ปัญหากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด


                               ปัญหากระบวนการยุติธรรมในประเทศไทยที่ส่งผลต่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด

                                                                                                                                                  ตฤณห์ โพธิ์รักษา

                       หากจะพูดถึงปัญหาต่างๆในกระบวนการยุติธรรมไทยนั้น ผู้ศึกษาต้องพิจารณาแยกย่อยลงไปยังกระบวนการตามลำดับขั้นตอนต่างๆ และจะสามารถแบ่งออกได้ เป็นหลายชั้นตั้งแต่ชั้นรับแจ้ง จับกุม ส่งเรื่องให้อัยการสั่งฟ้อง ยื่นฟ้องที่ศาลพิพากษา หลังพิพากษา และนำไปสู่ กระบวนการสุดท้ายคือแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดโดยกรมราชทัณฑ์ แต่หากจะพูดถึงภาพรวมของกระบวนการยุติธรรมไทย ก็จะสามารถแบ่งเป็นข้อๆอย่างสั้นโดยสังเขปได้ดังนี้ 

               1. การขาดเป้าหมายและทิศทางในการพัฒนากระบวนการยุติธรรม 

               2. การดำเนินคดีอาญาถูกนำเข้าสู่ระบบมากเกินสมควร เนื่องจากไม่มีกระบวนการกลั่นกรองหรือเบี่ยงเบนคดีที่ 

               3. ปัญหาเกี่ยวกับระบบการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด ซึ่งประเทศไทยยังไม่ประสบความสำเร็จ และยังคงละเลยหรือมองข้ามความสำคัญของการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด เนื่องจากนักกฎหมายยังผูกติดกับการพิจารณาการถูกผิดของการกระทำ และผลักดันเข้าสู่เรือนจำ โดยมิได้คำนึงถึงสาเหตุและภูมิหลังของผู้กระทำผิด จึงส่งผลให้การฟื้นฟูนั้นไม่ได้ประสิทธิภาพเท่าที่ควร 

              4. ปัญหาที่เกิดจากการปฏิบัติโดยมิชอบของผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรม โดยปรากฏในหลายรูปแบบ ทั้งการเลือกปฏิบัติ ความไม่เที่ยงธรรมเนื่องจากการใช้ดุลยพินิจ การไม่คุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย การแทรกแซงทางการเมือง และความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรม 

              5. กระบวนการยุติธรรมขาดการมีส่วนร่วมและสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งทำให้ขาดการตรวจสอบ ประชาชนไม่ได้มีส่วนรับรู้หรือร่วมรับทราบปัญหา และไม่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการกำหนดนโยบาย ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการทำให้กระบวนการยุติธรรมประสบความสำเร็จ 

              6. กระบวนการยุติธรรมขาดองค์ความรู้และความสามารถในการพัฒนา เนื่องจากบุคคลากรและหน่วยงานทั้งภายในและภายนอก ยังขาดความเชี่ยวชาญทางวิชาการด้านนี้

              7. บุคลากรในระบบยุติธรรมขาดทัศนคติและจิตสำนึกที่ดีในการให้บริการความยุติธรรมแก่ประชาชน เนื่องจากยังยึดติดกับระบบอำนาจนิยมและระบบเจ้าขุนมูลนาย[1]

              โดยบทความนี้ขอมุ่งเน้นในการพิจารณาปัญหาในกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ที่ส่งผลต่อการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหา สำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ประสิทธิภาพในการฟื้นฟูผู้กระทำผิดในข้อที่ 3 ซึ่งถือได้ว่าเป็นกระบวนการสุดท้ายที่มีหน้าที่ซ่อมแซมผู้กระทำผิด ให้สามารถกลับเข้าไปสู่สังคมและใช้ชีวิตอย่างปกติได้ แต่ก่อนที่จะปล่อยกลับเข้าสู่สังคมนั้น ต้องศึกษาวิจัยให้ดีว่าการเยียวยาและแก้ไขนั้น เหมาะสม ตรงจุดและตอบโจทย์ของการพัฒนาพฤตินิสัยหรือไม่ ถ้าไม่ การเข้าไปบำบัดในเรือนจำนั้น จะไม่มีประโยชน์ใดใดเลย อีกทั้งยังสูญเสียงบประมาณของแผ่นดินไปโดยเปล่าอีกด้วย

           ปัญหาหลักๆในระบบยุติธรรมไทย[2] คือปัญหาคดีล้นศาล คนล้นคุก กระบวนการยุติธรรมที่นักกฎหมายไทย มักจะผลักภาระ ให้ทางราชทัณฑ์อย่างไม่ได้พิจารณาถึงเหตุแห่งการกระทำผิดเท่าใดนัก ไม่ว่าคดีใดก็เน้นไปในด้านการวินิจฉัย การกระทำว่าถูกหรือผิดและผลักดันเข้าสู่เรือนจำ จึงทำให้คดีส่วนมากที่ต่อคิวรอเข้าศาลเพื่อให้ได้รับการพิจารณา ไม่มีการใช้ระบบยุติธรรมเชิงสมานฉันท์หรือยุติธรรมทางเลือกเพื่อเบี่ยงเบนคดีออกไปจากศาลส่งผลให้จำนวนผู้ต้องขังมากกว่าจำนวนที่เรือนจำสามารถรองรับได้

      ปัญหาต่อมาคือ เหยื่ออาชญากรรมมีฐานะเป็นคนชายขอบของกระบวนการยุติธรรม คนชายขอบในที่นี้หมายถึง เหยื่ออาชญากรรม เป็นเพียง ส่วนที่ถูกมองข้าม ถูกละเลย ในการเยียวยาหรือได้รับความสนใจของบุคคลากรในงานยุติธรรม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่น พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โจรใต้ได้ทำการก่อการระเบิดพลีชีพ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง รัฐมุ่งเน้นการเสาะแสวงหาเครือข่าย และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ เสียมากกว่าการมาสอบถามความต้องการของ ครอบครัวผู้เสียชีวิต หรือแม้กระทั่งครอบครัวของอาชญากรเอง เมื่อญาติของผู้เสียชีวิตหรือญาติของผู้กระทำผิดเองนั้นถูกละเลย ไม่ได้รับการเยียวยาเท่าที่ควร 

        กระบวนการยุติธรรมของรัฐมุ่งเน้น ปราบปราม จับกุม ลงโทษผู้กระทำผิดเป็นหลัก โดยทิ้งเหยื่ออาชญากรรมไว้เบื้องหลัง สังคมสนใจแต่อาชญากร สะสมเกิดเป็นความแค้น ความไม่พอใจ ที่สามารถจะรับรู้ได้ว่า รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถให้ความช่วยเหลือ หรือให้ความยุติธรรมแก่ตนได้ จึงปลูกฝังเป็นความเกลียดชัง ความแค้นเกิดขึ้นในกลุ่มญาติของเหยื่อ หรือญาติของผู้กระทำผิด และความเกลียดชังนี้เป็นการขัดเกลาทางสังคมที่ส่งผลโดยตรงต่อปัญหาระยะยาวที่มีต่อระบบยุติธรรมในประเทศไทย และเป็นเสมือนขวากหนามที่ทำให้ชุมชนและกระบวนการยุติธรรมไม่สามารถเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้

          และปัญหาหลักข้อสุดท้ายคือ การละเลยชุมชน ซึ่งชุมชนนั้นเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมให้สำเร็จ และมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการที่มีตัวแทนจากชุมชนมามีส่วนร่วมในระบบยุติธรรมชุมชน ชุมชนนั้นๆจะทราบถึงปัญหาเฉพาะที่เกิดภายในชุมชนได้อย่างดี มากกว่าบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่ยึดมั่นในหลักการทางกฎหมาย ตีความวินิจฉัยไปตามการกระทำว่าถูกหรือผิด มากกว่าการตั้งคำถามไปถุงสาเหตุของการก่ออาชญากรรมในชุมชนว่า ทำไมจึงเกิดปัญหา? ทางแก้ไขที่สามารถมาบรรจบ และร่วมมือกันได้ทั้งสี่ฝ่าย ได้แก่ เหยื่อ ผู้กระทำผิด ชุมชน และกระบวนการยุติธรรมคืออะไร? เมื่อชุมชนเองที่รู้ปัญหามากที่สุด มีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม ชุมชนนั้นอาจจะเสนอทางออกของปัญหา ที่เป็นที่น่าพอใจทั้งฝ่ายผู้กระทำผิด และฝ่ายผู้ถูกกระทำ ได้อย่างน่าพอใจ และสมควรแก่เหตุและผล อาจจะมีการชดใช้ค่าเสียหาย การขอขมา และการบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ชุมชน ด้วยวิธีการเหล่านี้ ที่ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หรือตัดสินข้อพิพาทต่างๆที่เกิดขึ้น จะเป็นอีกหนทางหนึ่งที่ส่งผลต่อจำนวนคดีที่ลดลงอย่างมากในการเข้าสู่ชั้นศาลได้ และยังส่งผลโดยตรงต่อการแก้ไข บำบัด เยียวยาผู้กระทำผิดที่มีปัญหากับชุมชนได้อย่างตรงจุด เช่น บุคคลที่ลักขโมย อาจจะต้องการรายได้มาจุนเจือครอบครัว เมื่อชุมชนได้พิจารณาถึงสาเหตุการกระทำผิด ตัวแทนชุมชนได้ตัดสินใจให้โอกาส ให้งานแก่บุคคลนั้นทำ จะเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุดมากกว่าการลงโทษ โดยการส่งเข้าไปในเรือนจำ ซึ่งเรือนจำนั้นอาจจะมีผลเสียในระยะยาวกับตัวผู้กระทำผิดมากกว่าผลดี ซึ่งเรือนจำนั้นไม่ต่างอะไรกับโรงเรียนฝึกอาชญากร

          และสิ่งที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่น นั่นคือ การประสานงานระหว่างหน่วยงานย่อย ซึ่งในกระบวนการยุติธรรมของไทยนั้นขาดกระบวนการทำงานแบบเป็นเอกภาพ นั่นคือการรับรู้ว่ามีจุดมุ่งหมายร่วมกัน ความสำเร็จที่มีร่วมกันเป็นตัวประสานหน่วยงานย่อยๆรวมไว้ด้วยกัน เปรียบเสมือนกฎหมายที่ดี ส่งผลต่อการบังคับใช้ที่ดี กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้นบุคลากรที่บังคับใช้กฎหมาย ควรจะมีประสิทธิภาพและมีความชำนาญตามวิชาชีพ จัดสรรบุคคลให้เหมาะสมกับงาน พร้อมทั้งติดตามผล เช่น หน่วยงานราชทัณฑ์ที่มีหน้าที่บำบัด แก้ไข ฟื้นฟู ผู้กระทำผิด ควรจะมีการติดตามผลเป็นระยะ ทั้งก่อน หลัง และในขณะที่ถูกลงโทษ ว่ามีผลเป็นอย่างไร แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงจุดหรือไม่ เพื่อนำไปปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาระบบและวิธีการฟื้นฟูต่อไป    

            ทั้งนี้ เนื่องจากสถานสุดท้ายของสายงานยุติธรรม คือราชทัณฑ์ ราชทัณฑ์จึงมีความสำคัญ และมีบทบาทอย่างมากในการซ่อมแซมบุคคลที่มีปัญหา บุคคลที่ไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างปกติชน เพื่อส่งคนเหล่านั้นกลับเข้าสู่สังคม และมีชีวิตที่ปกติสุขเฉกเช่นคนอื่นๆ ดังนั้นการแก้ไข ฟื้นฟู บุคคลเหล่านี้จึงมีความสำคัญที่สุดต่อการแก้ไขปัญหาในการกระทำผิดซ้ำ และปัญหาคนล้นคุกในระยะยาว

          ปัญหามากมายในการบริหารงานยุติธรรมไทยนั้นส่งผลให้เกิดแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ[3]ขึ้น โดยมีวิสัยทัศน์คือ “การบริหารงานยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากลสร้างความเป็นธรรมและประชาชนพึงพอใจ” มีเป้าหมายการดำเนินการ 4 ประการ นั่นคือบริการสะดวก รวดเร็ว ค่าใช้จ่ายเหมาะสม,ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม ,บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม ,คดีขึ้นสู่ศาลลดลง โดยมียุทธศาสตร์ที่ 1 ถึง 5 โดยสังเขปดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาประสิทธิภาพระบบการให้บริการประชาชนที่มีผู้รับผิดชอบคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาและบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมผู้รับผิดชอบคือสำนักงานอัยการสูงสุดยุทธศาสตร์ที่ 3 การส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมทางเลือกและการมีส่วนร่วมในงานยุติธรรมผู้รับผิดชอบคือกระทรวงยุติธรรมยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาบุคลากรและเผยแพร่องค์ความรู้ในงานยุติธรรมรับผิดชอบโดยสำนักงานศาลยุติธรรมยุทธศาสตร์ที่ 5 การขับเคลื่อนและบูรณาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ รับผิดชอบโดยสำนักงานกิจการยุติธรรม ซึ่งทั้ง 5 ยุทธศาสตร์นี้ก็สอดคล้องกับปัญหาข้างต้นที่กล่าวมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริการที่ไม่มีความยุติธรรมและค่อนข้างมีสองมาตรฐาน ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ยาก และไม่เท่าเทียม การบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นธรรมและไม่เสมอภาคเนื่องจากมี ระบบเจ้าขุนมูลนาย ที่ถูกยึดถือปฏิบัติต่อๆกันมาอย่างช้านาน และสุดท้าย เป้าหมายที่จะทำให้คดีขึ้นสู่ศาลลดลง สามารถแก้ไขได้โดยการใช้ระบบยุติธรรมทางเลือกหรือกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์นั่นเอง การให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในกระบวนการยุติธรรม และการมุ่งเน้นไปพิจารณาระบบฟื้นฟูผู้กระทำผิดที่มากขึ้น จะทำให้ปัญหาคดีล้นศาล คนล้นคุก ลดลงอย่างแน่นอน

          สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม คือ อาชญากรรมยังคงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากกฎหมายที่อ่อนแอ บุคลากรหรือผู้มีอำนาจบังคับใช้ ไม่มีความเสมอภาคหรือความยุติธรรมในการใช้กฎหมาย บทลงโทษที่น้อย จนทำให้ ผู้คิดที่จะกระทำผิดไม่เกรงกลัว ชั่งน้ำหนักดูแล้วรู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะตัดสินใจกระทำผิด และการกระทำนั้น มีผลตอบแทนมากกว่าโทษที่จะได้รับ

สถานการณ์ปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม มีจำนวนข้อพิพาททางแพ่งและข้อพิพาททางปกครองที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่องมาจาก กฎหมายที่อ่อนแอ คนไม่เกรงกลัว และสุดท้ายการคุ้มครองสิทธิยังไม่ครอบคลุมและเพียงพอ

          สถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น สามารถ ยกตัวอย่าง ที่สะท้อนให้เห็นถึง ปัญหาที่ชัดเจนของรัฐบาล ปัญหาการคอรัปชั่น และ การละเลยการคุ้มครองสิทธิ์ที่ยังไม่ครอบคลุมและเพียงพอ กอปรกับ กฎหมายที่มีความอ่อนแอคนไม่เกรงกลัวได้จาก ข่าว เสือดำที่ทุ่งใหญ่นเรศวรถูกยิง[4] และฆ่าอย่างทารุณ โดยเชื่อว่าถูกยิงและชำแหละโดยนายเปรมชัย กรรณสูตร ประธานบริหารและ กรรมการ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ พร้อมพวก 3 คน จากคดีบุกรุกป่าและสังหาร สัตว์คุ้มครอง ได้แก่เสือดำ ไก่ฟ้า และเก้งนี้ เป็นกระแสในสังคมอย่างมาก เนื่องจาก ประชาชนทั้งประเทศเฝ้ารอและติดตามการพิจารณาคดีและความเสมอภาคในการอำนวยความยุติธรรมในการดำเนินคดีที่กำลังเป็นประเด็นในขณะนี้ ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ มีฐานะทางเศรษฐกิจระดับต้นๆของประเทศ และถูกเชื่อว่า มีอำนาจ และสามารถใช้เงินซื้ออิสรภาพและความบริสุทธิ์ได้ คดีนี้เป็นตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนถึงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นจากทางสื่อมวลชน ที่นำเสนอข่าวนี้ อย่างมากจนทำให้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง ไม่สามารถประวิงเวลาไปได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจำเป็นจะต้องดำเนินคดีที่สื่อให้ความสนใจก่อนคดีอื่นๆ ความไม่เป็นธรรมในการแจ้งข้อหากับเจ้าหน้าที่อุทยาน หรือ หัวหน้าวิเชียร ผู้ที่สามารถจับกุมนายเปรมชัยและพวกได้ กลับต้องถูกแจ้งข้อหาละเลยการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากไม่ได้เก็บค่าธรรมเนียมเข้าชมป่า ท่ามกลางการปฏิบัติงานของกระบวนการยุติธรรมที่มีข้อกังขาและค้านสายตาประชาชนคนไทยอย่างมาก ประชาชนส่วนใหญ่ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น และแสดงจุดยืนถึงการเฝ้ารอความยุติธรรมที่จะเกิดขึ้นอย่างไม่ลดละ ถ้าหากกระบวนการยุติธรรมไทยยังละเลยการพิจารณาไปที่สาเหตุการกระทำผิด มุ่งเน้นแต่การตีความตามกฎหมาย ปัญหาเหล่านี้จะยังเป็นปัญหาต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุนั้น เชื่อได้ว่าจะเป็นการลดปัญหาได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

[1] กิตติพงษ์ กิตยารักษ์.(2544).ยุทธศาสตร์การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทางอาญาไทย.กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.

[2] จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย.(2547).ในการเอกประกอบการสัมมนาทางวิชาการ หัวข้อ "คดีล้นศาล คนล้นคุก ปัญหาจุกอกกระบวนการยุติธรรมไทย" (Diversion of cases and offenders). จัดโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ณ โรงแรม เดอะแลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ วันที่ 19 สิงหาคม 2548

[3] ศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ประยุกต์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.โครงการประสาน ติดตาม และประเมินผลตามแผนบูรณาการด้าน การปฏิรูปกฎหมายและพัฒนากระบวนการยุติธรรม และ แผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ พ.ศ. 2558 – 2561.[ออนไลน์].2560.แหล่งที่มา:

http://www.oja.go.th/TH/wp-con...

 [25 เมษายน 2561]

[4] มติชนออนไลน์.รวมฮิตพลังโซเชียล เสียดสี-แซะ-อำ ทวงความยุติธรรมให้ ‘เสือดำ’ ทุ่งใหญ่นเรศวร.[ออนไลน์].2561.แหล่งที่มา:

https://www.matichon.co.th/new...834461.[25 เมษายน 2561]

หมายเลขบันทึก: 649043เขียนเมื่อ 20 กรกฎาคม 2018 19:24 น. ()แก้ไขเมื่อ 28 ธันวาคม 2019 17:27 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี