มอบไออุ่นสู่อีสานต้านภัยหนาว ครั้งที่ 2 (ก่อนการเดินทาง)

ค่ายครั้งนี้เป็นค่าย “เรียนรู้คู่บริการ” อย่างไม่ต้องสงสัย เป็นกิจกรรมบริการสังคม (ผู้ให้) และเรียนรู้ชุมชน (ผู้รับ) ไปพร้อมๆ กัน แถมยังสลับปรับเปลี่ยนสถานะกันอย่างน่าชื่นชม กล่าวคือเมื่อนิสิตเข้าไปเรียนรู้คลังปัญญา (ต้นทุนชุมชน) ชุมชนก็เปลี่ยนสถานะจากการเป็น “ผู้รับ” กลับมาเป็น “ผู้ให้” ส่วนนิสิตก็พลิกจากการเป็น “ผู้ให้” มาเป็น “ผู้รับ” ด้วยการขอรับความรู้จากชุมชน


ค่าย “มอบไออุ่นสู่อีสานต้านภัยหนาว” ดำเนินการโดยศูนย์ประสานงานเครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม (ทำดีเพื่อพ่อ เพื่อแผ่นดิน)  เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 18-20 ธันวาคม 2560 ณ โรงเรียนบ้านดงนา  ตำบลหนามแท่ง  อำเภอศรีเมืองใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี  มีกิจกรรมสำคัญๆ เช่น มอบเครื่องกันหนาวแก่ชุมชน เรียนรู้ภาษาอังกฤษผ่านเกม เรียนรู้วิถีวัฒนธรรมชุมชนและอุทยานแห่งชาติ (ผาแต้ม)

นั่นคือการก่อเกิดครั้งแรกของค่ายเรียนรู้คู่บริการในแบบฉบับ 3 วัน 2 คืนของเครือข่ายนิสิตจิตอาสาฯ  ที่ปักหมุดสู่ชุมชนในพื้นที่อันไกลโพ้นและถูกห่มคลุมด้วยสายลมหนาว ไร้สัญญาณมือถือ  จนนำพามาซึ่งการทำให้ “ชาวค่าย”  ได้อยู่กับตัวเอง สำรวจภาวะจิตใจตัวเอง ผ่านการถูกตัดขาดจากโลกสังคมมือถือและอินเทอร์เน็ต

หากแต่ครั้งนี้จะเดินทางไปจัดกิจกรรมในวันที่  22-24 ธันวาคม 2561 ณ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านเพิ่ม ตำบลนาแค อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี และอุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม  



ว่าด้วย “ภัยหนาว” กับการ “เรียนรู้คู่บริการ”


ย่างเข้าปีที่ 2 ดูเหมือนว่าจะเริ่มค้นพบรูปแบบเชิงอัตลักษณ์ในแบบ “เรียนรู้คู่บริการ” มากขึ้นกว่าครั้งแรก  ไม่แน่ชัดว่าเป็นเจตนาที่เกิดจากการ “ตกผลึกทางความคิด” หรือเพราะ “พื้นที่” เป็นตัวกำหนดกิจกรรมไปโดยปริยาย แต่ก็มีประเด็นชวนกล่าวถึงในเชิงภาพรวมของกิจกรรมผ่านวาทกรรม “ต้านภัยหนาว สานปัญญาสู่โรงเรียน  เรียนรู้คลังปัญญาชุมชน ฝึกตนผ่านหลักธรรม นำสู่การอนุรักษ์ธรรมชาติ”  ดังนี้

  • ต้านภัยหนาว :  เน้นการ “บริการสังคม”  ผ่านการบริจาค “เครื่องกันหนาว” เป็นหัวใจหลัก ทั้งที่เป็นผ้าห่ม  เสื้อผ้า ตุ๊กตา เพียงแต่กลุ่มเป้าหมายพลิกจากเด็กโตมาเป็น “เด็กเล็ก” ในศูนย์พัฒนาเด็ก  แต่ก็มิได้หมายความว่าจะจำกัดเฉพาะเจาะจงอยู่แต่เฉพาะเด็กๆ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเท่านั้น  เพราะได้ส่งมอบสิ่งต่างๆ สู่เด็กโตและชาวบ้านทั่วไปด้วยเช่นกัน

  • สานปัญญาสู่โรงเรียน : มอบอุปกรณ์การเรียนการสอนและกีฬาให้กับทางโรงเรียน

  • เรียนรู้คลังปัญญาชุมชน : ทัศนศึกษา “ชุมชนนวัตวิถี” ที่หลากล้นด้วยภูมิปัญญาชวนเรียนรู้ หลายเรื่อง เช่น การทอเสื่อ ทอผ้า การผลิตไม้กวาด ผลิตกาแฟ เกษตรอินทรีย์ และสมุนไพร

  • ฝึกตนผ่านหลักธรรม : หนุนเสริมกิจกรรมเรียนรู้หลักธรรมด้วยการตักบาตรและรับฟังพระธรรมเทศนาและการปฏิบัติธรรมในวัดที่ห้อมล้อมด้วยธรรมชาติ (ธรรมะ-ธรรมชาติ) 

  • นำสู่การอนุรักษ์ธรรมชาติ : การเข้าพักค้างแรมและเดินป่า ณ อุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม เป็นอีกกระบวนการของการเรียนรู้เรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งเรื่องป่า เรื่องน้ำ เรื่องดิน เรื่องการบริหารจัดการ เรื่องสถานการณ์ปัจจุบันของอุทยานฯ 

กิจกรรมนี้ จะเรียกว่าทัศนศึกษาก็คงไม่ผิดนัก แต่ก็มีกระบวนการที่มากกว่า “เที่ยวชม-ถ่ายภาพ”  เพราะเน้นการเดินเท้าเข้าเรียนรู้ตามฐานต่างๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ของอุทยานเป็นวิทยากร  รวมถึงการล้อมวงสะท้อนการเรียนรู้ร่วมกันตามที่ชาวเครือข่ายจิตอาสาฯ ชอบที่จะจัดให้เป็นการ”โสเหล่”  (แลกเปลี่ยนเรียนรู้)  และถอดบทเรียนการเรียนรู้ร่วมกันอยู่บ่อยๆ ในยามที่ต้องจัดกิจกรรมในทำนองนี้   


ด้วยเหตุนี้จึงอาจสรุปโดยรวม (ก่อนการดำเนินการจริง) ได้ว่าค่ายครั้งนี้เป็นค่าย “เรียนรู้คู่บริการ” อย่างไม่ต้องสงสัย เป็นกิจกรรมบริการสังคม (ผู้ให้) และเรียนรู้ชุมชน (ผู้รับ) ไปพร้อมๆ กัน แถมยังสลับปรับเปลี่ยนสถานะกันอย่างน่าชื่นชม  กล่าวคือเมื่อนิสิตเข้าไปเรียนรู้คลังปัญญา (ต้นทุนชุมชน) ชุมชนก็เปลี่ยนสถานะจากการเป็น “ผู้รับ” กลับมาเป็น “ผู้ให้” ส่วนนิสิตก็พลิกจากการเป็น “ผู้ให้” มาเป็น “ผู้รับ” ด้วยการขอรับความรู้จากชุมชน 

