สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลน ๑๕. ทำความเข้าใจสมองของนักเรียนขาดแคลน


บันทึกชุด สอนเข้ม เพื่อศิษย์ขาดแคลนนี้ ตีความจากหนังสือ Poor Students, Rich Teaching : Seven High-Impact Mindsets for Students from Poverty (Revised Edition, 2019)  เขียนโดย Eric Jensen ผู้ที่ในวัยเด็กมีประสบการณ์การเป็นเด็กขาดแคลนอย่างรุนแรง และมีปัญหาการเรียน    และเคยเป็นครูมาก่อน    เวลานี้เป็นวิทยากรพัฒนาครู    ผมคิดว่าสาระในหนังสือเล่มนี้ เป็นชุดความรู้ที่เหมาะสมต่อ “ครูเพื่อศิษย์” ที่สอนนักเรียนที่มีพื้นฐานขาดแคลน ผมเข้าใจว่าในประเทศไทยนักเรียนกลุ่มนี้เป็นนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศ   

บันทึกที่ ๑๕. ทำความเข้าใจสมองของนักเรียนขาดแคลน  นี้เป็นบันทึกที่ ๑ ใน ๔ บันทึกภายใต้ชุดความคิดหนุนศักยภาพของนักเรียน (enrichment mindset)    ตีความจาก Part Five :  Why Enrichment Mindset         

สาระหลักในบันทึกนี้คือ   นักเรียนขาดแคลนมาโรงเรียนพร้อมกับ “ตัวถ่วงสมอง” (cognitive load) ทำให้สมองตื้อ  เรียนรู้ยาก   ครูต้องเข้าใจนักเรียนเหล่านี้   และมีวิธีช่วยทำให้สมองโล่ง พร้อมเรียนรู้    ทักษะนี้ของครูเป็นสิ่งมีค่ายิ่งต่อศิษย์  

ตอนที่ ๕ ว่าด้วยเรื่องการพัฒนาสมอง ที่ทั้งครูและนักเรียน จะต้องมีชุดความคิดว่าด้วยการพัฒนาสมอง คือเชื่อว่าสมองพัฒนาได้   ครูมีเครื่องมือและทักษะในการพัฒนาสมองของนักเรียนขาดแคลน    นักเรียนขาดแคลนก็เชื่อว่าสมองของตนพัฒนาได้ และหมั่นพัฒนาสมองของตน ให้ปลอดจาก “ตัวถ่วงสมอง” (cognitive load)

ที่สำคัญ ครูต้องไม่เพิ่ม “ตัวถ่วง” เสียเอง เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์    จากการที่ครูมีความรู้สึกซ่อนอยู่ลึกๆ ต่อความอ่อนแอของนักเรียนขาดแคลน พร้อมกับคำทำนายในใจว่าลูกศิษย์คนนั้นคนนี้จะไปไม่ถึงฝั่ง    ความรู้สึกเช่นนี้ของครูปิดไม่มิด ต่อเด็ก เพราะมนุษย์เรามีความสามารถอ่านภาษากายออก นักเรียนจะรับรู้มุมมองเชิงลบของครู ที่มีต่อตนเองได้ ส่งผลเพิ่มความเครียดเรื้อรัง ที่เด็กมีอยู่แล้วจากสภาพทางบ้าน และในชุมชน ครูกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ตัวถ่วงสมอง ของศิษย์โดยไม่ตั้งใจ และไม่รู้ตัว   แทนที่ครูจะช่วยลด "ตัวถ่วงสมอง" ครูกลับเป็นผู้เพิ่มตัวถ่วงสมองเสียเอง

กระบวนทัศน์หยุดนิ่ง ( Fixed Mindset) กับ กระบวนทัศน์พัฒนา (Growth Mindset)

ใน ๔ บันทึกต่อไปนี้เป็นเรื่อง ชุดความคิดหรือกระบวนทัศน์หนุนการพัฒนาของนักเรียน (Enrichment Mindset)    ซึ่งเป็นชุดความคิดที่ต่อยอดจากกระบวนทัศน์พัฒนา (Growth Mindset)    กระบวนทัศน์หนุนการพัฒนาของนักเรียน อยู่ใต้ความเชื่อว่า สามารถเปลี่ยนแปลงสมองได้ ทั้งสมองของครูและสมองของศิษย์    ครูสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วดำเนินการพัฒนาทักษะการรับรู้ให้แก่ศิษย์ได้

ความแตกต่างระหว่าง กระบวนทัศน์หยุดนิ่ง กับกระบวนทัศน์พัฒนา แสดงในตารางข้างล่าง




หัวใจของกระบวนทัศน์พัฒนาคือ ไม่ว่าเผชิญสภาพอะไร นำมาเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ได้หมด    ทั้งสภาพความสำเร็จหรือสภาพที่ดี  และสภาพที่เลวร้ายหรือล้มเหลว    กระบวนทัศน์พัฒนาของครู จะเป็นแบบอย่างให้แก่ศิษย์    และพัฒนาไปสู่ กระบวนทัศน์หนุนศักยภาพแก่ศิษย์ (Enrichment Mindset)  

หลักฐานจากงานวิจัย

งานวิจัยเรื่อง กระบวนทัศน์พัฒนา เริ่มจากผลงานวิจัยของ Carol Dweck ที่เผยแพร่ในปี ค.ศ. 2008    ว่าคนเราจะมีพฤติกรรมสนองตอบต่อสถานการณ์ต่างๆ อยู่ภายในสองขั้วตรงกันข้ามต่อไปนี้






หนังสือสรุปผลงานวิจัยดังต่อไปนี้

  • เซลล์สมองสร้างการเชื่อมต่อจากการได้รับประสบการณ์ที่โรงเรียน
  • ความฉลาด (ไอคิว) เปลี่ยนแปลงได้
  • โภชนาการสามารถเพิ่ม ไอคิว ได้
  • อ่านนวนิยายวันละ ๓๐ นาที เป็นเวลา ๙ วัน  มีผลเพิ่มการเชื่อมต่อใยประสาทในสมอง
  • การสอนวิธีการคิดอย่างมีเหตุผล เปลี่ยนแปลงสมอง
  • สามารถเพิ่มการคิดอย่างมีเหตุผลได้โดยการฝึกฝนจริงจัง
  • ครูที่มีความสามารถสูง สามารถเพิ่มผลลัพธ์การเรียนรู้ด้านคณิตศาสตร์ได้สูงขึ้นถึง 2 standard deviation
  • โรงเรียน (ในสหรัฐอเมริกา) ที่เป็นโรงเรียนของเด็กยากจน จำนวนไม่น้ย ที่สามารถทำให้นักเรียนเรียนจบชั้นมัธยมปลายได้ถึงร้อยละ ๙๕  

         วิธีพัฒนา ชุดความคิดหนุนศักยภาพของนักเรียน

              ชุคความคิดของนักเรียนเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ และเป็นหน้าที่ของครู ที่จะต้องพัฒนาชุดความคิดที่ถูกต้อง ให้แก่ศิษย์    ชุดความรู้ หรือกระบวนทัศน์ที่สำคัญยิ่งต่อผลการเรียนรู้ของนักเรียนขาดแคลนคือ ศักยภาพ หรือความสามารถ หรือความฉลาด เป็นสิ่งที่พัฒนาได้    โดยมีตัวอย่างผลงานวิจัยวิธีพัฒนาและผลต่อผลลัพธ์การเรียนรู้ ในเด็กต่างวัย ดังต่อไปนี้

  • ในเด็กเล็ก (ก่อนอนุบาล)   ทดลองเปรียบเทียบกลุ่มทดลอง กับกลุ่มควบคุม  ในเวลา ๔ เดือน    เด็กกลุ่มทดลองได้รับคำบอกว่า “สมองของนักเรียนเปลี่ยนได้  สมองของนักเรียนเปลี่ยนแปลงและเติบโตได้   นักเรียนสามารถเปลี่ยนแปลงและเติบโตได้    การที่นักเรียนเชื่อว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงและเติบโตได้ และเป็นคนมานะพยายาม จะช่วยให้นักเรียนมีความสำเร็จ”    นักเรียนในกลุ่มทดลอง ไม่เพียงเรียนรู้ได้ดีกว่ากลุ่มทดลอง    ยังสามารถมีผลการเรียนดีไปอีกหลายปี  
  • ในนักเรียนอนุบาล - ป. ๕ การฝึก growth mindset โดยใช้เกมคอมพิวเตอร์   ช่วยให้นักเรียนมีความอดทนมานะพยายามในการเอาชนะอุปสรรค (persistence) ดีขึ้น     
  • ในนักเรียนชั้นมัธยม  นักเรียนที่มี growth mindset   มีผลการเรียนดีกว่านักเรียนที่มี fixed mindset  
  • ในชั้นเรียนคณิตศาสตร์ชั้นมัธยม  นักเรียนที่ได้รับการฝึก growth mindset   มีผลการเรียนดีกว่านักเรียนที่ไม่ได้รับการฝึก    
  • มีการวิจัยในโรงเรียนของเด็กยากจน (กว่าร้อยละ ๗๕ ของนักเรียนมาจากครอบครัวยากจน) ๑๐ โรงเรียน    พบว่าครึ่งหนึ่งของโรงเรียนมีผลลัพธ์การเรียนรู้อยู่ในกลุ่มร้อยละ ๒๕ บนของรัฐ    อีกครึ่งหนึ่งอยู่ในกลุ่มร้อยละ ๒๕ ล่างของรัฐ    การดำเนินการที่แตกต่างระหว่างโรงเรียนสองกลุ่มคือ    โรงเรียนกลุ่มแรก ให้ครูดำเนินการสร้าง growth mindset แก่เด็ก   มีการสร้างศักยภาพในการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน   และมีวัฒนธรรมของโรงเรียนที่ดี    

         นักเรียนขาดแคลนมีการรับรู้แตกต่างอย่างไร

              นักเรียนขาดแคลนจำนวนมาก มาโรงเรียนด้วยคุณสมบัติที่ดี    แต่คุณสมบัติเหล่านั้นมักถูกละเลย หรือมองข้ามไป  เช่นมีความตั้งใจและอดทนมานะพยายามเพื่อบรรลุเป้าหมายบางเรื่องสูงยิ่ง    เป็นความรับผิดชอบของครูที่จะต้องทำความรู้จัก เพื่อค้นพบจุดแข็งของนักเรียนแต่ละคน    เพื่อใช้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้นักเรียนฉายแววออกมา   

                 นักเรียนขาดแคลน มักมาโรงเรียนโดยมีจุดอ่อนหรือข้อด้อย ๓ ด้าน คือ  (๑) ภาษา  (๒) ความจำ และ (๓) ความสามารถบังคับการรับรู้ของตัวเอง (cognitive control)    ซึ่งเป็นผลจากหลายปัจจัย ได้แก่ สภาพในครอบครัว  สภาพในชุมชน  และปัจจัยที่โรงเรียน    ข่าวดีคือ การจัดการเรียนรู้ที่ดี สามารถเอาชนพจุดอ่อนเหล่านั้นได้    โดยปัจจัยแก้ที่สำคัญที่สุดคือ ปฏิสัมพันธ์

               มีผลการวิจัยที่คนอ้างถึงบ่อย ว่านักเรียนขาดแคลนมาเข้าโรงเรียนโดยที่ได้ฟังคำพูดน้อยกว่าเด็กทั่วไป ๒๐ - ๓๐ ล้านคำ    ทำให้เด็กขาดแคลนเรียนภาษาได้ช้ากว่า  เรียนรู้ตัวอักษร และฟังคำได้ยากกว่า    นำไปสู่ความอ่อนแอด้านการเรียนอ่าน    แต่ผลการวิจัยหลังจากนั้น ไม่ยืนยันช่องว่างของการได้เคยได้ยินคำที่ต่างกันถึง ๒๐ - ๓๐ ล้านคำ    แต่ก็ยืนยันว่าเด็กขาดแคลนมีพื้นคลังคำในสมองน้อย และพื้นฐานศักยภาพความจำไม่ดี    โดยที่อ่อนแอทั้งความจำระยะยาว (longterm memory)  และความจำใช้งาน (working memory)     

                     ความสามารถบังคับการรับรู้ของตัวเอง (cognitive control)  เป็นความสามารถเปลี่ยนเรื่อง และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ใหม่ ในห้องเรียน   เช่น สามารถเข้าใจ และปรับตัวตามกฏเกณฑ์กติกาที่เปลี่ยนไป เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน   เช่น นักเรียนจำนวนมากเมื่ออยู่กับเพื่อนพูดเก่ง  แต่พอถึงคราวพูดกับครูกลับพูดไม่ออก       

เปลี่ยนวาทกรรม เปลี่ยนพฤติกรรม

เพื่อสร้างชุดความคิดห้องเรียนที่มีบรรยากาศเรียนเข้ม ให้แก่ศิษย์    ครูต้องเปลี่ยนวาทกรรมของตนเอง  จาก “ฉันมีหน้าที่สอนเนื้อหาวิชาความรู้   หากคุณต้องการให้นักเรียนเรียนได้ดี  จงบอกให้เขาตื่นและตั้งใจเรียน   ห้องเรียนไม่ใช่สถานบันเทิง”   ไปสู่วาทกรรม “ฉันโฟกัสที่ผลลัพธ์การเรียนรู้ของนักเรียน    และเชื่อมโยงสู่กระบวนการเรียนรู้และปฏิสัมพันธ์ทางสังคมของทุกวัน”           

ใคร่ครวญสะท้อนคิดและตัดสินใจ

หน้าที่หลักของครูคือ สร้างสภาพที่เอื้อต่อการเรียนรู้สูงสุด เน้นที่ตัวนักเรียนเหนือสิ่งอื่นใด   นั่นคือ ต้องใช้ช่วงแรกของเวลาเรียนปลุกพลังในตัวนักเรียน   สร้างสภาพบรรยากาศที่ในขณะนั้นนักเรียนตื่นตัวเพื่อการเรียนรู้สูงสุด    บุคคลหมายเลข ๑ ที่มีความสำคัญที่สุดในการสร้างบรรยากาศนี้คือ ครู    

วิจารณ์ พานิช

๒๘ เม.ย. ๖๒

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)