ดังนั้น ข้อนี้จึงเป็นสถานการณ์ที่จะประมาณสิ่งที่เราค้นพบโดยตัวเองได้ กรณีนี้มิได้คล้ายคลึงกับหลักทั่วไปเชิงประจักษ์ ซึ่งเราไม่สามารถที่จะปลดให้เป็น a priori ได้ เรามีข้อความว่าหลักฐานเชิงประจักษ์สามารถรับรองได้ แต่มิใช่ว่า หลักฐานเชิงประจักษ์ไม่สามารถพิสูจน์ได้ มีแนวทางบางอย่างบอกว่ากรณีนี้เป็นชนิดผสมกัน (hybrid) หรือ ? หลักสาเหตุจึงดูเหมือนว่าเป็นประดุจรังนกพิราบที่ไม่แข็งแรงซึ่งเราได้จัดเตรียมไว้ให้มัน

๓. หลักสาเหตุในฐานะหลักการที่นำไปใช้ในการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ (The Causal Principle as a Leading Principle of Scientific Investigation)                

 ทรรศนะของมันในครั้งแรกดูเหมือนว่าจะแปลก อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ก็ได้ผ่านการยอมรับว่าสามารถพิจารณาได้ หลักสาเหตุไม่เป็นทั้ง post apriori (ข้อความเชิงประจักษ์) หรือ a priori เนื่องจากมันไม่ได้เป็นประพจน์ในทุกกรณีและไม่ได้เป็นประพจน์ด้วย คือมันไม่เป็นทั้งจริงและเท็จ                

แน่นอนว่าทรรศนะนี้จะต้องถูกอธิบาย มันไม่เป็นทั้งจริงและเท็จได้อย่างไร ? มันไม่ได้บอกบางสิ่งหรือ เรารู้มันโดยประจักษ์หรือโดย a priori หรือว่าโดยความเป็นจริงแล้วเรารู้มันทุกโอกาส ? เพื่อจะนำเสนอการแปลความหมาย หลักสาเหตุจึงเป็นสิ่งเดียวกับบางสิ่ง แต่มันไม่ได้เป็นประพจน์เดียว ดังนั้น มันจึงไม่ได้เป็นจริงหรือเท็จ มันคล้ายกับกฎของเกมส์หนึ่งมากกว่า

กฎของกีฬาเบสบอลว่า การตีจะไม่มากกว่าสามครั้ง ข้อนี้ไม่ได้เป็นจริงหรือเท็จ คือมันเป็นจริงว่าข้อนี้เป็นกฎของกีฬาเบสบอล แต่เป็นเพียงกฎในตัวเองที่ไม่เป็นจริงหรือเท็จ มันเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้เกมส์กีฬาเบสบอลเล่นได้อย่างไรเท่านั้น

อย่างเดียวกันกับคำว่า อย่าใช้มีดโต้ด้วยมือซ้ายของคุณ ข้อนี้เป็นกฎของจรรยาบรรณที่บอกว่าคนใช้มีดเขาใช้อย่างไรเท่านั้น มันมิได้อธิบายให้คนใช้มีดว่าจะต้องใช้อย่างไร

พราะกฎจะต้องน่าเชื่อถือมากกว่าที่จะละเมิดในการสังเกต ซึ่งเรื่องนี้คล้ายกับหน้าที่ของหลักสาเหตุ กฎของเกมส์เชิงวิทยาศาสตร์ เกมส์สำคัญมากกว่ากีฬาเบสบอล ซึ่งไม่อยู่ในความหมายเชิงอักษรว่า เกมส์ ในทุกๆ ครั้ง แต่อย่างไรก็ตามเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะควบคุมเกมส์ไว้ได้ตามกฎตลอดเวลา ตามหลักการแปลความหมายตามที่นำเสนอมา หลักสาเหตุเป็นสิ่งหนึ่งของกฎหลายๆ อย่าง (บางทีหลักการของรูปแบบตามธรรมชาติเป็นอีกอย่างหนึ่ง) หลักสาเหตุเป็นเพียงชนิดหนึ่งของหลักการที่ใช้ได้ของการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น คือโดยการใช้มันเป็นเหตุให้เราพบเงื่อนไขเชิงสาเหตุมากขึ้นๆ เท่านั้น แม้ว่ามันจะเกินเลยความเป็นจริงหรือเท็จหน้าที่ของมัน (มิใช่กฎ แต่เป็นหน้าที่ของกฎ) สามารถถูกยืนยันโดยการปฏิบัติคือโดยผลของมัน ถ้าเราใช้มันเราจะถูกกระตุ้นให้ค้นพบสาเหตุได้ แต่ถ้าเราใช้กฎตรงกันข้ามเราก็จะยกเลิกกฎนี้เสียก็ได้                