นี่จึงเป็นภาพสะท้อนของการเรียนรู้คู่บริการผ่านการสงเคราะห์ในแบบ “จิตอาสา” ที่ต่างฝ่ายต่าง “แบ่งปัน”  ต่อกันและกัน จะเรียนกว่าเป็นการแบ่งปันสินทรัพย์ต่อกันก็ไม่ผิด  ทว่าเป็นสินทรัพย์ในรูปลักษณ์ของ “สิ่งของ-ความรู้”  เช่นเดียวกับการสะท้อนให้เห็นวิธีคิดของการทำงานในแบบ “บวร” อย่างน่าสนใจ  เพราะเชื่อมการมีส่วนร่วมทะลุครบทั้งที่เป็น “บ้าน-วัด-โรงเรียน-ส่วนราชการ” เพียงแต่อาจจะยังไม่เป็น “เนื้อเดียว” กันนัก แต่ก็ถือว่า “มาถูกทาง” แล้ว



กรอบแนวคิด-ทฤษฎีการเรียนรู้


แท้ที่จริงแล้วค่ายครั้งนี้ มีกรอบแนวคิด (ทฤษฎี) การดำเนินงานเชิงวิชาการอยู่หลายประเด็น เพียงแต่แกนนำค่ายฯ จะสามารถนำไปขับเคลื่อนได้มากน้อยและเป็นรูปธรรมได้แค่ไหน  เพราะนิสิตเองก็ยังมีข้อจำกัดในเชิงความรู้และประสบการณ์ในการใช้กรอบแนวคิด-ทฤษฎีอยู่มาก เนื่องเพราะที่ผ่านมาผู้นำนิสิตในวิถีกิจกรรมนอกหลักสูตรมักไม่คุ้นเคยและเปราะบางต่อเรื่องทฤษฏีเชิงวิชาการในกิจกรรมนอกหลักสูตร แต่ค่ายๆ นี้พอจะสรุปเรื่องกรอบแนวคิด หรือทฤษฎีที่เกี่ยวโยงที่นิสิตสามารถนำไปทดลองใช้กับค่ายๆ นี้ได้หลายประเด็น เป็นต้นว่า

  • การเรียนรู้ผ่านกิจกรรม/โครงการ (Project-based Learning)
  • การเรียนรู้คู่บริการ (service-learning)
  • การเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน/ชุมชนเป็นห้องเรียน (Community-based learning)
  • การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม (participatory learning) หรือการเรียนรู้แบบ “บวร”
  • การเรียนรู้บนฐานวัฒนธรรม
  • การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (learning by doing) หรือเรียนรู้ด้วยการกระทำ (action learning) 
  • การเรียนรู้โดยใช้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student-Centered) 
  • การเรียนรู้แบบพึ่งพิงกันและกัน (Collaborative Learning)



เครื่องมือของการเรียนรู้คู่บริการ     


ค่ายมอบไออุ่นฯ เป็นค่ายเรียนรู้คู่บริการ นิสิตจำต้องมีเครื่องมือในการเรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่นิสิตได้เข้าไปให้บริการและเข้าใจในวิถีวัฒนธรรมของชุมชน เพื่อให้ทั้งสองส่วนก่อเกิดเป็นผลการเรียนรู้ (learning out come) ที่เป็นรูปธรรมทั้งต่อนิสิตและชุมชน โดยเครื่องมือการเรียนรู้ในค่ายนี้  สามารถประยุกต์จากเครื่องมือของการจัดการความรู้เลยก็ได้ เป็นต้นว่า

  • การศึกษาดูงาน (Study tour) : เรียกอีกชื่อว่าสุนทรียทัศนา” ค่ายๆ นี้จะได้ใช้เครื่องมือนี้โดยตรง ทั้งในชุมชน (นวัตวิถี) และอุทยานแห่งชาตินายูง-น้ำโสม

  • การค้นหาสิ่งดีๆ รอบตัว (Appreciative Inquiring) : หรือ “สุนทรียสาธก” จะสัมพันธ์กับการศึกษาดูงาน เพราะเป็นการเรียนรู้จากสิ่งดีๆ ที่มีอยู่รายรอบตัว เป็นการเรียนรู้จากความสำเร็จของผู้คนและชุมชน หรือแม้แกระทั่งเพื่อนร่วมค่ายก็ใช่ และแม้จะเรียนรู้จากสภาพปัญหาที่ชุมชนเผชิญ แต่นิสิตก็ต้อง “มองบวก” ว่าชุมชนข้ามพ้นปัญหานั้นอย่างไร

