อิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมรุนแรงของเด็กและเยาวชน

เด็กคนหนึ่งเล็งปืนออกไปนอกหน้าต่าง เล็งไปยังผู้คนที่เดินอยู่บนถนน เด็กอีกคนหนึ่งจ่อปืนไปที่ขมับเด็กอีกคน และลั่นไก


อิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมรุนแรงของเด็กและเยาวชน

The Influence of Media on Children and Youth’s aggressive behaviour



บทนำ

        จากกรณีที่มีโศกนาฏกรรมกราดยิงในโรงเรียนที่ รัฐฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2561 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน ทำให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ผู้ปกครองที่มีลูกหลานที่ยังอยู่ในช่วงวัยเรียนเป็นอย่างมาก ความกังวลนี้ได้ส่งผลต่อการศึกษาพฤติกรรมรุนแรงของเด็กว่าเกิดจากสาเหตุใด หนึ่งในปัจจัยด้านความรุนแรงที่เหล่านักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเกี่ยวกับเด็ก ให้ความสนใจศึกษาและกังวล นั่นคือ การเสพสื่อที่มีความรุนแรงจะส่งผลต่อพฤติกรรมที่รุนแรงของเด็ก และแม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้มานานแล้ว ตั้งแต่ประมาณคริสตศักราช 1961 โดยนักจิตวิทยานามว่า Bandura ในการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning) แต่เหตุการณ์กราดยิงครั้งนี้ก็ได้ปลุกกระแสการตื่นตัวในการระแวดระวังด้านสื่อที่มีอิทธิพลพฤติกรรมของเด็กมากยิ่งขึ้น

            ในโลกปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ทันต่อเหตุการณ์นับเป็นปัจจัยที่สำคัญในการก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การติดตามข่าวสารเพื่อพัฒนาความรู้เกิดขึ้นตลอดเวลา ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า “สื่อ” มีอิทธิพลและส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อสังคม มีผลต่อ ความคิด ความทันสมัย เรียนรู้สิ่งใหม่ ทัศนคติ จิตใจ วัฒนธรรม การใช้ภาษา และการเลียนแบบพฤติกรรม และเนื่องจากการสื่ออยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคน และสื่อนั้นมีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์, นิตยสาร, โทรทัศน์ เหล่านี้คือช่องทางหลักในการรับข่าวสาร แต่ในปัจจุบันการพัฒนาและวิวัฒนาการของเทคโนโลยี และ อินเทอร์เนตได้เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด สื่อในปัจจุบันสามารถเข้าถึงได้อย่างทันที ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เวลาใด บนโลกก็ตาม การสื่อสาร การเสพข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น (Post and comment) หรือการแบ่งปันข้อมูล (Share) สามารถทำได้อย่างอิสระ และง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (E-mail), เฟสบุ๊ค (Facebook), ทวิตเตอร์ (Twitter), ไลน์ (Line), Snapchat, Instagram ฯลฯ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตปัจจุบันของทุกคนไปโดยปริยาย

            สำหรับเด็กและเยาวชนที่มีวุฒิภาวะที่น้อยกว่าผู้ใหญ่นั้น สื่อจึงเปรียบเสมือน “ครู” ที่มีผลต่อทัศนคติ ความสนใจ และพฤติกรรม ที่เป็นต้นแบบของการถ่ายทอดวัฒนธรรมทางอ้อม ผ่านภาพยนตร์ ละคร การนำเสนอข่าว เนื้อหาในเพลง พฤติกรรมของเหล่าคนดัง รวมถึงปลูกฝังค่านิยม และความเชื่อต่างๆให้กับเด็กและเยาวชน สื่อนั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม หากใช้ในการที่ถูกก็จะสามารถหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง หรือต่อยอดความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้ แต่ในขณะเดียวกัน หากมีการเสพสื่อที่มีความรุนแรง มีเนื้อหาหยาบคาย ก้าวร้าว สื่อก็สามารถกลายเป็นอิทธิพลในแง่ลบที่ส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กที่เลียนแบบพฤติกรรมจากสื่อตามที่ตนเห็นได้เช่นกัน ดังนั้นการศึกษาและทำความเข้าใจ “สื่อ” จึงสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาบุคลากรในประเทศ รวมถึงการแก้ไขและรับมือกับผลกระทบในทางลบของสื่อที่มีต่อพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน ไม่ว่าจะเป็น การแสดงพฤติกรรมรุนแรงในโรงเรียน การใช้ภาษาที่ก้าวร้าวและหยาบคาย การข่มเหง รังแกเพื่อน (Bullying) การติดต่อสื่อสารกับคนแปลกหน้าทางอินเตอร์เน็ต (Chatting) และอาจนำไปสู่การก่ออาชญากรรม หรือการเป็นเหยื่ออาชญากรรม

            สื่อสังคม (Social Media)  หมายถึง สื่อดิจิทัลที่เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติการทางสังคม (Social Tool) เพื่อใช้สื่อสารระหว่างกันในเครือข่ายทางสังคม (Social Network) ผ่านทางเว็บไซต์และโปรแกรมประยุกต์บนสื่อใดๆ ที่มีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต โดยเน้นให้ผู้ใช้ทั้งที่เป็นผู้ส่งสารและผู้รับสารมีส่วนร่วม (Collaborative) อย่างสร้างสรรค์ ในการผลิตเนื้อหาขึ้นเอง (User-GenerateContent: UGC) ในรูปของข้อมูล ภาพ และเสียงได้แก่ Facebook, Line, Snapchat, Whatsapp, WeChat, YouTube, Instagram, Twitter, Weibo, Facebook Messenger, Skype, Facetime, Wiber, KakaoTalk, Skout  ฯลฯ (สื่อสังคมออนไลน์กับการเรียนการสอน, 2561 : online)

รูปแบบของสื่อประเภทต่างๆที่มีอิทธิพลต่อเด็ก

            ในต่างประเทศได้มีการวิจัยเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมที่มีความรุนแรงของเด็กและเยาวชนมากมาย โดยที่การวิจัยมุ่งเน้นศึกษาไปที่สื่อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของวัยรุ่น เช่น รายการโทรทัศน์, ภาพยนตร์,วิดีโอเกม , ยูทูป (YouTube), Snapchat, Instagram และโดยเฉพาะเพลงแร็ป (Rap song) ที่มักมีเนื้อหาหยาบคาย ซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่วัยรุ่นอเมริกัน (Raisingchildren.net.au, 2017: online)

            ในปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริกา มีเด็กอายุต่ำกว่า 17 ปีประมาณ 75 ล้านคน โดยคิดเป็นร้อยละ 24  ของจำนวนประชากรทั้งหมด เด็กจำนวนหลายหมื่นคนได้หนีออกจากบ้าน ใช้ชีวิตเร่ร่อนข้างถนน ติดยาเสพติด และเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมในที่สุด ซึ่งปัจจัยส่งผลให้เด็กก่ออาชญากรรมนั้นมีหลายปัจจัย มีทั้งปัจจัยครอบครัว ซึ่งอาจจะเกิดจากการไม่ได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากพ่อแม่ พ่อแม่ทำร้ายร่างกาย ครอบครัวแตกแยก ปัจจัยทางเศรษฐกิจ ได้แก่ความยากจน การไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาพื้นฐาน ฯลฯ ซึ่งหนึ่งในปัจจัยเกี่ยวกับการก่ออาชญากรรมของเด็กและวัยรุ่นที่น่าสนใจนั้นคือ อิทธิพลของสื่อ

            เด็กอเมริกันที่อายุ 18 ปีโดยเฉลี่ยจะใช้เวลาอยู่หน้าโทรทัศน์มากกว่าอยู่ในชั้นเรียน และหากมองย้อนกลับไปยังคริสตศักราช 1950 วัยรุ่นส่วนใหญ่จะใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือการ์ตูนมากกว่า แต่ในปัจจุบันในขณะที่สื่อมีการพัฒนาและวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี พฤติกรรมของวัยรุ่นในการเสพสื่อจึงเปลี่ยนไปเป็นการชมรายการโทรทัศน์ ชมภาพยนตร์ เล่นวิดีโอเกมและใช้เวลาไปกับ สื่อสังคมทั้งหลาย (Social media) ทางอินเทอร์เนต ไม่ว่าจะเป็นการใช้เพื่อสื่อสาร หรือใช้เพื่อความบันเทิง สื่อเหล่านี้มีผลต่อทัศนคติ, ความเชื่อ, ภาษาที่ใช้ และพฤติกรรมทั้งสิ้น (Siegel & Welsh, 2016 : 86)

            ส่วนในประเทศไทยก็ได้มีการศึกษาและรวบรวมข้อมูลการใช้สื่อของเด็กและเยาวชนเช่นกันโดยรูปแบบพฤติกรรมการใช้สื่อในยุคปัจจุบันของวัยรุ่นมีหลากหลายรูปแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าเว็บไซต์ทั่วไป การเข้าเว็บไซต์สื่อสังคม(Social Media ) การใช้อีเมลล์ (E-mail) การใช้โปรแกรมสืบค้นข้อมูลเช่น Google การใช้โปรแกรมสนทนาต่างๆเช่น Line Whatsapp การเล่นเกมออนไลน์ต่างๆ การใช้โทรศัพท์มือถือทั้งโทรคุยและอื่นๆ การใช้แท็บเลท การใช้คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและการใช้โน้ตบุ๊ก

            จากการวิจัยเรื่องพฤติกรรมการใช้สื่อใหม่ของวัยรุ่นอายุระหว่าง 10 ถึง 19 ปี โดยการสนับสนุนจากสมาคมวิทยุและสื่อเพื่อเด็กและเยาวชน (สสดย.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ได้ทำการสำรวจข้อมูลจากพฤติกรรมการใช้สื่อของวัยรุ่นอายุระหว่าง 10 ถึง 19 ปี จำนวน 400 คนซึ่งกำลังศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายและมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร โดยสื่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งคือการใช้โปรแกรมสนทนา เช่น Line โดยคิดเป็น 4.9 วันต่อสัปดาห์โดยในวันจันทร์ถึงวันศุกร์มีการใช้โปรแกรมสนทนา 2.76 ชั่วโมงต่อวันและในวันเสาร์อาทิตย์มีการใช้ 3.05 ชั่วโมงต่อวัน อันดับที่สองเป็นการใช้โปรแกรมสืบค้นข้อมูลเช่น Google คิดเป็น 4.78 วันต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 15 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยการวิจัยชิ้นนี้พบว่าช่วงเวลาที่วัยรุ่นเปิดรับสื่อนั้นคือตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงก่อนนอน กล่าวได้ว่ามีการเสพสื่ออยู่ตลอดเวลา และทุกๆวัน จนเป็นกิจวัตร (บุหงา ชัยสุวรรณ และ พรพรรณ ประจักษ์เนตร, 2558 : 38)

            โดยแรงจูงใจในการใช้สื่อนั้น เรียงลำดับจากระดับแรงจูงใจมากที่สุดได้แก่การใช้สื่ออย่างเป็นกิจวัตรและเป็นนิสัยและสื่อสามารถทำให้ได้ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนอยู่สม่ำเสมอ แรงจูงใจในการใช้สื่อลำดับรองลงมาได้แก่การชอบใช้สื่อสังคมที่ทำให้เกิดความสดชื่นสนุกสนาน ช่วยให้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับคนอื่นๆเนื่องจากไม่มีอะไรดีกว่านี้ทำ (Facebook, Line, Google, YouTube) และแรงจูงใจในการใช้สื่อเนื่องจากอยากให้คนอื่นอื่นรู้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวของเด็กผู้ใช้สื่อ (การแชร์ข้อมูล หรือโพสต์รูปภาพของตน) โดยสิ่งที่น่าสนใจในการวิจัยชิ้นนี้ได้แก่สถิติการคบเพื่อนที่ได้มาจากการแชทออนไลน์และรู้จักในโลกแห่งความเป็นจริง  (บุหงา ชัยสุวรรณ และ พรพรรณ ประจักษ์เนตร, 2558 : 41)

โดยร้อยละ 36 มีเพื่อนทุกคนที่แชทด้วยรู้จักกันดีในชีวิตจริง

ร้อยละ 41.5 มีเพื่อนส่วนใหญ่ที่แชทด้วยรู้จักกันในชีวิตจริง

ร้อยละ 9.8 ครึ่งหนึ่งของคนที่แชทด้วยรู้จักกันในชีวิตจริง

และเด็กวัยรุ่นจำนวนร้อยละ 1.8 มีคนทั้งหมดที่เคยแชทออนไลน์ด้วย (สนทนาทางอินเทอร์เนต)ไม่เคยรู้จักในชีวิตจริง

            จากตัวเลขดังกล่าวสังเกตได้ว่า อย่างน้อยวัยรุ่นที่ใช้สื่อสังคมจำนวนร้อยละ 1.8 หรือคิดเป็นจำนวน 7 คนจาก 400 คน (บุหงา ชัยสุวรรณ และ พรพรรณ ประจักษ์เนตร, 2558 : 46) มีโอกาสได้พูดคุยกับคนแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักในชีวิตจริง สะท้อนถึงโอกาสของเด็กที่จะถูกล่อลวง ออกไปพบเจอคนแปลกหน้าเพื่อรวมแก็งค์ คบหาสมาคมกับมิจฉาชีพหรือเลียนแบบพฤติกรรมอาชญากร หรือเป็นเหยื่ออาชญากรรมได้อย่างชัดเจน

ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง

ทฤษฎีที่สามารถนำมาอธิบายพฤติกรรมก้าวร้าวมีอยู่หลายทฤษฎี ได้แก่

            ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Psychoanalytic Theory) ของ Sigmund Freud  หรือเรียกได้อีกชื่อหนึ่งคือ Psychodynamic (Siegel & Welsh, 2016 : 81) เป็นทฤษฎีที่อธิบายพฤติกรรมก้าวร้าวโดยอาศัยหลักจิตวิทยา Freud อธิบายว่า พฤติกรรมก้าวร้าว เป็นสัญชาติญาณที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด ซึ่งความก้าวร้าวนี้ถูกจัดให้อยู่ให้กลุ่มเดียวกับความต้องการทางเพศ ซึ่งเป็นความต้องการทางร่างกายของมนุษย์โดยธรรมชาติ ต้องการการระบายออก ซึ่งพฤติกรรมก้าวร้าวถูกจัดอยู่ใน ID หรือสัญชาติญาณดิบ ซึ่งหนทางการระบายออกสามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่สังคมรับได้ เช่น การเล่นกีฬา การออกกำลัง เป็นต้น ซึ่งหากมีการระบายความก้าวร้าวออกมาในรูปแบบที่สังคมรับไม่ได้ เช่นการอาละวาด ทำร้ายร่างกายตนเอง หรือผู้อื่น ก็จะส่งผลต่อการก่ออาชญากรรมในที่สุด

                  ทฤษฎีการเรียนรู้(Learning Theory) เป็นรูปแบบทฤษฎีที่อธิบายว่า การพัฒนานิสัยของแต่ละบุคคลเกิดจากการเรียนรู้จากคนใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นจากครอบครัว หรือเพื่อนในโรงเรียน ที่ทำงาน และเกิดจากการคบหาสมาคมที่แตกต่าง การเรียนรู้พฤติกรรมที่บุคคลได้มีปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับตัวแบบ จะส่งผลให้บุคคลมีการซึมซับพฤติกรรมและสร้างเป็นอุปนิสัยของตนเองในที่สุด แต่การมีปฏิสัมพันธ์นั้นไม่จำเป็นต้องติดต่อสื่อสารหรือมีประสบการณ์โดยตรงกับผู้ที่เป็นต้นแบบ  แต่สามารถถูกซึมซับจากการสังเกตเฝ้าดูพฤติกรรมอยู่ฝ่ายเดียวก็ได้ เช่น เด็กที่อยู่ในเหตุการณ์ที่มีการทุบตีหรือทำร้ายร่างกาย เด็กก็จะมีประสบการณ์จากการซึมซับเหตุการณ์รุนแรงและส่งผลให้บ่มเพาะเป็นอุปนิสัยของเด็กคนนั้นในที่สุดการดูคลิปวิดีโอ ภาพยนตร์ ที่มีความรุนแรง หรือการอยู่ในครอบครัวที่มีการทำร้ายร่างกายกันเป็นต้น นักอาชญาวิทยาท่านแรกที่ได้นำเสนอทฤษฎีเพื่ออธิบายว่าอาชญากรรมเกิดจากการเรียนรู้คือ Gabriel Tarde ผู้นำเสนอทฤษฎีการเลียนแบบ (Imitation Theory) โดยอธิบายว่ามนุษย์ได้เรียนรู้แนวความคิดจากการคบหาสมาคมกับบุคคลอื่นและแนวคิดนี้เองก็ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมของบุคคลนั้นโดย Tarde ได้นำเสนอในรูปแบบของกฎของการลอกเลียนแบบ และได้อธิบายว่าบุคคลจะเลียนแบบบุคคลอื่นเป็นสัดส่วนกับการที่ได้เข้าไปใกล้ชิดติดต่อกับบุคคลนั้น ซึ่งการเลียนแบบจากเกิดขึ้นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่ปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (พรชัย ขันตี, กฤษณพงศ์ พูตระกูล และจอมเดช ตรีเมฆ, 2558 : 221)

             

                  ทฤษฎีการคบหาสมาคมที่แตกต่าง (Differential Associations Theory)  เจ้าของทฤษฎีการคบหาสมาคมที่แตกต่างได้แก่ Edwin Sutherland ผู้ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นนักอาชญาวิทยาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดท่านหนึ่งในศตวรรษที่ 20 เขาได้อธิบายพฤติกรรมอาชญากรรมหรือพฤติกรรมที่มีความเบี่ยงเบนว่ามีสาเหตุมาจากการเรียนรู้จากบุคคลใกล้ชิด(กฤษริน รักษาแก้ว และ นันทิยา ดวงภุมเมศ, 2560 : 157) ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเลียนแบบ ซึ่งการเรียนรู้เกิดจากการคบหาสมาคมกับบุคคลอื่นผ่านการติดต่อสื่อสารหรือมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเกิดในกลุ่มบุคคลที่สนิทสนมใกล้ชิดกัน หรือบุคคลที่เป็นตัวอย่าง เป็นที่ชื่นชม หรือน่าเกรงขาม เช่น ดารา นักร้อง หรือ หัวหน้าแก็งค์มาเฟีย นักเลงโต (พรชัย ขันตี, กฤษณพงศ์ พูตระกูล และจอมเดช ตรีเมฆ, 2558 : 226)

            ทฤษฎีการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) การขัดเกลาทางสังคมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมนุษย์เท่านั้น และการขัดเกลาจะเกิดขึ้นตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่ ทั้งนี้เพราะโดยสภาพแล้วมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีการอยู่ร่วมกันและมีการกระทำต่อกัน (Social Interaction) ดังนั้นการขัดเกลาทางสังคมจึงเป็นหลักในการปฏิบัติที่คนเราจะต้องเรียนรู้คุณค่า ระเบียบแบบแผน และกฎเกณฑ์ของกลุ่มหนึ่งๆ เพื่อให้สมาชิกสามารถอยู่ร่วมกันได้และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมที่ตนเป็นสมาชิกได้อย่างปกติสุข  (ทัชวัฒน์ สายโยธา, 2542 :5-7) หากปราศจากการขัดเกลาทางสังคมนั้นมนุษย์ย่อมเสียกระบวนการเรียนรู้ การยอมรับค่านิยม และเสียการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น ส่งผลให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ เนื่องจากมีความแตกต่างและไม่ได้เรียนรู้วิถีทางการใช้ชีวิตกระแสหลัก อาจส่งผลให้มีพฤติกรรมก้าวร้าว รุนแรง ควบคุมตนเองไม่ได้ เนื่องจากไม่ได้รับการสั่งสอน แนะนำ ไม่รู้ว่าอะไรถูกหรือ ผิด อะไรเป็นสิ่งที่ควรหรือไม่ควร

            ทฤษฎีการควบคุมทางสังคม (Social Control theory)  ของ Travis Hirschi หรือสามารถเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ ทฤษฎีความผูกพันทางสังคม (Social Bond Theory) ได้อธิบายว่าผู้ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนหรือพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงมีความรู้สึกที่อยากจะกระทำผิดอยู่ร่ำไปจึงจำเป็นต้องมีการควบคุมทางสังคมและหากการควบคุมทางสังคมไม่มีประสิทธิภาพมากยังพอ บุคคลเหล่านั้นก็จะกระทำผิด ส่วนประกอบของการควบคุมทางสังคมได้แก่

ความผูกพัน (Attachment) หมายถึง ความผูกพันต่อบุคคล หรือสถาบันอันเป็นที่รัก และเคารพนับถือ เช่น พ่อแม่ พี่น้อง

โรงเรียน วัด เป็นต้น

การผูกมัด (Commitment) หมายถึง การผูกมัดตนเองกับแบบแผนที่ถูกต้องของสังคม เช่น การให้เวลากับการศึกษาเล่าเรียน การผูกมัดตนเองกับสิ่งต่างๆ ดังกล่าวนี้คือเรื่องของการลงทุนชีวิตนั่นเอง

การเกี่ยวข้อง (Involvement) หมายถึง การเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเฉพาะอย่างที่จะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ซึ่งเป็นเรื่องของการใช้เวลา ความตั้งใจ และพละกำลัง เพื่อประกอบกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยจะทำให้ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบน

ความเชื่อ (Belief) หมายถึง การยอมรับกฎเกณฑ์ของสังคมซึ่งเป็นกฎเกณฑ์ที่บุคคลทั่วไปยอมรับนับถือกัน ได้แก่ กฎหมาย และ กฎทางศีลธรรม หากบุคคลมีความเชื่อและเคารพกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้อยู่สม่ำเสมอ ก็จะไม่ไปกระทำความผิด (อัณณพ ชูบำรุง และ อุนิษา เลิศโตมรสกุล, 2555 : 225)

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

            หากกล่าวถึงการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสื่อมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็กนั้น กล่าวได้ว่ามีการศึกษามานานแล้ว ตั้งแต่ประมาณ คริสตศักราช 1961 โดยนักจิตวิทยานามว่า Bandura โดย Bandura ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพฤติกรรมของเด็ก ในการวิจัยเกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning) (Eunjinamm, 2015 : online) โดยการทดลองของเขามีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เขาได้ทำการศึกษาทดลองโดยให้เด็กที่อยู่ในวัยอนุบาล ดูคลิปวีดีโอ ผู้ใหญ่นั่งคร่อมตุ๊กตาเป่าลม แล้วต่อย เตะไปที่หน้าของตุ๊กตา ต่อด้วยเอาค้อนทุบหัวตุ๊กตาดังกล่าว และเตะอีกซ้ำๆ หลังจากดูคลิปจบ ทางทีมทดลองได้นำเด็กๆเข้าไปสู่ห้องที่เต็มไปด้วยของเล่นอื่นๆ รวมถึงตุ๊กตาเป่าลมที่ปรากฏอยู่ในคลิปด้วย และก็เป็นไปตามสมมติฐาน เด็กๆที่ดูวีดีโอคลิปมีการเลียนแบบพฤติกรรม โดยการเอาค้อนทุบหัวตุ๊กตา ทั้งเตะและต่อยตามที่ตนเองได้ดูมา และที่น่าประหลาดใจมากกว่านั้น เด็กๆได้คิดวิธีเล่นที่มีความรุนแรงใหม่ๆเพิ่มเข้ามาอีก ในการจัดการกับตุ๊กตาเป่าลมตัวนั้น และเด็กๆก็ยังมีการเล่นกับของเล่นชิ้นอื่นๆที่อยู่ในห้องด้วยวิธีอย่างรุนแรงเช่นกัน (LoBue, 2018 : online)

รูปภาพที่ 1

(ที่มา : Early Childhood, 2015)

            กล่าวได้ว่า เด็กไม่เพียงเลียนแบบพฤติกรรมจากสิ่งที่ตนเห็นเท่านั้น แต่การที่เด็กเห็นพฤติกรรมที่รุนแรงยังส่งผลต่อพฤติกรรมที่รุนแรงในขณะที่เด็กเล่นกับเด็กคนอื่น หรือเล่นกับของเล่นอื่นอีกด้วย (LoBue, 2018 : online)  เมื่อไม่นานมานี้ ได้มีการทดลองคล้ายๆกันอีก โดย Ohio State University ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการทดลองโดยการให้เด็กอายุ 8-12 ปี ชมภาพยนตร์ที่มีการจำแนกประเภทอยู่ในหมวดภาพยนตร์ที่ควรได้รับการแนะนำจากผู้ปกครอง และเป็นภาพยนตร์ที่ไม่เหมาะสมกับเด็ก (LoBue, 2018 : online) หรือที่เรียกว่า PG-rated movie (PG: Parental Guidance Suggested) โดย PG-rated นั้น มีเนื้อหาที่มีความรุนแรง อาจมีการใช้ถ้อยคำ และภาษาที่ไม่เหมาะสม โดยการจัดระดับภาพยนตร์ทั้งหมด จัดโดย โดยสมาคมภาพยนตร์อเมริกัน (Motion Picture Association of America หรือ MPAA) ได้จัดระดับภาพยนตร์ไว้ทั้งหมด 6 ระดับ ได้แก่

            1. G (general audiences): ทุกคนสามารถรับชมได้ และไม่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ เพศ ภาพโป๊เปลือย การใช้ยาเสพติด หรือการใช้ความรุนแรง

            2. PG (parental guidance): เนื้อหาบางตอนในภาพยนตร์อาจไม่เหมาะสมกับเด็ก และอาจประกอบด้วยภาษาที่ไม่เหมาะสมและมีความรุนแรง แต่ไม่มีการใช้ยาเสพติดและการทำร้ายร่างกาย

            3. PG-13 (parental guidance-13): อนุญาตให้ทุกคนเข้าชมได้ แต่ เด็กต่ำกว่า 13 ปี ต้องมีผู้ใหญ่ร่วมชมและคอยให้แนะนำ เพราะเนื้อหาบางส่วน ไม่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก เนื่องจากอาจมีความรุนแรง แต่ต้องไม่มีฉากนองเลือด

            4. R (restricted): เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 17 ปี จะเข้าชมได้ ต่อเมื่อมีผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ไปด้วยเท่านั้น ห้ามเข้าชมเพียงลำพัง เนื่องจากเนื้อหาประกอบไปด้วย ความรุนแรง ภาพสยดสยอง ภาษาไม่เหมาะสม หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ

            5. NC-17 (no one under 17): ไม่อนุญาตให้ เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี เข้าชม โดยเด็ดขาด เพราะภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น

            6. Unrated: ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังไม่ได้กำหนดเรต (This film is not yet rated) อย่างไรก็ตาม ระดับนี้ ไม่นับเป็นระดับเรตอย่างเป็นทางการของสมาคมภาพยนตร์อเมริกัน (Rocci, 2018 : online)

            โดยจากการทดลองของ Ohio State University นั้น ได้จับคู่เด็กอายุ 8-12 ปี แยกกันเป็นสองกลุ่ม โดยจัดให้ดูภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และจัดอยู่ในระดับ PG-rated เรื่อง Rocketeer (1991) และ National Treasure (2004) โดยที่กลุ่มหนึ่งดูภาพยนตร์ต้นฉบับที่ไม่ได้มีการตัดต่อแก้ไขใดใด อีกกลุ่มหนึ่งชมภาพยนตร์ที่ได้ทำการตัดต่อเอาปืนออก หลังจากชมภาพยนตร์ เด็กๆถูกปล่อยเข้าไปในห้องที่มีของเล่นมากมาย และเป็นไปตามที่คาดการณ์ เด็กๆที่ดูภาพยนตร์ที่ไม่ได้มีการตัดต่อเอาปืนออก มีการเล่นกับของเล่นรุนแรงกว่ากลุ่มเด็กดูภาพยนตร์ที่ถูกแก้ไขตัดต่อเอาปืนออกแล้ว สอดคล้องกับผลการทดลองของ Bandura ก่อนหน้านี้

            แต่สิ่งที่น่าสนใจมีมากกว่านั้น การทดลองมีการปรับเปลี่ยนนิดหน่อย โดยทางทีมทดลองได้ทำการซ่อนปืน 0.38 ของจริงไว้ในตู้เสื้อผ้า ซึ่งตั้งอยู่ในห้องรวมกับของเล่นอื่นๆ หากแต่ปืนกระบอกนี้ได้ถูกปรับแต่งให้ไม่สามารถยิงได้จริง และถูกติดตั้งเครื่องนับจำนวนครั้งการลั่นไกไว้ด้วย และการซ่อนปืนนี้ไม่ได้ถูกบอกไว้ล่วงหน้า เด็กๆทุกคนจึงไม่รู้ว่าในห้องของเล่นนี้มีปืนอยู่ด้วย ทีมนักวิจัยสนใจว่า เด็กจะหาปืนพบหรือไม่เมื่ออยู่ลำพัง และหากเจอ เด็กจะทำอย่างไรกับปืน

            ผลของการทดลองพบว่าร้อยละ 83 ของเด็กที่เข้าร่วมทดลอง หาปืนเจอ และส่วนใหญ่นำปืนมาเล่นร้อยละ 27 ของเด็กที่พบปืน ได้นำปืนมาให้ผู้สังเกตการทันที และผู้สังเกตการณ์ได้นำปืนออกจากห้อง เด็กที่เหลือร้อยละ 58 ที่พบปืน ร้อยละ 42 ได้นำปืนมาเล่นหลากหลายรูปแบบ และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เกือบจะไม่มีเด็กคนไหนเลยที่ดูภาพยนตร์ที่ถูกตัดต่อเอาปืนออก ลองเหนี่ยวไกปืน ตรงกันข้ามกับเด็กที่ดูภาพยนตร์ต้นฉบับ เมื่อพบปืน เด็กเหล่านี้มีการลองเหนี่ยวไกปืนโดยเฉลี่ย 2-3 ครั้ง และถือปืนเป็นเวลานานกว่าเด็กที่ไม่ได้ดูภาพยนตร์ต้นฉบับนานกว่าถึง 4-5 เท่า ที่น่ากังวลที่สุดคือ เด็กที่ลองเหนี่ยวไกปืน ได้ลองเหนี่ยวไกอยู่หลายครั้ง บางคนเหนี่ยวไกมากกว่า 20 ครั้ง เด็กคนนึ่งเล็งปืนออกไปนอกหน้าต่าง เล็งไปยังผู้คนที่เดินอยู่บนถนน เด็กอีกคนหนึ่งจ่อปืนไปที่ขมับเด็กอีกคน และลั่นไก (LoBue, 2018 : online)

            การทดลองนี้ได้สรุปผลว่าสื่อที่มีความรุนแรงสามารถเป็นสาเหตุของพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงในเด็กได้ และพฤติกรรมเหล่านี้จะเป็นปัญหามากในกรณีที่สื่อที่มีความรุนแรงนั้นประกอบไปด้วยปืน ในความเป็นจริงแล้วเด็กๆมีความสงสัยอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับปืนมากอยู่แล้ว และเด็กๆไม่สามารถเข้าใจ และแยกแยะได้ว่าปืนกระบอกไหนเป็นของเล่น กระบอกไหนเป็นของจริง ในความเป็นจริงแล้วได้มีการวิจัยว่า ปืนไม่จำเป็นต้องปรากฏอยู่ในสื่อเท่านั้น เพื่อที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง หากแต่ปืนนั้นสามารถก่อให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงได้ในตัวมันเองอยู่แล้ว ตัวอย่างเช่น การพกปืนติดตัว ทำให้คนมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงมากกว่าเดิม และการวิจัยล่าสุดพบว่า การมีปืนอยู่ในรถ ทำให้คนมีพฤติกรรมขับรถที่ไร้มารยาทและเกรี้ยวกราดมากขึ้น โดยถึงแม้ว่าคนขับจะไม่ใช่เจ้าของปืนก็ตาม และผลกระทบเหล่านี้ยังปรากฏในพฤติกรรมของเด็กเช่นกัน โดยไม่ว่าปืนจะเป็นของจริงหรือของเล่นก็ตาม (LoBue, 2018 : online).

            จากการศึกษาวิจัยหลาย ๆ ชิ้นเกี่ยวกับสื่อและความรุนแรง พบว่า สื่อที่มีความรุนแรงนั้นส่งผลต่อพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงของเด็ก ผู้ปกครองที่ไม่ปรารถนาให้ลูกหลานของตนมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงนั้นควรให้ลูกหลานหลีกเลี่ยงออกจากสื่อที่มีความรุนแรง และหลีกเลี่ยงของเล่นที่มีลักษณะคล้ายอาวุธทั้งหลาย เพื่อไม่ให้เกิดจากสนับสนุนพฤติกรรมรุนแรง แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าลูกหลานของท่านจะไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าวหากท่านได้ หลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้แล้ว เพราะเด็กบางคนก็สามารถมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงมากกว่าเด็กคนอื่นได้โดยธรรมชาติ แต่อย่างน้อยผู้ปกครองที่ได้อ่านงานวิจัยนี้ก็จะสามารถป้องกันปัญหาเบื้องต้นได้

วิเคราะห์ข่าวในประเทศไทย

            การศึกษาเรื่องอิทธิพลของสื่อส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กนั้นมีอยู่มากมาย การศึกษาวิจัยในเรื่องเหล่านี้ ก็เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงของเด็กในยุคปัจจุบันที่มีสื่อสังคมเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตยุคโลกาภิวัตน์ และยิ่งเทคโนโลยีและสื่อสังคมมีบทบาทมากเท่าใด สถาบันครอบครัว หรือสถาบันการศึกษา ก็จะถูกลดบทบาทลดลงเท่านั้น สถานการณ์ที่เด็กไทยถูกเทคโนโลยีและสื่อสังคมกลืนกินจนกลายเป็นปัญหา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวไม่มีความอบอุ่น เด็กมีเทคโนโลยีและสื่อสังคมเป็นเพื่อน อีกทั้งเด็กยังใช้เวลาว่างไปกับการใช้สื่อสังคมมากกว่าการประกอบกิจกรรมอื่นๆเช่น การออกกำลังกาย การพบปะเพื่อนฝูง หรือแสวงหาความรู้นอกห้องเรียน อุปนิสัยการติดเทคโนโลยีเหล่านี้ส่งผลให้เด็กและเยาวชนมีความห่างเหินกับผู้ปกครองไม่สามารถแยกแยะว่าสิ่งใดถูกต้องหรือสิ่งใดผิด การเสพสื่อโดยปราศจากคำแนะนำของผู้ปกครองส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงหรืออาจมีพฤติกรรมเลียนแบบสิ่งที่ตนได้เห็นมาจากสื่อ ดังที่ปรากฏออกมาให้เห็นตามข่าวอยู่บ่อยครั้ง

            แม้ว่าการตบตีทำร้ายร่างกายในวัยเรียนจะเป็นเพียงส่วนน้อยที่เกิดขึ้นในสังคมแต่สิ่งเหล่านี้กลับถูกนำเสนอผ่านสื่ออยู่บ่อยครั้ง กอปรกับเทคโนโลยีในปัจจุบันเอื้ออำนวยต่อการสื่อสารผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้เหตุการณ์ทำร้ายร่างกายถูกบันทึกวีดิโอ ส่งต่อ และปรากฏอยู่บนโลกออนไลน์อยู่เป็นจำนวนมาก

            คลิปวิดีโอเผยแพร่ในเว็บไซต์ YouTube ปรากฏเด็กหญิงในชุดนักเรียนมัธยมต้น บังคับให้รุ่นน้องกราบเท้าก่อนจะจิกหัวกระชากตบตีเข้าที่ใบหน้าและลำตัวอีกหลายครั้ง ซึ่งสาเหตุของการทำร้ายร่างกายครั้งนี้เป็นผลมาจากการหึงหวงผู้ชาย ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียน  (Mthainews, 2561 : ออนไลน์) พฤติกรรมก้าวร้าวนั้นเป็นสัญชาติญาณที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด ดังที่ Sigmund Freud ได้อธิบายไว้ในทฤษฎี จิตวิเคราะห์ หากบุคคลมีความโกรธและต้องการระบายออก ตามสัญชาติญาณดิบ (ID) บุคคลควรหาทางแสดงในรูปแบบที่สังคมรับได้ (Ego) อาจแสดงออกด้วยการเล่นกีฬา เจรจา เพื่อสามารถอยู่ได้ในสังคมอย่างปกติสุข แต่จากกรณีดังที่ข่าวเสนอมา  เด็กไม่มีการควบคุมอารมณ์ และมีการแสดงพฤติกรรมก้าวร้าว อาจเนื่องมาจากการรับชมสื่อซึ่งประกอบด้วยภาพความรุนแรง และตัวแสดงสวมบทบาทโดยผู้ใหญ่ สอดคล้องกับทฤษฏีการเลียนแบบของ Gabriel Tarde สามารถอธิบายว่า การรับชมละครของเด็กนั้น เปรียบเหมือนการมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อที่มีความรุนแรง และแม้ว่าจะเป็นการปฏิสัมพันธ์ฝ่ายเดียว ก็สามารถส่งผลต่อการซึมซับพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรงโดยไม่รู้ตัว การดูละครที่มีฉากตบตี และแสดงโดยผู้ใหญ่ ทำให้เด็กซึมซับว่าตัวแบบที่เป็นผู้ใหญ่สามารถทำได้ และสังคมยอมรับ เด็กก็สามารถทำได้เช่นกัน การับชมละครและประพฤติตามสิ่งที่ตนเองได้เห็นมา สอดคล้องกับการทดลอง ให้เด็กชมวีดิโอ ผู้ใหญ่ต่อยตี ตุ๊กตาเป่าลมของ Bandura อย่างชัดเจน

            ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีคดีทำร้ายร่างกายในโรงเรียน แต่ในต่างประเทศก็ได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เช่นกัน บางเหตุการณ์ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งผู้เสียชีวิตมีอายุเพียง 10 ขวบเท่านั้น เสียชีวิตเนื่องจากนัดเพื่อนนักเรียนตบตีกันเพื่อแย่งผู้ชาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเมืองลองบีช รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา  (Mthainews, 2561 : ออนไลน์)

            ซึ่งสาเหตุของปัญหามีหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยในด้านครอบครัว สถาบันการศึกษา ตัวเด็กเองหรือ สื่อซึ่งสังคมมักจะคุ้นเคยดีกับการตบตีซึ่งปรากฏอยู่เสมอในละครซึ่งแสดงถึงความก้าวร้าวรุนแรงกรีดร้องแย่งผู้ชายมาครอบครอง ซึ่งสื่อก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างพฤติกรรมเลียนแบบ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีการจัดระดับของรายการโทรทัศน์ แต่ในทางเป็นจริงนั้นก็ไม่สามารถบังคับใช้ได้ เนื่องจากการเข้าถึงของสื่อทำได้โดยง่าย และผู้ปกครองไม่ได้มีเวลาให้คำแนะนำเด็กตลอดเวลา การเลียนแบบจึงเกิดขึ้นได้ง่าย เนื่องจากเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับสื่อ เช่น ละคร หรือภาพยนตร์ที่มีเนื้อหารุนแรงโดยตรง เมื่อบ่อยครั้งเข้า การเสพสื่อรุนแรงถี่ๆก็จะถูกซึมซับกลายเป็นอุปนิสัยโดยไม่รู้ตัว โดยสังคมไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ละครที่มีการตบตีกัน ซึ่งสวมบทโดยผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชม ได้เป็นการปลูกฝังค่านิยมที่ผิดให้กับผู้เสพสื่อ ซึ่งหากผู้รับชมเป็นเด็กซึ่งขาดวุฒิภาวะในการแยกแยะสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ก็จะเกิดความเข้าใจผิดได้ว่า พฤติกรรมที่ปรากฏอยู่ในสื่อที่ตนเห็น เป็นพฤติกรรมที่สังคมยอมรับได้ (Siegel & Welsh, 2016 : 86-87)

            อีกตัวอย่างข่าวที่ยกมานำเสนอในบทความนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2555 เด็กชายวัย 14 ปีใช้มีดสปาร์ต้าฟันมารดาเสียชีวิตภายในบ้านกลางดึก เนื่องจากถูกห้ามไม่ให้เล่นคอมพิวเตอร์ ยิ่งไปกว่านั้นพี่สาวที่เข้ามาห้าม ยังถูกทำร้ายโดยมีดเล่มเดียวกันจนอาการสาหัส (ไทยรัฐออนไลน์, 2561 : ออนไลน์)  เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงที่เกิดขึ้นกับเด็กชายวัย 14 ปีนั้นอาจจะมีสาเหตุมาจากการเสพสื่อที่มีความรุนแรงซึ่งในกรณีนี้หมายถึงการเล่นวิดีโอเกมที่ประกอบด้วยภาพรุนแรง การใช้อาวุธปืน และการใช้ภาษาที่ไม่เหมาะสม พฤติกรรมของเด็กที่กระทำต่อมารดาและพี่สาวเป็นพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงที่มีความเกี่ยวพันกับสื่อ อาจเนื่องมาจากสิ่งที่เด็กเล่นเกมส์ผ่านคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะการใช้ความรุนแรง ทำให้เกิดการเลียนแบบซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเลียนแบบของ Gabriel Tarde ซึ่งได้อธิบายว่าบุคคลจะเลียนแบบพฤติกรรมมากน้อยขึ้นอยู่กับความถี่ของการปฏิสัมพันธ์ ซึ่งหมายถึงความถี่ในการเล่นเกมส์ออนไลน์ซึ่งมีเนื้อหาที่รุนแรง เมื่อเด็กเล่นเกมส์บ่อยเข้าก็จะมีการซึมซับพฤติกรรมรุนแรงโดยไม่รู้ตัว และจากคดีนี้สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้ว่า เมื่อเด็กมีความผูกพันทางสังคมที่ต่ำ หรือไม่มีความผูกพันกับสมาชิกในครอบครัวเลย ดังที่ Travis Hirschi  ได้อธิบายไว้ในทฤษฎีการควบคุมทางสังคม การขาดความรักความผูกพันกับสมาชิกในครอบครัว (Attachment) พ่อแม่ของเด็กไม่ได้ให้ความรักให้ความอบอุ่นหรืออาจจะไม่มีเวลาให้ เด็กจึงใช้เวลาว่างปฏิสัมพันธ์กับเกมคอมพิวเตอร์ โดยขาดการชี้แนะจากผู้ปกครอง เมื่อเด็กมีเกมเป็นเพื่อน การเล่นเกมออนไลน์เป็นทางออกเมื่อเด็กไม่มีเพื่อนวัยเดียวกัน เพื่อทำกิจกรรมต่างๆนอกบ้านหรือนอกห้องเรียน เมื่อไม่มีความผูกพันกับสมาชิกในครอบครัวแล้ว เด็กก็จะมีพฤติกรรมก้าวร้าว ไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนในครอบครัวเมื่อถูกขัดใจ หรือสมาชิกในครอบครัวกระทำบางอย่างไม่ได้ตามที่เด็กต้องการ เด็กก็จะอาละวาดและมีพฤติกรรมก้าวร้าวโดยไม่สนใจความรู้สึกผู้อื่น เนื่องจากเด็กไม่มีความรู้สึกผูกพันและไม่จำเป็นต้องถนอมน้ำใจของสมาชิกในบ้าน

นโยบายการป้องกัน และแก้ไข

            การป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงของเด็กและเยาวชนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดได้แก่ การส่งเสริมความผูกพันทางสังคม เริ่มจากความผูกพันจากสถาบันครอบครัว สมาชิกในบ้านควรให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็ก สั่งสอนและปลูกฝังค่านิยมและวัฒนธรรมอันดีของสังคม ว่ากล่าวตักเตือนเมื่อเด็กกระทำผิด และให้เหตุผลเมื่อลงโทษ กล่าวชื่นชมเมื่อเด็กทำความดี เด็กจะมีการซึมซับพฤติกรรมที่เหมาะสมกับช่วงวัย หลีกเลี่ยงการกระทำผิดเนื่องจากจะทำให้สมาชิกครอบครัวที่ตนเคารพรัก เสียใจ การใช้สื่อสังคมนั้นสามารถกระทำได้และจะไม่เกิดปัญหาตามมา หากผู้ปกครองคอยให้คำแนะนำ ตามทฤษฎีการขัดเกลาทางสังคม (Socialization) เพราะแม้ว่าเด็กจะชมภาพยนตร์ที่มีความรุนแรงมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมแต่หากมีผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำเด็กก็จะเรียนรู้ว่าพฤติกรรมที่ตนเห็นนั้นเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม บางพฤติกรรมที่ปรากฏอยู่ในภาพยนตร์นั้นเป็นพฤติกรรมที่อันตรายไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ยิ่งไปกว่านั้นเด็กจะรับรู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ การขัดเกลาทางสังคมและความผูกพันทางสังคมจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องซึ่งเป็นการป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับการรับมือกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของเด็ก

สรุป

            สื่อนั้นมีอิทธิพลในมุมมองของมนุษย์ทุกคนในยุคปัจจุบัน และสื่อมีทั้งด้านดีและด้านเสีย ดังนั้นการตัดสินใจเสพสื่อจึงควรใช้วิจารณญาณอย่างยิ่งในการแยกแยะการเสพข้อมูล หากใช้สื่อในทางที่ถูกต้องก็จะเกิดประโยชน์อย่างมหาศาลแต่ในทางกลับกันหากใช้สื่อในทางที่ผิดก็จะก่อให้เกิดอาชญากรรมและปัญหาตามมา สิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันการได้รับอิทธิพลจากสื่อได้แก่ การมีสติ ผู้ปกครองควรให้ความรักและความอบอุ่น และแนะนำเด็กเกี่ยวกับสื่อว่ามีผลดีและผลเสียอย่างไร ควรมีการคิดและแยกแยะสิ่งที่เป็นประโยชน์และสิ่งที่เป็นโทษออกจากกัน เมื่อผู้ปกครองได้ให้ความรักความใส่ใจคอยแนะนำเด็กแล้ว แม้ว่าสื่อจะมีภาพความรุนแรงหรือภาษาที่ไม่เหมาะสม เด็กก็จะเข้าใจว่าไม่ควรเลียนแบบพฤติกรรมที่ได้สังเกตเห็นจากสื่อเนื่องจากพ่อแม่ได้สอนว่าเป็นการกระทำที่ไม่ดี มนุษย์เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงสื่อได้ สื่อเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ดังนั้นจึงควรเรียนรู้ที่จะเลือกรับสื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่าโทษ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ที่มีแนวโน้มจะก่อให้เกิดอาชญากรรมและอันตราย

รายการอ้างอิง

กฤษริน รักษาแก้ว และ นันทิยา ดวงภุมเมศ. อิทธิพลของรายการในสื่อใหม่ที่มีต่อมุมมองต่อโลกของเด็กและเยาวชน. Veridian E-Journal, Silpakorn University ฉบับภาษาไทย สาขามนุษย์ศาสตร์ สังคมศาสตร์ และ ศิลปะ. ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 ( กันยายน - ธันวาคม 2560 ) : 152 -167.

เกษตรชัย และหีม และ ดลมนรรจ์ บากา.ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อพฤติกรรมรุนแรงของเยาวชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. วิทยาลัยสงขลานครินทร์(2552) : 898 - 908.

ทัชวัฒน์ สายโยธา. อิทธิพลของการขัดเกลาทางสังคมต่อการเป็นฆาตกร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต.สาขาวิชามานุษยวิทยา ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.

ไทยรัฐออนไลน์. สลดลูกวัย 14 ถูกด่า ไล่ฆ่าแม่ สปาร์ตาฟันพี่สาว.(ออนไลน์).2555.แหล่งที่มา:

https://www.thairath.co.th/content/302859 ( 16 พฤศจิกายน 2561 )

บุหงา ชัยสุวรรณ และ พรพรรณ ประจักษ์เนตร. พฤติกรรมการใช้สื่อใหม่ของวัยรุ่นอายุระหว่าง 10-19 ปี.วารสารการสื่อสารและการจัดการ นิด้า ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน) : 31-57.

พรชัย ขันตี กฤษณพงศ์ พูตระกูล และ จอมเดช ตรีเมฆ. ทฤษฎีอาชญาวิทยา: หลักการ งารวิจัย และนโยบายประยุกต์. พิมพ์ครั้งที่1. สาขาวิชาอาชญาวิยาและการบริหารงานยุติธรรม วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต, 2558.

รักขณาวรรณ เสาทอง. ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่6 สังกัดเขตพื้นที่การประถมศึกษาราชบุรีเขต 2 อำเภอโพธาราม จังหวัด ราชบุรี.

วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, สาขาจิตวิทยาชุมชน ภาควิชาจิตวิทยาและการแนะแนว มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2556.

วิไลลักษณ์ ทองคำบรรจง, อรพินทร์ ชูชม, ผจงจิต อินทสุวรรณ, นำชัย ศุภฤกษ์ชัยสกุล. ปัจจัยเชิงเหตุและผลของพฤติกรรมติดอินเตอร์เน็ตของนักเรียนมัธยมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร.วารสารพฤติกรรมศาสตร์ ปีที่ 17 ฉบับที่ 2 ( กรกฎาคม 2554) : 104 - 117.

สิริภิญญ์ อินทรประเสริฐ.อิทธิพลของสื่อที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมความรุนแรงของเด็กและเยาวชนในกรุงเทพมหานคร.มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต

(2556) : 1- 29.

สื่อสังคมออนไลน์กับการเรียนการสอน.ความหมายและประเภทของสื่อสังคมออนไลน์.(ออนไลน์).2014. แหล่งที่มา: http://smforedu.blogspot.com/2014/02/blog-post.html ( 23 พฤศจิกายน 2561 )

อัณณพ ชูบำรุง และ อุนิษา เลิศโตมรสกุล. อาชญากรรมและอาชญาวิทยา.กรุงเทพมหานคร: พิมพ์ครั้งที่1. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2555.

BBC. ฟลอริดา: เหตุกราดยิงมัธยมมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 17 คน.(ออนไลน์).2018. แหล่งที่มา:

https://www.bbc.com/thai/international-43067929

( 21 พฤศจิกายน 2561 )

Mthainews.ศึกตบแย่งผู้ชาย..ในวัยเรียน ผลพวงพฤติกรรมเลียนแบบ จากละครน้ำเน่า.(ออนไลน์).2012. แหล่งที่มา: https://news.mthai.com/webmaster-talk/159660.html ( 16 พฤศจิกายน 2561 )

Earlychildhood. ทฤษฎีการเรียนรู้ของ BANDURA.(ออนไลน์).2558. แหล่งที่มา:

http://psycohlogyearlychild.blogspot.com/2015/12/bandura.html ( 23 พฤศจิกายน 2561)

Eunjinamm. ALBERT BANDURA: Do children learn violence from media?.(online).2015. Available from: https://clairenamm.wordpress.com/2015/09/13/albert-bandura-do-children-learn-violence-from-media/

( 2018 November 21 )

Lenhart, A., Kantor, L., Malato, D., Benz. J., Tompson, T., and Zeng, W. Instagram and Snapchat are Most Popular Social Networks for Teen; Black Teen are Most Active on Social Media,Messaging Apps.

(online).2016. Available from: http://apnorc.org/projects/Pages/HTML%20Reports/instagram-and-snapchat-are-most-popular-social-networks-for-teens.aspx

( 2018 November 21 )

LoBue, V. Violent media Aggressive Behavior in children.(online).2018. Available from:

https://www.psychologytoday.com/intl/blog/the-baby-scientist/201801/violent-media-and-aggressive-behavior-in-children ( 2018 November 21 )

Raisingchildren.net.au. Suitable for 9-18 years media influence on teenagers.(online).2017. Available from: https://raisingchildren.net.au/pre-teens/entertainment-technology/media/media-influence-on-teens ( 2018 November 21 )

Rocci, J. The Meaning of Movie Ratings.

(Online).2018. Available from: https://www.thoughtco.com/how-does-a-movie-get-its-rating-2423408

( 2018 November 23 )

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา



ความเห็น (0)