จรรยา ธรรมา สุขภาวะสร้างได้

จรรยาธรรมา; สุขภาวะสร้างได้

สถานการณ์โรคหรือการเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงในปัจจุบันมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น(1) โดยพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเจ็บป่วยที่พบมากในประเทศไทย เช่น การบริโภคอาหารมากเกิดความจำเป็น การเลือกรับประทานอาหารรสจัด หวานจัด เค็มจัด(2) การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการมีเพศสัมพันธ์ที่ขาดความรับผิดชอบและขาดการป้องกัน(3) รวมถึงพฤติกรรมที่ชอบทำตามใจหรือควบคุมตนเองไม่ได้จนเป็นเหตุให้เกิดการขาดภูมิป้องกันทางจิตใจ(4) พฤติกรรมทั้งหมดที่กล่าวมานี้นำสู่ปัญหาสุขภาพความเจ็บป่วยและการเสียชีวิต จากข้อมูลทั่วไปพบว่า อัตราการตายด้วยโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเอดส์ หรืออุบัติเหตุจราจรบนถนน เป็นอัตราตายลำดับต้นๆของประเทศไทย(5) รวมถึงอัตราการฆ่าตัวตายที่มีแนวโน้มสูงขึ้น(6) การป้องกันปัญหาดังกล่าวต้องมุ่งเน้นไปที่ตัวปัจเจกบุคคล ด้วยการส่งเสริมให้แต่ละคนมีภูมิต้านทานที่ดีในการป้องกันตนเอง ด้วยวิธีการพัฒนาด้านองค์ความรู้ที่เป็นความรู้แจ้งแทงตลอดเป็นความรู้จริงและผ่านประสบการณ์ตรงแก่ผู้ปฏิบัติ เป็นองค์ความรู้ที่ถูกนำมาใช้ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติตามองค์ความรู้นั้นมีสุขภาวะที่ดียิ่งขึ้น

สุขภาวะที่ดี คือ การมีสภาวะที่เป็นสุข เช่นมีความสุขจากการมีสุขภาพดีทั้งทางด้านร่างกายจิตใจและสังคมสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการมีความเป็นอยู่ที่ดีมีความสุข(7) และการมีจิตวิญญาณที่เป็นสุข โดยเฉพาะเรื่องของจิตวิญญาณเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นที่ยอมรับแล้วว่าร่างกายมีความเสื่อมได้แม้จะดูแลอย่างดี แต่ความเสื่อมของร่างกายไม่ได้ทำให้บุคคลต้องอยู่อย่างทนทุกข์ หากผู้ใดมีปัญญาญาณรู้แจ้งแทงตลอดและอบรมจิตวิญญาณจนเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้แล้ว บุคคลผู้นั้นย่อมอยู่อย่างผู้ที่มีสุขภาวะที่ดีได้เช่นกัน(8)

สุขภาวะที่ดีนี้เป็นสิทธิที่มนุษย์พึงมีพึงได้ด้วยกันทุกคน(9) โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้หรือการพัฒนาจากประสบการณ์ตรง การพัฒนามนุษย์สู่ความเป็นเลิศด้านสุขภาวะมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาชุมชน สังคม และประเทศ  การส่งเสริมและสนับสนุนให้บุคคลได้ประพฤติตนอยู่ในคุณงามความดีและเป็นแบบอย่างที่ดีเพื่อนำสู่การมีสุขภาวะที่ดีทั้งปัจเจกบุคคลและสังคม มีความสำคัญยิ่ง เพราะจะทำให้ทุกคนในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งความสุขจากการประพฤติในเรื่องคุณงามความดีนี้ไม่อาจหาซื้อหรือแลกเปลี่ยนได้ด้วยการใช้สิ่งของหรือเงินตรา หากแต่เป็นการใช้หลักการที่บริสุทธิ์ด้วยแนวทางปฏิบัติที่เรียบง่าย ไม่มีการแบ่งแยกทางศาสนา ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะความเชื่อความคิดเห็นในด้านต่างๆ ไม่มีการตีตรา (Discrimination) (10) นี้คือ หลักการของ “จรรยาธรรมา”  ซึ่งเป็นหลักการเสริมสร้างคุณงามความดี เพื่อการมีสุขภาวะที่ดี  หลักการนี้มีกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุดแต่ให้อรรถประโยชน์สูงสุด และนำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดีแบบยั่งยืน

หลักจรรยาธรรมามีความเกี่ยวข้องกับหลักการปฏิบัติของศาสนาพอสมควร แต่ไม่ใช่ศาสนา  ไม่ใช่ลัทธิ ไม่ใช่นิกายใดๆทางศาสนาทั้งสิ้น  จรรยาธรรมาเป็นหลักการเล็กๆ ที่นำข้อปฏิบัติที่เป็นปรัชญาทางศาสนา  ปรัชญาด้านการสาธารณสุข ปรัชญาด้านเศรษฐกิจ และปรัชญาด้านต่างๆ มาใช้เพื่อเป้าหมายของการสร้างความสุข (Happiness) (11) สู่การมีสุขภาวะที่ดีเลิศ  โดยมีแนวคิดทางปรัชญาด้านการสาธารณสุขเป็นหลัก(12) ซึ่งเน้นความเป็นศิลปะในการเชื่อมโยงนำเอาจุดแข็งของศาสตร์ต่างๆ มาบูรณาการสู่การปฏิบัติจริง หรือปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวัน  เพื่อป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาวะ ถ้าพิจารณาข้อปฏิบัติของศาสนาจะเห็นว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่อการป้องกันมิให้กระทำผิด กระตุ้นเตือนจิตสำนึกในความรับผิดชอบชั่วดี โดยเฉพาะเบญจศีลของพุทธศาสนา พบว่ามีความเชื่อมโยงและตรงกับแนวทางการดำเนินงานทางด้านสาธารณสุข ที่เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา แต่ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่การสาธารณสุขกลับไปมุ่งเน้นเพียงแต่การรักษาสุขภาพร่างกาย(13) ซึ่งเป็นแนวทางที่ใช้ทรัพยากรเป็นจำนวนมากและมีต้นทุนสูง เป็นการเพิ่มภาระของครอบครัวและสังคมที่ต้องให้การดูแลผู้เจ็บป่วยที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน(14) ดังนั้นการนำเอาหลักจรรยาธรรมาเข้ามาใช้เป็นเครื่องมือสร้างความตระหนักและสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนเกิดองค์ความรู้ความเข้าใจอย่างผู้มีปัญญาญาณ จะทำให้เพิ่มจำนวนผู้มีภูมิป้องกันตนเองจากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ ที่เกิดจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงอันไม่น่าพึงประสงค์ หากมีการปฏิบัติที่ถูกต้องจะทำให้ลดอัตราป่วยอัตราตายจากการมีพฤติกรรมเสี่ยงลงได้(15) เช่น การยึดมั่นในข้อปฏิบัติไม่ดื่มสุราจะทำให้ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุจราจรบนท้องถนนเนื่องจากเมาแล้วขับ หรือการมีจิตสำนึกในเรื่องรักเดียวใจเดียว  จะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวี  นับเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ในเรื่องการสร้างเสริมสุขภาวะได้เป็นอย่างดี

การจะพัฒนาองค์ความรู้สู่ความเป็นเลิศด้านสุขภาวะนั้น จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆทั้งภายในและภายนอกชุมชน รวมถึงความร่วมมือของประชาชนในชุมชนที่ช่วยกันส่งเสริม หรือ จัดให้มีกิจกรรมสร้างสุขภาวะที่ต่อเนื่อง เพื่อสร้างสังคมแห่งความสุขให้มีความยั่งยืน ด้วยการปฏิบัติอยู่บนพื้นฐานของความพอดีและพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๙ เรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมควบคู่กันไปในการพัฒนาแบบยั่งยืน(16) สังคมสุขภาพดีควรที่จะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะด้านจิตวิญญาณที่มุ่งเน้นเรื่องการเป็นผู้มีความเมตตากรุณา รู้จักเสียสละ รู้จักการเป็นผู้ให้ที่ดี รู้จักช่วยเหลือกันและกัน ไม่ทิ้งคนหนึ่งคนใดไว้ข้างหลัง(17)   สังคมเช่นนี้จะเป็นสังคมที่อุดมไปด้วยความสงบสุขแบบยั่งยืนอย่างแท้จริง

ความสุขแบบยั่งยืนเป็นเรื่องที่สร้างได้ และมีวิธีการที่หลากหลายในการสร้าง แต่วิธีการหนึ่งที่เป็นวิธีการที่ดีมีต้นทุนต่ำแต่ให้อรรถประโยชน์สูง นั้นคือ วิธีการปฏิบัติสมาธิเจริญภาวนา ซึ่งเป็นวิธีการที่ได้รับการยืนยันจากนักวิจัยทั้งใน และ ต่างประเทศว่าช่วยส่งเสริมให้คนมีความสุขมากยิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ อีกทั้งยังบรรเทาอาการความเจ็บป่วย และ ยังสามารถป้องกันโรคที่อาจจะเกิดจากความเคียดความกังวล  ส่งผลให้ผู้ที่ปฏิบัติสมาธิอย่างถูกต้องมีอายุยืนยาว และ มีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นการส่งเสริมให้ประชาชนนำสมาธิมาใช้ในการบำบัดบรรเทาโรคจึงเป็นเรื่องที่ดีที่ควรปฏิบัติ(18) ปัจจุบันนี้การทำสมาธิมีผู้สนใจมากขึ้นโดยเฉพาะชาวต่างประเทศที่มาจากซีกโลกตะวันตก ทำให้อาจารย์ผู้สอนการทำสมาธิพัฒนาแนวการปฏิบัติให้มีความหลากหลายตามความเชื่อและทฤษฎีที่แต่ละสำนักเปิดอบรม แต่ถึงอย่างไรทุกสำนักจะมีหลักการคล้ายกัน คือ การมุ่งกระทำให้จิตจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลานานๆ(19) ผลของการปฏิบัติสมาธินำมาสู่ความสงบสุข ถ้าปฏิบัติถูกต้องจะเข้าถึงความสงบสุขทุกครั้ง เพราะการปฏิบัตินั้นเป็นเชิงวิทยาศาสตร์ ที่สามารถพิสูจน์ได้เสมอ เมื่อใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์จึงพบว่าการเข้าถึงความสงบสุขได้ต้องอาศัยปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่สมดุลกัน เป็นหลักการที่มีสูตรคล้ายทางคณิตศาสตร์ ซึ่งสามารถนำมาสร้างโมเดลสมการ (Equation Modeling) ได้

จากประสบการณ์ด้านการพัฒนาจิตวิญญาณ  พบว่า ผู้ปฏิบัติหลายคนยังไม่เข้าใจหลักการที่แท้จริงของการทำสมาธิ อีกทั้งปฏิบัติไม่ถูกวิธี จึงทำให้การทำสมาธิไม่เป็นผลสำเร็จ จนเกิดความไม่แน่ใจที่จะปฏิบัติให้ยั่งยืนหรือต่อเนื่อง ดังนั้นแนวทางที่จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจอย่างชัดแจ้ง คือ การใช้หลักการภาวนาที่เน้นให้เกิดปัญญาญาณนำพาสู่ความสุขที่แท้จริงให้กับชีวิต เช่น ผู้ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับความเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมทั้งผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ซึ่งส่วนใหญ่จะมีความทุกข์ไม่น้อยไปกว่าผู้เจ็บป่วย ดังนั้นการอบรมโดยการใช้หลักการที่จะสร้างเสริมปัญญาญาณจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้มีปัญญาญาณรู้แจ้งแทงตลอดจนนำพาตนเองพ้นความทุกข์ได้จะเป็นผู้ที่อยู่อย่างเป็นสุข หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็น “ผู้มีสุขภาวะที่ดีเลิศ”

โดยสรุปแล้ว หลักการของจรรยาธรรมา เป็นศิลปะการพัฒนาจิตวิญญาณ โดยการบูรณาการแนวคิดปรัชญาด้านการสาธารณสุข ด้านศาสนา ด้านการศึกษา ด้านการเมืองการปกครอง ด้านกฎหมาย ด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเข้าด้วยกัน เพื่อนำพาให้ผู้ประพฤติและผู้ปฏิบัติตามหลักการจรรยาธรรมาอยู่ได้อย่างมีความสุขในทุกสภาวะ หรือการมีสุขภาวะที่ดีในความหมายโดยรวม

จรรยาธรรมาในความหมายโดยละเอียด             

คือ ความประพฤติที่ดีงาม ไม่แบ่งแยกศาสนา  ชนชั้น  วรรณะ  จรรยาธรรมาไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นปรัชญาเล็กๆในการใช้ชีวิตให้มีความสุข  โดยให้หลักคิดว่า การประพฤติดีอยู่ในความถูกต้อง ไม่ผิดต่อศีลธรรม ไม่ผิดต่อกฎหมาย ไม่ผิดต่อกฎระเบียบ ไม่ผิดต่อข้อตกลงร่วมกัน จะนำพามาซึ่งการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ด้วยเงื่อนไขที่ว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน  มีเกิด มีแก่ มีเจ็บ มีตาย ได้เหมือนกัน และ มนุษย์ทุกคนรักที่จะมีความสุข ชังที่จะมีความทุกข์เหมือนกันทุกคน ดังนั้น การให้เกียรติกันและกัน การให้ความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ตีตรา  ไม่สร้างความแตกแยกจนนำไปสู่ความรุนแรง โดยให้มองว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน(20) การมีความเมตตากรุณาต่อกัน  การช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ถึงแม้ว่าจะต่างกันด้วยเพศ อายุ  เชื้อชาติ  ศาสนา การศึกษา  ความคิดความเชื่อ  วัฒนธรรม ฐานะ อาชีพ หน้าที่การงาน ฯลฯ ในความแตกต่างนี้ทุกคนสามารถที่จะเข้าถึงสุขภาวะที่ดีได้เช่นกันหมดทุกคน

คนทุกคนบนโลกใบนี้มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน เพียงแต่มีบทบาทหน้าที่ต้องรับผิดชอบซึ่งอาจมีความแตกต่างกันไป(21) เช่น นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่เป็นผู้นำประเทศ บิดามารดามีหน้าที่เป็นผู้นำครอบครัว  และยังมีหน้าที่อื่นๆอีก เช่น  ครูมีหน้าที่คอยให้การอบรมสั่งสอนศิษย์  นักเรียนมีหน้าที่ตั้งใจเล่าเรียนศึกษาวิทยาการจากครูบาอาจารย์และหมั่นพัฒนาตนเองอยู่เสมอ แพทย์และพยาบาลมีหน้าที่คอยให้บริการรักษาสุขภาพแก่ผู้เจ็บป่วย  นักการสาธารณสุขมีหน้าที่ป้องกันส่งเสริมสุขภาพให้สาธารณชนมีสุขภาวะที่ดี เป็นต้น หลายคนอาจมีบทบาทหน้าที่ได้มากกว่าหนึ่งอย่างในสังคม  แต่จุดมุ่งหมายของการทำหน้าที่คือการสร้างความสุขให้กับตนเองและสังคมส่วนรวม  แต่มีอีกหลายคนที่ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติเพราะเกิดความเจ็บป่วยทำให้เป็นภาระแก่ผู้อื่น ซึ่งความเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่ทุกคนหนีไม่พ้น และสุดท้ายจะนำมาซึ่งความตายที่ไม่มีผู้ใดในโลกหนีพ้นได้ ถ้ามองในมุมมองของผู้ป่วย ควรมองไปที่เรื่องการเป็นผู้สร้างงานโดยธรรมชาติเพราะหากไม่มีผู้ป่วยแล้วหน้าที่บางหน้าที่อาจขาดความหมายและคุณค่าไป  เช่นถ้าไม่มีผู้เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆ  แพทย์คงไม่ได้ทำหน้าที่รักษาผู้ป่วย  แต่ถ้ามีผู้ป่วย แพทย์จะมีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนจนเกิดความรู้สึกในคุณค่าของตนที่ได้มาทำหน้าที่เป็นแพทย์  ดังนั้นผู้ป่วยจึงเป็นผู้สร้างคุณค่าให้แก่แพทย์ในทางกลับกัน ผู้ป่วยบางคนอาจต้องยอมเสียสละเป็นอาสาสมัครเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการรักษาแบบใหม่ๆ เพื่อให้เกิดนวัตกรรมด้านการแพทย์ที่จะนำไปสู่การรักษาผู้อื่นต่อไป ถ้าผู้ป่วยมองเห็นคุณค่าของตนที่ทำให้เกิดการทำหน้าที่ต่างๆในสังคม ทำให้เกิดการเมตตาต่อกัน  ทำให้เกิดการช่วยเหลือกัน ทำให้เกิดการแบ่งปันความสุขให้แก่กัน  ผู้ป่วยที่มีมุมมองอย่างนี้นับเข้าได้ตามหลักการของจรรยาธรรมา ดังที่กล่าวข้างต้นคือมนุษย์ทุกคนมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา  ไม่มีใครที่ไม่เคยเจ็บป่วยก่อนสิ้นอายุขัย ด้วยเหตุนี้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายจึงสามารถเข้าถึงการมีสุขภาวะที่ดีได้เช่นกัน ถ้าพิจารณาให้ดีจะพบว่า สุขภาวะที่ดีของผู้ป่วยระยะสุดท้ายนี้เป็นความสุขขั้นสูง เป็นความสุขทางจิตวิญญาณ ที่สร้างได้ด้วยหลักการจรรยาธรรมา

แนวทางปฏิบัติของจรรยาธรรมา ได้นำเอาแนวคิดทางศาสนามาประยุกต์ใช้เป็นส่วนใหญ่ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของความสุขที่แท้จริงในชีวิตที่มนุษย์ทุกคนต่างตั้งเป้าหมายไว้  ซึ่งเป้าหมายในชีวิตของแต่ละคนไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน แต่ผลสุดท้ายคือการนำความสุขมาให้  ซึ่งการได้มาซึ่งความสุขนั้นต้องไม่ผิดต่อกฎหมายบ้านเมือง  ไม่ผิดไปจากหลักศีลธรรมทางศาสนาที่ตนเองนับถือ  และไม่ไปก้าวล่วงสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น ศาสนาหนึ่งบอกให้ดื่มแอลกอฮอล์ได้เล็กน้อยเพื่อเป็นการรับศีลรับพร  แต่อีกศาสนาหนึ่งบอกว่าการดื่นของมึนเมานั้นผิดศีล  ดังนั้นจะเอามาเป็นบรรทัดฐานสร้างการตีตราว่าข้อปฏิบัติของศาสนาหนึ่งศาสนาใดผิดจึงไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้การสร้างสุขตามแนวคิดของหลักการจรรยาธรรมา เพื่อนำสู่การมีสุขภาวะที่ดี  หรือใช้ชีวิตให้เป็นสุขนั้นเป็นแนวทางสายกลางของการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งรูปแบบของการสร้างสุขภาวะด้วยหลักการจรรยาธรรมามีด้วยกัน 2 วิธี คือ

1.การสร้างสุขภาวะที่ต้องอาศัยเหตุปัจจัย 

2.การสร้างสุขภาวะด้วยการละเหตุปัจจัย

 

1. การสร้างสุขภาวะที่ต้องอาศัยปัจจัย

            การสร้างสุขภาวะที่ต้องอาศัยปัจจัยนั้น ถ้าจะพิจารณาแบบเป็นสมการตัวอย่างง่ายๆ ซึ่งแท้จริงแล้วสมการในการสร้างสุขภาวะอาจมีรูปแบบได้หลากหลาย อาจจะเป็นสมการเชิงเส้นต่างๆ เช่น Linear, Exponential, Logarithmic, Polynomial, Moving Average, Power เป็นต้น แต่ที่จะนำเสนอนี้ใช้สมการเส้นตรงแบบง่ายเป็นเพียงการยกตัวอย่างเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกับเนื้อหาเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น ถ้า กำหนดให้    Y = สุขภาวะ(ที่สามารถเป็นได้ทั้งเชิงบวกและเชิงลบขึ้นอยู่กับปัจจัยที่จะนำมาใส่ในสมการ) และกำหนดให้     X1 = ปัจจัยทางการเงินหรือรายได้    X2 = ปัจจัยด้านครอบครัว  X3 = ปัจจัยด้านการเมือง  X4 = ปัจจัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม  X5 = ปัจจัยด้านสุขภาพร่างกาย ซึ่งในความเป็นจริงหรือสภาวะที่แท้จริงยังมีปัจจัยอื่นๆอีกมาก ทั้งที่เป็น รูปธรรม และนามธรรม  แต่ในที่นี้ขอยกตัวอย่างมาเพียงส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความเข้าใจเท่านั้น  เมื่อนำปัจจัยต่างๆมาใส่ในสมการแห่งสุขภาวะ(สมการจำลอง) จะได้ดังนี้     

                                               Y = X1+X2+X3+X4+X5  

กรณีตัวอย่างของ นาย ก เป็นผู้มีรายได้ปานกลางพอกินพอใช้  มีครอบครัวที่เป็นสุข  อยู่ในระบบการเมืองปกติ  อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ปกติ  ไม่มีปัญหาสุขภาพร่างกาย ถ้าแทนค่าโดยสมมติลงในสมการนี้ นาย ก จะเป็นผู้ที่มีความสุข เพราะมีปัจจัยด้านบวก คือ มีครอบครัวที่ดี คอยช่วยเหลือ และ ไม่ทอดทิ้งกัน ดังนั้นสมการนี้เป็นสมการสร้างสุขภาวะที่ดีให้แก่นาย ก เป็นการสร้างสุขที่อาศัยเหตุปัจจัยคือ ครอบครัว

กรณีตัวอย่างของ นาย ข ผู้มีรายได้ปานกลางพอกินพอใช้  มีครอบครัวแบบต่างคนต่างอยู่ไม่สนใจกัน  อยู่ในระบบการเมืองปกติ  อยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ปกติ  และ มีปัญหาสุขภาพร่างกายป่วยเป็นโรคมะเร็งระยะสุดท้าย ถ้าแทนค่าโดยสมมตินี้ นาย ข จะเป็นผู้ที่มีความทุกข์ เพราะมีปัจจัยด้านลบ คือ ปัจจัยด้านครอบครัวและปัจจัยด้านสุขภาพ ทั้งสองปัจจัยนี้มีส่วนทำให้สมการเป็นสมการสุขภาวะที่ไม่ดีของ นาย ข   หากจะปรับแก้ โดยใช้หลักการจรรยาธรรมาในการสร้างสุขภาวะให้ นาย ข ควรต้องมีการส่งเสริมอนามัยครอบครัว  ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่จะสร้างสุขภาวะ  โดยให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ เช่น  ร่วมคิด  ร่วมวางแผน  ร่วมปฏิบัติ และร่วมประเมินผล  จนกระทั่งมีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยด้านครอบครัวที่เป็นบวก ส่วนปัจจัยด้านสุขภาพนั้นไม่สามารถปรับแก้ได้จึงให้ละไว้ก่อนไม่นำเข้ามาใส่ในสมการ อย่างนี้จะเป็นการสร้างความสุขให้นาย ข เพิ่มขึ้น  ทำได้เช่นนี้จึงเรียกว่า “สุขภาวะสร้างได้ด้วยการอาศัยเหตุปัจจัย”