  • สุนทรียสนทนา (Dialogue) : หรือเวทีเสวนา หรือที่คนอีสานเรียกว่า “โสเหล่” ด้วยการล้อมวงบอกเล่าเรื่องราวดีๆ สู่กันฟัง เป็นการแบ่งปันการเรียนรู้และความรู้ที่ได้จากค่าย ซึ่งการสนทนากันเช่นนี้  อาจคล้ายคลึงการสรุป หรือถอดบทเรียนไปในตัว เช่น ได้เรียนรู้อะไรบ้าง

  • การเรียนรู้ร่วมกันหลังงานสำเร็จ (Retrospect) : เป็นการทบทวนการเรียนรู้รายวันในค่าย หรือกลับออกมาจากค่ายแล้วก็นัดหมายมาพูดคุยถึงการเรียนรู้คู่บริการร่วมกัน สอดคล้องและสัมพันธ์กับอีกเครื่องมือหนึ่ง คือ “การทบทวนหลังปฏิบัติงาน” (After Action Review : AAR) ซึ่งทำได้ทั้งการสนทนา การเล่าเรื่อง การเขียนสะท้อนผ่านเอกสาร –ผ่านบัตรคำ แล้วประมวลเป็นประเด็นมาคุยร่วมกัน สัมพันธ์กับประเด็นสำคัญๆในการดำเนินงาน เช่น  การบรรลุวัตถุประสงค์  ความสำเร็จ ความล้มเหลว กระบวนการ การยกระดับความรู้สู่การทำงานในครั้งถัดไป  รวมถึงความเปลี่ยนแปลงในเชิงบุคคล –ทีม-ชุมชน  เป็นต้น

  • เรื่องเล่า (Story telling) : ทำได้ใน 2 ลักษณะผ่านข้อเขียนและการเล่าโดยวาจา  ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่มีสถานะของการถอดบทเรียนด้วยตนเอง หรือที่นิยมเรียกว่า “เรื่องเล่าเร้าพลัง

นอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออื่นๆ ที่ควรนำไปประยุกต์ใช้ในค่ายนี้  โดยเฉพาะเพื่อการประเมินผลการเรียนรู้ของตนเองคู่ไปกับการดำเนินงาน เช่น แบบสอบถาม  แบบสำรวจ การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์  บัตรคำ (BAR & AAR)  เพื่อให้ชัดเจนว่าบรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้คู่บริการมากน้อยแค่ไหน ซึ่งในบางส่วนดำเนินการได้ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ รวมถึงการประเมินให้ทะลุถึงหมุดหมายการเรียนรู้ของ สกอ.และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม อาทิ TQF ปรัชญา เอกลักษณ์ อัตลักษณ์ ค่านิยมนิสิต  (MSU FOR ALL)   

ทั้งปวงขึ้นอยู่กับว่าแกนนำค่าย หรือนิสิต จะให้ความสำคัญนำไปใช้แค่ไหน –

เขียน : ศุกร์ที่ 21 ธันวาคม 2561
ภาพ : เครือข่ายนิสิตจิตอาสาเพื่อสังคม

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน pandin



ความเห็น (1)

[email protected]
IP: xxx.48.203.72
เขียนเมื่อ 

ยังขยันเขียนเหมือนเดิมนะครับ กำลังค้นข้อมูลเก่าๆ เจอบล็อก แผ่นดิน เลย แวะเข้ามาเยี่ยมยามครับ เดี๋ยวนี้ทิ้งงานเขียนไปแสนนาน เรื่องเก่าๆ ของ มศว มหาสารคาม น่ารวบรวมไว้ครับ กีฬา 8 วิทยาเขต งานศิลปวัฒนธรรม