ลิเก

บันทึกนี้เขียนขึ้นเป็นรอบที่ 3 เพราะรอบที่ 1 เขียนแล้วไฟดับไม่ได้เซฟรอบที่ 2 นักเรียนทำปลั๊กหลุด รอบที่ 3  ปิดคอมเองแล้วลืมเซฟ 

"ผัดแป้งแต่งตัวหวีหัวออกเล่นลิเก" 

"กินอย่างหมู อยู่อย่างหมา แต่ตัวของพระราชา" คือคำเปรียบเปรยสำหรับเรียกลิเก เมื่อก่อน สมัยที่ลิเกยังไม่เป็นที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูเหมือนสมัยนี้ เวลาลิเกจะเดินทางไปที่ไหนต้องลำบากเวลากิน ก็ต้องกินด้วยกันเหมือนหมูเวลานอนบางครั้งก็ลำบาก นอนข้างเมรุบ้าง นอนข้างคันนาบ้าง นอนตามถนนบ้าง เพราะว่าการที่จะย้ายสถานที่การแสดงแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่ายๆและถ้าเป็นการย้ายสถานที่การแสดงข้ามจังหวัดในตอนกลางคืนแล้วด้วย ลิเกจะต้องไปรอให้คอนวอยตั้งเวทีเสร็จ คณะลิเกก็ต้องหาที่นอนกันไปก่อน กว่าคอนวอยจะตั้งเวทีเสร็จก็ปาเข้าไปเช้าแล้วบางครั้งบางทีตกใจตื่นมาอีกที มีคนเดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งประสบการณ์นี้ผมก็เคยประสบกับตัวเองนอนอยู่พอตื่นเช้ามาหันไปมองข้างหลังถึงจะรู้ว่าตัวเองนอนอยู่ตรงบันไดเชิงตะกอน ผิดกับลิเกสมัยนี้ถือได้ว่าเป็นยุครุ่งเรืองของลิเก ลิเกแต่งตัวสวย เครื่องประดับเต็มตัว เวลาแสดง ก็แค่เดินทางไปแสดงแล้วก็กลับเรื่องตั้งเวทีเป็นเรื่องของผู้รับเหมาไป

            แต่ก็อย่างว่าถึงลิเกจะโด่งดังมีผู้คนชื่นชอบมากเพียงใด แต่คนที่ไม่ชอบก็ยังว่าลิเกเป็นอาชีพที่เต้นกินรำกินเป็นอาชีพที่อยู่เกือบล่างสุดของสังคม ส่วนตัวผมลิเกคือชีวิตคือจิตวิญญาณลิเกต้องใช้การบ่มเพาะจากความชอบ จนเกิดประสบการณ์ และนำไปสู่ความเชี่ยวชาญทั้งศิลปะการร้อง การรำ การแสดงออกทางสีหน้าท่าทาง และคำพูด ยังไม่รวมไปถึงดนตรีที่ใช้บรรเลงประกอบหรือปี่พาทย์ ลิเกไม่ได้มีบทพูดเหมือนนักแสดงในทีวีทั่วไปใช้ศาสตร์และศิลป์ในการคิดวิเคราะห์แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าลิเกต้องไปหาคำพูดหน้าฉากเอาเองว่าจะพูดอะไรให้มันเข้ากับเนื้อเรื่องที่จะต้องแสดงให้มันเข้ากับตัวละครที่กำลังเล่นอยู่ ไม่ใช่จะพูดอะไร สุ่มสี่สุ่มแปดก็ได้

ตัวผมเล่นลิเกมาตั้งแต่อายุ 12 ปี(เป็นจริงเป็นจัง) บทแรกที่ได้แสดงบทโศก หรือบทร้องไห้ที่ต้องใช้อารมณ์ตอนแรกก็ยังสงสัยอยู่ดีๆจะให้ร้องให้ได้ยังไงแต่พอถึงเวลาแสดงตาโผ หรือผู้กำกับก็จะมากระซิบข้างหูว่าคิดว่าเราเป็นตัวละครตัวนี้เราอยู่ในสถานการณ์นี้และร้องไห้ออกมาเท่านี้แหละพอออกหน้าเวทีไม่รู้น้ำตามันไหลออกมาจากไหนแบบหยุดร้องไม่ได้ต่อมาผมก็ได้เริ่มแสดงบทบาทอื่นไม่ว่าจะเป็นตัวประกอบ น้องพระเอก พระเอก

ตัวตลก ผี หรือแม้กระทั่งสัตว์ ทั้งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตจนตอนนี้เล่นได้ทุกบทบาทเพราะว่าประสบการณ์ที่สั่งสมมาลิเก  

ก็ไม่ใช่ว่าถ้าใครมีสิ่งข้างต้นที่ผมบอกแล้ว จะเป็นลิเกได้โดยสมบูรณ์แบบนั้นไม่ใช่ลิเกมีข้อห้ามอีกหลายอย่างที่ลิเกจะต้องครองตนขณะอยู่บนเวทีและขนาดอยู่หลังเวทีอย่างเช่นว่าขณะที่โหมโรงห้าม ลิเกนักแสดงหรือใครก็ตาม เดินผ่านหน้าฉากเวทีเพราะถือว่าในขณะนั้นพ่อแก่หรือครูลิเกกำลังรับอยู่ห้าม ลิเกเอาสิ่งของ ที่เป็นคู่กันอย่างเช่นไม้ตีระนาด ไม้ตีกลอง ช้อนกับจาน รองเท้า มาเคาะกัน จะทำให้ลิเกทะเลาะกันหรือเกิดการผิดพลาดในการแสดง และนี่ก็เป็นเพียงบางส่วนที่ลิเกยึดถือเป็นกุศโลบายเพื่อสอนลิเกมาตั้งแต่สมัยโบราณ ถึงจะมีกฎและข้อห้ามข้อจำกัดในการเป็นนักแสดงลิเกแต่ผมก็ถือว่าลิเกเป็นสิ่งที่ผมชอบแต่สิ่งที่ผมรักเป็นจิตวิญญาณเป็นตัวแทน ศิลปินที่มีศิลปะหลายๆแขนงมารวมกัน ทุกวันนี้ผมได้แต่หวังว่าจะมีคนรุ่นใหม่ที่สนใจลิเกและเห็นลิเกเป็นของมีค่าครูแห่งเดียวผมพยายามสอนเรื่องราวเกี่ยวกับลิเกให้กับนักเรียน และสอนให้นักเรียนตระหนัก ถึงรากเหง้าของการแสดงหลายๆแขนง มาตอนนี้กำลังจะเลือนหายไปจากสังคม ที่กำลังเจริญก้าวหน้าอยู่ทุกๆวัน

(กลอน)

ก่อนจบนี้ไม่ใช่จะจาก            ตัวผมขอฝากขอฝัง 

อยากให้ลิเกโด่งดัง              เหมือนกับเมื่อครั้งปู่ย่า 

ใครๆได้ดูลิเกจะ                   ไม่หันเหห่างหาย 

ให้ลิเกเป็นชีวิตจิตใจ              ผมเอาใจใส่สืบสาน 

สิบนิ้วของผมขอสาธุ             ขอลิเกอายุยืนนาน

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องจริง...ยิ่งกว่าลิเก



ความเห็น (0)