วิเคราะห์ระบบราชทัณฑ์ของไทยและต่างประเทศ


                               วิเคราะห์ระบบราชทัณฑ์ในประเทศไทยและต่างประเทศ

_____________________________________________________________________

                                                                                           ตฤณห์ โพธิ์รักษา

 

บทนำ

      หากจะศึกษาเกี่ยวกับระบบราชทัณฑ์นั้นจำเป็นจะต้องเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ และความหมาย ของคำว่า “ราชทัณฑ์” เสียก่อน ซึ่งเดิมทีก่อนจะเปลี่ยนมาใช่คำว่า “ราชทัณฑ์” มีการใช้คำว่า “ทัณฑวิทยา” มาก่อน ซึ่งใช้ศึกษาการจัดการผู้กรทำผิด หรือวิธีการลงโทษผู้กระทำผิด โดย “ทัณฑ” หมายถึงโทษหรือการลงโทษนั่นเอง  ซึ่งในความหมายเดิมของ ทัณฑวิทยาหรือ Penology ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษาละติน คำว่า Poena ซึ่งมีความหมายว่าความเจ็บปวดอัน เป็นความคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายและหน้าที่ของการมี ระบบราชทัณฑ์ นั่นคือสร้างความเจ็บปวดให้บุคคลที่ถูกลงโทษนั่นเอง โดยจุดประสงค์หลักของการลงโทษในสมัยก่อนนั้นมีจุดประสงค์เพื่อ ลงโทษ โดยการแก้แค้น ให้ผู้ที่ถูกลงโทษนั้นรู้สึกเจ็บปวด และไม่กระทำความผิดนั้นอีก แต่ในปัจจุบันมีการปรับความเข้าใจหรือขอบข่ายของการลงโทษไม่เพียงแต่เพื่อการแก้แค้นทดแทน แต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขผู้กระทำผิด ให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติ ดังเช่นปุถุชนคนธรรมดา ดังนั้นได้มีการเปลี่ยน จุดประสงค์และความหมายโดยทั่วไปจากคำว่า Penology เป็นคำว่า Correction ซึ่งแปลว่า แก้ไข นั่นเอง (นัทธี จิตสว่าง, 2545:1-5)

        โดยราชทัณฑ์เป็นขั้นตอนสุดท้ายในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งระบบงานยุติธรรมประกอบไปด้วยองค์การต่างๆคือตำรวจ อัยการ ศาล และราชทัณฑ์ (ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และคณะ, 2555: 113-114) ซึ่งหน้าที่ความรับผิดชอบของราชทัณฑ์นั้นคือการลงโทษ แก้ไขผู้กระทำผิดและ เยียวยาให้ผู้กระทำผิดสามารถกลับคืนสู่สังคมและใช้ชีวิตอย่างปกติได้

 

ในส่วนของวัตถุประสงค์สำคัญของระบบงานยุติธรรมสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ข้อได้ดังนี้

       1. เพื่อลงโทษผู้กระทำผิด กฎหมาย

       2. เพื่อนำผู้กระทำผิดที่เป็นอันตรายออกไปจากชุมชน

       3. คอยป้องกันมิให้มีการประกอบอาชญากรรม

       4. แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้กลับตนเป็นคนดี

             (สุพจน์ สุโรจน์ และคณะ, 2550: หน่วยที่1 24-25)

โดยวัตถุประสงค์ข้อสุดท้ายนั้น เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานราชทัณฑ์ ที่ในปัจจุบันมีการร่วมมือกับประชาชน และชุมชน เพื่อให้การคืนคนดีสู่สังคมมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

         จากการ พัฒนา อย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้มนุษย์เราใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชีวิตในด้านต่างๆ แต่เทคโนโลยีนั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม ซึ่งนอกจากประโยชน์มหาศาลที่ได้รับจากการใช้เทคโนโลยีนั้น มนุษย์เรายังได้รับผลกระทบจากโทษของเทคโนโลยีด้วยเช่นกัน

         ด้วยการวิวัฒนาการทางด้านเทคโนโลยีและโลกาภิวัตน์ในปัจจุบันที่ทันสมัย ทำให้อาชญากรรม ได้ใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยี แปลเปลี่ยนอาชญากรรมรูปแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ที่ทวีความรุนแรงและมีหนทางแก้ไขป้องกันที่ยากมากยิ่งขึ้น ทำให้เป็นผลเสียอย่างมากต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ และบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากไม่สามารถติดตามนำผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ อีกทั้งระบบการสื่อสารและคมนาคมที่ไร้พรมแดน ทำให้อาชญากรรม มีรูปแบบแบบองค์กรที่ใหญ่ขึ้นและส่งผลกระทบ ในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ เป็นปัญหาที่ทั่วโลก จำเป็นต้องร่วมมือกัน ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ที่มีผลมาจาก การพัฒนาของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

         การเกิดขึ้นของอาชญากรรมไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความไม่สงบสุขของสังคมเท่านั้นแต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสังคมความรู้สึกในความปลอดภัยและส่งผลกระทบต่อการบริหารในกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย แต่จุดประสงค์ที่สำคัญของกระบวนการยุติธรรม ไม่เพียงแต่จะเป็นการควบคุมให้บ้านเมืองและสังคมอยู่ในความสงบเท่านั้น หากแต่จะหมายถึงการแก้ไขและเยียวยาผู้ที่เคยก่ออาชญากรรม หรือเคยทำความผิดมาก่อน ให้กลายเป็นคนดีและกลับคืนสู่สังคมใช้ชีวิตอย่างปกติสุขได้ ดังนั้นจึงหนีไม่พ้นหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ที่จำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนา ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงไปของโลก และตอบสนองต่อความต้องการของสังคม พร้อมทั้ง ต้องสามารถป้องกัน มิให้ผู้ที่เคยกระทำผิด กลับมากระทำผิดซ้ำ จึงจะบรรลุผลสำเร็จที่แท้จริงของการ “แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด” อันเป็นปัจจัยหลักในหน้าที่ของราชทัณฑ์

      และการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมนั้น จำเป็นจะต้องเข้าใจถึงหลักพื้นฐานและความหมายของคำว่ายุติธรรมโดยทั่วไปเสียก่อน ความยุติธรรมหมายถึงความเที่ยงธรรมความชอบธรรม และความเสมอภาคความยุติธรรมแบ่งตามลักษณะได้สองประเภท 1. ความยุติธรรมตามธรรมชาติได้แก่ยุติธรรมที่แท้จริงมีอยู่ตามธรรมชาติซึ่งมนุษย์ไม่ได้กำหนดขึ้น เช่นความยุติธรรมที่เกิดจากกฎแห่งกรรมที่ว่าทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว 2. ความยุติธรรมตามสัญญานิยมได้แก่ความยุติธรรมที่มนุษย์ในสังคมกำหนดขึ้นเช่นความเสมอภาคในสิทธิและหน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ (จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย, 2556: 11-16)

          ส่วนความยุติธรรมตามการจัดจำแนกของอริสโตเติลนักปรัชญาชาวกรีก ได้แบ่งความยุติธรรมออกเป็นสองประเภท (จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย, 2556: 11-16)

  • ความยุติธรรมในการจัดสรร(Distributive Justice) เป็นความยุติธรรมที่เกี่ยวกับเรื่องการจัดสรรภาระหน้าที่และสิทธิประโยชน์
  • ความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยนทดแทน(Commutative Justice) เป็นความยุติธรรมที่เกี่ยวกับการทดแทนแลกเปลี่ยนสิ่งที่ได้กระทำต่อบุคคลอื่นกลับคืนอย่างสมน้ำสมเนื้อและเสมอภาคเท่าเทียม

แต่ในการศึกษาระบบยุติธรรมในการพิจารณาโทษทางอาญา หรือในทางกฎหมายแล้วนั้น จึงต้องศึกษาลึกลงไปในหัวข้อความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยนทดแทน ในกรณีนี้ อริสโตเติลได้อธิบายว่า การทำให้เกิดความยุติธรรมในการแลกเปลี่ยนทดแทนอาจทำให้เกิดขึ้นได้ตามแนวคิดฝ่ายยุติธรรมเน้นการชดใช้ค่าเสียหาย ซึ่งจะอธิบายดังต่อไปนี้ แนวคิดฝ่ายยุติธรรมมีสองฝ่าย (จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย, 2556: 11-16)

  • แนวคิดฝ่ายที่ทำที่เน้นการลงโทษ (Punitive Justice) เชื่อว่ากฎหมายอาญาควรมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ
  • แนวคิดฝ่ายเน้นการชดใช้ค่าเสียหาย (Restitutive Justice) เชื่อว่ากฎหมายอาญาควรมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ

1.1. เพื่อยับยั้งผู้กระทำผิด (to deter)

1.2. เพื่อป้องกันสังคม (to protect society)

1.3. เพื่อแก้แค้นทดแทน (retribution)

2.1. เพื่อเรียกร้องให้ผู้กระทำผิดชดใช้ค่าเสียหายโดยตรงแก่เหยื่ออาชญากรรม (Compensate) เพื่อให้ผู้กระทำผิดชดใช้เชิงสัญลักษณ์แก่สังคมด้วยการทำงานบริการสังคม

2.2. เพื่อแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด (Reform)โดยการบำบัดฟื้นฟูอาการเจ็บป่วยทางสังคมให้การขัดเกลาทางสังคมใหม่ด้วยการปรับพฤติกรรมสร้างวินัยและปลุกจิตสำนึก

2.3. เพื่อให้ผู้กระทำผิดชดใช้เชิงสัญลักษณ์แก่สังคมด้วยการทำงานบริการสังคม (Community service)

          โดยที่การลงโทษในอดีตมุ่งเน้นลงโทษปราบปราม มากกว่าฟื้นฟู บำบัดเยียวยา การลงโทษมุ่งเน้นการ “แก้แค้น” (revenge) โดยระดับการลงโทษนั้นต้องสาสม และมีน้ำหนักความรุนแรงเท่ากัน ชนิดที่เรียกได้ว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน "An eye for an eye, and a tooth for a tooth."  (Jennifer Marson, 2015 : Online)  แต่ในปัจจุบันการลงโทษเป็นแบบบูรณาการทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน  เนื่องจากแนวคิดที่ เน้นการชดใช้ค่าเสียหายนั้นเคยเป็นกรอบแนวคิดที่มีอิทธิพลต่อสังคมโลกมาตั้งแต่ 2100 ปีก่อนคริสตกาล โดยปรากฏเป็นหลักการในประมวลกฎหมายโบราณฮัมมูราบี (Hammurabi's Code) (Ushistory.org, 2013 : Online) แต่ด้วยกรอบทรรศนะที่เน้นการลงโทษนี้ยังมีอิทธิพลอย่างมาก และต่อเนื่องมาอีกยาวนาน ส่งผลให้แนวความคิดการการชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อ ยังไม่เป็นที่นิยมและแทบจะไม่ปรากฏในกระบวนการยุติธรรมจากหลายประเทศ ในปัจจุบันจึงมีการนำแนวคิด การชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อในฐานะยุติธรรมทางเลือก มาใช้เพื่อเสริมยุติธรรมกระแสหลัก แต่ไม่ใช่การเอาเข้ามาแทนที่

 

ประวัติศาสตร์ราชทัณฑ์ของโลก

 

          หากกล่าวถึงการลงโทษ ที่หลายคน คงนึกภาพ เป็นเสียงเดียวกันว่า การริดรอนอิสรภาพ หรือการกักขังที่หลายประเทศ นิยมใช้ในการลงโทษผู้กระทำผิด หรือฝ่าฝืนกฎหมายของประเทศนั้นๆ หากจะกล่าวถึงประวัติของ สถานที่ที่ใช้กักขัง ผู้ที่กระทำผิดนั้นหรือเรียกสั้นๆว่าเรือนจำ มีประวัติมาอย่างยาวนานตั้งแต่อารยธรรมสมัยใหม่ที่เกิด 3000 ปีก่อนคริสตศักราช อารยธรรมโบราณเกือบทุกอารยธรรมใช้แนวคิดเกี่ยวกับเรือนจำเพื่อขจัดเสรีภาพส่วนบุคคลของผู้กระทำความผิดซึ่งเรือนจำมักถูกใช้เป็นที่พักชั่วคราวก่อนที่จะถูกตัดสินประหารชีวิต หรือใช้ในการกักขังทาส แต่เมื่อเวลาผ่านไป อารยธรรมของโลกพัฒนาขึ้น เรือนจำเริ่มแปรสภาพเป็นหน่วยงานของราชทัณฑ์ที่เริ่มใช้แนวคิดในการฟื้นฟูและเยียวยานักโทษนอกเหนือจากการจับกุมผู้ต้องหาที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิด หรือผู้ต้องสงสัย แล้วนั้น เรือนจำมักถูกนำมาใช้เพื่อกักขังนักโทษทางการเมือง หรือ เชลยศึกของรัฐ นั่นเอง (Prisonhistory, 2018 : Online)

          จากข้อมูลที่มีเรือนจำที่เก่าแก่ที่สุด นั้น ค้นพบเมื่อ 1000 ปีก่อนคริสตศักราช ตั้งอยู่บนพื้นที่อารยธรรมโบราณอันยิ่งใหญ่ของเมโสโปเตเมียและอียิปต์ เรือนจำดังกล่าว มักถูกส่งไปประจำอยู่ในคุกใต้ดินที่ใช้กักขังอาชญากรที่อยู่ระหว่างการรอการประหารชีวิตหรือรับคำสั่งให้เป็นทาส ประเทศกรีซ ที่นั่นนักโทษจะถูกขังไว้ในอาคารที่แยกได้ ซึ่งพวกเขามักจะได้รับการเยี่ยมเยียนจากเพื่อนและครอบครัว แต่การกักขังของกรีซ ไม่ใช่กำแพงสูง แต่เป็นบล็อกไม้ที่ยึดติดกับเท้าของผู้ต้องโทษ ส่วนจักรวรรดิโรมันโบราณนั้นยังคงใช้วิธีลงโทษที่รุนแรงเรือนจำของพวกเขาถูกสร้างขึ้นโดยเฉพาะ ใต้ดิน และมีทางเดิน และห้องขังที่แคบแคบ นักโทษ ที่ถูกจับได้ จะถูกขังไว้ในห้องแยกที่เรียบง่ายและถูกล่ามโซ่ไว้กับกําแพงตลอดชีวิตหรือตลอดเวลา ส่วนนักโทษคนใดที่ได้ รับฐานะการเป็นทาส ในวันนั้นจะได้รับการยกเว้น ส่วนใหญ่นักโทษที่ไม่ได้ถูกตัดสินประหารชีวิตจะถูกขายไปเป็นทาสหรือใช้แรงงานโดยรัฐบาลโรมัน ซึ่งหนึ่งในการใช้ทาสที่มีชื่อเสียงที่สุดในโรมันก็คือการนำไปเป็น นักสู้ ต่อสู้ใน Stadium (Prisonhistory, 2018 : Online)

          ส่วนประวัติศาสตร์เรือนจำในยุโรปนั้น เริ่มต้นที่ประเทศอังกฤษอังกฤษเริ่มมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรมมากขึ้นพระเจ้าเฮนรี่ที่ 2 จึงได้ก่อสร้างคุกแห่งแรกขึ้นในปีพุทธศักราช 1166 พร้อมกับร่างกฎหมายฉบับแรกของอังกฤษที่ใช้แนวความคิดของคณะลูกขุนและหนึ่งในกฎหมายที่เก่าแก่ที่สุดในคุกถูกนำมาใช้ในปีคริสตศักราช 1215 เมื่อ King John ลงนามในแมกนาคาร์ตาซึ่งระบุว่าไม่มีใครสามารถถูกคุมขังได้โดยไม่ผ่านการพิจารณาคดี เรือนจำที่ถูกสร้างขึ้นในสมัยใหม่นั้นเริ่มมาจากการปฏิรูปเรือนจำแห่งในอังกฤษ ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่วงเวลานั้นนักโทษเริ่มได้รับการใส่ใจบวกกับแนวคิดเรื่องการฟื้นฟูสมรรถภาพถูกนำมาใช้ และรัฐบาลต่างๆทั่วโลกได้เริ่มทบทวนมุมมองเกี่ยวกับการคุมขังเดี่ยวซึ่งเป็นสาเหตุหลักในการฆ่าตัวตายของผู้ต้องขัง และการเพิ่มจำนวนของผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง ช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 20 ได้มีการก่อตัวจำนวนมากของค่ายคุกสงครามและค่ายกักกัน ที่เกิดมาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยรัฐบาลนาซีสร้างคุกขึ้นมาเพื่อขังฝ่ายตรงข้ามได้แก่ชาวยิวและยิปซี (Prisonhistory, 2018 : Online)

          นอกจากนี้ยังมีปัญหาเกี่ยวกับ การกำหนดความหมายของ “การกระทำผิด”และ “สิ่งที่ผู้กระทำผิดควรจะได้รับ” ของสังคมโลกปัจจุบันนั้นเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลหรือไม่ กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักมีราคาแพง ทำให้คนประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักสามารถลดจำนวนอาชญากรรมในชุมชนได้จริงหรือ และกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักช่วยคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้กระทำผิดเพียงใด คำถามเหล่านี้นำมาซึ่งความจำเป็นและการอธิบายของการนำกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมาใช้ โดยเฉพาะทางเลือกในการ นำมาทดแทนการควบคุมกักขัง เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางเลือกช่วยบรรเทาปัญหาความแออัดของผู้ต้องขังในเรือนจำ ในขณะที่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักนั้นเน้นกระบวนการดึงคดีเข้าสู่ชั้นศาล จนเกิดเป็นการที่ศาลมีคดีล้นและคั่งค้าง (ณรงค์ ใจหาญ, 2560 : ออนไลน์)

 

ประวัติราชทัณฑ์ของไทย

 

          ในด้านประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเกี่ยวกับ “เรือนจำ” หรือ “คุก” นั้น ตามข้อมูลที่ได้มาจากกรมราชทัณฑ์ของประเทศไทย ได้มีการระบุที่มาและประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งเป็นกรมราชทัณฑ์ของไทยเกิดขึ้นมาดังนี้ ราชทัณฑ์ของไทยได้มีการวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงให้สอดคล้องเข้ากับการเมืองสังคมเมืองและสภาพเศรษฐกิจ ตลอดยุคสมัยที่ผ่านมาก่อนยุคสมัยรัชกาลที่ 5 กิจการเรือนจำได้สังกัดอยู่ตามส่วนต่างๆสอดคล้องกับการปกครองแบบจตุสดมภ์ คือการแบ่งเป็นเรือนจำในหัวเมืองชั้นนอกและเรือนจำในกรุงเทพ เรือนจำในกรุงเทพนั้นมี 2 ประเภทขึ้นอยู่กับ จำนวนโทษของผู้ที่ถูกคุมขัง (ดาวเรือง หงษา, 2561 : ออนไลน์)

1. “คุก” เป็นที่คุมขังผู้ต้องโทษที่มีโทษตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

2. “ตะราง” ใช้เป็นที่คุมขังผู้ที่มีโทษต่ำกว่า 6 เดือนหรือนักโทษ

          ซึ่งยุดสมัยนี้เอง เป็นยุคเริ่มต้นของการเรียกชื่อสถานที่ไว้ขังนักโทษ จนคำพูดติดปากของคนไทยสมัยก่อนที่มักจะได้ยินคุ้นหูอยู่ร่ำไปนั้น ขออธิบายสั้นๆเป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อยของคำว่า “คุกขี้ไก่” ในปีพุทธศักราช 2436 ขณะที่ประเทศฝรั่งเศสได้เข้ามายึดจันทบุรีได้มีการสร้างคุกขี้ไก่ขึ้นเพื่อกักขังผู้ที่ต่อต้านฝรั่งเศสโดยโค้ก มีลักษณะเป็นห้องขังทั่วไปแต่ด้านบน มีการเลี้ยงไก่ เพื่อให้มูลไก่ ตกลงมาใส่ศีรษะของผู้ที่ถูกขังอยู่นั่นเองจึงเป็นที่มาของชื่อเรียกสถานที่ว่า “คุกขี้ไก่” (Emagtravel, 2554 : ออนไลน์)

          ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการปรับปรุงระเบียบราชการใหม่โดยโปรดให้สร้างคุกใหม่ขึ้นเรียกว่า “กองมหันตโทษ” และให้สร้างตะรางใหม่ขึ้นเรียกว่า “กองลหุโทษ” ในปีพุทธศักราช 2444 (ดาวเรือง หงษา, 2561 : ออนไลน์)

          ต่อมาในปีพุทธศักราช 2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงยุบกรมราชทัณฑ์ และให้ไปสังกัดกระทรวงยุติธรรมเนื่องจากเกิดภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ และต่อมาได้โอนกรมราชทัณฑ์ไปเป็นแผนกหนึ่ง สังกัดกระทรวงมหาดไทย ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพุทธศักราช 2479 การราชทัณฑ์ได้ยกฐานะเป็นกรมราชทัณฑ์ มีหน้าที่ กักกันผู้มีสันดานเป็นโจรผู้ร้ายฝึกและอบรมเด็กดัดสันดาน จนมาในปีพุทธศักราช ๒๕๔๕ ได้มีการปฏิรูประบบราชการจึงได้โอนย้ายกรมราชทัณฑ์กลับมาสังกัดกระทรวงยุติธรรมดังเดิม (ดาวเรือง หงษา, 2561 : ออนไลน์)

 

 

ปัญหาของเรือนจำในประเทศไทย

 

ด้านงบประมาณและเม็ดเงินที่สูญเสียไป

 

จากจำนวนผู้ต้องขังที่อยู่ในการดูแลของกรมราชทัณฑ์ถ้าตีเป็นเม็ดเงินโดยใช้คำนวณค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาทนั่นหมายความว่าประเทศไทยกำลังเสียโอกาส ในการนำเม็ดเงินมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จำนวนวันละไม่ต่ำกว่า 95 ล้านบาท คิดเป็นปีละ 34,900 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น งบประมาณที่ใช้บริหารเรือนจำ ก็ไม่ได้การันตี ประสิทธิภาพ และผลในการ “บำบัดเยียวยา” ผู้ต้องขัง ว่าจะกลับคืนเข้าสู่สังคมและใช้ชีวิตได้อย่างปกติ หากแต่ว่าคุกนั้น แน่นอนว่าเป็นสถานที่ ที่ทำให้ผู้ที่ถูกจองจำสูญเสียความเป็นมนุษย์ ชำรุด ในทุกๆด้าน ไม่สามารถดำรงชีวิตอย่างปุถุชน คนทั่วไปได้ เมื่อผู้ต้องขังถูกกระทำเยี่ยงสัตว์หรือไม่ได้รับโอกาสในการใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วทั่วๆไป คนเรานั้น อาจจะได้เจอจุดจบทางความรู้สึก นั่นคือการอาศัยอยู่ในคุกนั่นเอง คุกจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการสูญเสีย ของสังคมส่วนรวมอย่างแน่นอน (ณัฐเมธี สัยเวช, 2560 : ออนไลน์)

 

ด้านสุขภาพจิต

 

          การติดคุกอย่างยาวนานนั้น จึงเป็นการทำลายการเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งวิถีชีวิตที่ถูกตัดขาดออกจากสังคม  การอยู่ห่างไกลครอบครัว การขาดปฏิสัมพันธ์จากคนรอบข้างและสิ่งแวดล้อม และการปรับตัวให้เข้าสู่สังคมปกติ ล้วนแต่กระทบ ต่อการใช้ชีวิต หลังพ้นโทษของผู้ต้องขังทั้งสิ้น หากราชทัณฑ์หรือเรือนจำ ไม่มีการฝึกอาชีพและเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังก่อนได้รับอิสรภาพ ผู้ต้องขังเหล่านั้น คงไม่สามารถ ปรับตัว และหางานทำ หาเงินเพื่อยังชีพให้ตนเองได้ เนื่องจากไม่มีทักษะในการประกอบอาชีพ จึง ต้องกลับมาประกอบอาชญากรรมและกลับเข้ามาในเรือนจำดังเดิม (ณัฐเมธี สัยเวช, 2561 : ออนไลน์)

 

          ระบบสาธารณสุขที่ไม่ได้มาตรฐาน

 

เนื่องจากความแออัดของประชากรในเรือนจำ คงไม่สามารถหลีกหนีปัญหาด้านสาธารณสุขไปได้ ทั้งเรื่องความสะอาด ความสะดวกและหลักอนามัยที่ไม่ได้มาตรฐาน โดยเรือนจำและทัณฑสถานไม่สามารถรักษาระดับมาตรฐานไว้ได้เท่ากันทุกแห่ง เรือนนอนที่ต้องอาศัยกันอย่างแออัด ห้องพักรวมที่ไม่มีการแบ่งสันปันส่วน แยกเป็นคดีอย่างเหมาะสม (บีบีซี, 2560 : ออนไลน์)

 

 

 

 

 

          การกระทำผิดซ้ำ

          “การริดรอนอิสรภาพ จึงเป็นการลงโทษที่เพียงพอแล้วต่อผู้ที่กระทำความผิด” ตามความเห็นของ Arne Kvernvik Nilsen ผู้เชี่ยวชาญด้านราชทัณฑ์และผู้ดูแลเรือนจำ Bastoy ในประเทศนอร์เวย์ซึ่งเป็นเรือนจำที่ ขึ้นชื่อได้ว่ามีความเป็นอยู่ดีที่สุดในโลก ได้กล่าวอีกว่า "การลงโทษก็คือการที่คุณต้องเสียอิสรภาพ ถ้าเรา ปฏิบัติต่อผู้คนในตอนที่อยู่ในคุกเยี่ยงสัตว์พวกเขาก็จะประพฤติตนอย่างสัตว์ แต่ที่นี่เราให้ความใส่ใจแก่คุณในฐานะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน คุกใช้กำลังเปลี่ยนแปลงผู้คนไม่ได้ ผมให้ความเคารพผู้ต้องขัง วิธีนี้จะสอนให้พวกเขารู้จักเคารพผู้อื่นเช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดในการดูแลผู้ต้องขังก็คือ เมื่อการที่พวกเขาได้พ้นโทษไปแล้วจะไม่ก่ออาชญากรรมซ้ำอีก" (ณัฐเมธี สัยเวช, 2560 : ออนไลน์)

          ประเทศนอร์เวย์ขึ้นชื่อได้ว่าเป็นประเทศที่มีการดูแลผู้ต้องขัง อย่างหรูหราและดีที่สุดในโลก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีสถิติการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังที่ต่ำที่สุดในโลกอีกด้วยเปรียบเทียบกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการกระทำผิดซ้ำและวนกลับมาถูกจองจำในเรือนจำอย่างเดิมภายใน 5 ปีหลังพ้นโทษสถิติของสหรัฐอเมริกานั้นเป็นสถิติการกระทำผิดซ้ำที่มากที่สุดในโลก (Christina Sterbenz, 2014 : Online)

 

          แนวโน้มการก่ออาชญากรรมรุนแรงขึ้นกว่าเดิม

 

          สิ่งที่พบอีกประการหนึ่งก็คือ เมื่อผู้ต้องโทษถูกจับในคดีอาญาแม้จะไม่ใช่คดีที่ใช้ความรุนแรงแต่เมื่อเข้าไปอยู่ในเรือนจำราว 5-10 ปีนั้น กลับมีการ ก่ออาชญากรรมรุนแรงยิ่งไปกว่าเดิมเมื่อออกจากเรือนจำ

ถือว่า บุคคลเหล่านี้ได้ "คุกเป็นโรงเรียนสอนอาชญากรรม" และสร้างเครือข่ายได้เป็นอย่างดีและไม่ว่าจะเข้าไปในเรือนจำหรือถูกลงโทษด้วยข้อหาอะไรมักจะกลับเข้าไปด้วยข้อหาที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น (ไทยพับลิก้า, 2561 : ออนไลน์ )

 

สถานการณ์เรือนจำในประเทศไทย

 

           “คดีล้นศาล คนล้นคุก” เป็นคำอธิบายที่ค่อยข้างชัดเจนและสะท้อนปัญหาระบบยุติธรรมของประเทศไทย ทั้งในแง่ของปัญหาที่เกิดจากตัวระบบยุติธรรมเองที่มีความล่าช้า คดีจำนวนมากกระจุกต่อคิวรอเข้ารับการพิจารณา อีกทั้งค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรมค่อนข้างแพง ทำให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ยาก

และการวินิจฉัยคดีของบุคคลากรที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ที่เน้นตีความอย่างเคร่งครัดไปตามตัวบทกฎหมาย ไม่มีความยืดหยุ่น มุ่งเน้นการตีความการกระทำว่า ผิด หรือ ไม่ผิดเท่านั้น ทั้งยังผลักดันคดีเข้าสู่เรือนจำเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่น่าแปลกใจหาก เรือนจำในประเทศไทยจะแออัดจนล้น เนื่องจากการถูกผลักดันเข้าสู่การลงโทษกระแสหลักทางเดียว

 

          แต่การแก้ปัญหา หรือวิธีการจะผ่อนคล้ายปัญหานี้ไปได้นั้นก็มีหลายวิธีด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการเบี่ยงเบนคดี โดยอาจใช้ ระบบยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) เข้ามาช่วยผ่อนผันความตึงเครียด ใช้วิธีการไกล่เกลี่ย ยอมความกัน โดยไม่ต้องพึ่งพาการใช้บริการของระบบยุติธรรมซึ่งอาจจะกินเวลานาน อีกทั้งยังเสียค่าใช้จ่ายมาก คดีที่เคยล้นศาลก็อาจจะสามารถลดลง หรืออย่างน้อยก็คลายความแออัดในกระบวนการไปได้ไม่มากก็น้อย

 

          อีกวิธีหนึ่งซึ่งจะอธิบายในบทความนี้ คือวิธีการสนับสนุนเรือนจำแบบเปิด ซึ่งในประเทศไทยยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก อีกทั้งยังมีจำนวนที่น้อยมาก เพียง 17 แห่งจาก 143 แห่งของเรือนจำเท่านั้นที่มีลักษณะเป็น สถานกักขังแบบเปิด มุ่งเน้นฝึกอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง ได้แก่ ภาคเหนือ ทัณฑสถานเปิดหนองน้ำขุ่น จังหวัดนครสวรรค์ เรือนจำชั่วคราวห้วยม้า จังหวัดแพร่ เรือนจำชั่วคราวร่องห้า จังหวัดพะเยา เรือนจำชั่วคราวปงยางคก จังหวัดลำปาง เรือนจำชั่วคราวหนองเรียง จังหวัดสุโขทัย เรือนจำชั่วคราวแคน้อย จังหวัดเพชรบูรณ์, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริก จังหวัดนครราชสีมา เรือนจำชั่วคราวรอบเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด เรือนจำชั่วคราวโคกมะตูม อำเภอนางรอง เรือนจำชั่วคราวโคกคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ (คมชัดลึก, 2559 : ออนไลน์)

            ภาคตะวันออก ทัณฑสถานเปิดห้วยโป่ง จังหวัดระยอง ทัณฑสถานเปิดทุ่งเบญจา จังหวัดจันทบุรี ทัณฑสถานเปิดบ้านเนินสูง จังหวัดปราจีนบุรี เรือนจำชั่วคราวเขาไม้แก้ว จังหวัดระยอง และภาคใต้ ทัณฑสถานเปิดบ้านนาวง จังหวัดพัทลุง เรือนจำชั่วคราวห้วยกลั้ง อำเภอหลังสวน เรือนจำชั่วคราวเขากลิ้ง จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งแต่ละแห่งสามารถรองรับผู้ต้องขังได้ 500-1,000 คน (คมชัดลึก, 2559 : ออนไลน์)

