ออกโปรดเวไนยสัตว์ ด้วยการขับแท็กซี่

      ก่อนอื่นขออธิบายความหมายของคำว่า "เวไนยสัตว์" ก่อน ด้วยมีบางท่านยังไม่ทราบความหมายนี้
      เวไนยสัตว์ คือ ผู้ที่พร้อมจะรับธรรมะ  ผู้ที่พอจะสั่งสอนได้  ผู้ที่สามารถบรรลุธรรมได้  เปรียบเสมือนบุคคล ๓ จำพวกแรกในบุคคล ๔ จำพวก ของบัวสี่เหล่า นั้นคือ อุคคฏิตัญญู  วิปจิตัญญู และ เนยยะ ส่วน ปทปรมะบุคคลนั้นเป็นอเวไนยสัตว์ 

      การสนทนาธรรมกับเวไนยบุคคลจะนำความอิ่มเอมใจมาให้  การที่เราขับแท็กซี่และได้มีโอกาสแสดงธรรมไปด้วย เราถือว่าเราได้ทำบุญ นั้นคือ ธัมมเทสนามัยหรือบุญสำเร็จได้ด้วยการแสดงธรรม เป็นหนึ่งในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐

      ส่วน อเวไนยบุคคล เราก็สนทนาแบบโลกธรรม และอาจสอดแทรกธรรมะ แบบไม่ให้รู้ตัวบ้างบางโอกาส หรือในบางครั้งเราก็นิ่งเสียไม่สนทนาด้วยเลย เพราะไม่มีประโยชน์ทางใดเลยที่จะสนทนาด้วย

      วิธีการดังกล่าวข้างต้นนี้ล่ะ  คือ การโปรดสรรพสัตว์ของเราในปัจจุบันนี้  ในชาตินี้  ซึ่งตอนนี้มารยังตามมาไม่ทันเรา ตอนนี้มารยังขัดขวางเราไม่ได้  แต่ไม่แน่ในอนาคต มารอาจหาวิธีใหม่ๆ มารับมือกับเรา  แต่ถึงอย่างไร มารเหล่านั้นก็ต้องพ่ายไปในที่สุด เพราะความเพียรในการที่จะแสดงธรรมของเรา

      วันพฤหัสตอนตีสามครึ่งของอาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้รับผู้โดยสารชายวัยก่อนเกษียณท่านหนึ่ง  เขากล่าวขอโทษเรา "ขอโทษด้วยครับ"  เราจึงถามต่อไปว่าขอโทษอะไร  เขาตอบ "ขอโทษที่ทำให้รถมีกลิ่นเหล้า"  เราจึงกล่าวไม่เป็นไรหรอก จากนั้นเขาก็พูดให้เราฟังต่อว่า เขาดื่มเหล้าตั้งแต่หัวค่ำจนตีสามกับเพื่อน  สาเหตุเพราะอยากระบายความคับแค้นใจจากปัญหาชีวิต และ ปัญหาในที่ทำงาน 

      กรณีคนเมาอย่างนี้ ดูแล้วเราไม่น่าจะสนทนาธรรมได้  แต่เราก็สามารถแสดงธรรมได้  เหตุด้วยเขาพร้อมที่จะรับฟัง ธรรมที่เราแสดง คือ ธรรมอันเป็นเหตุ  หรือเหตุเกิดแต่กรรม  โดยเราเล่าชีวิตจริงของเราให้เขาฟัง  เขาก็รู้สึกว่าปัญหาของเขายังน้อยกว่าของเรามากนัก  แต่เราก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ  การได้ยินได้ฟังเรื่องของเรา  ทำให้เขามีกำลังใจขึ้นมา เขาขอนามบัตรเรา  เราก็ให้ไป  แต่นามบัตรนั้นเราใช้สำหรับขายของ  เราก็เลยบอกเขาก่อนว่าอย่าเอาไปเลย  เขากับตอบว่า "ก็ดีซิครับ  จะได้มีโอกาสช่วยเหลือคนดีบ้าง" 

      คำว่า "ช่วยเหลือคนดี"  อาจฟังดูแล้วดีสำหรับคนอื่น แต่สำหรับเรา มันเป็นเรื่องธรรมดาของโลก  เพราะกลุ่มหนึ่งที่ว่าเราดีก็ด้วยเหตุปัจจัยของเขา  แต่ก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ว่าเราไม่ดี นั้นก็ด้วยเหตุปัจจัยของเขา  การที่จะมีใครมาว่าเราดีไม่ดี  มันเป็นเรื่องของเขา  มันเป็นเหตุปัจจัยของเขา  ไม่เกี่ยวกับเรา  เราจึงไม่ควรใส่ใจว่าใครจะมาว่าเราดีหรือไม่ดี  เพราะมุมมองชีวิตของแต่ละคนต่างกัน ต่างกันจนหาที่สุดไม่ได้

      เราจึงพูดกับท่านผู้โดยสารท่านนี้ว่า  เรามักว่าเราดี และจะเป็นเช่นนี้เสมอ แต่ในความเป็นจริงคนอื่นอาจว่าไม่ดีก็ได้  แล้วเมื่อใดที่ผู้อื่นว่าเราไม่ดี โดยเฉพาะผู้ร่วมงาน  เขาก็จะให้โทษแก่เราไม่ทางหนึ่งก็ทางใด ดังนั้นถ้าจิตเราไม่ยึดติดอยู่กับสิ่งต่างๆที่ผู้อื่นกระทำต่อเรา  เราก็จะทุกข์ใจน้อยลง  เราก็ไม่ต้องพึ่งพาเหล้า  เพราะเราพึ่งพาธรรมะเพื่อดับทุกข์แทน  บทสรุปของชีวิตที่มีธรรมะ จะนำมาซึ่งสุขภาวะที่ดี  ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ  

      เมื่อเราไม่ยึดมั่น ไม่สร้างอุปาทาน ไม่สร้างอัตตาตัวตน  จิตก็วางลงได้  จิตก็ว่างได้   จิตว่างจากอุปาทาน ณ ช่วงขณะนั่น  ย่อมนำสุขภาวะอันเป็นเลิศมาให้แก่บุคคลผู้วางได้ละได้

      ใจความเนื้อหาธรรมทั้งหมดนี้ เกิดจากการสนทนาแบบพื้นๆ ที่ผู้โดยสารท่านนี้ต้องตีความให้ได้ตามนี้  ถ้าตีความหมายได้ตามนี้ จิตเขาจะผ่องใส  แม้จะผ่องใสแบบมึนๆ เพราะฤทธิ์สุราก็ตามที   มาถึงตอนนี้เราก็ขับพาผู้โดยสารท่านนี้ถึงจุดหมายปลายทาง  เราทั้งสองกล่าวล่ำลากัน โดยเขาได้กล่าวเพิ่มเติมถึงการสนทนาต่อในอนาคต  ซึ่งเราก็รับปากด้วยความยินดี  ครั้นเมื่อส่งผู้โดยสารท่านนี้เสร็จ  เราก็หันหน้ารถกลับเพื่อมุ่งตรงเข้าเมือง และกดมิเตอร์ว่า "ว่าง"  พร้อมที่จะรับผู้โดยสารท่านต่อไป

      ดังนั้น คำว่า "ว่าง" ในวันนี้  จึงเป็นการว่างจากความเป็นตัวเราของเรานั้นเอง


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การปฏิบัติสมาธิภาวนา แบบคนธรรมดา



ความเห็น (0)

คำสำคัญ (Tags)

#ธรรมะ#เหล้า

หมายเลขบันทึก

646774

เขียน

28 Apr 2018 @ 06:43
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก