การเดินทางของน้องๆ ในชมรม To Be Number One Friend Corner
ช่วงบ่ายนั้น เด็กและเยาวชน น้องจ๋า น้องตุ้ย น้องแจ๊ก และน้องต้อม ต่างมาร่วมกันเล่าเรื่องและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการร่วมทำกิจกรรมใน To Be Number One Friend Corner จุดเหมือนที่น้องจ๋า และน้องแจ๊กมีเหมือนกัน คือ ได้มีโอกาสสนิทกับรุ่นพี่ในชมรม และเป็นจุดตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรม และน้องแต่ละคนก็อยู่ร่วมในกิจกรรมนี้ คนละไม่ต่ำกว่าสองปี มีน้องต้อมคนเดียวที่เพิ่งครบรอบหนึ่งปีในการเข้าร่วมทำกิจกรรมในชมรม

น้องแจ๊กเล่าให้ฟังว่า...เริ่มแรกตัวเองอยู่ในชมรม Friend Corner มีการทำกิจกรรมร่วมกับพี่เครือข่ายทั้งในและนอกกรอบกิจกรรมของชมรม คือ ไม่ว่างานใดใดของเครือข่ายก็จะเข้าร่วม เช่น พี่ที่โรงพยาบาลมีกิจกรรมรณรงค์ พวกตนเองก็ไปร่วมด้วย เป็นต้น สำหรับน้องตุ้ยปกติจะเงียบแต่เวลาที่เล่าถึง การทำกิจกรรมในชมรมนั้น สายตาจะเป็นประกายสดใส ตุ้ยเล่าให้ฟังว่า ทีแรกที่บ้านไม่รู้หรอกว่าตนเองทำอะไร พ่อแม่ไม่ได้ห้าม แต่รู้ว่าทำกิจกรรมดีดีที่โรงเรียน จวบจนพระองค์หญิงเสด็จเยี่ยมโครงการ ทางบ้านถึงได้รู้ว่าทำอะไร

เส้นทางการเดินทางของน้องแต่ละคน ความภูมิใจที่ตนเองรู้สึกว่านี่แหละ คือ ความสำเร็จของการทำงานกิจกรรมในชมรม To Be Number One Friend Corner คือ การได้ทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการช่วยเหลือเพื่อน การได้ให้คำปรึกษาเพื่อน การได้ลงมือบริหารจัดการกิจกรรมในชมรมเอง ...

แต่ทุกคนต่างๆ ก็ได้รับผลกระทบจากการทำกิจกรรมนี้ คือ ผลการเรียนที่ลดลง แต่เท่าที่ฟังน้องแต่ละคนเล่านั้น แต่ละคนต่างเป็นนักเรียนที่มีผลการเรียนดี แต่พอมาร่วมกิจกรรมในชมรมผลการเรียนตกลดลง แต่น้องต้อมบอกว่า หากรักที่จะทำกิจกรรมนี้ ก็ต้องไม่ให้ผลการเรียนตกต่ำ ซึ่งน้องตุ้ยก็สนับสนุนเช่นกันว่า หากเราเรียนแย่ลง แล้วเราจะเป็นผู้นำในการทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ได้อย่างไร การเรียนต้องมาควบคู่กับการทำกิจกรรม...

ส่วนน้องจ๋าบอกว่าตนเองค่อนข้างจะเจออุปสรรคในเรื่อง การไม่เข้าใจของครูหรือผู้ใหญ่บางท่านในโรงเรียน เช่น บางครั้งมีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกับทางชุมชน ก็ไม่ได้รับอนุญาตหรือสนับสนุนจากอาจารย์ประจำวิชา ส่วนน้องแจ๊กมองว่า ที่ตนเองประสบมา คือ เรื่องงบประมาณที่ใช้การทำค่ายต่างๆ และการบริหารจัดการ แต่ทางพวกของตนเองและชมรมก็ไม้ได้นิ่งนอนใจ ต่างหารายได้เข้าชมรม เช่น ทำกระทงขาย เป็นต้น ส่วนน้องตุ้ยก็เสริมเล่าให้ฟังว่า พวกตนเองมีกิจกรรมเสริมเช่น เปิดท้ายขายของ เพื่อนำเงินมาทำกิจกรรมในชมรม

...............
น้องๆ แต่ละคนมองว่า เส้นทางการเดินมาของตนเองนั้นต่างๆ ไม่ได้ราบเรียบอย่างที่คิด
แต่พวกตนเองก็ไม่เคยย่อท้อ...และยังคงรักที่จะทำกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้...
ส่วนใหญ่..แต่ละคนมองว่า พอจบไปคงไม่หยุดที่จะทำกิจกรรมเพียงแค่นี้...
และยังคงสานต่อ..ต่อไป

....
จากการทำหน้าที่เป็นคุณอำนวย และ Moderator ในห้อง ชมรม To Be Number One Friend Corner นี้สิ่งหนึ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้คือ "พลัง"..."พลังของเด็กและเยาวชน"...ที่เขามีอย่างเต็มเปี่ยมทั้งความคิด ความฝัน และสิ่งที่ดีงามในการสร้างสรรค์การทำสิ่งต่างๆ ต่อชีวิตตนและคนอื่น ซึ่งจริงๆ แล้วเขาเหล่านี้ไม่ทำก็ได้คร่ำเคร่งกับการอ่านหนั่งสือ เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้...

แต่..สำหรับเขาเหล่านี้เราหยุดยั้งเขาไม่ได้ เพราะเขา คือ พลัง...แห่งอนาคตของชาติ
หากได้รับการสนับสนุน ต่อ ก็น่าจะเรื่องที่ยินดียิ่งสำหรับการต่อยอดแห่งพลังชีวิตนี้
การที่เรามีเวทีให้เด็กๆ ได้มาเจอกัน สิ่งหนึ่งที่เราได้พบ คือ เขามีการแลกเปลี่ยนและเล่าสิ่งดีดี ให้กันฟัง เปิดโลกและมุมแห่งความคิดที่ขยายกว้างออกไป มองเห็นว่าเพื่อนกำลังทำอะไร และได้มาเล่าให้เพื่อนฟัง..ด้วยว่าตนเองมีของดีอะไร...
...

ชมรม To Be Number One Friend Corner มีมากไม่ต่ำกว่าร้อยในประเทศ หากผู้รับผิดชอบเล็งเห็นกิจกรรมที่ต่อเนื่อง ในการเสริมสร้างพลังแห่งความฝันของเด็กๆ เหล่านี้ ได้ก็คงจะดี..เช่น

มีการจัดเวทีให้เขาได้สร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง..ซึ่งไม่เน้นเฉพาะในโรงเรียนแล้ว..เพราะตอนนี้ความคิดของเขาต่างบรรเจิด เราควรขยายวงกว้างออกไป เช่น เกิดเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งของ ชมรม To Be Number One Friend Corner ภาคต่างๆ...หรือแบ่งเป็นโซนก็แล้วแต่...และก็มีระดับแบบข้ามภาค ก็น่าจะดี กว่าที่จะจัดเป็นเพียงมหกรรมที่มาเน้นประกวดแอโรบิก หรือจัดนิทรรศการ..แต่เน้นการมาพบเพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดการต่อยอดทางความคิด ประสบการณ์ได้อย่างดียิ่ง...เหมือนดั่งเช่น งานมหกรรม KM แห่งชาตินี้...จัดให้เขามีโอกาสได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และต่อยอดทางความคิด...เหมือนเป็นการมาเสริม เพิ่ม เติม พลังแห่งการทำงาน...ที่ดีงามต่อไป