รีวิว Cube : zero (2004) ลูกบาศก์มรณะ 3

รีวิว Cube : zero (2004) ลูกบาศก์มรณะ 3 กลับมาอีกครั้งกับภาพยนตร์ si-fi ตื่นเต้นเร้าใจ ที่เล่นกับพื้นที่จำกัดโดยใช้หลักการทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในการผ่านแต่ละห้องที่เต็มไปด้วยกับดักอันตรายมากมาย ถ้าใครติดตาม 2 ภาคแรกมาแล้วไม่ควรพลาดภาค Zero นี้เพราะถือว่าเป็นการปิดฉากหนังไตรภาคชุดลูกบาศก์มรณะ?

ในภาคนี้เนื้อเรื่องเปิดโดยชายคนหนึ่งเข้าไปอยู่ในห้องลูกบาศก์ เมื่อผ่านเข้าไปในห้องหนึ่งก็เจอกับดักน้ำกรดเสียชีวิตด้วยความสยองขวัญ จากนั้นหนังก็ตัดมายังห้องหนึ่งที่มีชาย 2 คนทำหน้าควบคุมห้องลูกบาศก์ทั้งหมดคนหนึ่งสติปัญญาปานกลาง คนหนึ่งปัญญาระดับอัจฉริยะ พวกเขาควบคุมทุกอย่างภายในห้องรวมถึงความทรงจำของผู้ที่อยู่ในห้องด้วย เขาเฝ้ามองผู้คนในห้องลูกบาศก์ ผ่านจอมอนิเตอร์ภายในห้องแถว และทั้งสองคนก็ต้องรับคำสั่งจากเบื้องบนให้จัดการกับใครคนใดคนหนึ่งตามแล้วแต่คำสั่ง

หนังพูดถึงผู้ดำเนินเรื่องหลักจำนวนหนึ่งตื่นขึ้นพร้อมมากับความมึนงงและสูญเสียความทรงจำ พวกเขาจะต้องผ่านเข้าไปแต่ละห้องเพื่อหาทางออก แต่ละห้องมีความแตกต่างกัน บางห้องปลอดภัยหลายห้องมีกับดัก การจะผ่านไปในห้องที่มีความปลอดภัยได้นั้นพวกเขาต้องถอดรหัสชุดตัวอักษรภาษาอังกฤษและชุดตัวเลขที่คำนวณรวมกันแล้วจะได้พิกัดแบบเส้นกราฟซึ่งบ่งบอกว่าแต่ละห้องอยู่ทางจุดไหนของห้องลูกบาศก์ขนาดใหญ่ ใกล้ทางออกมากน้อยแค่ไหน ชุดตัวอักษรและตัวเลขนี้จะกำกับไว้อยู่กับประตูเชื่อมแต่ละห้อง ซึ่งแต่ละห้องจะมีประตูอยู่ 6 บาน

Cube zero ไม่ได้เล่าเรื่องอยู่ในภายในห้องลูกบาศก์เพียงอย่างเดียวเหมือน 2 ภาคแรก มีการตัดสลับฉากออกมาภายนอกห้องลูกบาศก์ มีการแสดงให้เห็นถึงองค์กรหนึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังห้องลูกบาศก์ ทำหน้าที่ควบคุมืบงการทุกอย่างที่อยู่ภายในห้องลูกบาศก์ ควบคุมความทรงจำของผู้อยู่ในห้อง ด้วยการใส่ความทรงจำเท็จ มีการตัดสลับฉากเป็นภาพก่อนที่บางคนว่าถูกจับเข้าไปในห้องอย่างไร องค์กรผู้สร้างลูกบาศก์นี้วัตถุประสงค์อะไร มีการตัดสลับเรื่องราวภายในห้องลูกบาศก์และเรื่องราวภายในห้องควบคุม ภาคนี้จึงไม่ใช่หนังแนวเล่าเรื่องภายในห้องปิดตายอย่างสมบูรณ์เหมือนในภาคแรก ข้อดีของการที่มีฉากมากงั้นทำให้หนังดูแล้วไม่น่าเบื่อ แต่ก็มีข้อเสียคือไม่สามารถดึงสมาธิของคนดูให้จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ทำให้ไม่ "อิน" กับอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครที่อยากจะออกมาจากห้องลูกบาศก์ได้อย่างเต็มที่

ห้องลูกบากศ์ภาคนี้มีความแปลกใหม่ตรงที่ประตูผ่านแต่ละห้องนั้นมีลักษณะเป็นวงกลม แต่ละห้องเปลี่ยนสีไปได้เรื่อยสร้างอารมณ์ได้หลากหลายเหมือนกับในภาค 1 อละต่างกับภาค 2 ที่ไม่เปลี่ยนสีเลย

ส่วนเรื่องความสยองขวัญภาคนี้ทำได้เหนือกว่า 2 ภาคแรก หลังจากที่ภาค 2 ในแต่ละห้องนั้นไม่มีกับดักอะไรเลยดูแล้วรู้สึกว่ามีความน่าเบื่อสู้ภาคแรกไม่ได้ แต่พอมาภาคนี้ ทีมสร้างได้ใส่กับดักเข้าไปแต่ละห้องอย่างสยองขวัญแบบเลือดนองเต็มพื้นกันเลยทีเดียว แม้ว่าเทคนิคจะไม่เนียนตาสักเท่าไหร่แต่ก็ทำให้รู้สึกแหวะได้พอสมควร โดยเฉพาะฉากเปิดตัวคือผู้อยู่ในห้องลูกบาศก์คนหนึ่งต้องเจอกับพิษน้ำกรดที่รุนแรงแบบว่าเนื้อค่อยๆหลุดออกมาทีละชิ้น และรวมถึงกับดักแบบต่าง ๆ สุดสยองแบบสร้างสรรค์ที่พวกเขาจะต้องเจอ ทำให้รู้สึกคล้ายกับดูหนังชุด Saw เกมส์ต่อตายโดย เจม วาน แต่โดยรวมอารมณ์คงไม่ถึง Saw

ความพิเศษในการผ่านและแต่ละห้องของภาคนี้เมื่อเทียบกับภาค 1 แล้วยังถือว่าทำสู้ภาค 1 ไม่ได้เพราะภาค 1 ใช้หลักการทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนกว่า แต่ภาคนี้ก็ดูง่ายกว่าภาค 2 ซึ่งภาค 2 ใช้หลักการทางฟิสิกส์ที่คนธรรมดายากแก่ความเข้าใจ ดังนั้นในภาค zero ความสนุกจึงไม่ใช่วิธีการผ่านไปแต่ละห้องหรือวิธีการออกจากห้องลูกบาศก์ แต่ความสนุกจึงไปอยู่ตรงที่เรื่องราวนอกห้องแทนว่า พฤติกรรมของผู้ควบคุมรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นมีความสำคัญอย่างไรกับห้องลูกบาศก์และผู้คนภายในห้องลูกบาศก์ และความสนุกอยู่ตรงที่คำตอบที่เป็ยบทสรุปของ Cube ว่าจะจบอย่างไรมากกว่า

เมื่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ภายในห้องลูกบาศก์ รวมถึงบททดลงโทษที่คนภายในห้องได้รับนั้นสร้างความสับสนให้กับผู้ควบคุมห้องลูกบาศก์ โดยผู้คุมอัจฉริยะคนหนึ่งที่ไม่เห็นกับ สิ่งที่เกิดขึ้น เขาตั้งคำถามว่าการควบคุมนั้นทำไปเพื่ออะไร ความถูกต้องความสมเหตุสมผลนั้นอยู่ตรงจุดไหน ผู้คนในห้องนั้นมีความผิดอะไร เมื่อถึงที่สุดเขาก็ตัดสินใจเข้าไปในห้องลูกบาศก์ด้วยตนเอง เพื่อช่วยผู้คนเหล่านั้นเพื่อหาทางออกจากห้องลูกบาศก์

ดู Cube ครบทั้ง 3 ภาคแล้วทำให้รู้สึกว่านอกจากจะเป็นภาพยนตร์ si-fi แนวสยองขวัญที่ต้องใช้หลักการทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ในการไขปัญหาแล้ว หนังยังสะท้อนหลักการทางปรัชญาศาสนาอย่างเห็นได้ชัด โดยส่วนตัวแล้วผมวิเคราะห์ว่าหนังชุดนี้มีการเปรียบเทียบกับอำนาจของพระเจ้า? ในการกำหนดชะตาชีวิตล เรื่องราวและ ควบคุมมนุษย์ มนุษย์ทุกคนถูกควบคุมและกำกับบทบาทเอาไว้แล้ว หนังตั้งคำถามว่าถูกต้องแล้วหรือที่จะมีใครมาบงการชีวิตของพวกเราหรือกำหนดจุดจบของพวกเราเอาไว้ ใช่แน่หรือที่ทุกคนจะต้องดำเนินชีวิตตามที่ถูกกำหนดเอาไว้ แท้จริงแล้วทุกคนจะต้องประสบกับปัญหาและอุปสรรคในชีวิตที่จะต้องเกิดขึ้นค่ะในรูปแบบที่เราต้องเจอ เร่ต้องใช้ความรู้ความสามารถความอดทนในการแก้ไขปัญหาชีวิตด้วยตนเอง การออกจากห้องลูกบาศก์ใหญ่ได้นั้นก็เหมือนกับการหลุดพ้น อาจหมายถึงการหลุดพ้น อำนาจของผู้ควบคุม หรือในที่นี้อาจหมายถึงอำนาจของพระเจ้า? ก็เป็นได้

ดังนั้น Cube อาจหมายถึงโลกใบนี้ โลกที่บางเส้นทางมีความโหดร้าย บางเส้นทางมีความปลอดภัย บางเส้นทางมีอุปสรรค์ เราต้องเลิกเดินทางที่ถูกต้อง ทุกเส้นทางเราล้วนแต่เลือกเองไม่ใช่ให้ใครมากำหนด หากเราไม่สามารถเลือกทางเดินเองได้แล้ว หรือหากเดินตามเส้นทางที่ใครกำหนด ก็ไม่ต่างกับชีวิตที่ไม่มีความหมาย อยู่อย่างศูนย์เปล่านั่นเอง (zero)

นี้คือความคิดของผมเท่านั้น ซึ่งหนังอาจไม่ได้กล่าวถึงมิตินี้เลยก็ได้ ซึ่งล้วนแต่ละคนจะตีความ

กล่าวโดยสรุป Cubr Zero (2014) หนังยังคงประดักประเดิด เนื้อเรื่องไม่มั่นคงไม่ดึงดูด ไม่ได้สร้างความน่าติดตามเช่นภาค 1 เนื้อเรื่องออกทะเล ผิดหวังและไม่สมกับการปูทางเอาไว้ในภาค 2 เลย การเฉลยก็ยังทำได้ไม่ดีนัก เหมือนตั้งใจทำให้เป็นปลายเปิด ปล่อยให้ผู้ชมตีความเอาเอง ดังนั้นตอนจบจึงไม่เคลียร์ในความรู้สึก หรือหากมองอีกนัยหนึ่งคือหนังพยายามแทงกั๊กเอาไว้เผื่อว่าหากภาคนี้ประสบความสำเร็จก็ยังสามารถทำภาคต่อไปได้อีกเรื่อยๆ ก็เป็นได้เช่นกัน

4/10

สถานีหนัง Movie Station

วาทินศานติ์สันติ

28/10/61

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ดูหนังฟังเพลง

คำสำคัญ (Tags)#รีวิว Cube : zero (2004) ลูกบาศก์มรณะ 3#ลูกบาศก์มรณะ 3

หมายเลขบันทึก: 657431, เขียน: 07 Nov 2018 @ 08:21 (), แก้ไข: 07 Nov 2018 @ 08:21 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)