รีวิว cube 2 : Hypercube (2002) ลูกบาศก์มรณะ 2

รีวิว cube 2 : Hypercube (2002) ลูกบาศก์มรณะ 2 สืบเนื่องจากภาคแรก (1997) นับว่าประสบความสำเร็จในด้านคำวิจารณ์พอสมควร ด้วยลีลาการเล่าเรื่องที่ใช้พื้นที่ปิดตายเพียงที่เดียวและใช้ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์เข้ามาไขปริศนาได้อย่างสนุก จึงทำให้เกิดภาค 2 ขึ้นมา

cube 2 ยังคงเล่าเรื่องในห้องรูปทรงลูกบาศก์ คน 8 คน ได้สติขึ้นมาในห้องของแต่ละคนแล้วเดินเปิดประตูผ่านไปทีละห้องจนมาพบกันถกเถียงว่าพวกตนมาอยู่ในห้องนี้ได้อย่างไร พวกเขาประกอบด้วย ผู้ประสานงานด้านเทคโนโลยีกองทัพ วิศวกร นักคลีนิคจิตบำบัด นักออกแบบเกมคอมพิวเตอร์ สาวตาบอด ทนายสาวสวย นักคณิตศาสตร์ พวกเขาต้องช่วยกันเอาตัวรอดและหาทางออกจากห้องลูกบาศก์สี่เหลี่ยมสีขาวสว่างนี้ไปให้ได้ และเนื้อเรื่องที่เล่าได้ก็มีแค่นี้ครับ

สำหรับผมแล้วเอาเข้าจริงๆ cube 2 เนื้อเรื่องแทบไม่มีอะไรแตกต่างไปจากภาคแรก และสำหนับผมรู้สึกว่าไม่สนุกเท่าอีกด้วย ทั้งในด้านมิติ ตรรกะของตัวละครรวมถึงเนื้อหาที่ผู้สร้างต้องการนำเสนอ

ตรรกะของตัวละครบิดเบี้ยว เช่นบางคนบางจังหวะหนีได้กับไม่หนี เวลาที่ควรจะรีบกลับไม่รีบ บางตัวละครดูเหมือนไร้สาระไม่มีประโยชน์กับเรื่อง บางตัวละครมีภูมิหลังมีทักษะดีแต่กลับไม่ได้ใช้ทักษะนั้นในการแก้ไขสถานการณ์แต่อย่างใด บางตัวละครก็แสดงความเห็นใจและช่วยเหลือผู้อื่นจนเกินความพอดีของความเป็นมนุษย์ สำหรับผมแล้วการนำตัวละครหลายตัวที่มีทักษะเฉพาะตัว ผู้กำกับน่าจะมีวิธีการให้แต่ละคนใช้ความสามารถตัวเองมาใช้ได้อย่างเต็มที่มากกว่านี้ การสร้างความไม่ไว้วางใจซึ่งกันและกันของตัวละครก็ทำได้ไม่สุด ซึ่งในภาคนี้มีน้อยมากดูแล้วไม่มีใครโดดเด่นอะไรเลย

cube 2 ไม่ได้ให้ตัวละครตัวใดตัวหนึ่งฉลาดจนเกินไป หรือเก่งโดดจนเกินไป ดังนั้นวิธีการคิดในการเดินผ่านแต่ละห้องจึงไม่มีความโดดเด่น แม้จะผ่านไปครึ่งเรื่องก็ดูไม่มีอะไรคืบหน้า ซึ่งต่างกับ cube 1 ที่การผ่านไปแต่ละห้องนั้นต้องใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์ทำให้เราดูแล้วสนุกไปได้มากกว่าในภาคนี้ แต่ cube 2 ก็ยังมีไม่เด็ดมาทำให้เราไม่เบื่อคือการเล่นกับเวลา และมิติของเวลา ซึ่งจะอธิบายต่อไป

นอกจากนี้การใช้ตัวดำเนินเรื่องหลักไม่มีความน่าสนใจมากนักคือ ห้องทรงลูกบาศก์ใน cube 2 ต่างกับห้อง cube 1 ที่แต่ละห้องใช้แสงสีขาวเพียงสีเดียวไม่ได้เปลี่ยนสีไปตามแต่ละห้อง เป็นข้อจำกัดของ cube 2 ที่ไม่สามารถใช้สีแสดงถึงอารมณ์ที่แตกต่างได้ ดังนั้นในภาคนี้ อารมณ์และพฤติกรรมของตัวละครจึงไม่ได้มีความซับซ้อนหรือเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรุนแรงมากนัก ใครพฤติกรรมอย่างไร อารมณ์แบบไหนก็มักจะเป็นแบบนั้นไปตรง ๆ ทั้งเรื่อง จะมีก็แต่เพียงตัวเอาตัวละครตัวเดียวที่อารมณ์บิดเบี้ยวทั้งนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับมิติของเวลาในห้องลูกบาศก์ก็เป็นได้

เนื่องจากสีห้องให้ลูกบาศก์แทนค่าด้วยแสงสีขาวทั้งหมด ดังนั้นหนังจึงเลือกใช้วิธีให้ตัวละครสวมใส่เสื้อผ้าของตนเอง ซึ่งต่างกับภาคแรกที่มีห้องหลากสีแต่ตัวละครใส่เสื้อผ้าเหมือนกัน การเลือกให้ตัวละครใส่เสื้อผ้าของตัวเองที่มีความแตกต่างกันนั้นคือการแสดงถึงภูมิหลัง ชีวิต แนวคิด และอารมณ์ของตัวละครที่แตกต่างกันนั่นเอง

cube 2 ใช้เรื่องทางวิทยาศาสตร์มีความซับซ้อนยากเกินความเข้าใจของคนดูทั่วไป พูดเรื่อง Hypercube หรือลูกบาศก์ 4 มิติ เป็นหนึ่งในทฤษฎีทางฟิสิกส์ มิติที่ 4 ของในเรื่องนี้ประกอบด้วย กว้าง ยาว ลึก และอากาศหรือที่ว่าง ซึ่งต่างกับทฤษฎีเดิมที่กล่าวถึงมิติที่ 4 คือเวลา แต่หนังก็ไม่ทิ้งเรื่องความสำคัญของเวลากลับดึงเวลาเข้ามาใช้อธิบายเรื่องมากกว่าความเป็น Hypercube เสียอีก

หนังยังเพิ่มความสับสนงุนงงให้กับคนดูที่ไม่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์คือ เล่นเรื่องเกี่ยวกับทฤษฎีทางฟิสิกส์คือ มิติควอนตัม (Quantum Realm) อธิบายทฤษฎีมิติเวลา การเดินทางของเวลาในอากาศ การซ้อนทับของเวลา จะเรียกว่าโลกคู่ขนานก็ได้ ซึ่งแต่ละมิติเวลาล้วนแต่เป็นความเป็นจริง แม้จะเป็นช่วงเวลาเดียวกันแต่ก็สามารถเกิดเหตุการณ์ขึ้นได้ต่างกัน ซึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นจริงและมีความเกี่ยวพันกันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง (ช่วงนี้ทำให้คิดถึงหนังเรื่อง Interstellar ของคริสโตเฟอร์ โนแลน ซึ่งหากใครได้ดูอินเตอร์สเตลลาร์มาก่อน ก็น่าจะช่วยให้เข้าใจ cube 2 ได้บ้าง) เวลานั้นไม่ได้เดินทางเป็นเส้นตรง สามารถย้อนไปย้อนมาหรือถอยหลังได้ เวลาแต่ละมิติเดินไม่เท่ากัน ซึ่ง cube 2 แสดงให้เห็นชัดเจนว่าหลายช่วงเวลามีการซ้อนทับกัน เช่นพบเจอของใช้ที่เหมือนกัน พบเจอการเขียนที่ประตูห้องลูกบาศก์ หรือตัวละครเห็นตนเองในอีกห้องหนึ่ง เป็นต้น

ดังนั้น cube 2 จึงเป็นการสอนฟิสิกส์ ในเรื่องของมิติ+เวลาให้กับเราว่า วิธีการหาทางออกจากห้องลูกบาศก์จึงต้องคำนวณหาช่วงเวลาที่สัมพันธ์กัน

จากการเล่นเรื่องทฤษฎีทางฟิสิกส์ทำให้ cube 2 เป็นหนังที่ดูแล้วคิดตามได้ยาก ซึ่งต่างจาก cube 1 ที่ใช้ทฤษฎีทางคณิตศาสตร์พื้นฐานในการดำเนินเรื่อง และด้วยความที่เป็นศาสตร์ทางฟิสิกส์คนทั่วไปคงเข้าใจวิธีการของหนังได้ยากตามไปด้วย หนึ่งในนั้นก็คือตัวผมเอง

นอกจากนี้ ความพิเศษของห้องลูกบาศก์ในภาคนี้คือ แต่ละห้องลูกบาศก์ มีแรงโน้มถ่วงต่างทิศกัน และ แต่ละห้องไม่มีกับดักเหมือนใน

ภาคแรก แต่ความอันตรายของห้องลูกบาศก์คือการเคลื่อนตัวมิติเวลา และการเคลื่อนตัวแต่ละครั้งสามารถทำร้ายผู้คนที่อยู่ในห้องถึงตายได้ ทำให้ลดความตื่นเต้นไปเยอะเลย

ในมิติของการใช้ทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่หนังต้องการจะเล่านั้นแท้จริงแล้วนับว่ามีความน่าสนใจมาก แต่หนังกับอธิบายให้คนดูเข้าใจได้ไม่ดีนัก สำหรับผมแล้วนี่คือข้อเสียสำคัญของ cube 2 ที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

ความชาญฉลาดในการเล่าเรื่อง ดูเหมือนว่าอ่อนกว่าภาคแรกเพราะภาคแรกดำเนินเรื่องอยู่ในห้องลูกบาศก์เท่านั้น แต่ใน cube 2 มีการทำให้คนดูเห็นเรื่องราวนอกห้อง ผ่านความทรงจำของตัวละคร ดังนั้นจึงไม่อาจพูดได้ว่า เป็นหนังเล่าเรื่องอยู่ในพื้นที่จำกัด อีกทั้งยังเพิ่มคอมพิวเตอร์กราฟฟิกเข้ามาเป็นฉากหลัง ส่วนนี้คงเป็นเพราะได้งบประมาณมากขึ้นจากในภาคแรกนั้นเอง

กล่าวโดยสรุป cube 2 แทบไม่มีอะไรแปลกใหม่แตกต่างจากภาคแรก ความน่าสนใจและวิธีการดำเนินเรื่องลดลง อีกทั้งยังสร้างความงุนงงให้กับคนดูด้วยทฤษฎีทางฟิสิกส์ที่ยากเกินเข้าใจ แต่อย่างน้อยที่สุด cube 2 ก็ยังพอจะเดินไปข้างหน้าได้บ้างเพราะตัวละครตั้งข้อสันนิษฐานว่าห้องลูกบาศก์น่าจะเป็นการทดลองขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ซึ่งจะต้องดูในภาค 3 ต่อไป

5.5/10

สถานีหนัง MovieStation

วาทิน ศานติ์ สันติ

23 ตุลาคม 2561

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ดูหนังฟังเพลง

คำสำคัญ (Tags)#รีวิว cube 2 : Hypercube (2002)#ลูกบาศก์มรณะ 2#Hypercube#มิติควอนตัม#Quantum Realm

หมายเลขบันทึก: 657432, เขียน: 07 Nov 2018 @ 08:27 (), แก้ไข: 07 Nov 2018 @ 08:28 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)