หนึ่งสัปดาห์ควรพักหนึ่งวัน

                ผมได้คิดไว้ในใจว่า ร่ายกายของคนเรา รวมถึงสมองและจิตใจ ควรได้รับการพักผ่อนเป็นระยะๆ ประมาณว่าในหนึ่งสัปดาห์น่าจะได้พักผ่อนสักหนึ่งวัน ซึ่งคงจะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์

                กระทรวง พม. เองก็ได้ส่งเสริมให้วันอาทิตย์เป็น วันครอบครัว ซึ่งน่าจะหมายถึงเป็นการพักผ่อนจากภารกิจการงานไปด้วยในตัว

                ผมเองได้พยายามจะมี วันพักผ่อน และหรือ วันครอบครัว ในวันอาทิตย์หรือวันเสาร์มาระยะหนึ่งแล้ว แต่ต้องยอมรับว่าทำได้บ้างไม่ได้บ้าง 

                ก็ยังดีนะครับที่ได้พยายาม และทำได้บ้าง ไม่ถึงกับว่าไม่ได้ทำเลย

                (ที่พูดเช่นนี้คงเป็นการปลอบใจตัวเองกระมัง !)

                ยิ่งเมื่อมารับหน้าที่เป็นรัฐมนตรี ซึ่งย่อมมีภารกิจมากกว่าเมื่อยังไม่ได้เป็นรัฐมนตรี ผมก็ยิ่งตั้งใจพยายามจะมีวันพักผ่อนสักสัปดาห์ละหนึ่งวัน

                จะได้ผ่อนคลาย ทำอะไรสบายๆ อยู่กับครอบครัว (ถ้าครอบครัวอยู่ !) อ่านหนังสือแบบไม่เคร่งเครียด และเขียน จดหมายถึงญาติมิตรพัฒนาสังคม

                แต่ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว เป็นรัฐมนตรีมาถึงสองเดือน ยังไม่สามารถมี วันพักผ่อน ได้ครบทุกสัปดาห์

                เช่นเมื่อวันเสาร์ที่ 25 พ.ย. ตื่นแต่เช้ามืดตีห้ากว่า เดินทางไปท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ บินไปหาดใหญ่ เยี่ยมศึกษาชุมชน 2 แห่ง ร่วมประชุมสัมมนาขับเคลื่อน สังคมไม่ทอดทิ้งกัน สำหรับจังหวัดในภาคใต้ ต่อด้วยการประชุมกับ พมจ. ของจังหวัดในภาคใต้และเจ้าหน้าที่อื่นๆ รวมหลายสิบคน ทานอาหารค่ำ แล้วมาสนามบินหาดใหญ่ บินกลับมากรุงเทพฯ ถึงบ้านเอาประมาณ 4 ทุ่มครึ่ง

                รุ่งขึ้นวันอาทิตย์ที่ 26 พ.ย. ตื่นแต่เช้ามืดอีก นั่งรถไปจังหวัดจันทบุรี ร่วมประชุมสัมมนาขับเคลื่อน สังคมไม่ทอดทิ้งกัน สำหรับจังหวัดในภาคกลาง รวมถึงการชมนิทรรศการที่เขาจัดแสดงไว้มากและดี แล้วประชุมร่วมกับ พมจ. และเจ้าหน้าที่อื่นๆจากจังหวัดในภาคกลาง นั่งรถกลับ กทม. ทานอาหารค่ำระหว่างทาง กลับถึงบ้านประมาณ 4 ทุ่ม

                สองวันหลังจากนั้น ในวันจันทร์ที่ 27 และวันอังคารที่ 28 พ.ย. ภารกิจค่อนข้างมากและเร่งรีบ ทานอาหารเร็วเกินไปและมากเกินไป โดยเฉพาะในวันอังคารที่ 28 ทำให้รู้สึกแน่นอืดไม่สบายเป็นไข้น้อยๆ ตกกลางคืนนอนหลับๆตื่นๆ ต้องลุกขึ้นเดินไปมาและไปนั่งหลับบนโซฟาสองครั้งเพื่อบรรเทาอาการท้องแน่นอืด

                (ญาติมิตรที่รู้จักผมอย่างใกล้ชิดหน่อย คงพอจำได้ว่าผมได้รับการ ผ่าตัดใหญ่ เมื่อปี 2547 (วันที่ 9 กันยายน ใช้เวลาผ่าตัดเกือบ 9 ชั่วโมง) อวัยวะภายในท้องผมถูกตัดไป 4 อย่าง คือ ตับอ่อนถูกตัดไป 30% กระเพาะถูกตัดไป 30% ท่อน้ำดีพร้อมถุงน้ำดีถูกตัดไป และ Duodenum หรือส่วนของลำไส้เล็กที่ออกจากกระเพาะถูกตัดไปประมาณ 1 ฟุต ดังนั้น สมรรถภาพของผมเกี่ยวกับการรับประทานอาหารและย่อยอาหารจึงไม่เหมือนปกติทีเดียว)

                วันพุธที่ 29 จึงเป็นวันที่ผมยังรู้สึกเหนื่อยเพลียไม่ค่อยสบาย ซึ่งตรงกับวันที่ผมต้องไปนั่งประชุมในสภานิติบัญญัติแห่งชาติคู่กับท่านรองนายาฯ มรว. ปรีดิยาธร เพื่อเตรียมเผื่อจะต้องชี้แจงเกี่ยวกับ แผนการรณรงค์ให้ลดละเลิก อบายมุข อันเกี่ยวเนื่องกับการเสนอร่าง พรบ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

                วันนั้น ผมรู้สึกเหนื่อยและง่วงนอนเป็นกำลัง ผมคงพยายามแก้ง่วงด้วยการเอานิ้วกดในตาและเอามือคลุมหน้าเป็นบางช่วง

                วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงรูป มรว.ปรีดิยาธร และผมในหน้า 1 เห็นผมกำลังเอามือคลุมหน้าพอดี และมีคำบรรยายทำนองว่าฝ่ายรัฐบาลคงจะเคร่งเครียดมากจากการอภิปรายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ !

                เป็นความจริงที่วันนั้นสมาชิก สนช. จำนวนมาก อภิปรายให้เห็นด้วยกับข้อเสนอของรัฐบาลเกี่ยวกับการออกหวย 2 ตัว 3 ตัว

                แต่ผมไม่ได้เคร่งเครียดอันเนื่องจากคำอภิปรายของสมาชิก สนช. ดอก

                ผมเหนื่อยเพลียไม่ค่อยสบายและง่วงนอนจากการไม่ได้พักผ่อนให้เพียงพอและไม่ได้ดูแลสุขภาพให้ดีพอต่างหาก !

                ดังนั้น ผมจึงตั้งใจกับตัวเองอีกครั้งหนึ่งว่า จะต้องพยายามมี วันพักผ่อน ประมาณสัปดาห์ละ 1 วันให้ได้

                                                                                                สวัสดีครับ

                                                                                                          ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม