห์สาเหตุของความขัดแย้งหลักๆในสังคมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่          โดยความขัดแย้งมักเกิดจากความได้เปรียบและเสียเปรียบระหว่างกลุ่มบุคคลทั้งที่มีอำนาจและไม่มีอำนาจ ความขัดแย้งหมายถึงความเชื่อและค่านิยมระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่แตกต่างกันไม่ว่าในสถานการณ์ใดก็ตามซึ่งรวมไปถึงความขัดแย้งในรูปแบบของการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด และฝ่ายที่มีอำนาจก็จะได้เปรียบในการออกแบบกฎที่สนองความต้องการ และเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มของตนเอง มากกว่าจะสร้างกฎที่เป็นธรรมและเหมาะสมแก่คนส่วนรวม (รัฐพล เย็นใจมา, 2561)

          ความขัดแย้งในประเทศไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยมาไม่ต่างจาก         ความขัดแย้งในสังคมโลก หากนำเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาเป็นตัวกำหนดความขัดแย้งในสังคมไทย จะพบกว่า อุดมการณ์ทางการเมืองและระบอบการปกครองเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในการนำมาพิจารณาถึงสาเหตุของความขัดแย้ง เพราะกลุ่มคนจำนวนน้อยที่มีอำนาจมักแสวงหาผลประโยชน์ให้กับพวกของตน จนสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมส่วนใหญ่ ความกดดันและความลำบากในการดำรงชีวิตของสมาชิกในสังคมจึงถูกแสดงออกมาในรูปแบบของการเรียกร้องให้เกิดความเปลี่ยนแปลง อาจกล่าวได้ว่า               ความขัดแย้งมาพร้อมกับความต้องการการเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกสังคมดีขึ้น              (พระมหาดวงเด่น ฐิตญาโณ, พระจาตุรงค์ อาจารสุโภ, พระถนัด วฑฺฒโน และ สุมาลัย กาญจนะ, 2560)

          เหตุการณ์ความขัดแย้งในประเทศไทย

          ความขัดแย้งส่งผลกระทบหลายอย่าง รวมถึงในด้านของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ยกตัวอย่างกรณีความขัดแย้งในสามจังหวัดใช้แดนภาคใต้ ที่กินเวลาต่อเนื่องมานับ 10 ปี ส่งผลให้จังหวัดปัตตานีและนราธิวาสเป็นสองจังหวัดที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย ซึ่งความยากจนแร้นแค้นนี้ก็เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญให้เกิดความขัดแย้งในสังคมขึ้น (Yang, 2019)

นอกเหนือจากการวิเคราะห์ความขัดแย้งตามหลักสังคมศาสตร์แล้ว ยังสามารถวิเคราะห์ตามหลักรัฐศาสตร์และหลักการปกครอง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสามารถแบ่งสาเหตุที่มาของปัญหาความขัดแย้งในประเทศได้ดังนี้

1. ความไม่ลงตัวกันทางความเห็นทางการเมือง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเรายังคงเห็นความขัดแย้งในรูปแบบของการปกครอง โดยคนกลุ่มที่มีอำนาจ ที่ไม่รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นและมองกลุ่มคนที่คิดต่างจากตนเองเป็นศัตรู

2. การไม่ยอมรับในความเป็นของฝ่ายอื่น ซึ่งเมื่อกลุ่มบุคคลได้ก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนในการปกครองย่อมต้องการที่จะมีสิทธิ์เด็ดขาดในสังคม การมีความเห็นที่แตกต่างไปจากกลุ่มบุคคลนี้จึงเป็นสิ่งที่กลุ่ม         ผู้มีอำนาจมองว่าเป็นการต่อต้านตนเองทำให้ขาดการรับฟังความต้องการของประชาชน และทำให้เกิดการฉ้อราษฎร์บังหลวงขึ้น

3. การไม่ยอมรับในอำนาจที่อีกฝ่ายได้รับ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดก็ตามกลุ่มผู้มีอำนาจที่เก้าขึ้นมาใหม่       มักสร้างความไม่พอใจให้กลุ่มเก่าที่เคยมีอำนาจ อำนาจจึงกลายเป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมือง

4. ผลประโยชน์ จากที่กล่าวมาในข้อที่ 3. การที่อำนาจอาจเป็นเครื่องมือในการต่อรองทางการเมืองส่งผลให้อำนาจก็เป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์เช่นกัน ซึ่งความขัดแย้งจะเกิดขึ้นต่อเมื่อการแบ่งผลประโยชน์ไม่ลงตัวหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจเพื่อให้ตนได้รับผลประโยชน์ โดยไม่สนใจถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นกับฝ่ายที่ไม่ใช่พวกของตนเอง (Wannisa Malaithong, 2020)

สถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยที่เกิดขึ้นจากปัจจัยต่าง ๆจะทำให้เกิดความตึงเครียด สุดท้ายแล้วสมาชิกในสังคมจะแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย โดยจะรวมตัวเข้ากับกลุ่มคนที่มีความคิดคล้ายกับตนเองและตั้งตัวเป็นศัตรูกับผู้ที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับกลุ่มของตน ซึ่งความขัดแย้งนี้จะทำให้ฝ่ายที่ถูกแบ่งออกเป็นหน่วยย่อยในสังคมเกิดความคิดที่ไม่อยากปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ออกโดยฝ่ายที่ทำให้กลุ่มตนเองเดือดร้อน ส่งผลกระทบให้เกิดความเสียหายและสันติสุขของสังคม

          ความขัดแย้งในบทความนี้จึงเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความไม่ชอบธรรมของกฎระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นจากกลุ่มคนที่มีอำนาจ ทั้งในแง่ของกฎหมายและในแง่ของสังคมวิทยาและอาชญาวิทยาเพราะกฎหมาย และนโยบายสังคม เป็นสิ่งที่สมาชิกในสังคมต้องเคารพและปฏิบัติตาม หากกฎหมายหรือนโยบายที่เป็นเครื่องมือในการควบคุมความสงบของสังคมไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่แรก กฎหมายนั้นก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ควบคุมความสงบของสังคมได้อีกต่อไป

ความขัดแย้งในสังคมปัจจุบันคืออะไร

          ความขัดแย้งในอดีตอาจส่งผลให้เกิดสงครามที่คร่าชีวิตมนุษย์มาอย่างนับไม่ถ้วน แต่ความขัดแย้งในสังคมปัจจุบันกลับมาในรูปแบบของความเหลื่อมล้ำ ความยากจนและการไม่สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) อย่างทั่วถึงเท่ากันทุกคน ซึ่งหากวิเคราะห์ความขัดแย้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สาเหตุที่คล้ายคลึงกันก็คืออำนาจและผลประโยชน์ ที่เอื้อให้กับแค่กลุ่มคนบางกลุ่มเท่านั้น กลุ่มที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ก็จะได้รับความเดือดร้อนและเกิดความไม่พอใจ กลายเป็นความขัดแย้งในสังคมเนื่องจากความสามารถใน       การเข้าถึงทรัพยากรของสมาชิกในสังคมมีไม่เท่ากัน

          ความขัดแย้งในสังคมหากมองในแง่ของอาชญาวิทยาและสังคมวิทยา อาจจะสามารถเรียกผลของความขัดแย้งได้ว่า “อาชญากรรม” ซึ่งอาชญากรรมนั้นมีมากมายหลายรูปแบบไม่จำเป็นจะต้องมีความเสียหายถึงแก่ชีวิตก็สามารถจัดอยู่ในรูปแบบของอาชญากรรมได้ เช่น การฉ้อราษฎร์บังหลวง การคอร์รับชัน การบิดเบือนหลักฐานในคดี การติดสินบนเพื่อให้พ้นผิด ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันผลกระทบที่มาจากความขัดแย้งในสังคมเหล่านี้สามารถนำมาศึกษาวิเคราะห์ได้จากการเปรียบเทียบสถิติที่ได้มาจากการเก็บข้อมูล เช่นตัวเลขความยากจนของประชากรในประเทศ การจัดอันดับคอร์รัปชันของทั่วโลก หรือแม้กระทั่งระดับความสุขของประชาชน

          ความขัดแย้งในสังคมถือเป็นปรากฏการณ์ที่ ทุกสังคมทั่วโลกให้ความสนใจเนื่องจากเป็นปัญหาที่     เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน และได้มีผู้คิดค้นแหล่งรวบรวมข้อมูลที่สามารถเก็บบันทึกเหตุการณ์ต่าง ๆ โดย           การรวบรวมข่าวสารจากทุกมุมโลกในทุกภาษาข้อมูลเหล่านี้ถูกเก็บบันทึกอย่างเป็นระบบเพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูลและนำมาวิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจถึงความเชื่อมโยงและปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมโลกมิติต่าง ๆ โดยฐานข้อมูลข่าวสารขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกหรือ Global Database of Events Language and Tone หรือ GDELT ถือกำเนิดขึ้นโดย Kalev H. Leeraru ได้ให้ความสำคัญกับเหตุการณ์ทางการเมืองเนื่องจากเชื่อว่าอุดมการทางการเมืองเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นในสังคม โดยฐานข้อมูลเหตุการณ์ของ GDELT ได้ทำการรวบรวมข่าวรายวันประมาณ 250 ล้านเหตุการณ์ทั่วโลกตั้งแต่         ปีคริสตศักราช 1979 ซึ่งเป็นข้อมูลที่เกิดขึ้น Real Time และมีการอัพเดททุก 15 นาทีจากการรายงานข่าว 65 ภาษาทั่วโลก

ภาพที่ 1 : ระดับความขัดแย้งทางการเมืองในไทย (พ.ศ.2522-2560)

ที่มา : พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม, 2017

          ซึ่งหากพิจารณาจากกราฟข้างต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงดัชนีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมี         จุดขัดแย้งสูงที่สุด เมื่อปีพุทธศักราช 2535 ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ต่อมาดัชนีความขัดแย้งพุ่งสูงอีกครั้งในพุทธศักราช 2548 เหตุการณ์ประท้วงของชาวมุสลิมที่อำเภอตากใบ ตามมาด้วยพุทธศักราช 2549 ในยุคที่มีการประท้วงต่อต้าน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และพุทธศักราช 2551 ได้มีการประท้วงการของม็อบเสื้อเหลืองและเกิดการปะทะกันในปีถัดมา ระหว่างม็อบที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลกับม็อบที่สนับสนุนรัฐบาลนายกรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ความขัดแย้งในสังคมประเทศไทยได้พุ่งสูงอีกครั้งเมื่อพุทธศักราช 2553 เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงประท้วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำมาซึ่งการสลาย        การชุมนุมที่มีความรุนแรงและมีผู้บาดเจ็บเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก และล่าสุดความขัดแย้ง ในสังคมไทยใน        ปีพุทธศักราช 2557 ในเหตุการณ์ที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาได้ทำการรัฐประหาร และหากติดตาม          ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในการเมืองไทยเปรียบเทียบกับดัชนีตัวชี้วัดของสภาพเศรษฐกิจจะเห็นได้ว่าความขัดแย้งทางการเมืองส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ลงของประเทศ (พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม, 2017)

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

          ทฤษฎีกลุ่มแนวคิดความขัดแย้งเชื่อว่าอำนาจในการปกครองเป็นที่มาของการกำหนดพฤติกรรมที่เป็นอาชญากรรม หรือแม้กระทั่งกำหนดความหมายของคำว่า ถูก หรือ ผิด ในสังคม ทฤษฎีความขัดแย้งเริ่มเข้ามามีบทบาทในการวิเคราะห์ปัญหาของสังคมในช่วงคริสตศักราช 1950 นำโดย จอร์จ โวลด์ (George Vold) โดยเขาได้กล่าวไว้ว่า

                   “ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนในสังคมสามารถนำไปอธิบายไม่ใช่เฉพาะแต่การออกกฎหมาย     หรือกระบวนการยุติธรรมเท่านั้นแต่ยังสามารถใช้อธิบายพฤติกรรมของอาชญากรได้ด้วย

                    กระบวนการในการออกกฎหมายการละเมิดกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายเป็นผล  สะท้อนของความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์และการต่อสู้ในการควบคุมอำนาจของเจ้าหน้าที่กุ้ง      ที่สามารถชนะในการออกกฎหมายจากควบคุมการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่และมีบทบาทในการ       กำหนดนโยบายซึ่งกำหนดว่าใครจะเกี่ยวข้องในการละเมิดกฎหมาย”

          ซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ว่ากระบวนการในการออกกฎหมายเป็นเครื่องมือที่กลุ่มคนที่มีอำนาจใช้เพื่อกำหนดว่าสิ่งใดควรเป็นสิ่งที่ผิด และสิ่งใดเป็นสิ่งที่ถูก และหากมีอำนาจอยู่ในมือก็จะสามารถออกกฎหมายและควบคุมสังคมได้อย่างเบ็ดเสร็จ คนที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของตนก็อาจจะถูกกำหนดให้เป็นคนที่ผิดหรือแม้กระทั่งสามารถกำหนดว่าใครจะเกี่ยวข้องในการละเมิดกฎหมายได้อีกด้วย (พรชัย ขันตี,                        กฤษณพงค์ พูตระกูล และจอมเดช ตรีเมฆ, 2558, น. 305)

          ความคิดของกลุ่มนักทฤษฎีมาร์กซิสต์ (Marxist) จะเน้นอธิบายปัญหาความขัดแย้งในสังคมว่า           เกิดจากอิทธิพลของระบบเศรษฐกิจทุนนิยมโดยกลุ่มคนที่มีอำนาจทางการเมืองและมีอำนาจทางการเงินจะควบคุมระบบการผลิตซึ่งจะมีผลกระทบต่อโครงสร้างและกระบวนการทางสังคมรวมทั้งปัญหาสังคมด้วยสภาพแวดล้อมที่เจ้าของทรัพยากรผู้มีอำนาจในสังคมแบบทุนนิยม เอาเปรียบชนชั้นแรงงาน เน้นย้ำให้เห็นได้ชัดว่าอิทธิพลของระบบเศรษฐกิจส่งผลกระทบต่อกระบวนการทางสังคม ความยากจนสร้างความกดดันให้        ชนชั้นแรงงานหรือลูกจ้างซึ่งมีจำนวนมากกว่านายจ้าง การถูกเอาเปรียบนี้ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มคนสองกลุ่มนี้ (พรชัย ขันตีและคณะ, 2558, น. 325)

          วิธีการที่จะสามารถลดความขัดแย้งทางสังคมหากใช้แนวคิดทฤษฎีความขัดแย้งเป็นมิติในการมองปัญหาเพื่อหาทางแก้ไขจากต้นเหตุ ผ่านการออกแบบนโยบายทางสังคมเพื่อการสมานฉันท์ ต้องให้ความสำคัญไปที่ความเท่าเทียมกันและการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง เนื่องจากความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้เมื่อฝ่ายที่มีความขัดแย้งได้มีข้อตกลงร่วมกันอยู่ในจุดที่สมดุล             และสร้างความพอใจให้แก่ทุกฝ่าย ซึ่งหากใช้ที่สดีความขัดแย้งในการอธิบายมักจะต้องมุ่งพิจารณาถึงผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มและการจัดการการใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม

วิธีเชิงสมานฉันท์: อีกทางเลือกในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง

          วิธีการเชิงสมานฉันท์นั้นถูกนำมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมสมัยใหม่ มีจุดประสงค์เพื่อเบี่ยงเบน        คดีความออกจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก เพื่อลดจำนวนคดีที่จะเข้าไปสู่กระบวนการพิพากษาในศาล กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ได้มีการนำเสนอแนวทางใหม่ในการลงโทษผู้กระทำผิดในลักษณะที่ทำให้ผู้กระทำผิดรู้สำนึกต่อพฤติกรรมของตนเอง แต่กระบวนการยุติธรรมทางเลือกนี้มีไว้สำหรับกรณีความผิดที่ไม่รุนแรงหรือกระทำโดยเด็กเรียกว่าเยาวชน โดยกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ของ จอห์น เบรทเวท มุ่งเน้นถึงประโยชน์ของสังคมเป็นหลัก โดยพยายามหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์ของสังคมการลงโทษผู้กระทำผิดและเหยื่ออาชญากรรม การสมานฉันท์นี้เป็นการพยายามสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้กระทำผิดกับเหยื่อ และสังคม ให้กลับคืนสู่สภาพปกติมากที่สุดเพราะเชื่อว่าหากผู้กระทำผิดสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนไปในทางที่ดีขึ้นก็จะทำให้สังคมมีความสงบสุข และยังเชื่ออีกว่าความสัมพันธ์อันดีเป็นรากฐานของความมั่นคงและสงบสุขในสังคมระยะยาว (พรชัย ขันตีและคณะ, 2558, น. 298)

          พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 อธิบายคำ”สมานฉันท์”ไว้ว่า “ความพอใจร่วมกัน ความเห็นพ้องกัน (พจนานุกรมไทย-ไทย ออนไลน์, 2563) คำว่า สมานฉันท์ เป็นคำที่ไม่ได้ถูกใช้บ่อยนัก         จนมีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ หรือ กอส. (The National Reconciliation Commission) เมื่อปีพุทธศักราช 3548 เพื่อรับมือกับความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงเริ่มได้ยินคำนี้กันบ่อยมากขึ้น ซึ่งเจตนาของการใช้ คำว่า “สมานฉันท์”ในชื่อของคณะกรรมการชุดนี้ คงต้องการให้มีความหมายในเชิงภาษาอังกฤษ คือคำว่า Harmony ซึ่งแปลว่า ความกลมกลืน ความปรองดอง และ           ความสามัคคี (เกษม ศิริสัมพันธ์, 2548) มากกว่า คำว่า Restorative ซึ่งตามความหมายของ Cambridge Dictionary ได้ให้ความหมายของคำว่า Restorative ว่า คือความสามารถในการทำให้ดีขึ้น ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า Restore ซึ่งแปลว่า ฟื้นฟู ซ่อมแซม ให้กลับคืนดังเดิม (Cambridge Dictionary, 2020)                    ก็เช่นเดียวกันอีก ความกลมกลืนหรือความปรองดองหรือความสามัคคีจะเป็นจริงขึ้นได้ ต้องมาจากท่าทีและความประพฤติของทั้งทุกฝ่าย จึงจะเกิดความสมานฉันท์ที่แท้จริง ซึ่งคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นคำที่เริ่มแพร่หลายและนิยมใช้มากขึ้นใน 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนใหญ่จะได้รับการเผยแพร่ในแง่ของ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม หรือเรียกว่า กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice )โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อเบี่ยงเบนคดีความออกจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก เพื่อลดจำนวนคดีความที่จะถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในศาล และเพื่อลดความขัดแย้งระหว่างเหยื่อ ผู้กระทำความผิด และสังคม เพื่อให้สังคมกลับเข้าสู่ความปกติสุขที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยการสมานฉันท์ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ยังไม่สามารถตอบคำถามได้อย่างชัดเจนว่าวิธีการเชิงสมานฉันท์ที่นำมาใช้ในกระบวนการยุติธรรมนั้น     ก่อเกิดประโยชน์ให้ฝ่ายใด หรือผู้ใดกันแน่ สิ่งใดกันเล่าที่ถูกฟื้นฟู ซึ่งอาจจะฟังดูขัดแย้งกับเจตนาตั้งต้นของกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะอำนวยความยุติธรรมให้กับฝ่ายที่ถูกเอาเปรียบหรือฝ่ายที่เสียหาย (Ward, 2008)

การสมานฉันท์ หรือ การสมานเธอ

          หากพิจารณาสถานการณ์ในประเทศไทยเวลานี้ อาจจะพิจารณาได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการถกเถียงประเด็นที่เกี่ยวกับคำว่า “สมานฉันท์”

การพยายามนำคำว่าสมานฉันท์มาใช้ในบริบทสังคมไทย ที่อ้างว่าแปลมาจากภาษาอังกฤษคำว่า Restorative

Oxford Dictionary ได้ให้ความหมายของ Restorative ไว้ว่า คือความสามารถในการฟื้นฟูสุขภาพ              ความแข็งแรง หรือ สวัสดิภาพความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being)

โดยมีรากศัพท์จากคำว่า Restore แปลว่า ฟื้นฟู, ทำให้กลับมาแข็งแรง ซึ่งแตกต่างจากคำว่า “ปรองดอง” หรือ “สามัคคี” ตามเจตนารมย์ครั้งแรกของ กอส. หรือชื่อเต็มคือ คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ   ที่ตั้งคณะเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อรับมือกับปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดใช้แดนภาคใต้

ในทางเดียวกันกับที่ ปรีชาญาณ วงศ์อรุณ ได้ให้ความเห็นว่า

                   “คำว่า “สมานฉันท์” หากแปลจากรากศัพท์ภาษาอังกฤษ “reconciliation” คือการหัน          หน้ามาคืนดีกันใหม่ เพื่อกลับไปสู่ไมตรีจิตดี ๆ ที่มีมาแต่เดิม ๆ หรือก่อนหน้าจะเกิดความขัดแย้ง ส่วน  คำว่า “ปรองดอง” นั้นตรงกับภาษาอังกฤษว่า harmony หมายถึงความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจ        เดียวกัน

                   ในช่วงครึ่งแรกของทศวรรษแห่งความขัดแย้งที่ผ่านมา สังคมไทยจะเลือกใช้และคุ้นเคยกับ        คำว่าสมานฉันท์เป็นหลัก (ถือว่าเป็นคำศัพท์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา เป็นคำที่แทบ   จะไม่เคยพูดถึงหลังเหตุการณ์ “14 ตุลา” และ “6 ตุลา”) หลังจากนั้น ก็เริ่มปรากฏคำว่า ปรองดอง  ตั้งแต่ยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนกระทั่งกลายเป็นคำหลักที่ถูกใช้ถูกอ้างอิงบ่อย ๆ ในปัจจุบันนี้         จนดูเหมือนเข้ามาแทนที่คำว่า สมานฉันท์ไปโดยปริยาย” (ปรีชาญาณ วงศ์อรุณ, 2560)    

หากเริ่มต้นศึกษาคำว่าสมานฉันท์อย่างจริงจัง ที่ทำให้หลายคนเริ่มคุ้นหูมากขึ้นเมื่อครั้งที่ คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส. ) ที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพุทธศักราช 2548 โดยมีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธานคณะ มีจุดประสงค์เพื่อจัดการกับปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดใช้แดนภาคใต้ จนเวลาล่วงเลยมา 15 ปี ปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังไม่หมดไป อีกทั้งข้อเสนอหลายข้อก็ยังไม่ได้          ถูกนำมาปฏิบัติ จึงเป็นที่น่าสนใจว่า การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อสมานฉันท์นั้นเพื่อมิให้ฝ่ายรัฐบาลถูกมองว่าไม่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองใช่หรือไม่ (The Last Journalist, 2020)

          คณะสมานฉันท์ได้ถูกแต่งตั้งขึ้นมาอีกเป็นครั้งที่ 2 เมื่อปีพุทธศักราช 2553 หลังเหตุการณ์การสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 โดยใช้ชื่อว่า คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์            เวชชาชีวะ ถึงแม้ว่าจะเป็นความพยายามแก้ไขปัญหาภายหลังจากการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างฝ่ายรัฐบาลและประชาชน คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ ได้มีระยะเวลา การทำงานถึงสองปีคาบเกี่ยวไปจนถึงรัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แต่ก็เกิดความขัดแย้งในรัฐบาลเสียเอง เนื่องจากการส่งต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีใหม่ซึ่งมาพร้อมกับการบริหารคณะ คปอ. บางนโยบายที่เสนอโดยนางสาวยิ่งลักษณ์ที่ต้องการ จ่ายค่าชดใช้เยียวยาผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ถึงรายละ 7.5 ล้านบาท แต่ก็ถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยว่าเป็นการช่วยเหลือฝ่ายของตนเอง สุดท้ายแล้วคณะที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ไขความขัดแย้งก็ยังมีความขัดแย้งในตัวเองอยู่ดี (The Last Journalist, 2020) จึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า คณะสมานฉันท์ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อใคร

          ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะผ่านการเรียกร้องให้เปลี่ยนระบอบการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อปีพุทธศักราช 2475 โดยการรวมตัวของกลุ่มนักศึกษาที่ต้องการประชาธิปไตยเป็นเหตุให้มีคนล้มตายเป็นจำนวนมาก ถือว่าเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมืองที่เป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศแต่ผ่านมาแล้ว 88 ปี เหตุการณ์ความขัดแย้งล่าสุดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยปีพุทธศักราช 2563 หลังจาก 6 ปีภายใต้การปกครองของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้มีเหตุการณ์รวมตัวกันของประชาชนจำนวนมากเพื่อออกมาเรียกร้อง เรื่องประชาธิปไตย เรื่องเดิมกับที่เคยเรียกร้องเมื่อ 88 ปีก่อน หนึ่งในข้อเรียกร้องของประชาชนผู้มาชุมนุมคือ อิสระทางการแสดงความคิดเห็น ในขณะที่รัฐบาลพยายามสื่อสารด้วยการใช้คำว่า ปรองดอง และ สมานฉันท์ กับประชาชนผู้ที่มาชุมนุม แต่ในแง่ของการปฏิบัติการควบคุมสถานการณ์ของรัฐบาล กลับมีมาตรการใช้ความรุนแรงตรงข้ามกับที่รัฐบาลพยายามนำเสนอด้วยคำว่า         “ถอยคนละก้าว” ของพลเอกประยุทธ์จันทร์ โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยึดอำนาจ และทำการรัฐประหารเมื่อปีพุทธศักราช 2557

          พลเอกประยุทธ์จันทร์โอชาได้มีการแถลงการณ์ออกโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจช่องห้ากองทัพบกใช้หัวข้อเรื่องว่าถอยคนละก้าวเข้าสภาใช้สติและปัญญาแก้ปัญหาร่วมกัน โดยการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐสภามิได้ใกล้เคียงกับคำว่า “ แก้ไขปัญหาร่วมกัน” ที่มีประชาชนเป็นฝ่ายเสนอข้อเรียกร้อง

          อ้างอิงความหมายของคำว่าสมานฉันท์ในกระบวนการยุติธรรมจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้อธิบายว่า ความยุติธรรมเชิงสมานนะฉันคือการให้ความหมายของคำว่าความยุติธรรมในรูปแบบใหม่ซึ่งเป็นความยุติธรรมที่ให้ความสำคัญและยอมรับอย่างให้เกียรติต่อความแตกต่างระหว่างบุคคล แต่ความยุติธรรมก็มีความหมายแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่ามีกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมอย่างไร

ซึ่งจุดยืนของแต่ละปัจเจกอยู่ที่ว่าในขณะนั้นใครเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดความหมายของความยุติธรรม (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, 2556) ซึ่งหัวใจหลักของการสมานฉันท์นั้นคือการสร้างความพอใจร่วมหรือจุดสมดุลที่เหมาะสมสำหรับทุกฝ่าย ซึ่งหมายรวมถึงฝ่ายที่มีอำนาจน้อยกว่าก็ต้องได้รับการตอบสนองในข้อเรียกร้องอย่างเหมาะสมเช่นกัน

         

นโยบายสังคมคืออะไร

          นโยบายสังคมคือข้อสรุปของเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้น ที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชนและสังคม เป็นการวางแผนเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม และสวัสดิการพื้นฐานที่จำเป็นต่อความต้องการของมนุษย์ รวมถึงการวางแผนในเรื่องของคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของมนุษย์ในภาพรวม ซึ่งนโยบายส่วนมากจะมีแผนการปฏิบัติรองรับว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้         ตั้งแต่แรก นโยบายสังคมที่ดีควรจะได้รับการหารือจากสมาชิกในสังคมหลายๆฝ่าย เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกในสังคมที่มีความแตกต่างกัน

          การออกแบบนโยบายสังคมเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับภาครัฐเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ประชากรเศรษฐกิจ ความยากจน การย้ายถิ่นฐานและโลกาภิวัตน์ ล้วนเป็นพลวัต รัฐมีหน้าที่ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายให้เหมาะสมกับสังคมและยุคสมัยอยู่เสมอ ซึ่งนโยบายสังคมก็มีบทบาทที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับระดับความสำคัญ ตัวอย่างเช่นนโยบายสังคมที่ให้ความสำคัญกับสถาบันครอบครัว แม้รัฐจะต้องให้การสนับสนุน แต่ตัวแปรสำคัญก็ได้แก่สถาบันย่อยซึ่งได้แก่สถาบันครอบครัว ที่ต้องทำหน้าที่เป็นแหล่งสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายสังคมให้นำมาสู่การปฏิบัติและเกิดขึ้นได้จริง นโยบายสังคมมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการและสวัสดิการของรัฐ โดยคำนึงถึงความอยู่ดีมีสุขของประชาชนเป็นหลัก โดยต้องระมัดระวังพิจารณาถึงความแตกต่างของสมาชิกในสังคมด้วย ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของความเชื่อ ศาสนาวัฒนธรรม ภาษา ฐานะทางสังคม ฐานะทางเศรษฐกิจ และชาติพันธุ์ (Platt, 2020)

          การออกนโยบายสังคมของรัฐให้มีประสิทธิภาพนั้น ปัจจัยที่สำคัญเป็นอันดับต้นคือ การเลือกผู้แทนประชาชนที่มีความสามารถเฉพาะในสิ่งที่ตนจะเข้ามาช่วยพัฒนา ตัวอย่างเช่น ในประเทศแคนานาภายใต้การบริหารของ นาย เขาได้เลือกสมาชิกในคณะทำงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะให้มาทำหน้าที่บริหารหน่วยงานที่มีความแตกต่างกัน เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นหมอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นนักบินอวกาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง กลาโหม เป็นทหารผ่านศึกชาวซิกข์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง กีฬาและคนพิการ เป็นนักกีฬาพาราลิมปิก เป็นต้น ซึ่งนอกเหนือจากความเชี่ยวชาญเฉพาะทางของแต่ละคนแล้ว การรวมทีมบริหารซึ่งมีความแตกต่างหลากหลาย โดยยรวมถึงสัดส่วนนักบริหารเพศชาย และเพศหญิงอย่างละเท่าๆ กันคือร้อยละ 50 (Government of Canada, 2020)และหากตัวแทนของประชาชนที่ได้เข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศ ไม่มีความสามารถ นั่นหมายถึงรัฐให้หยิบยื่นอำนาจในการตัดสินใจบริหารแทนประชาชนทั้งหมดในประเทศให้กับบุคคลที่ไม่เหมาะสม และผลกระทบโดยตรงก็คือนโยบายต่าง ๆที่ถูกสร้างขึ้นมาและถูกออกแบบอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการเลือกคนให้เหมาะกับงาน (Put the right man/ woman in the right job) จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่ควรจะกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร

          ตัวอย่างนโยบายสังคมที่ถูกออกแบบโดยรัฐไทย ที่นอกจากจะไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว ยังเป็น   การตอกย้ำความล้มเหลวของการพยายามจัดการสภาพเศรษฐกิจ ได้แก่ นโยบายบัตรคนจน หรือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ด้วยเงื่อนไขที่ไม่ชัดเจนและไม่สามารถแก้ไขปัญหาประชาชนที่มีฐานะยากจนจริง ๆ              ได้ ความสามารถในการเข้าถึงบัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ยังไม่เปิดกว้างให้กับประชาชนได้เข้าถึงได้อย่างแท้จริง บัตรคนจนกลับเข้าไปอยู่ในมือผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนดังที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ส่วนกลุ่มคนที่ยากจนและต้องการความช่วยเหลือจริง ๆก็ไม่มีความรู้และไม่ทราบข่าวสารในการเข้าถึงความช่วยเหลือจากรัฐในรูปแบบสวัสดิการแบบนี้ (กรุงเทพธุรกิจ, 2563)

แม้ว่าจะมีการเพิ่มวงเงินให้กับผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 14 ล้านคนแล้วก็ตาม แต่จำนวนเงินที่รัฐช่วยเหลือไม่ได้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและค่าเงินในประเทศสักเท่าใด ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปีจะได้รับเงิน 800 บาทต่อเดือน (ไทยพีบีเอส, 2563) ซึ่งวงเงินที่ได้รับไม่สามารถกดเป็นเงินสดได้การใช้จ่ายจะกระทำได้ต่อเมื่อนำไปใช้ที่ร้านธงฟ้าประชารัฐหรือร้านค้าที่รับชำระเงินผ่านแอพพลิเคชั่นถุงเงินประชารัฐเท่านั้น ซึ่งทั้งประเทศมีจำนวนร้านธงฟ้าฯ เพียงแค่ประมาณ 80,000 ร้านค้าเท่านั้น (กรมการค้าภายใน, 2562)

          ซึ่งหากเปรียบเทียบจำนวนคนจนที่มีมากที่สุดในประเทศไทยซึ่งอยู่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยมีปริมาณอยู่ที่ร้อยละ 39.21 หากคำนวณจากจำนวนประชากรทั้งสิ้น 275,884 คน (ไทยรัฐออนไลน์, 2562)      จะถือได้ว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีคนจน 108,174  คน เปรียบเทียบกับจำนวนร้านธงฟ้าฯในจังหวัดที่มีเพียง 35 ร้านค้าเท่านั้น ดังนั้นนโยบายบัตรคนจนจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืน นโยบายสังคมที่ควรส่งเสริมเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างยั่งยืนได้แก่การสนับสนุนในด้านอาชีพและการสนับสนุนด้านการศึกษาให้กับประชาชนที่มีฐานะยากจน (อัมฤทธิ์ จานุวีและวรรณวิไล สนิทผล, 2561)

          Center of American Process ได้เสนอวิธีการแก้ไขปัญหาความยากจนและเพิ่มจำนวนประชากรชนชั้นกลาง  ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดก็คือการเสนองาน สนับสนุนให้คนจนได้เริ่มทำงานเพื่อเลี้ยงตนเอง วิธีต่อมาคือ  การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งวิธีการแก้ไขปัญหาเหล่านี้รัฐสามารถกระทำได้ (Vallas and Boteach, 2014)

          ซึ่งการสนับสนุนให้ประชาชนมีงานทำถือเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งในจุดเริ่มต้นจุดแรกก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงทรัพยากรของประชาชน และปัจจัยที่สำคัญในการทำให้ประชาชนมีงานทำได้แก่การศึกษา ดังนั้นนโยบายสังคมเพื่อการออกแบบสังคมสมานฉันท์ควรมีทิศทางที่ชัดเจนในการพัฒนาระบบการศึกษาพื้นฐานและกระตุ้นระบบเศรษฐกิจแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการสร้างงานให้กับสมาชิกในสังคม ในยุคโลกาภิวัตน์นี้ไม่มีสิ่งใดสำคัญและเป็นอาวุธในการต่อสู้กับความยากลำบากได้ดีเท่ากับการศึกษา

          หากนโยบายสังคมให้ความสำคัญกับการศึกษาจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ที่สังคมได้เผชิญมาอย่างยาวนานเรื้อรัง สถิติอาชญากรรมจะลดลงเนื่องจากประชาชนไม่ต้องดิ้นรนหาเงิน อีกทั้งการศึกษายังช่วยจัดการระบบความคิดให้สมาชิกในสังคมรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล มีศีลธรรม การรู้ผิดชอบชั่วดีเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่จะทำให้สมาชิกในสังคมอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข เมื่อสมาชิกในสังคมสามารถดูแลชีวิตและ           สร้างความมั่นคงให้กับตนเองได้ สังคมจะปราศจากความขัดแย้งเนื่องจากสมาชิกทุกคนสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียม

 สรุป

          ความสงบสุขในสังคมจะเกิดขึ้น ความขัดแย้งในสังคมจะลดลง หากสมาชิกในสังคมมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) ซึ่งตัวชี้วัดสภาพความเป็นอยู่ที่ดีก็คือการตอบสนองความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อันได้แก่ สภาพจิตใจในแง่บวกหรือเรียกว่าความสุข การไม่ต้องเผชิญกับสภาวะทางลบในด้านจิตใจ หรือหมายถึงปราศจากความเครียดและอารมณ์ซึมเศร้า ความพึงพอใจในการมีชีวิตอยู่ รวมถึงปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย และเครื่องนุ่งห่ม นอกจากนี้ความเป็นอยู่ที่ดียังต้องครอบคุมถึงสภาพร่างกาย สภาพทางการเงิน สภาพทางสังคม สภาพจิตใจ และความพึงพอใจในชีวิต หากการศึกษาอดีตคือการเรียนรู้มิให้เกิดความผิดพลาดในเรื่องเดิมซ้ำ ๆ สาเหตุของความขัดแย้งในอดีต เริ่มจากกลุ่มคนที่มีอำนาจ ใช้อำนาจของตนไปในทางที่คุกคามและทำร้ายกลุ่มคนที่ไม่มีอำนาจ ไม่ว่าประวัติศาสตร์ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นจากสาเหตุใด ล้วนแล้วแต่เกิดจากอิทธิพลของอำนาจทั้งสิ้น ซึ่งหากอำนาจตกไปอยู่ในกลุ่มคนที่ไม่มีความสามารถ ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่มีศีลธรรม เมื่อนั้นความสงบสุขในสังคมก็คงจะเกิดได้ยาก

          สังคมที่สงบสุข ปรองดอง สมานฉันท์และสามัคคี จะเกิดขึ้นได้เมื่อความเท่าเทียมได้เข้ามาแทนที่ความเหลื่อมล้ำ การแจกจ่ายทรัพยากรซึ่งในที่นี้หมายถึงการเข้าถึงการศึกษาพื้นฐานของสมาชิกทุกคนในสังคม จะทำให้สมาชิกทุกคนในสังคมไม่รู้สึกถึงการเสียเปรียบ และด้อยค่ากว่ากัน ความยุติธรรมจึงเป็นหัวใจหลักในการลดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม แต่ความยุติธรรมก็ยังขึ้นอยู่กับมุมมองที่แตกต่างกันในแต่ละจุดยืนของผู้ให้ความหมายของคำว่ายุติธรรม ซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำความแตกต่างระหว่างผู้มีอำนาจและผู้ไม่มีอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้องในการให้ความหมายที่เป็นนามธรรมสำหรับคำนี้ ดังนั้นการพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนมอบอำนาจให้กับผู้แทนของสังคมจึงเป็นสิ่งสำคัญ วัฒนธรรมการเลือกผู้นำแบบเดิม ๆ ควรจะสิ้นสุดและเปิดโอกาสให้มีการบริหารแบบใหม่ๆ ซึ่งอาจจะได้มาโดยการเรียนรู้จากสังคมที่พัฒนาแล้ว และสังคมที่สมาชิกมีความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อปรับปรุง แก้ไข พัฒนาต่อยอด ให้ทันการหมุนไปอย่างรวดเร็วของสังคมโลก

          สังคมไทยยังต้องการ การยอมรับที่เปิดกว้างด้านความแตกต่างของความคิด ในวันนี้ วันที่สมาชิกในสังคมรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ในการหาข้อมูลข่าวสารและเพิ่มพูนความรู้ด้วยตัวเอง ผ่านเทคโนโลยีไร้พรมแดนที่สังคมพยายามปลูกฝังเด็กสมัยใหม่ให้เรียนรู้ และเมื่อเด็กรุ่นใหม่ได้เปิดหูเปิดตากับการเข้าถึงข่าวสารได้จากทุกมุมโลก ความคิดเห็นที่เกิดจากข้อมูลมหาศาลที่ได้รับ ผ่านการสังเคราะห์และปั้นแต่งปัจเจกให้มีความคิดและจุดยืนของตนเอง กลับเป็นสิ่งที่สังคมแบบเก่ายังทำใจยอมรับไม่ได้ สิ่งสำคัญที่ทรงพลังและมีอำนาจมากที่สุดที่มิอาจต่อต้านได้ หาใช่อุดมการณ์ทางการเมืองไม่ หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้ เฉกเช่นเดียวกับกาลเวลา

บรรณานุกรม

ภาษาไทย

กรมการค้าภายใน. (2562). รายการสินค้าที่จะนำเข้าร่วมโครงการ จำนวน 77 สินค้า 594 รายการ.     

          สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก https://www.dit.go.th/Webboard_Answe.aspx

กรุงเทพธุรกิจ. (2563). ‘บัตรคนจน’ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เดือนพฤษภาคม 2563 รับสิทธิ์อะไรบ้าง

          เงินเข้าวันไหน!?. สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จากhttps://www.bangkokbiznews.com... detail/

เกษม ศิริสัมพันธ์. (2548). สมานฉันท์. สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก https://mgronline.com/daily/

          detail/9480000150464

คณาจารย์ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2540).    

          สังคมและวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ชมภูนุช ขาวผ่อง. (2563). ความขัดแย้ง. สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก

          https://sites.google.com/site/chmphunuchkhawphxng/khwam-khad-yaea

โดม ไกรปกรณ์. (2020). สงครามโลกครั้งที่ 2. สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก

          http://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=สงครามโลกครั้งที่_2

ไทยพีบีเอส. (2563). กรมบัญชีกลางโอนเงินเพิ่มให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการฯ เดือนละ 500 บ.

          สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก https://news.thaipbs.or.th/content/297208

ไทยรัฐออนไลน์. (2562). จังหวัดยากจนที่สุด "แม่ฮ่องสอน" ที่มีความสุขอันดับ 1 ของประเทศ.

          สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก https://www.thairath.co.th/news/local/north/1681053

ประพันธ์ ช่วงภูศรีและ สำเริง บูรณสิงห์. (2554). การบริหารความขัดแย้งและบริหารภาวะวิกฤต. กรุงเทพฯ:

          สถาบันดํารงราชานุภาพ สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย.

ปรีชาญาณ วงศ์อรุณ. (2560). สมานฉันท์-ปรองดอง : ศัพท์แสง หลักการและทางเลือก. สืบค้น 8 ธันวาคม

          2563, จาก https://www.matichon.co.th/columnists/news_464337

พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม. (2560). วิเคราะห์ระดับความขัดแย้งทางการเมืองไทยด้วย Big Data. สืบค้น 8

          ธันวาคม 2563, จาก https://www.the101.world/measuring-political-conflict/

พจนานุกรมไทย-ไทย ออนไลน์. (2563). ความหมายของคำว่า ' สมานฉันท์ '. สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก

          https://พจนานุกรมไทย.com/42-510-ความหมาย-สมานฉันท์%20%20.html

พรชัย ขันตี, กฤษณพงค์ พูตระกูล และจอมเดช ตรีเมฆ. (2558). ทฤษฎีอาชญาวิทยา : หลักการ งานวิจัย

          และนโยบายประยุกต์. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรังสิต

พระมหาดวงเด่น ฐิตญาโณ, พระจาตุรงค์ อาจารสุโภ, พระถนัด วฑฺฒโน และ สุมาลัย กาญจนะ. (2560).

          ปรัชญาความขัดแย้ง. สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก https://so03.tci-

          thaijo.org/index.php/journal-peace/article/download/107984/88958/

ยุทธนา พรหมณี. (2560). ทักษะการจัดการทรัพยากรมนุษย์ของผู้นำ : การแก้ไขความขัดแย้ง.             

          สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก http://www.chumsaeng.go.th/new...

          a_110817_025259.pdf

รัฐพล เย็นใจมา. (2561). ความขัดแย้งในสังคม : ทฤษฎีและแนวทางแก้ไข. สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก

          https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/132734

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา. (2556). สรุปสาระสําคัญกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์. สืบค้น 8

          ธันวาคม 2563, จาก https://www.krisdika.go.th/data/activity/act210.pdf

อัมฤทธิ์ จานุวีและวรรณวิไล สนิทผล. (2561). สํานักงานพาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน ยกระดับร้านค้าธงฟ้า

          ประชารัฐสู่การเป็นมืออาชีพ รุ่นที่ 2. ประเทศ. สืบค้น 8 ธันวาคม 2563, จาก

          https://thainews.prd.go.th/th/... /print_news/WNSOC6108270010112

ภาษาต่างประเทศ

Cambridge Dictionary. (2020). restorative. Retrieved 8 December 2020, from

          https://dictionary.cambridge.org/dictionary/english/restorative

Government of Canada. (2020). JUSTIN TRUDEAU, PRIME MINISTER OF CANADA. Retrieved 8

          December 2020, from https://pm.gc.ca/en/cabinet

Imperial War Museums. (2020). Timeline Of 20th And 21st Century Wars. Retrieved 8

          December 2020, from https://www.iwm.org.uk/history/timeline-of-20th-and-21st-

          century-wars

Jirattikul srisuwan. (2018). บทเรียนประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ. Retrieved 8 December 2020, from

          https://medium.com/ประวัติศาสตร์โลก/สงครามโลกครั้งที่-1-61a549c7c31e

Platt, L. (2020). What is social policy?International, interdisciplinary and applied. Retrieved 8

          December 2020, from https://www.lse.ac.uk/social-policy/about-us/What-is-social-policy

South African History Online. (2020). Second Anglo-Boer War - 1899 - 1902. Retrieved 8

          December 2020, from https://www.sahistory.org.za/article/second-anglo-boer-war-

          1899-1902

The Last Journalist. (2020). ‘คณะกรรมการสมานฉันท์’ คลี่คลายความขัดแย้งหรือแค่ลดแรงเสียดทาน

          รัฐบาล ?. Retrieved 8   December 2020, from https://themomentum.co/thai-politic/

Vallas, R. and Boteach, M. (2014). The Top 10 Solutions to Cut Poverty and Grow the Middle

          Class. Retrieved 8 December 2020, from https://www.americanprogress.o...

          poverty/news/2014/09/17/97287/the-top-10-solutions-to-cut-poverty-and-grow-the-

          middle-class/

Walker, M. (2017). Why We Sleep. 1st edition: Simon & Schuster.

Ward, T. (2008). Restorative Justice and Practices in New Zealand: Towards a Restorative

          Society. New Zealand Journal of Psychology Vol. 37,

Wannisa Malaithong. (2020). ปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งในประเทศ. Retrieved 8

          December 2020, from https://sites.google.com/site/lawslearinginschool12/paccay-thi-

          kx-hi-keid-payha-khwam-khad-yaeng-ni-prathes

Yang, J. (2019). การลดความยากจนและปรับปรุงความเท่าเทียมในประเทศไทย: ทำไมจึงเป็นเรื่องสำคัญ.

          Retrieved 8 December 2020, from https://blogs.worldbank.org/th...

          karldkhwamyakcnaelaprabprungkhwamethaethiiyminpraethsithy#:~:text=ในปี%

          202560%20อัตราความ,การตรวจสอบความยากจน

[1]ผู้แต่ง ตฤณห์ โพธิ์รักษา

[2]Trynh Phoraksa

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อาชญาวิทยาและกระบวนการยุติธรรม Criminology and Criminal Administration



ความเห็น (0)