กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ทางออกของปัญหาคดีล้นศาล คนล้นคุก


                                             กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ ทางออกของปัญหาคดีล้นศาล คนล้นคุก

                                                                                                                                                   ตฤณห์   โพธิ์รักษา

      เมื่อเกิดเหตุอาชญากรรมใดใดขึ้น บุคลากรทางกฎหมายหรือผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมไทยนั้น มุ่งเน้นและให้ความสนใจไปกับการวินิจฉัยการกระทำ ว่าผิดหรือไม่ เสาะแสวงหาตัวผู้กระทำผิด ตีความตามตัวอักษรและกฎหมายอย่างเคร่งครัด ขาดความยืดหยุ่นในการพิจารณา จนลืมไปว่าผู้เสียหาย หรือเหยื่ออาชญากรรมนั้น ควรได้รับการดูแล เยียวยา ไม่แพ้กัน ในทางกลับกัน กระบวนการยุติธรรมกลับผลักดันเหยื่ออาชญากรรมออกไปจากกระบวนการและให้สถานะ “บุคคลชายขอบในกระบวนการยุติธรรม” ไปโดยปริยาย ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการระงับข้อพิพาททางอาญาในอดีตกาล  กระบวนการยุติธรรมกระแสหลักสำหรับบุคคล ในสังคมทั่วโลกในยุคสมัยก่อนนั้น ไม่เหมือนกับกฎหมายสมัยนี้ แต่เป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ หรือการประเมินค่าความเสียหายที่ผู้กระทำผิดต้องชดใช้แก่ “เหยื่ออาชญากรรม” ไม่ใช่ด้วยอัตราโทษที่ลงแก่ผู้กระทำผิด อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดคดีอาญาขึ้น ผู้กระทำผิดต้องชดใช้โดยการรับผิดชอบต่อเหยื่ออาชญากรรมไม่ใช่ถูกประเมินการกระทำผิด เพื่อชำระค่าปรับโดยศาล โดยการกระทำผิดในสมัยนี้เป็นการ โอนย้ายความสัมพันธ์ระหว่างคู่พิพาททั้งสองได้แก่ เหยื่ออาชญากรรมและผู้กระทำผิด ไปเป็นระหว่าง รัฐ และ ผู้กระทำผิด และผู้ชดใช้ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อรัฐมากกว่าตัวเหยื่ออาชญากรรมเองเสียอีก

          ข้อผิดพลาดที่เคยเป็นเรื่องระหว่างรัฐและผู้กระทำผิดจึงต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด จากกระบวนการยุติธรรมเชิงแก้แค้นทดแทน มาเป็นแนวคิดใหม่โดยเน้นเรื่องกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์[1] โดยมองว่าปัญหาอาชญากรรมนั้นไม่ใช่เรื่องที่กระทำต่อรัฐหรือกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของรัฐเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่กระทบต่อความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างผู้กระทำผิดผู้เสียหายและชุมชนด้วย ดังนั้นทุกฝ่ายที่ได้รับผลกระทบจึงต้องเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาทั้งระบบโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความสมานฉันท์ และนำสันติสุขกลับคืนสู่สังคมและชุมชน

          กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยนั้น เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ มองเพียงมิติเดียว มีทัศนะ มองอาชญากรรมเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งรัฐกำหนดไว้ภายใต้อำนาจอันชอบธรรม ซึ่งบุคลากรที่อยู่ในหน่วยงานเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมนั้นสนใจแต่วินิจฉัยการกระทำว่าผิดหรือไม่ผิดเท่านั้นเอง แต่กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้น ทางเลือกใหม่ในการยุติข้อขัดแย้งทางอาญาสำหรับสังคมไทยเนื่องจากความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เป็นกลวิธีในการเยียวยา สร้างความสามัคคีระหว่างเหยื่ออาชญากรรมผู้กระทำผิดและชุมชน โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการมองในมิติ ใหม่ที่ว่า อาชญากรรมคือความขัดแย้งระหว่างปัจเจกบุคคลซึ่งทั้งสองฝ่ายนี้ประกอบไปด้วยเหยื่ออาชญากรรมและผู้กระทำผิดดังนั้นการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมโดยใช้วิธีเชิงสมานฉันท์นี้จึงเป็นการร่วมมือรับผิดชอบร่วมกันในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างสองฝ่าย[2]

 

          หากกล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมสมัยกระแสหลัก ซึ่ง กีดกันอาชญากรรมออกจากกระบวนการยุติธรรมอย่างสิ้นเชิง มุ่งเน้น จับกุม ปราบปรามอาชญากรหรือผู้กระทำผิดเท่านั้นโดยไม่ให้ความสำคัญกับเหยื่อ เหยื่ออาชญากรรมมีสถานภาพเป็นเพียงบุคคลชายขอบของกระบวนการยุติธรรมเท่านั้น แต่ในกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นี้ เปิดโอกาสให้เหยื่ออาชญากรรมได้มีสิทธิ์ มีเสียงและมีโอกาสแสดงความรู้สึกต่ออาชญากรรมที่เกิดขึ้นวิธีดังกล่าวนี้อาจพัฒนามาสู่การแสดงความเมตตา การให้อภัยแก่ผู้กระทำผิดซึ่งเป็นการนำพาความผาสุก ความสามัคคี และความเอื้ออาทร กลับคืนสู่ สังคมหรือชุมชนได้เป็นอย่างดี ส่วนตัวผู้กระทำผิดนั้นก็ได้มีโอกาสแสดงความรับผิดชอบ ต่อการกระทำของตน รวมทั้งได้แสดง ความสำนึกผิด อันเป็น กุญแจสำคัญ ในการที่จะทำให้สังคมยอมรับอาชญากรเหล่านี้กลับคืนสู่สังคม และสามารถเข้ามาตั้งตัวและเริ่มชีวิตใหม่ได้ โดยเชื่อว่าการที่ได้รับโอกาสจากสังคมและการได้รับการให้อภัยจากเหยื่ออาชญากรรมที่ตนเองได้ก่อไว้นั้น อาจจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้การกระทำผิดซ้ำของอาชญากรมีปริมาณลดลง เนื่องจากเห็นว่าสังคมได้ให้อภัยและให้โอกาสตนเองแล้ว

          ยิ่งไปกว่านั้น สมาชิกสังคมที่บาดหมางโกรธเคือง จะถูกประสานรอยร้าวทางอารมณ์ที่มีร่วมกันระหว่างผู้กระทำผิดและเหยื่ออาชญากรรม โดยมีผู้แทนชุมชนเข้าร่วมเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย ร่วมแนะนำป้องกันตนเองและสังคมจาก เรียนรู้ประสบการณ์จากอาชญากรรมที่เกิดขึ้นเป็นตัวอย่าง

          จากข้อมูลของเครือข่ายความยุติธรรมของชุมชนของรัฐเวอร์มอนต์[3] ได้นำเสนอข้อดีชุมชนของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ไว้ 4 ข้อ สำหรับข้อดีที่เกิดแก่ชุมชนข้อ 1 คือลดปริมาณการกระทำผิดซ้ำ จากการติดตามผลการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้นมีผลตอบรับที่ค่อนข้างจะดี และมีสถิติในการก่ออาชญากรรมซ้ำในเกณฑ์ที่ต่ำมากเพราะ ประชาชนและ ผู้กระทำผิดนั้นมีการให้อภัยและมีการซ่อมแซมเหมือนกัน ลดปริมาณอาชญากรรมโดยให้โอกาสผู้กระทำผิดเรียนรู้จากสิ่งที่ได้ทำ และไม่นำความผิดที่เกิดขึ้นนั้นมาเป็นตราบาปติดตัวผู้กระทำผิด คนในชุมชนนำความผิดที่เกิดขึ้นในอดีตนั้นไว้เบื้องหลัง และให้โอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่แก่อาชญากร ข้อที่ 2 คือการเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ชุมชนเนื่องจากชุมชนมีการดูแลสอดส่องช่วยเหลือกันเป็นอย่างดีจึงจะสามารถ เพิ่มความปลอดภัยให้แก่ชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อที่ 3 ลดภาระค่าใช้จ่ายในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้นเป็นการเบี่ยงเบนความยุติธรรมออกจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก โดยที่ ไม่ต้องใช้กระบวนการของศาลเพื่อตัดสินว่าใครถูกหรือผิด แต่ใช้ตัวแทนของชุมชนและชุมชนเองที่เป็นตัวตัดสินและคลี่คลายปัญหาระหว่างผู้กระทำผิดและเหยื่อ ข้อที่ 4 ทำให้ชุมชนเข้มแข็งมากขึ้น