มันอาจเป็นหลักสาเหตุที่ไม่มีหน้าที่ทั้งหมดในฐานะกฎของสิ่งที่ยุ่งยากทางวิทยาศาสตร์ ในตัวของมันอาจมีบางสิ่งที่แนะนำให้เราพบรูปแบบมากยิ่งขึ้น เป็นบางสิ่งของความหวังซึ่งทำให้เราค้นพบเงื่อนไขที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เหตุการณ์เกี่ยวข้องอยู่ด้วยมากยิ่งขึ้น อาจจะคล้ายกับการผิวปากของคุณเพื่อสร้างความกล้าหาญด้วยการพูดว่า ไม่ต้องกลัว เงื่อนไขเชิงสาเหตุจะทำให้เราค้นพบสิ่งที่แสวงหาได้ แต่อะไรก็ตามที่เป็นสิ่งผสมกันขึ้นมาของสิ่งที่สำคัญหลายๆ อย่างที่จะเป็นไปได้ (ตามหลักการแปลความหมายนี้) คือมันมิได้เป็นจริงในทุกๆ ครั้ง มันมิใช่ความจริงที่ตั้งสมมติฐานไว้ เป็นเพียงบางสิ่งซึ่งเรายังไม่ได้ยกเลิก มิใช่เรื่องว่าจักรวาลเหมือนกับอะไร (สำหรับตัวอย่าง แม้ว่าเราจะล้มเหลวที่จะค้นพบมันโดยมิได้วิตกกังวลและยังคงดำเนินการต่อไป) ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเป็นความจริงเกี่ยวกับจักรวาลได้                

 เราจะต้องไม่ยกเลิกมัน แต่เราจะต้องยกเลิกสิ่งบางอย่าง ซึ่งถ้าเป็นรูปแบบอย่างเดียวกันที่สังเกตได้ขณะนี้ว่าไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ และถ้าแทนที่บางอย่างได้ และการดำเนินการตรวจสอบต่อไปก็ไม่สามารถเปิดเผยอะไรอื่นได้เลย

สมมติว่าขณะที่คุณถือดินสออยู่แล้ว ครั้งแรกมันก็หล่นลงพื้น ครั้งที่สองมันปลิวไปในอากาศ ครั้งที่สามันเปลี่ยนเป็นช้าง ครั้งที่สี่มันหายไปอย่างไร้ร่องรอย ครั้งที่ห้ามันกระทบจมูกของคุณแล้วก็ด่าว่าคุณทิ้งมันไป และอะไรอื่นๆ ทำนองนี้ สมมติว่าสิ่งทำนองนี้เกิดขึ้น ไม่เพียงแต่ดินสอเท่านั้น แต่ทุกสิ่งก็เป็นแบบนี้ด้วย ดังนั้น คุณไม่สามารถจะค้นพบเงื่อนไขรูปแบบบางอย่างซึ่งเหตุการณ์เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเลย กรณีนี้ยังเปิดโอกาสให้คุณพูดได้ว่า ยังมีเงื่อนไขเพื่อเหตุการณ์แต่ละอย่าง แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ซับซ้อนเกินไปที่ฉันจะค้นพบมันได้ สาเหตุทั้งหลายยังคงมีอยู่ เพียงแต่ว่ามันเป็นสิ่งที่ยุ่งยากที่จะค้นพบเท่านั้น แต่สามารถยกเลิกหลักการได้ด้วย ไม่เพียงแต่ว่าตอนนี้เราพูดได้ว่ามันผิดพลาดเท่านั้น (เพราะเราไม่เคยยึดถือว่ามันเป็นจริงเลย) แต่เราจะต้องไม่พิจารณาให้เนิ่นนานนักถึงกฎของเกมส์นี้เพื่อคุณค่าที่ใช้ได้ ถ้าว่าสิ่งเหล่านั้นมีอยู่ สาเหตุไม่เป็นคุณค่าที่ดำรงอยู่เนิ่นนานเลย

เราจะยกเลิกหลักการเปรียบเหมือนเราต้องการจะยกเลิกเหมืองฉะนั้น มิใช่เพราะเราเชื่อว่ามันมีทองไม่มาก แต่เพราะการตัดสินว่าทำหรือไม่ทำ ทองมีอยู่จำนวนน้อยเกินไป หรือมันกระจายอยู่เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น หรือเป็นการยุ่งยากที่จะขุดค้น มิใช่ว่าเมืองไม่มีคุณค่า ครั้งแล้วการยกเลิกของเราเป็นการแสดงออกของการแก้ปัญหาว่า ยกเลิกมันเถอะ  

การเปรียบเทียบด้วยหลักวิทยาศาสตร์อื่นๆ                

ถ้าข้อนี้เป็นการแปลความหมายหลักสาเหตุถูกต้อง มันจะมิใช่สิ่งที่เหมือนกับหลักการอื่นๆ ที่ถูกพบในศาสตร์เชิงประจักษ์แน่นอน ตัวเช่นตัวอย่างว่ามีกฎการอนุรักษ์พลังงานซึ่งคล้ายกับหลักสาเหตุ คือนักวิทยาศาสตร์จะเข้าใจมันก็ด้วยวิธีการสังเกตธรรมชาติและได้วางรูปแบบเริ่มต้นไว้ รูปแบบนี้จะถูกเชื่อว่าเป็นจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ ตัวอย่างครั้งแล้วครั้งเล่า หลักการก็จะหลีกห่างออกจากความจริง ครั้นแล้วเมื่อกระทำการสังเกต ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับรูปแบบที่วางไว้ นักวิทยาศาสตร์จะยึดถือรูปแบบไว้ทั้งๆ ที่มันเป็นอย่างนั้น หลักการจะนำไปสู่ความกังวล ชนิดและปริมาณของพลังงานที่ยึดถือไว้เพื่อที่จะทำให้มันเป็นหลักการก็จะออกห่างไปจากความถูกต้องทั้งหมด เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น คือเมื่อกระทำการสังเกตเชิงประจักษ์ของชนิดหนึ่งที่ถูกเชื่อถือกันว่าเป็นลักษณะเดียวกันกับสิ่งที่ถูกสังเกตเห็น แต่การสังเกตเชิงประจักษ์ของชนิดตรงกันข้ามไม่ถูกเชื่อถือว่าเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับมัน คือกลายเป็นว่าสิ่งที่ถูกเชื่อกันมาเป็นความจริง a priori หรือมันไม่ได้เป็นจริงทุกกรณีแต่เป็นกฎ หรือเป็นหลักการที่ใช้ได้ของความท้าทายทางวิทยาศาสตร์ (มีสิ่งที่เข้าใจได้อย่างแท้จริงที่เป็นเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์หรือไม่ ซึ่งได้ฝากความเชื่อถือไว้กับรายละเอียดที่สังเกตได้เชิงประจักษ์เพื่อตัดสินใจ)   

หลักการของ การไม่กระทำในที่ไกล เป็นอีกกรณีหนึ่งในประเด็นนี้ ครั้งหนึ่งเคยคิดกันว่า เมื่อไรก็ตามที่ C เป็นสาเหตุของ E จะเป็นจุดเชื่อมระหว่าง C และ E แม้ว่า C และ E จะอยู่แยกกันก็ตาม จะมีชุดดำเนินการของเหตุการณ์ที่ส่งต่อกันซึ่งมีร่องรอยระหว่างสิ่งทั้งสอง

เมื่อคุณจับปลายข้างหนึ่งของเหล็กคีบถ่าน จะมีความรู้สึกอย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือคุณจะรู้สึกร้อนที่นิ้วมือของคุณ สิ่งนี้เป็นเพราะการเคลื่อนไหวส่งต่อของโมเลกุลเหล็กซึ่งอยู่ในไฟอย่างแน่นอน โดยส่งผ่านเหล็กคีบถ่านมาถึงมือของคุณ สิ่งเดียวกันนี้จะถูกยึดถือว่าเป็นจริงในขณะนี้

หรือระฆังที่ดังห่างออกไปหนึ่งไมล์ และก็ทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในหูของคุณและผ่านหูของคุณไปยังสมองของคุณ ระฆังไม่ได้ส่งผ่านมายังหูของคุณ แต่ระฆังและหูของคุณถูกเชื่อมด้วยสิ่งเล็กๆ ในอากาศซึ่งเป็นตัวผ่านของคลื่นเสียงจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งติดต่อกันไปของโมเลกุล แต่ถ้าระหว่างจุดสองจุดในสุญญากาศ คลื่นเสียงจะไม่ถึงหูของคุณ ดังนั้น เสียงสั่นของระฆังจึงเป็นสาเหตุให้เกิดเหตุการณ์ในสมองของคุณโดยผ่านชุดส่งต่อกลุ่มหนึ่งของเหตุการณ์ต่อเนื่อง นั่นคือ ความเป็นสาเหตุทุกอย่างติดต่อกัน หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ไม่มีการกระทำในที่ไกล

แต่ตอนนี้จะพิจารณาตัวอย่างอื่น ดวงอาทิตย์ผ่านความร้อนและแรงมายังโลก ในความสัมพันธ์เชิงสาเหตุระหว่างสิ่งทั้งสองไม่ความความสงสัยเลย แต่มันมีการติดต่อกันหรือไม่ ? ไม่มี แม้แต่อากาศระหว่างสิ่งทั้งสอง แต่มีตัวกลางบางอย่างที่ส่งผ่านรัสมีจากดวงอาทิตย์มายังโลกอย่างแน่นอน คนที่พูดสิ่งนี้รู้ได้ว่ามันเป็นจริงได้อย่างไร ? แน่นอนสิ่งนี้ก็คือ อีเทอร์ (ether) ซึ่งเป็นสารที่โปร่งใสไร้น้ำหนัก หน้าที่อย่างเดียวของมันก็คือนำรัสมีเช่นนั้นผ่านสุญญากาศ แต่มีหลักฐานว่าอีเทอร์เช่นนั้นมีอยู่หรือไม่ ? ไม่มีหลักฐาน

นาย Michelson , Morley และคนอื่นๆ ได้ทดลองและคิดค้นโดยวิธีชาญฉลาดเพื่อตรวจสอบและปฏิเสธคำตอบของมัน ในสถานการณ์นี้นักวิทยาศาตร์พูดเรื่องการยึดถืออีเทอร์เพื่อปกป้องหลักการว่าไม่มีการกระทำในที่ห่างไกลอย่างไร ? เขาสามารถพูดว่าเนื่องจากธรรมชาติเกลียดชังสุญญากาศ จึงไม่มีสุญญากาศในทุกที่ แต่อีเทอร์ที่ค้นหาไม่ได้นี้ทำหน้าที่ของมันส่งผ่านรัสมีให้กระจายไปในอวกาศ แต่หลังจากผลการทดลองได้ปฏิเสธมัน นักวิทยาศาสตร์ก็ได้ยกเลิกอีเทอร์และการกระทำในที่ไกลทันที ข้อนี้มิใช่เป็นการรักษาคุณค่าไว้ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงมโนทรรศน์ทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด กรณีนี้ได้ขยายออกไปสู่การยกเลิกหลักการทั่วๆ ไปที่สอดคล้องกันด้วย คล้ายๆ กับเมืองทองที่มีการยกเลิกได้ง่าย การยกเลิกหลักสาเหตุซึ่งยังมีสิ่งทั่วไปอีกมากมายที่ประยุกต์ใช้มันได้จะเป็นการกระทบต่อมโนทรรศน์อย่างรุนแรงยิ่งกว่า แต่ถ้าสภาพแวดล้อมที่อธิบายอยู่นอกเหนือสิ่งที่จะเกิดขึ้น ข้อนี้ก็จะต้องถูกยกเลิก (แต่ไม่ต้อง) เมื่อหลักการของ ไม่มีการกระทำในที่ไกล เป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม การแปลความหมายหลักสาเหตุเป็นสิ่งที่เราอาจยอมรับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ประกอบด้วยการประยุกต์ใช้เป็นของเราเอง ครั้งแรกเราจะไม่ลังเลที่จะยกเลิกหลักสาเหตุภายใต้สภาพแวดล้อมบางอย่าง ดังนั้น ถ้ามีข้อโต้แย้งว่ามันเป็นการอธิบายที่แท้จริงของจักรวาลระหว่างการอธิบายทีเชื่อถือได้ตามที่เลือกไว้ ถ้าว่าเราทำให้มันเป็นข้อความเชิงประจักษ์ที่คล้ายกับกฎของธรรมชาติ ครั้นแล้วก็จะมีความล้มเหลวที่จะค้นหารูปแบบที่จะต้องคำนึงว่าตรงกันข้ามกับมัน เพียงเพราะเห็นว่าการค้นคว้ารูปแบบเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ได้คำนึงถึงว่าเป็นสิ่งที่ชอบใจด้วย แต่ถ้าเราใช้การแปลความหมายประการสุดท้าย เมื่อพูดว่าเป็นข้อความที่ไม่จริงเกี่ยวกับจักรวาลในทุกกรณี (เพราะมีความผิดพลาดอย่างหนึ่ง) ครั้นแล้วเราก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนความเห็นของเราและพูดว่าสิ่งที่ยึดถือไว้เป็นจริงเสมอ และกระทำกรณีนี้เป็นพื้นฐานเพื่อยืนยัน นิยัตินิยม (determinism) หรือปฏิเสธ เสรีภาพของเจตจำนง (freedom of the will) ซึ่งในที่สุดเราก็จะต้องย้อนกลับไปใหม่อีกครั้ง......