          จำนวนคุกในประเทศไทยนั้น สวนทางกับจำนวนผู้ต้องขังที่มีอย่างมากมายมหาศาลจนล้นออกมา มีการอยู่อย่างแออัด และด้วยสภาพที่แออัด จึงไม่สามารถแสดงประสิทธิภาพของหน้าที่ของตัวเรือนจำเองได้เต็มที่ ผลของการบำบัด ฟื้นฟู เยียวยา จึงไม่อาจได้ผลดีมากนัก

          จำนวนผู้ต้องขังในประเทศไทย มากจนเป็นอันดับที่ 6 ของการจัดอันดับนักโทษที่มีมากของโลก โดยที่ไทยมีนักโทษมากเป็นอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชีย รองจาก ประเทศจีน และประเทศอินเดียเท่านั้น (THE STANDARD, 2561 : ออนไลน์) แต่หากพิจารณาจากจำนวนประชากร ของทั้งสองประเทศข้างต้น ประเทศไทยถือว่ามีสัดส่วนประชากรที่น้อยกว่ามาก จึงเป็นที่น่าวิตกกังวลอย่างมากถึงวิกฤตการณ์จำนวนนักโทษที่มากมายมหาศาลนี้

 

การเปรียบเทียบระบบราชทัณฑ์ของไทยและต่างประเทศ

 

สหรัฐอเมริกา

 

          สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อได้ว่ามีการกระทำผิดซ้ำคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงที่สุดในโลกคือ 76.6% โดยผู้ต้องโทษจะกระทำผิดซ้ำและกลับเข้ามาในเรือนจำภายในเวลา 5 ปี (National Institute of Justice, 2014 : Online) และหากจะศึกษาถึงระบบราชทัณฑ์ของแต่ละประเทศนั้นต้องคำนึงถึง ระบบยุติธรรมของประเทศนั้นๆด้วยโดย และที่ไม่สามารถมองข้ามได้คือระบบกฎหมายที่มีความแตกต่างกัน ดังเช่นระบบ civil law และ Common law ของแต่ละประเทศ โดยสำหรับการแบ่งประเภทเรือนจำนั้น เรือนจำของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาจัดแบ่งตามระดับความมั่นคงเป็นหลัก ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 5 สถานะคือ (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 14 13-14)

 1. เรือนจำที่มีความมั่นคงสูงสุดเรียก “ซุปเปอร์แม็กซ์” มาจากคำว่า “Super Maximum Security prison” ใช้กักขังนักโทษที่มีความไว้วางใจได้ต่ำ มีแนวโน้มจะหลบหนีได้ตลอดเวลา

2. รองลงมาจะเป็นเรือนจำที่มีความมั่นคงสูงสุด

3. เรือนจำที่มีความมั่นคงปานกลาง

4. เรือนจำที่มีความมั่นคงต่ำ

5. และอันดับสุดท้ายเรือนจำชั่วคราว ซึ่งเป็นเรือนจำเปิด

โดยแต่ในละภาคจะมีเรือนจำทั้ง 5 ระดับ สำหรับแยกคุมขังผู้ต้องขังแต่ละระดับ ซึ่งต่างจากการจัดแบ่งเรือนจำของไทยอย่างสิ้นเชิง ซึ่งประเทศไทยนั้นไม่มีการจัดแบ่งระดับตามความมั่นคงอย่างเป็นทางการ มีเพียงแต่การจัดตามอัตราโทษตั้งแต่โทษขั้นต่ำไปจนถึงโทษประหารชีวิต (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555:หน่วยที่ 14  13-14)

นอกจากนี้ข้อแตกต่างอีกส่วนหนึ่งของสหรัฐอเมริกาและประเทศไทยก็คือ ในส่วนของการจัดองค์กร คือราชทัณฑ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกา มีการจัดทำสัญญาจ้างเอกชนเข้ามาบริหารเรือนจำและทัณฑสถานโดยที่ ผู้ต้องขังประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ของผู้ต้องขังของกรมราชทัณฑ์รัฐบาลกลางทั้งหมด โดยมีจำนวนอยู่ที่ประมาณ 25,000 คนอยู่ในการดูแลของเรือนจำเอกชน (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555:หน่วยที่ 14  13-14) ในขณะที่ประเทศไทยนั้นยังไม่มีระบบเรือนจำเอกชนเนื่องจากสังคมยังไม่มั่นใจในประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการบริหารงานของเรือนจำเอกชน ถึงแม้จะมีการเสนอให้ดำเนินเรื่องดังกล่าวในประเทศไทยแต่คงยังไม่สามารถเห็นได้ในเร็ววันเนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายรองรับการดำเนินการจัดตั้งเรือนจำเอกชนและยังพบว่าต้นทุนในการบริหารของเอกชนจะสูงกว่าการบริหารโดยรัฐเอง

ส่วนในด้านของการฝึกวิชาชีพและการเตรียมตัวก่อนการ ได้รับอิสรภาพของสองประเทศนี้นั้น ยังมีการบริหารที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยการดำเนินงานด้านการฝึกวิชาชีพของสหรัฐอเมริกานั้นมีการจัดตั้งองค์การอุตสาหกรรมเรือนจำ ถึงแม้จะเป็นหน่วยงานของรัฐแต่มีความคล่องตัวในการดำเนินการแบบธุรกิจ เพื่อให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและไม่ถูกจำกัดโดยระเบียบต่างๆของระบบราชการ อีกทั้งยังมีความรวดเร็วกว่าระบบที่จัดการบริหารโดยราชการอย่างเห็นได้ชัด โดยในประเทศไทย การฝึกวิชาชีพและการทำงานของผู้ต้องขังนั้นเป็นการดำเนินงานโดยภาครัฐราชการทั้งสิ้นได้แก่กรมราชทัณฑ์มีสำนักพัฒนาพฤตินิสัยและส่วนฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขังนั้น การดำเนินการจัดวางแผนและควบคุม และการดำเนินการด้านการฝึกวิชาชีพ ต้องได้รับการจัดหา และงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลบางส่วน ส่วนในด้านการจัดหาสถานที่หรือเครื่องมืออุตสาหกรรมเครื่องจักรหรือเงินทุนวัตถุดิบนั้น ได้มาจากเงินทุนหมุนเวียนในการฝึกวิชาชีพของกรมราชทัณฑ์เอง ซึ่งได้มาจากการจำหน่ายสินค้าให้บุคคลทั่วไป (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 14 13-14)

 

ประเทศฝรั่งเศส

 

การจัดองค์การของราชทัณฑ์ในประเทศฝรั่งเศสมีลักษณะคล้ายประเทศไทย เนื่องจากเป็นรัฐเดียวและมีการบริหารจากส่วนกลางดังนั้นจึงมีกรมราชทัณฑ์เป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่สังกัดกระทรวงยุติธรรมเช่นเดียวกัน และถึงแม้ว่าจะมีการบริหารในส่วนภูมิภาคแต่นโยบายแผนงานและการบริหารด้านงบประมาณและอัตรากำลังก็ยังมาจากส่วนกลางของกรมราชทัณฑ์ (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 14 23-24)

อย่างไรก็ตาม ในการจัดองค์กรของกรมราชทัณฑ์ฝรั่งเศสยังมีความแตกต่างที่เด่นชัดจากกรมราชทัณฑ์ของไทยนั่นก็คือ ประเทศฝรั่งเศสมีกฎหมายให้จัดตั้งเรือนจำเอกชนได้โดยเฉพาะในปีคริสตศักราช 1986 ถึง 1988 ซึ่งฝรั่งเศสได้ประสบปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำเหมือนกับปัญหาที่ไทยจะต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ เมื่อรัฐบาลไม่สามารถรองรับจำนวนผู้ต้องขังที่มีปริมาณมากได้ รัฐบาลจึงให้โอกาสเอกชนเข้ามาลงทุนและบริหารเรือนจำโดยได้รับ ค่าใช้จ่ายต่อหัวที่รัฐจ่ายให้บริษัทในการดูแลผู้ต้องขังใน ขณะเดียวกันก็มีรายได้จากส่วนอื่นๆของเรือนจำด้วยเช่นการบริหารการฝึกวิชาชีพหรือการให้เอกชนจัดหาอาหารให้ผู้ต้องขัง ส่วนในประเทศไทยนั้นมีเพียงสัญญาจ้างเพียงบางส่วนเท่านั้นที่ฝ่ายรัฐบาลจะให้เอกชนเข้ามาเกี่ยวข้องเกี่ยวกับราชทัณฑ์ในประเทศไทยได้แก่ การจ้างแรงงานผู้ต้องขังให้ผลิตสินค้า โดยใช้แรงงานของผู้ต้องขังผลิตสินค้า หรือจัดจ้างให้เอกชนภายนอกก่อสร้าง เรือนจำ อย่างไรก็ตามการเข้ามาบริหารของเรือนจำทั้งระบบในลักษณะให้เอกชนเข้ามาดูแลทั้งหมดนั้นยังไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

เรือนจำในประเทศฝรั่งเศสแยกเป็น 3 ประเภทคือ

1. เรือนจำมั่นคงสูงใช้คุมขังผู้ต้องขังที่มีโทษตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

2. เรือนจำพิเศษใช้คุมขังผู้ต้องขังที่ศาลตัดสินลงโทษไม่เกิน 1 ปีและผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี

3. เรือนจำเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยเป็นเรือนจำที่คุมขังผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษ นอกจากนี้ยังมีเรือนจำประเภทที่ 4 คือเรือนจำผสมคือเป็นทั้งแบบที่ 1 และ 2 หรือ 2 กับ 3 อีกจำนวนหนึ่งซึ่ง คล้ายกับเรือนจำในประเทศไทยซึ่งบางพื้นที่ไม่อาจแยกเรือนจำออกจากกันได้อย่างเด็ดขาดเพียงแต่มีการตั้งเรือนจำพิเศษ ขึ้นมาซ้อนกันอยู่เพื่อรองรับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาแต่มีเรือนจำหลักในการบริหารดูแล เรือนจำเล็กๆ หรือเรือนจำชั่วคราวนี้อยู่ (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 14  23-24)

 

 

ประเทศญี่ปุ่น

 

ในประเทศญี่ปุ่น มีการ ออกกฎหมายเกี่ยวกับกิจการในเรือนจำปีคริสตศักราช 1872 ทั้งนี้งานราชทัณฑ์ มีเรือนจำ 2 ประเภทอยู่ภายใต้รัฐบาลกลางส่วนหนึ่งและภายใต้การปกครองท้องถิ่นอีกส่วนหนึ่งต่อมากิจการเรือนจำได้ย้ายไปสังกัดกระทรวงมหาดไทยก่อนจะย้ายกลับมาสังกัดกระทรวงยุติธรรมอีกครั้งและได้จัดตั้งขึ้นเป็นกรมราชทัณฑ์ครั้งแรกปีคริสตศักราช 1949 หน้าที่รับผิดชอบหลักคือการควบคุมดูแลผู้กระทำผิดที่ศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกในเรือนจำและทัณฑสถาน พร้อมทั้งดูแลหน่วยงานราชทัณฑ์ของรัฐให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและควบคุมสังคม จากอาชญากรรมพร้อมทั้งแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดให้สามารถกลับคืนสู่สังคมภายนอกและประพฤติเป็นพลเมืองดีต่อไป (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 14  34)

 

ส่วนในด้านการทำงานและการฝึกวิชาชีพของผู้ต้องขังในเรือนจำประเทศญี่ปุ่นนั้น กฎหมายญี่ปุ่นกำหนดให้การจำคุกต้องมีการทำงาน ดังนั้นการทำงานในเรือนจำนั้นของผู้ต้องขังทุกคนจึงเป็นแบบบังคับ ยกเว้นผู้ต้องหาบางคนหรือบางประเภทเท่านั้นที่ไม่จำเป็นต้องทำ การที่กฎหมายญี่ปุ่นได้กำหนดให้มีการทำงานโดยเป็นข้อบังคับในลักษณะนี้ เนื่องจากการทำงานนอกจากจะช่วยขัดเกลาจิตใจแล้ว ยังเป็นการฝึกให้ผู้ต้องขังมีระเบียบวินัยและเป็นการเพิ่มทักษะในการประกอบอาชีพก่อนที่จะกลับไปสู่สังคมภายนอกอีกด้วย (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 14  36-37)

ผลผลิตจากการฝึกวิชาชีพของราชทัณฑ์ประเทศญี่ปุ่นนั้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ดำเนินการโดยเรือนจำเองอีก รูปแบบหนึ่งคือจ้างแรงงานผู้ต้องขังโดยให้เอกชนเป็นผู้ทำสัญญา จ้างงานเอกชนจะเป็นผู้หาวัตถุดิบและสิ่งจำเป็นอื่นๆ โดยจะต้องจ่ายเงินให้เรือนจำสำหรับค่าจ้างแรงงาน มีลักษณะคล้ายกับประเทศฝรั่งเศส ที่มีการทำสัญญาให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในบางส่วนเกี่ยวกับงานราชทัณฑ์ โดยจ่ายค่าจ้างแรงงานผู้ต้องขังให้กับเรือนจำเพื่อผลิตสินค้า ส่วนในประเทศไทยการฝึกวิชาชีพและการบำบัดฟื้นฟู เป็นการจัดการโดยภาครัฐทั้งหมด(รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 14  36-37)

ในประเทศญี่ปุ่น มีการ ปล่อยตัวโดยมีการพักการลงโทษ (Parole) ตามกฎหมายราชทัณฑ์ของประเทศ และได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะได้รับการพักการลงโทษไว้ 3 ประการคือ

1. ผู้ต้องขังต้องได้รับการจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของโทษตามคำพิพากษาหรือไม่น้อยกว่า 10 ปีสำหรับโทษจำคุกตลอดชีวิต

2. ผู้ต้องขังต้องแสดงให้เห็นว่ามีความสำนึกในความผิดที่ได้กระทำลงไปและมีการแก้ไขปรับปรุงตนเองแล้ว

3. ผู้ต้องขังไม่มีแนวโน้มที่จะไปกระทำผิดซ้ำอีกในระหว่างการพักการโทษ

(รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 14  38-39)

 

ข้อดีของการพักโทษ ในประเทศญี่ปุ่นนั้นยึดหลักที่ว่า ควรจะให้ผู้ต้องโทษที่ใกล้จะได้รับอิสรภาพได้มีการใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมที่ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด โดยจะมีการปรับตัว ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และจะสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างเป็นปกติสุข ทั้งนี้ทั้งนั้น การพิจารณาปัจจัยในการได้รับการพักโทษนั้นประกอบด้วยหลายประการเช่นสภาพแวดล้อมทางสังคมการวางแผนการดำเนินชีวิตหลังการถูกปลดปล่อย พฤติกรรมและประวัติส่วนตัว ผู้ที่จะได้รับการพักโทษจะต้องไม่เป็นอันตรายต่อชุมชนที่จะได้เข้าไป เป็นต้น (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 14  39)

 

                             

 

ประเทศเยอรมัน

 

          สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในการบังคับโทษ จำคุกของประเทศเยอรมันก็คือเมื่อมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดแล้ว ผู้ต้องโทษจะถูกนำตัวไปไว้ในเรือนจำที่อาจจะเป็นแบบเปิดหรือแบบปิดก็ได้ แต่ความเสี่ยงว่าจะหลบหนีจะต้องมีน้อยถ้าหากจะต้องไปอยู่ในเรือนจำแบบเปิดตรงกันข้ามหากมีความเสี่ยงว่าจะหนีหรือทำผิดขณะถูกลงโทษก็จะถูกส่งไปยังเรือนจำที่มีลักษณะปิด ยิ่งไปกว่านั้นเป้าหมายของการบังคับโทษจำคุกและหลักการบังคับโทษจำคุกของประเทศเยอรมัน  ไม่ได้เป็นการสร้างเรือนจำที่มีการปิดมิดชิด แน่นหนาแต่เป็นการทำสภาพแวดล้อมภายในเรือนจำให้ใกล้เคียงกับสภาพแวดล้อมนอกเรือนจำให้ได้มากที่สุด เช่นการให้ทำงาน การพักผ่อน และการศึกษาตามหลักของความใกล้เคียง (Angleichungsgrundsatz) (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 6  85-86)

 

ประเทศอังกฤษ

 

          การลงโทษในประเทศอังกฤษในตอนปลายศตวรรษที่ 19 เรือนจำของอังกฤษในสมัยนั้นที่อยู่ ของนักโทษ มีสภาพเหมือนตายทั้งเป็นทั้งภายในเรือนจำที่ไม่ถูกสุขลักษณะนักโทษถูกบังคับให้ใช้แรงงานอย่างหนัก เรือนจำอังกฤษมีชื่อเสียงในเรื่องการควบคุมนักโทษที่เข้มงวดและมีสภาพเลวร้ายต่อมาในศตวรรษที่ 20 ได้มีความพยายามจะปฏิรูปเรือนจำ โดยผู้ที่เรียกตนเองว่า “นักปฏิรูป” ต่อมาระบบเรือนจำของอังกฤษ เริ่มมีปัญหาเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากปริมาณผู้กระทำผิดที่มีมากทำให้นักโทษที่อยู่ในเรือนจำอยู่กันอย่างแออัด และไม่สามารถทำการฟื้นฟูแก้ไขผู้กระทำผิดได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากนักโทษที่มีจำนวนมากจนเกินไป การแก้ไขผู้กระทำผิดในเรือนจำประเทศอังกฤษจึงมี 2 แนวทางได้แก่

 

1. การควบคุมผู้กระทำผิดร้ายแรงไว้ในเรือนจำ

2. การแก้ไขผู้กระทำผิดที่ไม่ร้ายแรงนอกเรือนจำ

ในประเทศอังกฤษมีการแบ่งเรือนจำออกเป็น 5 ประเภทดังนี้

1. ศูนย์แก้ไขบำบัดหรือเรือนจำท้องถิ่น มีหน้าที่ควบคุมผู้ต้องขังในระหว่างพิจารณาคดีหรือต้องโทษจำคุกระยะสั้น

2. เรือนจำระดับกลางซึ่งควบคุมผู้ต้องขังเป็นส่วนใหญ่ที่ได้รับโทษจำคุกตั้งแต่ 18 เดือนถึง 4 ปี

3. เรือนที่ควบคุมนักโทษระยะยาวซึ่งเป็นผู้ต้องโทษจำคุกมากกว่า 4 ปีขึ้นไป

4.เรือนจำที่มีความมั่นคงแข็งแรงสูงเป็นเรือนจำสำหรับควบคุมนักโทษที่เป็นอันตรายหรือต้องใช้ความมั่นคงแข็งแรงสูง

5. เรือนจำสำหรับเยาวชน

ปัญหาสำคัญสำหรับเรือนจำในประเทศอังกฤษคล้ายคล้ายกับปัญหาของเรือนจำในประเทศไทยคือ มีการผลักดัน คดี ให้ได้รับโทษจำคุกเป็นจำนวนมาก ศาลใช้มาตรการลงโทษจำคุกมากขึ้น และการลงโทษจำคุกมีระยะเวลายาวนานมากขึ้นด้วย (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 8  77-78)

 

ประเทศออสเตรเลีย

 

          ระบบเรือนจำของออสเตรเลียประกอบด้วย 2 ส่วน คือระบบที่ดำเนินการโดยเอกชนและระบบเรือนจำที่เป็นของรัฐ มีวัตถุประสงค์เพื่อการแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ โดยต้องการลดค่าใช้จ่ายของรัฐ และเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง โดยการแปรรูปกิจการเรือนจำเริ่มดำเนินการครั้งแรกในประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และ ออสเตรเลีย ตามลำดับ (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 10  76-77)

 

          นอกจากนี้แนวความคิดในการเบี่ยงเบนผู้กระทำผิดออกจากระบบยุติธรรมที่เป็นทางการ โดยการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติต่อผู้ต้องหาจำเลยและผู้ต้องขัง เริ่มต้นจากการ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมครั้งใหญ่ในสหรัฐอเมริกา โดยใช้วิธีแก้ไขผู้กระทำผิดในชุมชนเป็นหลัก วัตถุประสงค์ในการนำตัวผู้กระทำผิดออกจากระบบยุติธรรมนั้นจะกระทำในชั้นต้นโดยเฉพาะในชั้นก่อนการพิจารณาคดีเป็นหลักโดยให้ครอบครัวและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูแก้ไขผู้กระทำผิด เพราะสังคมและครอบครัวต่างเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความมั่นใจและเป็นจุดเริ่มต้นให้ผู้ต้องขังไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำ และสามารถกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข

          สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งในระบบการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดของเรือนจำประเทศออสเตรเลียนั้นคือโปรแกรมฟื้นฟูมีลักษณะปลายเปิดซึ่ง ปรับเปลี่ยนหมุนไปตามความแตกต่างของผู้ต้องขังเช่น อาการเจ็บป่วย เพศโดยผู้เข้าร่วมโปรแกรมจะได้รับการดูแล และเปิดให้เข้าร่วมโปรแกรมได้ตลอดทั้งปี (รัชนีกร โชติชัยสถิตย์ และคณะ, 2555: หน่วยที่ 10  80)

 

 

ปัญหาเรือนจำที่หลายประเทศรวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญ

 

          จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่าปัญหาที่เรือนจำในหลายประเทศ ต้องเผชิญรวมถึงประเทศไทยด้วยนั้นได้แก่ปัญหา คดีล้นศาลและจำนวนประชากรในเรือนจำที่แออัด นั่นเกิดมาจาก การถูกผลักดัน เข้าสู่การ ลงโทษ โดยใช้วิธีการกักขังโดยเรือนจำ และการใช้ ระบบยุติธรรมอย่างเป็นทางการ โดยไม่มีการเบี่ยงเบนคดีออกจากชั้นศาล จึงทำให้ “คดีล้นศาล คนล้นคุก”

          และผลกระทบต่อมาที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้นั่นก็คือประสิทธิภาพในการทำงานของ การบำบัดฟื้นฟูเยียวยาของราชธานีไม่สามารถ ทำงานได้อย่างเต็มที่เนื่องจากบุคลากรและสิ่งอำนวยความสะดวกนั้นมีจำนวนน้อยกว่าประชากรที่หนาแน่นที่ถูกต้องโทษอยู่ในเรือนจำ และ ส่งผลกระทบไปยัง คุณภาพ ของการบำบัดฟื้นฟูที่ไม่สามารถแก้ไขตัวผู้ต้องขังที่ถูกลงโทษได้เมื่อผู้ต้องหาเหล่านี้พ้นโทษออกไปจากเรือนจำแล้วก็ไม่สามารถกลับเข้าสู่สังคมหรือทำอาชีพหาเลี้ยงตนเองได้สุดท้ายแล้วก็ต้องกลับไป ประกอบอาชญากรรมและวนกลับมากระทำผิดซ้ำ เข้ามาในเรือนจำอีก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กลายเป็นวัฏจักร ของประชากรในเรือนจำที่ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง

          การแก้ปัญหาของหลายๆประเทศ ในแถบตะวันตกนั้น ได้เสนอวิธีการแก้ปัญหา "คดีล้นศาล คนล้นคุก" โดยการ หาทางออกในรูปแบบของการหันเหคดี (Diversion) รวมทั้งการนำกระบวนการยุติธรรมทางเลือก (Alternative Justice) มาใช้ สังคมนานาประเทศได้รื้อฟื้นบทบาทในการเคลื่อนไหวของชุมชนที่เรียกว่า "กระบวนการชุมชนคู่ขนานกระบวนการยุติธรรม" ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่นำไปสู่แนวคิดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการยุติธรรมทางเลือกมากยิ่งขึ้นโดยทางเลือกใหม่นี้ เน้นในการยุติข้อพิพาทโดยไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก พร้อมทั้งให้ประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาคดี

การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีเหล่านี้จะเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของรัฐได้อย่างมหาศาล มากกว่าการแก้ปัญหาด้วยการสร้างเรือนจำเพิ่ม โดยที่ เมื่อผู้ต้องขังพ้นโทษออกมาก็ไม่สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับสังคมได้อยู่ดี ทั้งยังมีปัญหากับชุมชน ไม่สามารถหาเลี้ยงตนเองได้และกลับไปประกอบอาชญากรรมเช่นเดิม

 

บทสรุป

 

          จากบทความข้างต้นจะเห็นได้ว่าปัญหาต่างๆที่ ราชทัณฑ์ ในหลายๆประเทศรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญหนีไม่พ้นปัญหา “คดีล้นศาล คนล้นคุก” ส่งผลกระทบให้ระบบการบำบัดฟื้นฟูเยียวยาของเรือนจำไม่ได้ผล ทำให้ จำนวนสถิติผู้กระทำผิดซ้ำนั้นมีตัวเลขที่สูง  เนื่องจาก ระบบการฟื้นฟูเยียวยา หรือระบบเตรียมความพร้อมก่อนการได้รับอิสรภาพของผู้ต้องขัง ไม่สามารถเอื้ออำนวยให้ผู้ต้องขังสามารถนำไปประกอบอาชีพหรือเป็นทักษะ ที่นำไปหางานตามความต้องการของตลาดได้ เนื่องจากจำนวนผู้ต้องขังที่แออัด มากเกินกว่าจำนวนบุคลากรหรือจำนวนสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็นแก่การเพิ่มทักษะอาชีพไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ต้องขังที่อยู่ในเรือนจำ

หลายประเทศหาทางออกด้วยการใช้ การเบี่ยงเบน คดีความออกจากระบบยุติธรรมทางการ ไปสู่การไกล่เกลี่ยหรือประนีประนอมระหว่างคู่กรณี บางประเทศใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) บางประเทศใช้สถาบันครอบครัวและชุมชนเข้ามาช่วยเหลือในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด นอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา เมื่อเปรียบเทียบกับการเข้าพิจารณาคดีในชั้นศาลแล้วนั้นยังได้ผลเป็นที่น่าพอใจอีกด้วย

          หากประเทศไทยได้มีการสนับสนุน ระบบยุติธรรมนอกเหนือไปจากกระแสหลัก และ มองเห็นความสำคัญของการบำบัดฟื้นฟูเยียวยา และการแก้ไขผู้กระทำผิดดังแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ ขึ้น โดยมีวิสัยทัศน์คือ “การบริหารงานยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลสร้างความเป็นธรรมและประชาชนพึงพอใจ” เป้าหมายที่จะทำให้คดีขึ้นสู่ศาลลดลง สามารถแก้ไขได้โดยการใช้ระบบยุติธรรมทางเลือกหรือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั่นเอง การให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในกระบวนการยุติธรรม และการมุ่งเน้นไปพิจารณาระบบฟื้นฟูผู้กระทำผิดที่มากขึ้น จะทำให้ประเทศไทยมีโอกาสที่จะคลี่คลายปัญหาคดีล้นศาล คนล้นคุก อย่างแน่นอน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เอกสารอ้างอิง

 

จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. ระบบยุติธรรมและยุติธรรมทางเลือก. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2556.

นัทธี จิตสว่าง. หลักทัณฑวิทยา : หลักการวิเคราะห์ระบบงานราชทัณฑ์. กรุงเทพมหานคร : มูลนิธิพิบูลสงเคราะห์, 2545.

ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ และคนอื่นๆ. อาชญาวิทยาและทัณฑวิทยา หน่วยที่ 8 - 15, พิมพ์ครั้งที่ 10. นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2555.

รัชนีกร โชติชัยสถิต และคนอื่นๆ. การบริหารงานยุติธรรมเปรียบเทียบชั้นสูง หน่วยที่ 6 - 10. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2555.

รัชนีกร โชติชัยสถิต และคนอื่นๆ. การบริหารงานยุติธรรมเปรียบเทียบชั้นสูง หน่วยที่ 11 - 15. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2555.

สุพจน์ สุโรจน์ และคณะ. การบริหารงานยุติธรรม หน่วยที่ 1-7, ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 2. นนทบุรี : สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2550

 

 

สื่อออนไลน์

 

คมชัดลึกเรือนจำโครงสร้างเบาแก้ปัญหานักโทษล้นคุก. (ออนไลน์). 2559. แหล่งที่มา :  

http://www.komchadluek.net/new.... (5 มิถุนายน 2561) 

 

 ณัฐเมธี สัยเวชจากการทดลองเรือนจำสแตนฟอร์ดถึงเรือนจำอาบู กราอิบ ลูซิเฟอร์เอฟเฟกต์ของ ดร.ซิมบาร์โด กับคำถามสำคัญเรื่องถังกับแอปเปิล (ตอนที่ 2). (ออนไลน์). 2561. แหล่งที่มา : https://thaipublica.org/2018/0... .( 4 มิถุนายน 2561). 

 

 

 

ณัฐเมธี สัยเวชคุก: จุดเริ่มต้นแห่งความสูญเสียของสังคม?. (ออนไลน์). 2560. แหล่งที่มา :  

https://thaipublica.org/2017/1.... ( 4 มิถุนายน 2561). 

 

 

 

ณรงค์ ใจหาญกระบวนการยุติธรรมกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน. (ออนไลน์). 2560. แหล่งที่มา : https://siamrath.co.th/n/13402. ( 5 มิถุนายน 2561).  

 

 

 ดาวเรือง หงษา. กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับงานราชทัณฑ์ : ประวัติความเป็นมาของกรมราชทัณฑ์. (ออนไลน์). 2561. แหล่งที่มา : http://www.correct.go.th/popma....( 5 มิถุนายน 2561).  

 

 

 

 ไทยพับลิก้าผอ.TIJ ชี้ถึงเวลาไทยลดปัญหานักโทษล้นเรือนจำ – คืนคนดีสู่สังคมอย่างยั่งยืน. (ออนไลน์). 2561. แหล่งที่มา : https://thaipublica.org/2018/0.... (5 มิถุนายน 2561) 

 

 บีบีซีรายงาน “หลังกำแพง” (คุก) ชี้ไทยล้มเหลวการแก้ปัญหาเรือนจำ. (ออนไลน์). 2560. แหล่งที่มา :  

https://www.bbc.com/thai/thail.... ( 5 มิถุนายน 2561) 

 

Emagtravelตึกแดง จันทบุรี. (ออนไลน์). 2554. แหล่งที่มา :  http://www.emagtravel.com/arch....( 4 มิถุนายน 2561).  

 

 

คนล้นคุก! ไทยติดอันดับ 6 ผู้ต้องขังมากที่สุดในโลก อันดับ 3 ของเอเชีย เป็นรองแค่จีนและอินเดีย. (ออนไลน์). 2561. แหล่งที่มา : >span class="eop"> 

https://thestandard.co/world-p.... ( 5 มิถุนายน 2561).  

 

Christina SterbenzWhy Norway's prison system is so successful. (Online). 2014. Available from :  http://www.businessinsider.com.... (2018, June 5) 

 

Jennifer Marson. The History of Punishment: What Works for State Crime?. (Online). 2015. Available from : https://scholarworks.wmich.edu.... (2018, June 4) 

 

National Institute of Justice. Recidivism. (Online). 2014. Availalble from : 

https://www.nij.gov/topics/cor.... (2018, June 5) 

 

Prisonhistory.net. History of Prisons - From Ancient to Modern Prisons.  (Online). 2018. Available from : http://www.prisonhistory.net/p.... (2018, June 4) 

   

Ushistory.org. Hammurabi's Code: An Eye for an Eye.  (Online). 2013. Available from : http://www.ushistory.org/civ/4.... (2018, June 4) 

 

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 649045เขียนเมื่อ 20 กรกฎาคม 2018 19:35 น. ()แก้ไขเมื่อ 28 ธันวาคม 2019 17:28 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี