ภิกษุ


เป็นพระทำไม เป็นพระเพื่อเป็นเนื้อนาบุญทำอย่างไร แบบที่ 1เป็นเพื่อเข้าสู่โลกพระนิพพานปฏิบัติเพื่อบรรลุวิมุตติซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพระสายวัดป่า

แบบที่ 2 คือพระที่เผยแพร่พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าโดยขั้นต้นคือศีล 225 ข้อซึ่งทั้งหมดหัวใจคือเป็นพระสุปฏิปันโนคือปฏิบัติดีน่าเลื่อมใสปฏิบัติตามพระปาฏิโมกข์และเรียนรู้พระไตรปิฎกเพื่อนำมาสอนสั่งอุบาสกอุบาสิกาต่อไป

ผู้ที่บวชเป็นภิกษุมีหน้าที่ 2 ประการ 

1.คันถธุระโดยการศึกษาพระธรรม เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ในพระไตรปิฎกประกอบด้วย 

พระวินัยปิฎก (ประมวลกฎข้อบังคับ เกี่ยวกับความประพฤติของพระสงฆ์) 

พระสุตตันตปิฎก (ประมวลพระพุทธพจน์ที่เกี่ยวกับเทศนาธรรม ประกอบด้วย เนื้อหาสาระ บุคคล เหตุการณ์ สถานที่ ตลอดจนบทประพันธ์ชาดก) 

พระอภิธรรมปิฎก (ประมวลหลักธรรมและคำอธิบายที่เป็นหลักวิชาล้วนๆ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์และบุคคลซึ่งเป็นสภาวธรรมของความเป็นอนัตตา)

2. คือ วิปัสสนาธุระ โดยการน้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์มาประพฤติ ปฏิบัติ รักษากาย วาจา ใจให้สุจริต หมั่นฝึกฝนอบรมตนในการขัดเกลากิเลส หมั่นเจริญสติและเจริญปัญญา ถือครองสมณเพศ เป็นอยู่ง่ายด้วยเครื่องอัฐบริขาร 8 อย่าง ได้แก่ สบง จีวร สังฆาฏิ บาตร มีดโกนหรือมีดตัดเล็บ เข็ม ประคดเอว กระบอกกรองนํ้า (ธมกรก) เป็นเนื้อนาบุญของอุบาสกและอุบาสิกาโดยการออกบิณฑบาตประกอบศาสนพิธี เผยแผ่พระธรรมแก่อุบาสกและอุบาสิกา กิจอื่นใดนอกเหนือจากนี้ล้วนไม่ใช่กิจของภิกษุทั้งสิ้น ซึ่งแบ่งออกตามที่อยู่เป็น 2 อย่างคือคามวาสีและอรัญญวาสี

พระพุทธองค์ทรงบัญญัติพระวินัยแก่ “ภิกษุ” ซึ่งเป็นข้อประพฤติและข้อปฏิบัติ 227 ข้อ เพื่อให้ “ภิกษุ” อยู่ร่วมกันด้วยดี ประโยชน์ของพระวินัยมี 10 ประการดังนี้

1.เพื่อความดีแห่งหมู่
2.เพื่อความสำราญ (ไม่เดือดร้อน) แห่งหมู่
3.เพื่อกำจัดบุคคลเก้อยาก (หน้าด้าน, ไม่ละอาย)
4.เพื่อความอยู่เย็นผาสุกแห่งผู้มีศีลเป็นที่รัก
5.เพื่อระวังอาสวะ(กิเลสที่หมักหมม นอนเนื่องทับถมอยู่ในจิต)
6.เพื่อระวังอาสวะ (กิเลสที่หมักหมม นอนเนื่องทับถมอยู่ในจิต) ที่จะมีต่อไปวันข้างหน้า
7.เพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส
8.เพื่อความเจริญยิ่งๆ ของผู้เลื่อมใสแล้ว
9.เพื่อความตั้งมั่นแห่งพระสัทธรรม (ธรรมอันดี)
10.เพื่ออุดหนุนพระวินัย

ผู้ที่อุปสมบทเป็น “ภิกษุในประเทศไทย” น้อยนักที่จะเป็นผู้ศรัทธาในพระธรรมอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่อุปสมบทตามประเพณีหรือมีเหตุผลเฉพาะตัวของแต่ละบุคคล เมื่ออุปสมบทเป็น “ภิกษุ” แล้วก็ไม่ได้ให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ของ “ภิกษุ” ทั้งในด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ จึงไม่มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมอย่างถูกต้อง ไม่เป็นผู้ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยอย่างเคร่งครัด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติสิกขาบท มิให้ “ภิกษุ” ยินดีและรับเงินทองดังที่ปรากฏอยู่ในพระวินัยปิฎกที่ว่า “…ภิกษุใดรับเองก็ดี ให้ผู้อื่นรับก็ดี หรือยินดีกับเงินและทองที่ผู้อื่นเก็บไว้ให้ เป็นอาบัติ นิสสัคคิยปาจิตตีย์…” ปัจจุบัน “ภิกษุ” ส่วนใหญ่ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติตามพระวินัยในข้อนี้ ซึ่งถือได้ว่า “ภิกษุผู้เป็นหัวหน้าของพุทธบริษัทไม่เคารพสิกขาบทที่พระพุธองค์ทรงบัญญัติไว้จึงกลับเป็นผู้ทำลายพระพุทธศาสนาเสียเอง”

พระธรรมวินัย ประกอบด้วย “หลักธรรมคำสอน” ของพระพุทธองค์และเป็นวินัยสำหรับภิกษุ 227 ข้อ ที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้เพื่อมิให้ “ภิกษุ” ล่วงละเมิดเป็นสิ่งที่ “ภิกษุ” ต้องให้ความเคารพอย่างสูงสุด มิเช่นนั้นแล้วก็หาใช่ “ภิกษุในพระธรรมวินัยไม่” คือไม่เป็นพระอีกต่อไป

คัดจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 2561

คำสำคัญ (Tags): #การเป็นพระ
หมายเลขบันทึก: 648410เขียนเมื่อ 22 มิถุนายน 2018 04:03 น. ()แก้ไขเมื่อ 22 มิถุนายน 2018 15:06 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี