คำว่า Social Safety Net มีผู้ให้คำจำกัดความไว้มากมายเนื่องจากเป็นคำใหม่ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย ดังนั้นจึงมีนักวิชาการต่างให้คำจำกัดความเอาไว้แตกต่างกันแต่จุดมุ่งหมายคือ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจและประชาชนที่เข้าไม่ถึงระบบสวัสดิการสังคมที่ภาครัฐมอบให้ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะประชาชนผู้ด้อยโอกาส และยากจน เนื่องจากระบบสวัสดิการสังคมของภาครัฐที่มีให้ประชาชนเป็นสวัสดิการขั้นพื้นฐานที่ประชาชนคนไทยทุกคนจะต้องได้รับ แต่ระบบ Social Safety Net เป็นระบบสวัสดิการที่ให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษกล่าวคือ

                   ในระบบการให้ความช่วยเหลือประชาชนในประเทศไทยจะมีระบบหรือตาข่ายที่คอยรองรับประชาชนที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอยู่ 3 ชั้น คือ เมื่อประชาชนประสบปัญหาแล้วจะมีตาข่ายชั้นที่ 1 รองรับ แต่หากชั้นที่ 1 ไม่สามารถรองรับได้ก็จะมีตาข่ายชั้นที่ 2 รองรับ จนกระทั่งถึงตาข่ายชั้นสุดท้ายที่รองรับ เพื่อคอยรองรับประชาชนที่ประสบปัญหาให้มีความเดือดร้อนน้อยที่สุดหรือเจ็บตัวน้อยที่สุด โดยระบบที่ประเทศไทยมีไว้นี้จะเป็นเครื่องมือที่คอยให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดือนร้อนก่อนที่ภาครัฐจะให้เข้าไปให้ความช่วยเหลือ ขณะนี้ระบบตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมในประเทศไทย 3 ระบบคือ

                   1. ระบบการออมแบบผูกพันและไม่บังคับ

                   2. ระบบการออมแบบบังคับ

                   3. ระบบสวัสดิการสังคม

                   ส่วนระบบ Social Safety Net จะเป็นระบบที่คอยรองรับประชาชนที่ตกจากตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมทั้ง 3 ชั้นนั้นเพื่อเป็นตาข่ายขั้นสุดท้ายที่คอยรองรับประชาชนที่ประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ดังนั้นภาครัฐจึงได้พัฒนาระบบ Social Safety Net ให้เป็นรูปเป็นร่าง เพื่อเป็นเครื่องมือในการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดือนร้อนจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโดยเป็นระบบที่ประชาชนทุกคนจะต้องได้รับโดยทั่วถึงและเข้าถึงสวัสดิการได้ง่าย ผู้เขียนเคยร่วมประชุมในยุคแรกๆ ซึ่งจะต้องให้คำนิยามความหมายของ Social Safety Net เพื่อจำกัดขอบข่ายของการให้ความช่วยเหลือ เนื่องจากคำว่า ประชาชนผู้ยากไร้ เป็นคำที่กว้าง การให้ความช่วยเหลือจึงต้องทราบขอบข่ายของ Social Safety Net ให้ชัดเจนก่อน จึงจะทราบว่าเราจะไปให้ความช่วยเหลือใคร และช่วยเหลืออย่างไร จากแหล่งเงินทุนที่ไหนบ้าง เพราะการให้ความช่วยเหลือนอกจากงบประมาณแล้วก็ยังหน่วยงานจากต่างประเทศที่ให้ความช่วยเหลือทางสังคมเช่นกันซึ่งก็ต้องดูว่า การให้ความช่วยเหลือจะมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ ดังนั้น การใช้ระบบ Social Safety Net จึงต้องมีหน่วยงานกลางในการรวบรวมข้อมูลและโครงการในการให้ความช่วยเหลือ และแหล่งเงินทุน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการให้ความช่วยเหลือ

                     ดังนั้นเชื่อได้ว่าหากกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในเรื่องนี้สำเร็จประชาชนคนไทยทุกคนก็จะมีระบบสวัสดิการที่ดีและประชาชนเข้าถึงได้ง่ายทุกคนเอาไว้รองรับเมื่อเกิดปัญหาเพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาทางสังคมให้ประชาชนคนไทยมีการกินดีอยู่ดีทุกคนและมีความสุขกันโดยทั่วถึง หรือไม่ก็เจ็บตัวน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ก่อนที่ภาครัฐจะเข้าไปให้ความช่วยเหลือ

โปรดอ่านข้อมูลต่อที่ http://gotoknow.org/file/saisaard/saving_sep00.pdf