หลอนหรือหลอก

ตอนนั้นผมกำลังเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ ๔ และกำลังเรียนอยู่ในภาควิชาจิตเวช

คนไข้ของผมเป็นผู้หญิงอายุราว ๔๐ ปีเศษ เธอมีผิวสีแทน ใบหน้าเป็นรูปไข่ และไว้ผมยาวผูกเปีย ๒ ข้าง

หลับตานึกภาพสาวอินเดียนแดงก็นั่นแหละ คนไข้ผมเลย 

จนถึงวันนี้ ตอนนี้ ผมยังจำเค้าหน้านั้นได้ และจำได้กระทั่งชื่อ

เธอป่วยด้วยอาการซึมเศร้าอย่างรุนแรง และยังมีความรู้สึกอยากตายอยู่ตลอดเวลา นั่นคือเหตุผลที่อาจารย์ให้เธอรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อจะได้ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

เช้าวันนั้นผมไปราวนด์ และพบว่า เธอนั่งผมยุ่งอยู่บนเตียง แววตามีความหวาดกลัว 

“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ” ผมสอบถามอาการเพื่อประเมินสภาวะทางจิตใจของเธอ

“พี่ไม่ได้นอนมาทั้งคืน เค้ามายืนจ้องหน้าพี่อยู่ที่ปลายเตียง” เธอเล่าพร้อมชี้มือไปที่ปลายเท้า

“ใครครับ” ผมถาม

“ไม่รู้ เป็นผู้ชาย ตาแดงแจ๋เลยหมอ เค้ามายืนจ้องพี่อยู่ทั้งคืน พี่กลัว” แล้วเธอก็น้ำตาไหล ขดตัวลงนอน ห่มผ้า และตะแคงตัวหันหลังให้ผม จากนั้นก็ไม่ยอมพูดอะไรกับผมอีกเลย

“ผู้ป่วยมี visual hallucination” ผมบันทึกลงไปในกระดาษที่เรียกว่า progress note แผ่นสีเหลือง (สมัยก่อน การบันทึกทางการแพทย์ทึ่โรงพยาบาลของผมจะต้องเขียนลงในกระดาษทั้งหมด แต่ตอนนี้ทุกอย่างถูกบันทึกลงในระบบคอมพิวเตอร์หมดแล้ว)

visual hallucination คือการเห็นภาพหลอน

เธอเห็น แต่คนอื่นไม่เห็น เราจึงเรียกว่า “ภาพหลอน” มันคือความผิดปกติทางจิตอย่างหนึ่ง ตำราเขียนไว้เช่นนั้น

ผมอยู่ในหอผู้ป่วยจิตเวช 

คนไข้เห็นภาพหลอน ได้ยินภาพหลอน ผมจึงประเมินอาการต่อไปว่า อาการของเธอยังไม่ดีขึ้น

น่าแปลก ทำไมผมจึงไม่มีอารมณ์ร่วมกับเรื่องที่เธอเล่ามาสักเท่าไหร่นัก ทำไมผมไม่รู้สึกกลัวผีไปด้วย หรือว่าผมเชื่อสนิทใจ ว่าเธอยังคงมีความผิดปกติทางจิตอยู่ ผมจึงไม่คล้อยตามเธอไป

แต่ถ้าผมเล่าใหม่ เรื่องเล่าที่มีอยู่จริงในสมัยที่ผมเรียนอยู่ชั้นปี ๖ และต้องอยู่เวรในหอผู้ป่วยจิตเวชแห่งเดิมนั้น

ห้องนอนเวรของพวกเราเหล่านักศึกษาแพทย์ปี ๖ ที่หน้าหอผู้ป่วยจิตเวชนั้นไม่มีใครยอมนอน

ทำไมเหรอ

นั่นเป็นเพราะว่า ในห้องนอนแห่งนั้นมันมีเรื่องเล่าน่ะสิ

รุ่นพี่คนหนึ่งเคยเจอใครสักคน มายืนจ้องหน้าเขาอยู่ที่ปลายเตียงในค่ำคืนหนึ่ง เค้ายืนมองอยู่ตรงนั้นไม่ยอมไปไหน ตราบจนพี่คนนั้นลุกขึ้น คนๆนั้นจึงหายไป

มันคือเรื่องเล่าหรือเรื่องจริงกันแน่ ในเมื่อไม่ใช่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่เจอแบบนี้ แต่มันเกิดขึ้นซ้ำๆกับนักเรียนแพทย์คนอื่นๆ ที่มานอนอยู่เวรในห้องนั้นด้วยเช่นเดียวกัน

และห้องนั้นก็ไม่มีนักศึกษาแพทย์มานอนในช่วงอยู่เวรอีกเลย

ผมล่ะ

หึหึ ก็ไปอาศัยห้องนอนเวรของพวกที่อยู่เวรอายุรกรรมเอาน่ะสิ พวกนั้นมันเวรยุ่ง ถูกตามทั้งคืน พวกเวรจิตเวชอย่างผมก็นอนครองห้องอยู่อย่างเดียวดาย

ผมนึกถามตัวเอง

“แล้วพี่ๆที่เค้าเห็นแบบนั้น เราจะเรียกว่ามีภาพหลอนด้วยไหม” 

แปลก 

มันแปลกที่เรากลับเชื่อไปด้วย เรากลัวไปด้วย เราไม่คิดว่าว่ามันคือภาพหลอน เราเชื่อว่ามันคือผีในห้องนอนเวรจริงๆ

ถึงตรงนี้ ผมรู้สึกสงสารคนไข้ของผมคนนั้นเหลือเกิน ด้วยความที่เป็นคนไข้จิตเวช เธอจึงถูกแปลสิ่งที่เล่า ว่าเธอยังคงมีความผิดปกติทางจิต

มันไม่แฟร์เลยใช่ไหม

ผมตอบไม่ถูกจริงๆนะครับ

“ตอนที่พ่อเรานอนอยู่ในไอซียู แกไม่ยอมนอนไม่ยอมหลับ เพราะมีคนมารายล้อมแกเต็มไปหมด คนที่เพิ่งตายไปเตียงข้างๆก็มาเดินใกล้เตียงแก” เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งเป็นหมอเคยเล่าเรื่องนี้ให้ฟังในวันที่พ่อของเธอรอดพ้นความตายจากการเป็นโรคหัวใจมาได้ และต้องนอนพักฟื้นในไอซียู

“พ่อบอกว่า ตอนที่เข้าห้องสวนหลอดเลือดหัวใจ ก็มีคนที่ไม่ใช่หมอ เดินอยู่ในห้องนั้นหลายคน” ยังไม่จบอีก (กูกลัวนะเฟ้ย)

“แล้วตอนที่ย้ายมานอนในห้องพิเศษได้ แกก็ยังนอนไม่ได้ แกบอกว่าคนคู่นั้นเค้าไม่ให้นอน วุ่นวายทั้งคืน จนเราต้องวางเงินไว้ที่หัวเตียงบาทนึง พ่อจึงหลับได้” เธอเล่ามาทีเดียว ๓ เหตุการณ์

เพื่อนผมคิดว่า มันคือวิญญาณ ไม่ใช่ภาพหลอน

ผมน่ะเหรอ 

ก็ทั้งเชื่อและกึ่งๆไม่เชื่อ

ที่เชื่อ เพราะเพื่อนเล่า และพ่อของเธอไม่ได้เป็นโรคจิต (อ้าว?)

ที่ไม่เชื่อ เพราะว่าพ่อกำลังเจ็บหนัก พ่อได้ยาแก้ปวดชนิดมอร์ฟีนไป ร่วมกับยาอีกหลายขนาน ก็น่าจะเห็นภาพหลอนๆได้เหมือนกัน

ที่เชื่อ เพราะมีคนเล่าแบบนี้ให้ฟังบ่อยเหมือนกัน

แต่ที่รู้สึกหงุดหงิด “บ้าเอ๊ย การคอรัปชั่นนี่มันมีกระทั่งในโลกของผีเลยเหรอวะ จะนอนบนเตียงผู้ป่วยทั้งที ยังต้องติดสินบน” ผมรู้สึกหงุดหงิดใจจริงๆ

“แค่บาทนึง ยังจะเอา บ้าจริง” ผมจบการสนทนา

ถึงวันนี้ ผมก็ยังคงงง ว่าหลอนจริงกับผีจริง มันแยกกันยังไง

หลอนจริงเพราะถูกวินิจฉัยว่ากำลังมีความผิดปกติทางจิต (เหรอ ผมสงสารคนไข้จัง)

ผีจริง เพราะว่าไม่ได้มีความผิดปกติทางจิต และบังเอิญเราเชื่อด้วย

จริงเหรอ

“แม่ยังรักพ่ออยู่มั้ย” ผมถามคนที่ซุกอยู่ที่รักแร้ด้านขวา

“รักดิ” เธอตอบ

“มากมั้ย” ยัง ยังไม่เลิก

“มาก” เธอตอบเสียงเบาลง คาดว่ากำลังง่วงได้ที่

“ทำไมล่ะ” ผมคิดว่าเมียคงรำคาญกับไอ้คำถามแบบนี้อยู่เหมือนกัน แม่ง ถามโคตรบ่อย

เธอไม่ตอบ แต่เลื่อนตัวมาจูบที่หัวนมผมแทน

หึหึ อันที่จริง เมียผมหลับคาจั๊กแร้ผมไปสักพักหนึ่งแล้ว ผมได้ยินเสียงกรนเบาๆอย่างน่ารัก ครืด ครืด ครืดดดดด

อ้าว แล้วที่ผมคุยไป ได้ยินไปเมื่อกี๊มันคืออะไร

“ภาพหลอน เสียงหลอน หรือว่า คิ ด ไ ป เ อ ง” ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ธนพันธ์ ชูบุญสงสัยมีความผิดปกติทางจิตมั้ย

๗ ธค ๖๑

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ผมเอง



ความเห็น (0)