ในบางกรณีพบว่า บุคคลอาจมีความสุขด้วยปัจจัยเพียงอย่างเดียว  เช่น  บุคคลที่มีความสุขด้วยปัจจัยของการได้รับประทานอาหารที่ถูกปากถูกใจ  ตัวอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นการสร้างสุขภาวะตามหลักการจรรยาธรรมาได้ เพราะไม่ได้ก้าวล่วงสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น  ไม่ผิดกฎหมาย  ไม่ผิดหลักศีลธรรม   แต่ถ้าบริโภคจนเกินพอดี  ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา  อย่างนี้ไม่ใช่หลักการของจรรยาธรรมา  เพราะไม่สามารถควบคุมตนเองได้จากความอยากความต้องการในการบริโภค  ดังนั้น การปฏิบัติตามหลักจรรยาธรรมาสู่การสร้างสุขภาวะด้วยการอาศัยปัจจัยจึงมีสิ่งที่ควรคำนึงถึงด้วย นั้นคือ มีความไม่ประมาท รู้จักความพอดี สามารถเตือนตนเอง และควบคุมตนเองได้

 

2. การสร้างสุขภาวะด้วยการละเหตุปัจจัย

            เรื่องของการละเหตุปัจจัย โดยนัยและความหมายของหลักการจรรยาธรรมา ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดเป็นแนวคิดของพุทธศาสนาที่ยากต่อการประพฤติปฏิบัติ จากประสบการณ์ตรงพบว่ามีผลเชิงบวกต่อสุขภาวะเมื่อประพฤติหรือปฏิบัติอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ด้วยความยากในการลงมือปฏิบัติเพราะต้องควบคุมจิตใจให้สวนกระแสความอยากความต้องการที่ไม่มีขีดจำกัดของมนุษย์ จึงไม่เป็นที่นิยมของคนทั่วไปเพราะว่าโดยธรรมชาติมนุษย์เป็นผู้รักความสุขความสบาย

ถึงอย่างไร แม้จะเป็นเรื่องยากจนนักวิชาการหลายคนละเลยและมองข้ามไป แต่ยังมี นักวิชาการไม่น้อยที่มองเห็นคุณค่าและประโยชน์ที่แท้จริงของการปฏิบัติอยู่ ดังนั้นความพยายามที่จะนำเอาหลักการจรรยาธรรมามาใช้ในรูปแบบของการสร้างสุขภาวะด้วยการละเหตุปัจจัยจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร

การละเหตุปัจจัยต่างๆ หรือการไม่นำเหตุปัจจัยใดมาสร้างเป็นสมการสุขภาวะ เป็นการสร้างสุขภาวะแบบไม่มีเงือนไขไม่มีปัจจัย  เป็นสุขภาวะระดับสูง เพราะนำสู่ความมีจิตวิญญาณที่สูง เป็นการพัฒนาระดับสูงสุดของความเป็นมนุษย์  เพราะไร้ซึ่งอัตตาความเป็นตัวเป็นตน เป็นบุคคลที่ละวางความอยากความต้องการลงได้ เป็นผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งสามารถควบคุมจิตใจระงับอารมณ์ได้ด้วยจิตวิญญาณที่บริสุทธ์ อีกทั้งยังมีแต่ความเมตตาและปรารถนาดีต่อตนเองและต่อเพื่อนมนุษย์ ผู้ใดประพฤติปฏิบัติได้เช่นนี้ ผู้นั้นเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐและมีสุขภาวะระดับสูงสุด

หลักการจรรยาธรรมาแบบละเหตุปัจจัยนี้มีการอาศัยหลักธรรม อริยสัจสี่ ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท และสังโยชน์สิบ เป็นหลักธรรมที่ผู้ประพฤติต้องละวางความปรารถนาลงให้ได้ เป็นสภาวะตามมหาสุญญตาสูตร คือ ความว่างจากพันธะเครื่องร้อยรัดจิตใจ จึงนำพาจิตวิญญาณเข้าสู่สภาวะของความพ้นทุกข์(22) เป็นสภาวะที่เป็นสุขอย่างแท้จริง ดังพุทธสุภาษิตที่ว่า “นิพพานัง ปรมัง สุญญัง”  การสร้างสุขด้วยหลักการจรรยาธรรมาแบบละวางปัจจัยนี้ ต้องอบรมจิตวิญญาณของปัจเจกบุคคลให้เกิดปัญญาญาณ  เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่เป็นความรู้แจ้งแทงตลอด  เมื่อมีปัญญาญาณจนนำพาจิตวิญญาณหลุดพ้นจากความยึดติดยึดมั่นในความเป็นตัวเป็นตน  ทำให้ผู้มีปัญญาญาณรู้แจ้งนี้เป็นผู้มีความสุขในระดับโลกุตรธรรม ตามพุทธสุภาษิตที่ว่า “นิพพานัง ปรมัง สุขัง” (23)  แต่ถึงอย่างไร หลักการนี้มีข้อพึงระวังอยู่อย่างหนึ่ง คือ อย่าให้เกิดความหลง

การละปัจจัยต่างๆได้ทำให้เกิดสภาวะความสุขอย่างยิ่ง จนในบางครั้งผู้ที่เข้าถึงสภาวะนี้หลงคิดไปว่าตนเองเป็นพระเจ้าบ้าง  เป็นเทพเจ้าบ้าง  เป็นร่างทรงบ้าง  ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีความเหนือมนุษย์ทั่วไป  ซึ่งขัดกับแนวคิดหลักการของจรรยาธรรมา เพราะหลักจรรยาธรรมาธรรมดาๆ ที่อยู่กับความเป็นจริง หรืออยู่กับปัจจุบัน และในความเป็นจริงผู้ละปัจจัยได้ยังคงเป็นคนธรรมดา  ต้องดื่มน้ำ ต้องรับประทานอาหาร  ต้องนอนหลับพักผ่อน  อีกทั้งยังคงมีความแก่ความชราเป็นธรรมดา  มีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา  และมีความตายเป็นธรรมดา  เหมือนกับมนุษย์คนอื่นๆทุกคนบนโลกใบนี้  ดังนั้น ผู้ประพฤติปฏิบัติตามแนวทางนี้ควรระวังเรื่องของความหลงไว้ให้มาก  ไม่เช่นนั้นอาจนำไปสู่ความเจ็บป่วยทางจิตได้

ดังตัวอย่างของ นาย ข ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น  เขาเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย  กำลังมีความตายเป็นที่สุดในไม่ช้า  สิ่งที่นาย ข ควรทำมากที่สุดคือการสร้างความสุขด้วยการละเหตุปัจจัยทั้งหมด  ด้วยปัญญาญาณที่เกิดจากการประพฤติสมาธิเจริญภาวนาจนเกิดความสงบสุข  ละวางความต้องการ  ละวางความปรารถนา  จนเข้าถึงความรู้แจ้งของความไร้ตัวตน  รู้ด้วยตัวเองว่าเมื่อเขาตาย  ความเป็นนาย ข  จะไม่มี  ความทุกข์  ความสุข ของนาย ข อีกต่อไป ทุกอย่างที่เป็นของนาย ข จะหมดไป หรือไม่มีอีกต่อไป  ทั้งสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย 

การตายเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงหรือการเปลี่ยนผ่านอย่างหนึ่งเท่านั้น(24)  จะเปลี่ยนแปลงไปในทางกุศลหรือทางที่ดี  หรือจะเปลี่ยนแปลงไปในทางอกุศลหรือทางที่ไม่ดี  ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของนาย ข ครั้นเมื่อยังมีชีวิตอยู่  แต่ก่อนจะเปลี่ยนแปลงสู่สภาพใหม่  นาย ข  ต้องชำระจิตวิญญาณให้เป็นสุขมีสุขภาวะที่ดี   หรือ มีสภาวะของจิตวิญญาณที่สงบเป็นสุขให้ได้เสียก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่สภาวะใหม่ เป็นการเตรียมความพร้อมที่จะเปลี่ยนผ่านจากสภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ไปสู่สภาวะใหม่ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งการเตรียมความพร้อมอาจจะมาจากการได้ทำในสิ่งที่คาดหวังไว้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี เรียกว่าหมดห่วง ถ้าปฏิบัติให้หมดห่วงได้อย่างนี้ ถือว่าละวางเหตุปัจจัยได้หมดจนทำให้จิตวิญญาณเปลี่ยมสุข เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นการสร้างสุขภาวะด้วยการละเหตุปัจจัย 

แต่ถึงอย่างไร เมื่อยังมีชีวิตอยู่การจะสร้างสุขภาวะที่ดี  มีความจำเป็นต้องอาศัยทั้งการสร้างสุขโดยการอาศัยเหตุปัจจัยและการสร้างสุขด้วยการละเหตุปัจจัยควบคู่กันไป เพราะธรรมชาติของสังคมมนุษย์  เป็นสังคมที่เชื่อมโยงบุคคลต่างๆเข้าด้วยกัน เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม มนุษย์จึงไม่สามารถอยู่ลำพังผู้เดียวได้(25) ดังนั้นจึงขอเพิ่มเติมเรื่องการใช้หลักการจรรยาธรรมาด้วยการผสมผสานทั้งสองวิธีเข้าด้วยกัน เป็นการประยุกต์ใช้หลักการจรรยาธรรมากับการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

 

การประยุกต์ใช้หลักการจรรยาธรรมาในชีวิตประจำวัน

            การใช้ชีวิตประจำวันให้มีสุขภาวะที่ดีนั้น  ตามหลักการจรรยาธรรมาแล้ว  การมีสติอยู่กับตนเองสม่ำเสมอ จะทำให้รู้ว่าเมื่อไรควรสร้างสุขภาวะด้วยเหตุปัจจัยและเมื่อไรควรสร้างสุขภาวะด้วยการละเหตุปัจจัย  การมี “สติ” จึงเป็นเรื่องสำคัญเป็นอย่างยิ่ง(26)  ดังเช่นการเจริญในอริยมรรคมีองค์แปดที่มีสัมมาสติเป็นหนึ่งในการนำมาซึ่งความพ้นทุกข์ นำมาซึ่งความสงบสุขของผู้ประพฤติปฏิบัติ  แต่มีสติอย่างเดียวยังไม่พอ  ต้องมีปัญญาญาณ เช่น สัมมาทิฐิ คือ ความเห็นชอบด้วยปัญญาอย่างแท้จริงใน อริยะสัจสี่  ไตรลักษณ์  ปฏิจจสมุปบาท หรือมีครบทั้งแปดองค์ของมรรคาปฏิปทาส่งเสริมเข้าด้วยกัน  รวมถึงการรู้จักประเมินตนเองอยู่เนืองๆด้วยการพิจารณาละสังโยชน์

            การมีสติพิจารณาประเมินตนเองด้วยหลักธรรมสังโยชน์สิบ  จะทำให้ผู้ปฏิบัติรู้ว่าตนต้องละวางเรื่องใด ต้องทำให้แจ้งเรื่องใด  ต้องเจริญในเรื่องใด  การประเมินตนเองได้เท่ากับการพึ่งตนเองได้  เพราะการจะมีสุขภาวะที่ดีเป็นเลิศนั้น  ตัวของแต่ละบุคคลต้องสร้างด้วยตนเอง  ต้องรู้จักประเมินตนเองและรู้จักแก้ไขปรับปรุงตนเอง โดยมีครอบครัวและชุมชนคอยให้การส่งเสริมและสนับสนุน เพื่อเป็นการเสริมสร้างพลังใจให้แก่ผู้ประพฤติปฏิบัติ

            ตัวอย่าง เช่น ผู้ที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ  อาจด้วยเกิดจากการว่างงาน   ธุรกิจล้มเหลว  หรือถูกสั่งฟ้องล้มละลาย  บางคนตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะทนกับความทุกข์ไม่ได้  ดังนั้น การจะแก้ไขปัญหานี้ด้วยหลักการจรรยาธรรมา  ต้องใช้ทั้งสองวิธีคือ  วิธีแรก  คือการหาปัจจัยใดบ้างที่เป็นปัจจัยเชิงบวกของเขา  ให้นำปัจจัยนั้นมาสร้างสมการความสุขโดยนำเฉพาะปัจจัยเชิงบวกเข้าสมการ  และชี้ให้เขาเห็นว่า ชีวิตที่แท้จริงของเขา ยังมีความสุขยังมีสุขภาวะที่ดีได้ด้วยเพราะยังมีปัจจัยเชิงบวกอยู่   ส่วนวิธีที่สอง  ปัจจัยใดที่ทำให้เขาเป็นทุกข์หรือมีสุขภาวะไม่ดีต้องร่วมกำหนดให้ชัดและละเหตุปัจจัยนั้นไปก่อน รอเวลาให้ผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ เมื่อพร้อมที่จะสร้างสุขภาวะขึ้นมาใหม่จึงให้นำปัจจัยนั้นมาใส่ลงในสมการความสุข  และทำการปรับปรุงแก้ไขปัจจัยดังกล่าวจนกว่าจะส่งผลเป็นบวก หรือปรับแก้จนเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความสุข จะส่งเสริมให้เกิดสุขภาวะที่ดี เช่น ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่เคยเป็นเชิงลบ เพราะ ว่างงาน เมื่อพร้อมที่จะต่อสู้กับชีวิต บุคคลนั้นควรหางานอื่นๆทำเพื่อให้พอได้เลี้ยงตนเองและครอบครัวไปก่อน เริ่มจากน้อยไปมาก ครั้นพอเลี้ยงตนเองได้เลี้ยงครอบครัวได้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจนี้จะเปลี่ยนเป็นปัจจัยเชิงบวกเป็นปัจจัยสร้างสุขในตอนหลัง ทำให้บุคคลกลับฟื้นคืนสภาพใหม่  อย่างนี้เป็นการแบ่งรับในช่วงเวลาหนึ่งและแบ่งสู้ในอีกช่วงเวลาหนึ่ง

            อีกตัวอย่างหนึ่ง  ผู้ที่ควบคุมจิตใจตนเองไม่ได้  ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการบริโภคเกินความพอดี  ถ้าจะใส่ปัจจัยเรื่องการควบคุมตนเองลงในสมการความสุข  ก็ต้องหาปัจจัยส่งเสริมอื่นๆเข้าไป  เช่น การฝึกฝนตนเองด้วยการรักษาศีลไม่บริโภคอาหารหลังเวลาเที่ยงวันไปแล้ว   การหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ  พร้อมทั้ง การฝึกฝนการสร้างสุขภาวะด้วยการละเหตุปัจจัยบางอย่างควบคู่ไปด้วย เช่น การละความอยากทาน  การละเรื่องการแสวงหาของกิน  หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องอาศัยการละถึงจะทำให้เกิดการสร้างสุขภาวะที่ดีได้  จากตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดเหมือนจะเป็นเรื่องยาก แต่เมื่อปฏิบัติได้แล้วจะเกิดความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง  โดยมีข้อควรระวังคือเมื่อทำได้แล้วไม่ควรประมาท  ต้องเจริญไว้ให้มั่นคงและยั่งยืน  จึงจะเรียกได้ว่า มีสุขภาวะที่ดีแบบยั่งยืน

การมีสุขภาวะดีแบบยั่งยืนต้องอาศัยการติดตามและประเมินผล โดยเฉพาะการรู้จักประเมินตนเองอยู่เนืองๆ เพื่อปรับปรุงให้เหมาะสมกับความเป็นปัจเจกบุคคลมากยิ่งขึ้น ดังที่ได้กล่าวไว้ในเรื่องการใช้หลักการจรรยาธรรมาสร้างสุขภาวะข้างต้น ซึ่งนอกจากจะใช้สมการ Equation Modeling ในการสร้างสุขภาวะ ยังมีเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการติดตามและประเมินผล เช่น “แสงเทียนแห่งสุขภาวะ” ที่จะอธิบายต่อไป

การใช้เครื่องมือติดตามและประเมินผล “แสงเทียนแห่งสุขภาวะ”

การยอมรับความจริงและพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง นับเป็นหัวใจหลักตามหลักการจรรยาธรรมา  การจะรู้หรือทราบได้อย่างไรว่าเมื่อไรควรปรับปรุงวิธีการหรือปรับปรุงเหตุปัจจัย  ต้องอาศัยเครื่องมือติดตามและประเมินผล ซึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการติดตามและประเมินสุขภาวะตามหลักการจรรยาธรรมานี้ เรียกว่า แสงเทียนแห่งสุขภาวะ มีลักษณะเป็นกราฟประเมินผลเป็นรายวัน เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน แบ่งแกน Y เป็นสามส่วน  ส่วนที่หนึ่งเป็นสภาวะที่เป็นทุกข์  ส่วนที่สองเป็นสภาวะที่เป็นสุขด้วยการอาศัยเหตุปัจจัย  และส่วนสุดท้ายเป็นสภาวะที่เป็นสุขเพราะละเหตุปัจจัยได้  ส่วนแกน X เป็นการจำแนกรายชั่วโมงที่ทำการวัด จะวัดทุกชั่วโมง  หรือวัดทุกสองชั่วโมง  หรือวัดทุกสามชั่วโมง ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ประเมินตน แต่การวัดที่ละเอียดจะส่งผลให้มองเห็นภาพของสภาวะที่ชัดเจนมากกว่า

เมื่อจบวันให้นำข้อมูลที่ได้มาสร้างเป็นแท่งเทียน  โดยให้การวัดครั้งแรกหรือหลังการตื่นนอน กับวัดครั้งหลังสุดในวันนั้นหรือก่อนเข้านอน เป็นความยาวของแท่งเทียน ส่วนไส้เทียนคือจุดสูงสุดจุดต่ำสุดในแต่ละวัน การอ่านผลให้ดูที่แท่งเทียนถ้าแท่งเทียนยาวมากแสดงว่ามีสุขสภาวะไม่คงที่  ถ้าไส้เทียนยาวมากแสดงว่ามีปัจจัยมากระทบรุนแรง ทั้งสองลักษณะนี้ควรรีบทำการปรับปรุง  ถ้าแท่งเทียนสั้นมากแสดงว่ามีสุขภาวะที่คงที่ แต่ต้องพิจารณาดูตำแหน่งที่อยู่ของแท่งเทียนควบคู่ไปด้วย  ถ้าตำแหน่งอยู่ในช่วงสุขภาวะที่เป็นสุขอย่างนี้นับว่าดี แต่ถ้าอยู่ในช่วงทุกข์ภาวะอย่างนี้ต้องหาทางแก้ไขปรับปรุง

การดูไส้เทียนมีสองลักษณะ คือ ไส้เทียนที่ใช้จุดเพื่อให้เกิดแสงสว่าง กับไส้เทียนที่ไม่มีเนื้อเทียนห่อหุ้มหรือไส้เทียนที่อยู่ตรงบริเวณฐานล่างของแท่งเทียน  ถ้าไส้เทียนที่ใช้สำหรับจุดให้แสงสว่างมีความยาวมาก ถือว่าดี แต่ไม่ดีที่สุดเพราะระดับสุขภาวะที่ดีเยี่ยมอยู่ไม่นานมีความไม่คงที่ ในทางที่ดีไส้เทียนควรอยู่ระดับเดียวกันกับแท่งเทียน ลักษณะที่ดีที่สุดคือตัวแท่งเทียนสั้นมีไส้เทียนอยู่ในระดับเดียวกับแท่งเทียน และ ปลายของไส้เทียนที่ให้แสงสว่างควรอยู่ในระดับของการสร้างสุขภาวะด้วยการละเหตุปัจจัย

พบว่า การติดตามและประเมินตนเองด้วยเครื่องมือ แสงเทียนแห่งสุขภาวะนี้ ผู้ที่มีสุขภาวะที่ดีอาจไม่มีความจำเป็นต้องทำการติดตามประเมินบ่อย หรือเว้นช่วงการประเมินให้ห่างได้  แต่ผู้ที่มีสุขภาวะไม่ดีควรทำการประเมินอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขสุขสภาวะให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการติดตามและประเมินผลจะใช้เวลานานมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับสุขภาวะของแต่ละบุคคล  

สรุปและอภิปราย

            หลักการจรรยาธรรมา เป็นหลักการสร้างความสุขด้วยการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม อยู่ในกรอบของสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายและศีลธรรม ไม่ใช่ศาสนา ไม่ใช่ลัทธิ ไม่ใช่ความเชื่อ แต่เป็นหลักการที่นำเอาปรัชญาต่างๆมาผสมผสาน โดยอาศัยองค์ความรู้ทั้งทางวิทยาศาสตร์  สังคมศาสตร์ ศิลป์ศาสตร์ และศาสตร์แขนงต่างๆ มาบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างเชื่อมโยงสอดคล้อง เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี  ซึ่งรูปแบบของการสร้างสุขภาวะมีสองรูปแบบ คือ 1)การสร้างสุขภาวะด้วยการอาศัยเหตุปัจจัย และ 2)การสร้างสุขภาวะด้วยการละเหตุปัจจัย การจะนำวิธีการใดมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกลับสถานการณ์ และควรใช้เสริมกันไปทั้งสองวิธี

การติดตามและประเมินผลด้วยตนเอง เพื่อทำการแก้ไขปรับปรุงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบุคคลที่มีสุขภาวะไม่ดี เครื่องมือที่ใช้ประเมินผลตนเองในหลักการจรรยาธรรมา คือ แสงเทียนแห่งสุขภาวะ เพราะจะทำให้บุคคลเข้าใจสุขภาวะของตนเองมากที่สุด  สรุปสุดท้าย การสร้างสุขภาวะที่ดีควรให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ประเมินผลตนเองได้ และปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน การปฏิบัติสมาธิภาวนา แบบคนธรรมดา

คำสำคัญ (Tags)#สุขภาวะ

หมายเลขบันทึก: 644730, เขียน: 13 Feb 2018 @ 20:40 (), แก้ไข: 13 Feb 2018 @ 20:43 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, ดอกไม้: 1, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)