          ส่วนข้อดีที่เกิดขึ้นแก่เหยื่ออาชญากรรมนั้นมี 3 ข้อคือ 1 การให้อำนาจในการเรียกร้องสิทธิ์ของเหยื่อผู้ถูกกระทำมีพื้นที่ให้เหยื่อเหล่านั้นแสดงความต้องการหรือ เรียกร้องความช่วยเหลือต่อระบบ ยุติธรรมและชุมชนได้ ข้อที่ 2 มี มีการอภิปรายที่มีพลัง มีโอกาสในการอธิบายว่าพวกเขาถูก เอาเปรียบ อย่างไรถูกทำร้ายอย่างไรและได้รับคำตอบจากปัญหาที่เหยื่อเหล่านั้นตั้งคำถาม ข้อที่ 3 ได้รับการฟื้นฟูเยียวยาและความพึงพอใจ เนื่องจาก ผู้ที่เป็นเหยื่อนั้นต้องได้รับการเยียวยา ชดใช้จากผู้กระทำผิด เหยื่ออาชญากรรมเหล่านั้นจึงสามารถเข้าถึงระบบรักษาความปลอดภัยและความสบายใจ พร้อมทั้งสามารถกลับเข้าสู่ชีวิตปกติ ได้อย่าง ผาสุก

          และสุดท้ายเป็นข้อดี ของตัวผู้ก่ออาชญากรรมเองประกอบด้วย 4 ข้อคือ 1 มีโอกาสที่จะทำสิ่งที่ถูกต้อง เนื่องจากระบบยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้นให้โอกาส แก่ผู้กระทำผิดในการขอโทษสำนึกผิดโดยให้โอกาสในการแก้ไขสิ่งที่ทำลงไปนั้นให้ถูกต้องอาจจะเป็นการชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อหรือ รับใช้สังคมไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ข้อที่ 2 กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้นเป็นทางที่จะ เก็บเอาความผิดพลาดของผู้กระทำผิดนั้นไว้เบื้องหลังและผลักดันให้ผู้ที่เคยกระทำผิดได้ก้าวต่อไปมีชีวิตใหม่สามารถกลับเข้าสู่สังคมได้โดยมั่นใจว่าปัญหาเหล่านั้นได้ถูกแก้ไขแล้ว ข้อที่ 3 มีเวลาในการแก้ไขปัญหา รวดเร็วยิ่งขึ้นเนื่องจากกระบวนการของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั้นเมื่อเปรียบเทียบกับกระบวนการยุติธรรมทางอาญากระแสหลักนั้นมีความรวดเร็วกว่ามาก และผู้กระทำผิดนั้นยังสามารถ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ในเวลาอันสั้น ไม่เสียเวลานานเหมือนอย่างยุติธรรมกระแสหลัก ข้อสุดท้าย ได้แก่ สถิติการประสบความสำเร็จที่สูง เนื่องจาก ข้อตกลงที่เหยื่อและผู้กระทำผิดได้ทำร่วมกัน หรือตกลงกัน จะบรรลุเป้าประสงค์ ตามที่วางไว้ ผู้กระทำผิดนั้นได้ทำตามข้อตกลงด้วยดี โดยที่ข้อตกลงนั้นผู้กระทำผิดมีส่วนในการสร้างมันขึ้นมาตามที่ตกลงไว้ แนวโน้มของการปฏิบัติตามข้อตกลงจึงมีมาก และประสบความสำเร็จ

          เมื่อตัวแทนชุมชนเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ ระหว่าง เหยื่ออาชญากรรม และผู้กระทำผิดนั้นให้กลับมาดีดังเดิม กระบวนการเชิงสมานฉันท์นี้จะสามารถผลักดัน คดีอาญา ออกจากกระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้จำนวนคดีที่รอขึ้นศาลมีจำนวนลดลง ค่าใช้จ่ายที่จะต้องจ่ายในกระบวนการยุติธรรมนั้น ก็ลดลงตามไปด้วย เนื่องจาก เมื่อมีการเบี่ยงเบนคดีออกจากชั้นศาลก็ถือเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายของทั้งฝ่ายผู้กระทำผิดและฝ่ายเหยื่อ ได้มากเลยทีเดียว เนื่องจากการดำเนินคดีหรือดำเนินการใช้กระบวนการยุติธรรมไทยนั้น มีค่าใช้จ่ายที่สูงและดำเนินการล่าช้า การเบี่ยงเบนคดีออกจากกระแสหลัก จึงสามารถช่วยประหยัดทั้งเงินและเวลาได้มากทีเดียว ปัญหาคดีล้นศาลจะค่อยๆลดลง ถ้าประชาชนศึกษาและเข้าใจยุติธรรมสมานฉันท์

          ทั้งนี้ทั้งนั้น ยุติธรรมสมานฉันท์ยังส่งผลโดยตรงต่อ การลดลงของจำนวนผู้ที่ถูกผลักดันเข้าเรือนจำ เนื่องจาก หากชุมชนประสบความสำเร็จในการทำข้อตกลงและไกล่เกลี่ยระหว่างฝ่ายผู้กระทำผิด และฝ่ายเหยื่อที่อาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกันได้นั้น กรณีเหล่านี้จึงจบลงด้วยดีโดยไม่จำเป็นต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย หรือใช้การลงโทษแบบแก้แค้นทดแทน แต่เป็นการทำข้อตกลงร่วมกัน ให้ได้ประโยชน์สูงสุดทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้กระทำผิด อาจจะชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อ สำนึกผิดและทำการขอโทษ ชดใช้โดยการดูแลจนกว่าเหยื่อจะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ วิธีการแบบนี้จะเป็นการให้โอกาสผู้กระทำผิดเอง ได้แก้ตัว และพิสูจน์ให้สังคมรู้ว่าเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว การได้รับการให้อภัยและกลับคืนสู่สังคมก็จะง่ายและเป็นผลดีกับตัวผู้กระทำผิดเองมากขึ้น เมื่อข้อพิพาทจบลงโดยชุมชนเอง จึงไม่มีความจำเป็นจะต้องผลักดันเข้าสู้กระบวนการยุติธรรมกระแสหลัก ดังนั้นจำนวนผู้ต้องขังก็จะมีไม่มากเท่ากับสถานการณ์คนล้นคุกอย่างในปัจจุบันนี้

 

 

 

 

[1]เพลินตา ตันรังสรรค์.กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์กับการกระทำผิดอาญาของเด็กหรือเยาวชน.จุลนิติ ( พ.ค.-มิ.ย.2553): 54-62

[2] จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. (2547).  กระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ : ทางเลือกในการยุติข้อขัดแย้งทางอาญาสำหรับคนไทย. ดุลพาห 2(51 พ.ค.-ส.ค.):

[3] Community Justice Network of Vermont.Benefits of Restorative Justice.[Online].2018. Available from : http://cjnvt.org/about-us/benefits-of-restorative-justice/.[2018,May 3]

หมายเลขบันทึก: 649044เขียนเมื่อ 20 กรกฎาคม 2018 19:29 น. ()แก้ไขเมื่อ 28 ธันวาคม 2019 17:29 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี