กาหลมหรทึก : คำโคลงปริศนารอยอาฆาต

          สังคมไทยในปัจจุบันยังคงมีเหตุการณ์บ้านเมืองที่มีความโหดร้ายทารุณอันสะเทือนขวัญเกิดขึ้นให้ได้ติดตามข่าวอยู่ทุกช่วงเวลา และผู้ที่ต้องเข้าไปดูแลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นคือตำรวจ จะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดคดีขึ้นตำรวจคือบุคคลต้องดูแลประชาชนหรือที่ทุกคนรู้จักคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ซึ่งตำรวจต้องหาทางจับคนร้ายนำมาดำเนินคดีให้ได้ แต่ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่าน้อยคดีที่สามารถจะจับคนร้ายได้จริงๆ หรือต้องเป็นคดีที่เป็นข่าวใหญ่โตจึงจะสามารถดำเนินคดีและหาตัวคนร้ายให้เร็วที่สุด แต่ถ้าหากเป็นคนธรรมดา ไม่มีสิ่งที่น่าสนใจ คดีนั้นก็จะไม่ได้รับการใส่ใจพอสมควร ซึ่งกาหลมหรทึกได้นำเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนคดีปริศนาที่ลึกลับซับซ้อน โดยมี พ.ต.ท. เวทางค์  ภิรมย์รุจ สารวัตรหนุ่มสุดหล่อแห่งกองสอบสวน ที่มักจะลงพื้นที่เพื่อสืบสวนคดีทุกคดีด้วยตนเอง ไม่นำผลงานของลูกน้องมาเป็นของตนเอง ซึ่งสารวัตรเวทางค์ได้รับแจ้งคดีที่เป็นปริศนาเพราะมีรอยสักที่หน้าผาก ข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้าง ซึ่งคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นมีลักษณะที่นำเข้ามาเกี่ยวโยงกับคำโคลง ทั้งนี้เนื้อหาทำให้เห็นความทุ่มเทในการทำงานของตำรวจที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ติดตามคนร้าย แต่ต้องมาแกะคำปริศนาทั้งห้าคำที่คนร้ายฝากทิ้งไว้กับผู้ตาย

          กาหลมหรทึกเป็นนวนิยายของ ‘ปราปต์’ หรือ ‘ชัยรัตน์ พิพิธพัฒนาปราปต์’ ซึ่งนามปากกาที่ตัดมาจากส่วนหนึ่งของนามสกุลจริง ‘พิพิธพัฒนาปราปต์’ เป็นนักเขียนสืบสวนสอบสวนรุ่นใหม่ไฟแรง ชายหนุ่มวัยสามสิบผู้รักและสนใจในเรื่องการประพันธ์มาตั้งแต่เยาว์วัย กลายมาเป็นนักเขียนนวนิยายมือทองจากผลงานชื่อเรียกยาก ‘กาหลมหรทึก’ ที่ได้รับรางวัลระดับชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนวนิยายยอดเยี่ยมรางวัล ‘นายอินทร์อะวอร์ด’ ปี 2557 รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 “เซเว่นบุ๊คอวอร์ด” ครั้งที่ 12 ปี 2558 เข้ารอบ Short List รางวัลซีไรต์ 2558 ซึ่งปราปต์เริ่มต้นการเขียนจากเว็บเด็กดี โดยมีนวนิยายเรื่องแรกคือ “รักต้องปล้ำ” เป็นนวนิยายสำหรับวัยรุ่น แนวพาฝัน ต่อมาได้มีผลงานออกมาเรื่อยๆ เช่น สาวป่วน-ก๊วนรด                   หัวใจใส่วิปครีม  สาวป่วน-ก๊วนเฟรชชี่  นิราศมหรรณนพ  ห่มแดน และดวงแบบนี้ไม่มีจู๋  ซึ่งกาหลมหรทึกได้รับความสนใจจากนักอ่านเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นเรื่องแนวสืบสวนสอบสวนเป็นคดีปริศนาที่พิลึกพิลั่น สร้างความสนใจให้นักอ่านลุ้นระทึกไปกับเนื้อหา เป็นเรื่องที่ผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจาก ‘กลโคลง’  เนื่องจากผู้เขียนรู้จักกลโคลงมานานมากแล้ว และอยากเขียนเป็นเรื่องสืบสวนแบบแดน บราวน์และอยากนำเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวโยงในเรื่องเพื่อให้เกิดแนวสืบสวนให้ลุ้นระทึกตลอดการอ่าน

          กาหลมหรทึกเป็นเรื่องราวสืบสวนสอบสวน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒  โดยมีคดีปริศนาที่ผู้ตายทุกคนต้องมีรอยสักอยู่หน้าผาก ข้อมือ และข้อเท้าทั้งซ้ายและขวา รวมทั้งหมด ๕ จุด  ซึ่งมีทั้งหมด ๕ คดี เหยื่อที่โดนทำร้ายทุกคนนั้นมีชื่อเป็นคำตาย ได้แก่ ลุ วาด พระมหาสุชีพ ศักดิ์ และอ่ำ ซึ่งอ่ำไม่ใช่คำตาย แต่ถ้าหากมองในแง่มุมของการแต่งโคลงก็จะทำให้รู้ว่า คำตาย สามารถแทนคำเอกได้ ซึ่งในทางกลับกันก็สามารถใช้คำเอกตรงตัวได้ โดยมี พ.ต.ท. เวทางค์ ภิรมย์รุจ เป็นคนที่ดูแลคดีทั้งหมด ซึ่งคดีทั้งหมดที่เกิดขึ้นทำให้เวทางค์และลูกน้องทุกคนเกิดความเครียดเพิ่มมากขึ้นเพราะคดีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องราวที่มีความซับซ้อนและยังเกี่ยวโยงกับคำโคลง  พะนอนิจซึ่งเป็นภรรยาสาวเชี่ยวชาญทางด้านโคลงช่วยแก้ไขโคลงจนสามารถเริ่มรู้ความเป็นไปของคดีมากขึ้น ในวันหนึ่งเมื่อรู้ตัวคนร้าย  จึงทำให้เวทางค์ได้รู้ว่าคนที่คิดวางแผนเกี่ยวกับคดีทั้งหมดคือพะนอนิจภรรยาของเวทางค์นั่นเอง ซึ่งมีนายกล้าลูกน้องของนายเตชพ่อบุญธรรมของพะนอนิจ เป็นผู้ที่ดำเนินเหตุการณ์ทั้งหมด เหตุผลที่พะนอนิจทำทั้งหมดเพราะแก้แค้นให้กับครอบครัว คือแก้แค้นนายเตชที่ทำร้ายร่างกายและจิตใจของตน และแก้แค้นหลวงลุงเฟื้องที่พะนอนิจเคยนับถือแท้จริงแล้วเขาเคยเป็นตำรวจและใส่ร้ายพ่อแท้ๆ ของพะนอนิจ จนต้องติดคุก แม่ก็หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย ทำให้พะนอนิจแค้นฝังลึกในจิตใจ  จึงคิดทำเรื่องราวทั้งหมดขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายทั้งสองคน พะนอนิจจะยิงเฟื้องแต่พลาดโดนเวทางค์ จึงทำให้เวทางค์เสียชีวิตในที่สุด

          กาหลมหรทึกเป็นนวนิยายแนวสืบสวนสอบสวน มีรูปลักษณ์การนำเสนอเนื้อหาแบบอาชญนิยายและเรื่องลึกลับ โดยอิงประวัติศาสตร์ร่วมด้วย โดยผู้เขียนเปิดเรื่องด้วยการเกริ่น พูดถึงนักโทษที่ต้องโดยคุมขังไปอยู่เกาะตะรุเตา ซึ่งถูกตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงจระเข้เป็นเพื่อนร่วมคุก และด้วยความโชคร้ายก็โดนไข้ป่ามาลาเรียเข้าทำร้ายอย่างสาหัส ทำให้เขาต้องหยุดชีวิตไว้เพียงเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนแสดงให้เห็นถึงเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ต้องถูกเนรเทศไปอยู่เกาะนรกด้วยพิษของธุรกิจซึ่งเขาไม่ใช่คนผิด แต่โดนใส่ร้าย และก็ยังมีหวัง ว่าสักวันต้องพ้นโทษกลับไปหาลูกเมีย แต่ความฝันนั้นก็พังทลายด้วยพิษไข้ป่ามาลาเรีย

          จากการเกริ่นเรื่องของผู้เขียนก็จะเห็นปริศนาว่าชายผู้ถูกเนรเทศไปอยู่เกาะนรกคือใคร และมีความเป็นมาสำคัญในเรื่องอย่างไร ซึ่งจะเห็นได้ว่าชายคนดังกล่าวคือพ่อแท้ๆ ของพะนอนิจ หรือนายทองนอก ป้อมมงคล ซึ่งเป็นเศรษฐีที่ปากน้ำโพ ถูกใส่ร้ายว่าเป็นกลุ่มกบฏบวรเดช จนต้องถูกจับ และโดนคุมขังที่เกาะตะรุเตาจนสิ้นสุดชีวิตที่นั้น จึงทำให้พะนอนิจคิดหาทางแก้แค้นบุคคลที่ใส่ร้ายป้ายสีพ่อของตนจนต้องติดคุก นั่นก็คือหลวงลุงเฟื้อง ซึ่งเคยเป็นตำรวจสันติบาลเก่า และเคยใส่ร้ายพ่อของพะนอนิจเพื่อให้ครอบครัวของตนได้ธุรกิจที่จับตาไว้จนสมปรารถนา  ด้วยความรู้สึกผิดจึงไปอาศัยในร่มเงากาสาวพัสตร์เพื่อบรรเทาความรู้สึกผิด แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พะนอนิจนั้นหายจากความโกรธแค้นที่เขาทำต่อครอบครัวของเธอ จึงทำให้เธอคิดค้นคำโคลงทุกอย่าง วางแผนอย่างละเอียดเพื่อจัดฉากใส่ร้ายป้ายสีนายเฟื้อง และนายเตชผู้ที่รับเลี้ยงเธอมาอยู่ในความดูแล เมื่อตอนที่เธอขาหัก ซึ่งพ่อของเธอโดนจับ แม่ก็หายสาบสูญ นายเตชจึงรับเธอมาเลี้ยงดูและบอกว่าเป็นลูกของน้องชาย  แต่เมื่อเธออยู่กับนายเตชเธอต้องทนทุกข์ทรมานจากนายเตชและภรรยาของอย่างไร้ความปราณี  พะนอนิจก็โดนทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจจนเธอเจ็บปวดรวดร้าวในใจเสมอมา อย่างที่จะให้อภัยแก่ผู้กระทำไม่ได้ เธอจึงวางแผนเพื่อแก้แค้นทั้งสองคนอย่างรอบคอบ

          พะนอนิจวางแผนการฆ่าคนโดยมีคำปริศนาอยู่บนตัวผู้ตาย ๕ คำ แต่มีเพียง ๑ คดีที่ไม่เสียชีวิต ซึ่งผลทุกอย่างจะสาวไปถึงนายเตชและนายเฟื้อง เมื่อการวางแผนทุกอย่างของพะนอนิจเป็นไปด้วยความราบรื่น แต่สุดท้ายนายเฟื้องก็เป็นคนที่รู้เรื่องราวทุกอย่างที่เธอทำ แม้ว่าเขาจะยอมรับทุกอย่าง อย่างที่เขาก็ยังคงรู้สึกผิดต่อสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ในวันที่สารภาพก็เป็นวันที่ทำให้เวทางค์ก็ได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมดของภรรยาตนด้วยเช่นกัน ด้วยความโกรธ ความอาฆาตของพะนอนิจจึงส่งผลให้เธอจะยิงเฟื้อง แต่สุดท้ายก็พลาดโดนเวทางค์ซึ่งจะเข้ามาห้าม จึงทำให้เวทางค์เสียชีวิตในที่สุด ผู้เขียนปิดเรื่องราวโดนการเล่าเรื่องราวจากวันที่เวทางค์เสียชีวิต และมีลูกสาวตัวน้อยมาแทนที่เวทางค์ให้พะนอนิจได้คลายความคิดถึง แต่ยังคงฝังความอาฆาตภายในจิตใจของพะนอนิจที่มีต่อนายเตช ซึ่งเป็นอัมพาต และอยู่ในความดูแลของพะนอนิจ ด้วยความไร้เดียงสาของลูกสาวก็อยากใช้สิ่งที่แม่เรียกว่าแกะสลักวาดรูปบนหน้าผาก ข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้างของคุณตา

          นวนิยายเรื่องนี้มีความขัดแย้งหลักคือความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งก็คือพะนอนิจกับนายเฟื้อง ที่พะนอนิจไม่พอใจนายเฟื้องที่ใส่ร้ายป้ายสีพ่อของตนจนต้องติดคุก แม้จะไม่ใช่ความขัดแย้งของการกระทำต่อหน้า แต่เป็นความขัดแย้งที่อยู่ในส่วนลึกของจิตใจ ด้วยความขัดแย้งนี้จึงนำไปสู่เรื่องราวทั้งหมดของเรื่อง และความขัดแย้งระหว่าง  ร.ต.ต. กบี่ กับ ร.ต.ต. สุริยน ที่มีความขัดแย้งกันเสมอเวลาทำงาน เช่น ตอนไขคดีที่เกิดขึ้นก็พยายามใช้ความคิดเพื่อจะได้ตอบสารวัตรเวทางค์ เพื่อความดีความชอบของตน จึงทำให้ทั้งสองต้องมีเรื่องขัดแย้งกันอยู่เสมอ ทั้งนี้ยังมีความขัดแย้งย่อย ซึ่งได้แก่ ความขัดแย้งภายในจิตใจของพะนอนิจ คือ เธอต้องตัดสินใจว่าจะทำตามแผนที่วางไว้หรือไม่เมื่อนายลุเสียชีวิต แต่ชีวิตของเธอเมื่อมีเวทางค์เข้ามาอยู่ในชีวิตก็มีความสุขมากพออยู่แล้ว เธอคงไม่ต้องการอะไรอีก แต่ถ้าหากเธอไม่ลงมือทำก็เหมือนกับไม่ได้แก้แค้นแทนพ่อแม่ ซึ่งเธอต้องเลือกระหว่างความสุขสบายของตนในปัจจุบัน หรือ เลือกกระทำความแผนที่เธอวางไว้เพื่อแก้แค้น ซึ่งสุดท้ายแล้วเธอก็เลือกแก้แค้น และต้องเสียคนรักในที่สุด 

          นวนิยายเรื่องกาหลมหรทึกมีแนวคิดสำคัญคือความพยาบาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างก็รู้ว่าความอาฆาตพยาบาทนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี ซึ่งความพยาบาทได้ถ่ายทอดผ่านตัวละครของพะนอนิจที่มีความแค้นฝังลึกลงในจิตใจของเธอ เธอจึงทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะแก้แค้นให้กับครอบครัวของเธอ ที่โดนใส่ร้ายป้ายสีจนพ่อต้องเข้าคุกและยังโดนส่งไปอยู่เกาะตะรุเตา และแม่ก็หายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย  ซึ่งพะนอนิจใช้คนบริสุทธิ์ ไม่รู้เรื่องอะไรแต่ก็ต้องมาเสียชีวิตกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อใส่ร้ายคนที่ทำร้ายครอบครัวเธอคือนายเฟื้อง และคนที่ทำให้ชีวิตเธอไม่มีความสุขก็คือนายเตช  พะนอนิจเลือกที่จะแก้แค้น จึงทำให้เกิดการเสียเลือดเสียเนื้อของคนบริสุทธิ์ แต่ถ้าหากเธอเลือกจะปล่อยวาง ใช้ชีวิตที่เธอเลือกอยู่กับเวทางค์อย่างมีความสุข ไม่กลับไปยึดติดกับการแก้แค้นอีก ก็จะไม่สูญเสียชีวิตที่บริสุทธิ์ และไม่สูญเสียคนที่เธอรักมากที่สุดและเธอเองก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขอะไรได้อีก

          ฉากในกาหลมหรทึกเป็นฉากที่มีความสำคัญในการไขคดีปริศนา เพราะฉากทุกฉากที่คนร้ายใช้ เป็นสิ่งที่ส่งผลให้นำไปสู่เรื่องราวในการไขคดีความต่อไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าฉากจะอยู่กระจัดกระจายกัน แต่จะมีเพียงห้าฉากที่มีความสำคัญในเรื่อง คือฉากที่เป็นบ้านของเหยื่อทั้งห้าคน เพราะส่งผลให้ไขคดีความ และยังมีฉากบนเกาะตะรุเตา ที่บรรยายให้เห็นถึงความทรหดของคนที่อยู่บนเกาะ ต้องตัดขาดจากโลกภายนอก มีเพียงจระเข้ที่เป็นเพื่อนร่วมคุก ซึ่งเป็นฉากที่สร้างความคับแค้นใจของตัวละคร จนนำไปสู่ความอาฆาตพยาบาทในที่สุด

          ตัวละครในเรื่องกาหลมหรทึกมีตัวละครหลายตัว อย่างเช่น เวทางค์ ซึ่งเป็นตัวละครที่มีหลายลักษณะ คือมีหลายอารมณ์ หลายความรู้สึก และมีความเคร่งเครียดเมื่อต้องทำงาน เป็นคนที่มีความจริงจังกับการทำงาน  มีความขี้เล่นเมื่ออยู่กับครอบครัวเหมือนกับในชีวิตจริงทั่วๆ ไป หลายคนอาจจะมองว่าอาชีพที่เวทางค์ทำนั้นเป็นอาชีพที่เสี่ยงอันตรายอาจจะนำภัยมาสู่ครอบครัวของตนได้ และเวทางค์นั้นก็ไม่สามารถดูแลครอบครัวได้เสมอไป จึงทำให้ลูกและภรรยาต้องคอยระมัดระวังผู้ไม่หวังดีเกี่ยวกับคดีที่ตนปฏิบัติไปด้วย               แต่เมื่อเวทางค์มีเวลาก็จะทุ่มเทให้กับครอบครัวอยู่เสมอ ดูแลครอบครัวเป็นอย่างดี แต่เมื่อมีงานก็ต้องหันหน้าไปหางานก่อนเพราะหน้าที่และอุดมคติที่ยึดมั่นในความตั้งใจในหน้าที่การงานก็เป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเขามาก ในเรื่องของการดำเนินชีวิต เวทางค์ค่อนข้างเป็นคนจริงจังกับหน้าที่การงาน ลงมือปฏิบัติงานด้วยตนเอง ไม่นำผลงานของลูกน้องมาเป็นผลงานให้ตนเอง  จึงทำให้ลูกน้องที่ทำงานด้วยมีความเคารพนับถือในความสามารถ และอยู่ภายใต้ข้อบังคับบัญชาโดยไม่มีข้อกังขา  เพราะน้อยคนที่มียศระดับเทียบเท่าเวทางค์ ที่จะลงมือมาปฏิบัติงานด้วยตนเอง ส่วนใหญ่ก็ปล่อยให้ลูกน้องได้ปฏิบัติงาน และนำผลงานมาเป็นของตนเอง ซึ่งไม่ใช่ พ.ต.ท. เวทางค์  ภิรมย์รุจ แต่เมื่อเวทางค์อยู่กับภรรยาก็จะกลายเป็นคนขี้เล่น หรือเปลี่ยนไปเป็นอีกบุคลิก เป็นผู้ชายที่อ่อนโยน มีความเป็นผู้นำครอบครัวและเป็นคนที่นำความอบอุ่นมาสู่พะนอนิจอยู่เสมอ  ส่วนพะนอนิจเป็นตัวละครที่มีหลายลักษณะ คือเป็นคนที่มีหลายอารมณ์ มีความแค้น มีความอ่อนโยน และมีความเมตตาเหมือนกับตัวละครทั่วไปหรือเหมือนกับในชีวิจริงหลายคน ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าพะนอนิจนั้นเป็นคนใจโหดเหี้ยมหรือไม่ เพราะพะนอนิจนั้นก็เป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวเมื่ออยู่กับเวทางค์หรืออยู่กับลูก เธอทำหน้าที่ของภรรยาได้ไม่ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด แต่สิ่งที่เธอทำลงไปทุกอย่างเป็นสิ่งที่เธอต้องทำเพื่อทดแทนบุญคุณของพ่อแม่ โดยการแก้แค้นให้กับครอบครัว และสิ่งที่เธอพบเจอมาโดยตลอดเวลาที่อยู่บ้านนายเตช ในเรื่องของการดำเนินชีวิต พะนอนิจเป็นคนค่อนข้างมั่นใจในตนเองสูง ไม่ยอมอ่อนข้อให้ใคร ด้วยความทะนงตนของเธอและปมที่อยู่ในใจมาโดยตลอด จึงทำให้ใครหลายๆคนมองว่าเธอเป็นคนหยิ่งยโสซึ่งก็มีเวทางค์ที่สามารถปราบความดื้อรั้นของพะนอนิจจนอยู่หมัด แต่แท้จริงแล้วเธอก็คือผู้หญิงคนหนึ่งแม้ข้างนอกจะดูเข้มแข็งมากสักเพียงไหน สุดท้ายก็ต้องการความอบอุ่นและคนที่พร้อมจะดูแลและเข้าใจเธอเสมอ

          จากการพิจารณาตัวละครทั้งสองตัวละคร ก็ยังมีตัวละครที่สำคัญอีก เช่น หลวงพี่เฟื้อง ซึ่งเป็นตัวละครที่มีหลายลักษณะ คือเป็นคนที่กล้าหาญ มีอารมณ์อ่อนไหว เหมือนกับตัวละครในชีวิตจริง ซึ่งจะกล่าวว่าหลวงพี่เฟื้องเป็นคนนิสัยไม่ดีหรือไม่ เพราะชีวิตโดยส่วนตัวของหลวงลุงเฟื้องเคยเป็นตำรวจสันติบาลเก่า มีความตั้งใจจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงตรง แต่เพราะโดนครอบครัวบังคับให้ทำผิดในหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ ก็ทนทำอาชีพนั้นไม่ได้เพราะรู้สึกผิด และลาออกไปอาศัยร่มเงากาสาวพัสตร์ แต่เมื่อรู้เรื่องทั้งหมดที่พะนอนิจกระทำลงไป ก็ยอมรับในความผิดพลาดทั้งหมดที่ตนเคยก่อไว้ ซึ่งเมื่อตอนอาศัยในร่มเงากาสาวพัสตร์ก็เป็นพระที่มีความประพฤติปฏิบัติในทางที่ดี ไม่ได้นำความเดือดร้อนมาให้ใคร ซึ่งจะบอกว่าหลวงพี่เฟื้องเป็นคนที่ไม่ดีนั้นก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่สิ่งที่หลวงลุงเฟื้องเคยทำลงไปก็เพราะถูกบังคับให้ทำ ส่วนนายแพทย์เตช หรือพ่อบุญธรรมของพะนอนิจนั้นเป็นตัวละครที่มีหลายลักษณะเช่นกัน คือมีความหลากหลายทางอารมณ์ มีความโกรธ มีความอ่อนไหว และมีอารมณ์เก็บกดซ่อนเร้นภายในจิตใจ ซึ่งจะเห็นได้ว่านายแพทย์เตชนั้นรักพะนอนิจมากกว่าคำว่าลูก เป็นความรักในเชิงชู้สาวมากกว่า จึงมีอารมณ์โกรธเวทางค์ทุกครั้งที่เห็นหน้า เพราะไม่พอใจที่เวทางค์แย่งพะนอนิจไป แต่นายแพทย์เตชก็มีอารมณ์อ่อนไหวเสมอเมื่ออยู่พะนอนิจ ซึ่งนายแพทย์เตชนั้นก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้ๆ พะนอนิจ  

          กาหลมหรทึกมีกลวิธีการแต่งโดยผู้เขียนเป็นผู้เล่าเรื่องราวทั้งหมด แม้ว่าผู้เขียนจะรู้เรื่องราวเหตุการณ์ทั้งหมดของเนื้อเรื่องก็ยังสามารถเล่าเรื่องราวให้ผู้อ่านลุ้นระทึกความลึกลับซับซ้อนซึ่งนำให้ผู้อ่านได้คิด คล้อยตาม และติดตามการเล่าเรื่องของผู้แต่งอย่างใจจดใจจ่อ ทั้งนี้แม้ว่าในเรื่องจะมีเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ ก็เป็นเพียงเหตุการณ์ที่สอดแทรกให้สอดคล้องกับเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนได้อย่างกลมกลืนและลงตัว ซึ่งก็ไม่ได้ทำให้ผู้อ่านคาดเดาเหตุการณ์ประวัติศาสตร์มาตัดสินเรื่องราวได้ทั้งหมด

          นวนิยายกาหลมหรทึกมีความโดดเด่นเกี่ยวกับการนำคำโคลงมาเป็นปริศนาในการไขคดีความได้อย่างกลมกลืน คือสามารถนำโคลงภาษาไทย ซึ่งเป็นการเตรียมบทโคลงไว้เป็นอย่างดี และนำมาเป็นปริศนาให้นำพาไปสู่การสืบสวนสอบสวนสาวตัวไปถึงคนร้ายได้อย่างลงตัว ซึ่งเป็นการนำคำปริศนาที่อยู่บนตัวเหยื่อทั้งห้าคำนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนเป็นโคลง คือ

                                      “โพธิ์ราทิ้งกิ่งหล้อง        ลงรา

                             โพธิ์เหย้าแล้งเกิดพา                 ผากเหย้า

                             โพธิ์แตกสิต่อมา                      พงส์แตก

                             โพธิ์ไห้โหนโจนเจ้า                   เจ่าไห้โหนโจน”

            แต่ยังเหลืออีกห้าคำที่ยังไม่ได้ใช้ก็ คือ สงค์ จับ แพะ ขัง เกาะ ถ้าอ่านดีๆ ก็จะรู้ว่าห้าคำนี้แทบไม่ต้องแปลความ มีความหมายโดยตรงคือสงฆ์ที่เขียนในปัจจุบัน แต่ในสมัยจอมพล ป. ให้เขียน สงค์ แพะก็คือแพะรับบาป ส่วนขังเกาะ ซึ่งก็เป็นเพียงไม่กี่คดีที่โดนขังเกาะ หนึ่งในนั้นคือคดีกบฏบวรเดช ปีพ.ศ. ๒๔๗๖ ทั้งนี้ภาษาในเรื่องยังชี้ให้ผู้อ่านได้เห็นเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์ที่ครั้งหนึ่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม นำแนวคิดชาตินิยมหรือนำมาสู่ประกาศรัฐนิยมฉบับต่างๆ หนึ่งในนั้นคือ การตัดพยัญชนะไทยที่มีเสียงซ้ำกันทั้งสิ้น ๑๓ ตัว ซึ่งก็ทำให้ภาษาไทยเป็นคำที่ดูแปลกประหลาด และความหมายที่จะสื่อก็ผิดเพี้ยนไป

          ทั้งนี้ผู้เขียนยังใช้ภาษาคำพูดของคนชาวจีน ที่ทำให้ผู้อ่านเข้าถึงอรรถรสน้ำเสียงของการพูดของคนชาวจีน ที่จะพูดภาษาไทยไม่ชัด และทำให้ผู้ฟังภาษาไทยรู้สึกแปลกๆไป ทั้งนี้ผู้เขียนตั้งใจจะสื่อให้ผู้อ่านเข้าถึงเนื้อหาได้อย่างชัดเจน ซึ่งมีการผสมผสานการใช้คำยืมภาษาจีนสอดแทรกเข้ามาด้วย ก็ทำให้ผู้อ่านได้เห็นเรื่องราวของชุมชนชาวจีนได้อย่างกลมกลืน เช่น “ปอลิก ปอลิก เฉียตั้งจิกแอ่” ซึ่งปอลิกหมายถึงตำรวจ “หลงจู๊บอกว่า พวกลื้อมาถามหาคงลู่จักจักอาเต็ง เนี่ย อาไช้ คงที่พักอยู่กะอาเต็ง  อีพูกไทยหม่ายหล่าย  หลงจู๊เลยให้อั๊วมาแปลแทน” จากประโยคข้างต้นผู้เขียนสื่อให้ผู้อ่านได้เข้าถึงการใช้ภาษาและน้ำเสียงของตัวละครอย่างชัดเจน

          สำหรับข้อบกพร่องของกาหลมหรทึก ผู้อ่านมองว่าการปิดเรื่องมีส่วนในข้อบกพร่อง คือการเผยความจริงเรื่องราวทั้งหมดของพะนอนิจ เป็นการเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดไปโดยรวดเดียว ทั้งที่ผู้เขียนนั้นพยายามคิดคำโคลงตั้งเยอะแยะมากมาย จัดสถานที่และฉากให้มีความสมจริง คิดค้นตัวละคร ให้สอดคล้องไปกับเรื่องราวทั้งหมดอย่างกลมกลืน ซึ่งผู้เขียนควรจะค่อยๆเฉลยเรื่องราวทั้งหมดไปทีละปมๆ ให้ผู้อ่านได้ค่อยๆ คิด ไตร่ตรอง และวิเคราะห์ไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปทีละเหตุการณ์ได้ลงตัว แต่ในเรื่องกาหลมหรทึกเฉลยเรื่องราวทั้งหมดโดยรวดเดียว ปิดเรื่องให้ผู้อ่านได้รับรู้เรื่องราวโดยไม่ได้คิดและไตร่ตรองไปกับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด แต่การเฉลยเรื่องราวทั้งหมดก็สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่ดำเนินมาทั้งเรื่องให้กลมกลืนข้อบกพร่องอย่างลงตัวเช่นกัน           กาหลมหรทึก จึงเป็นหนังสือที่มีคุณค่าชวนในการอ่านอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องราวการสืบสวนสอบสวนซึ่งคาดเดาเหตุการณ์ได้ค่อนข้างยาก อีกทั้งยังหยิบยกเอาเรื่องราวอิงประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องให้มีความสมจริงของเนื้อหา ทั้งนี้ยังนำวาทศิลป์ในเรื่องคำโคลงดึงเข้ามาเป็นตัวแปลสำคัญในการไขปริศนาได้อย่างกลมกลืน ฉะนั้นกาหลมหรทึกเป็นหนังสือที่มีควรค่าในการอ่านอย่างยิ่ง อยากแนะนำให้นักอ่านที่อยากลิ้มลองรสแห่งความลึกลับซับซ้อน สืบสวนสอบสวน และสะเทือนขวัญผู้อ่านอย่างยากจะคาดเดา แม้ว่าจะมีความซับซ้อนซ่อนเร้นมากเพียงใด แต่ก็สามารถอ่านได้ทุกเพศทุกวัยโดยไม่มีข้อกังขาใดๆ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน กาหลมหรทึก : คำโคลงปริศนารอยอาฆาต

คำสำคัญ (Tags)#กาหลมหรทึก

หมายเลขบันทึก: 645545, เขียน: 12 Mar 2018 @ 01:25 (), แก้ไข: 12 Mar 2018 @ 01:30 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ความเห็น: 2, อ่าน: คลิก


ความเห็น (2)

เขียนเมื่อ 

ออเจ้าเขียนงานดีนะขอรั

ขอบพระคุณเจ้าค่ะ