Kant from Hume คานท์จากฮิวม์

Kant from Hume คานท์จากฮิวม์

เขียนและเรียบเรียงโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป

ฮิวม์เป็นนักวิมัติในเรื่องอภิปรัชญา เนื่องจากตั้งมูลบทไว้แต่แรกว่า เราไม่สามารถรู้อะไรได้เลยถ้าไม่มีภาพประทับของสิ่งๆ นั้น แต่ทว่าศัพท์ต่างๆ ที่ใช้ในอภิปรัชญาเป็นเรื่องสมมติ เราไม่สามารถมีทางพิสูจน์ได้ว่าความเป็นจริงที่กล่าวถึงในอภิปรัชญานั้นมีอยู่จริงหรือไม่ แต่เมื่อเราไม่สามารถรู้ ก็เหมือนกับไม่มีสำหรับเรา อภิปรัชญาของฮิวม์จึงมีหน้าที่หาสาเหตุว่าศัพท์อภิปรัชญาที่ใช้กันนั้นมาได้อย่างไร และความคิดทางอภิปรัชญานั้นมาได้อย่างไร พูดง่ายๆ ก็คือ เรียนอภิปรัชญาเพื่อทำลายล้างอภิปรัชญา

ลัคออกแถลงประสบการณ์นิยมด้วยสูตรเก่าอันได้แก่ ความรู้ทุกอย่างเริ่มจากผัสสะและลัคก็กำหนดมโนคติตามความเข้าใจของตนซึ่งน่าจะเป็นเพียงตุ๊กตาเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้ แต่ลัคก็ไม่ได้ซื่อสัตย์ต่อลัทธิจนถึงที่สุด จึงยังเชื่อว่ามโนคติเป็นตัวแทนของคุณภาพซึ่งเรียกร้องให้มีสาระรองรับในฐานะเป็นสาระสสาร

บาร์กลีย์แก้สาระสสารเป็นสาระจิต โดยแถลงว่ามีแต่จิตกับมโนคติเท่านั้น สิ่งอื่นจะมีหรือเป็นอะไรเราไม่มีทางจะรู้ จึงเหมือนกับไม่มีสำหรับเรา

ฮิวม์ต้องการซื่อสัตย์ต่อมูลบทของลัทธิจนถึงที่สุด จึงแถลงว่าเราไม่แน่ใจอะไรได้เลยนอกจากภาพประทับและมโนคติเท่านั้น นอกนั้นปัญญาของเราทำการต่อไปซึ่งเราจะแน่ใจไม่ได้จนกว่าจะมีภาพประทับหรือมโนคติของมัน ที่ปัญญาทำต่อไปและชักชวนให้เราหลงใหลว่าจริงที่นับว่าสำคัญก็คือสร้างการเชื่อมโยง (connection) ขึ้นระหว่างมโนคติ ซึ่งมีอยู่ 3 ประการ คือ หลักแห่งความเหมือน (principle of resemblance) หลักแห่งการประชิด (principle of contiguity) และหลักแห่งการเป็นสาเหตุ (principle of cause and effect) หลักการหลังนี้พาปัญญาของเราเลยเถิดออกไปจนพ้นขอบเขตของผัสสะ แต่เราก็ชอบเพราะทำความพอใจให้แก่ปัญญา เป็นเหตุให้เราพากันงมงายในระดับปัญญาชน

พัฒนาการประสบการณ์นิยมเริ่มตั้งแต่เบเคิน ชี้แนะให้ตัดอคติ 4 ทิ้ง เพื่อขจัดความหลงผิด แล้วทำอุปนัยโดยการคัดทิ้งเพื่อได้ความรู้แท้จริง แต่ตัดทิ้งไม่สำเร็จ ต่อมา ฮับส์ ใช้อุปนัยอย่างเดียวได้ความรู้แคบ จึงต้องใช้อุปนัยเพื่อได้มูลบทที่เห็นว่าจะเป็นพื้นฐานของประสบการณ์ทุกอย่าง (คือการเคลื่อน) แล้วอธิบายต่อไปด้วยเหตุผลเป็นระบบแบบเหตุผลนิยม หลังจากนั้น ลัค วิเคราะห์กระบวนการคิด พบว่า พื้นฐานของความรู้แท้ (วัตถุวิสัย) ได้แก่ คุณภาพปฐมภูมิ ส่วน บาร์กลีย์ แถลงว่า ไม่มีอะไรค้ำประกันว่าคุณภาพปฐมภูมิเป็นวัตถุวิสัย ดังนั้นสัญชานทั้งหลายเป็นอัตวิสัย จนสุดท้ายมาถึง ฮิวม์ แถลงว่า ไม่มีอะไรค้ำประกันมโนคติพระเจ้า ดังนั้น ภาพประทับและมโนคติทั้งหลายเป็นวัตถุวิสัย นอกนั้นเป็นความคิดเห็น ความคิดเห็นที่สำคัญได้แก่หลักการเป็นสาเหตุ และความสม่ำเสมอในธรรมชาติ

ฮิวม์เริ่มต้นโดยยอมรับเหมือนลัคว่ามีโลกแห่งสสารภายนอก และเราสามารถรู้จิตวิทยาการเกิดของมโนคติได้ แต่ฮิวม์ไม่ยอมให้อนุมานต่อไปเกินความรู้ด้วยผัสสะ ฮิวม์คิดจะต่องานค้นคว้าเกี่ยวกับมโนคติต่อไปให้สมบูรณ์ และชี้แจงว่าการอนุมานต่อจากนั้นไปเป็นความเคยชิน (custom) เพราะความจริงแล้วภาพประทับของการเชื่อมโยงยเป็นการขัดแย้งในตัว และภาพประทับมีได้ก็เฉพาะเกี่ยวกับข้อเท็จจริงเท่านั้น ฮิวม์จึงตกสู่ลัทธิวิมัตินิยมโดยคิดว่าไม่มีอะไรที่เราจะยอมรับได้ นอกจากกระแสของเหตุการณ์ที่ไม่เคยนำไปสู่กฎระเบียบ ไม่มีความจำเป็นที่อะไรจะต้องเกิดขึ้น ทั้งไม่มีความเป็นวัตถุวิสัย (the temporal stream of event in which no order, necessity, or objectivity could ever be discovered)

นับได้ว่าฮิวม์เป็นผู้ผลักดันประสบการณ์นิยมแบบอังกฤษไปถึงขีดสุด คือ ไปไกลเลยสสารนิยม จนถึงวิมัตินิยม (skepticism) เกือบสมบูรณ์ ที่ว่าเกือบสมบูรณ์ก็เพราะฮิวม์ยังเชื่อว่ามีภาพประทับและมโนคติอยู่ ถ้าสงสัยสมบูรณ์เราเรียกว่า เพอรานิสม์ (Pyrrhonism) ตามชื่อหัวหน้ากลุ่มในอแคเดอมีของเพลโทว์ระยะหลังมรณกรรมของอาจารย์

ฮิวม์วิจารณ์ว่าความสงสัยแบบของเดการ์ตเป็นการสงสัยล่วงหน้า (antecedent skepticism) คือสงสัยเนื้อหาของความรู้แต่เชื่อมั่นในสมรรถภาพของปัญญา ฮิวม์ว่าแย้งตัวเอง เพราะอย่างไรเสียก็เป็นไปไม่ได้ที่จะสงสัยเนื้อหาได้ทั้งหมด ถ้าสงสัยได้จริง สมรรถนภาพปัญญาก็ทำอะไรไม่ได้ ความสงสัยของฮิวม์เองเป็นการสงสัยตามหลัง (consequent skepticism) คือ สงสัยสมรรถภาพของปัญญาเสียเลย ฮิวม์คิดว่าวิธีนี้ช่วยให้เรารอบคอบไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แต่คานท์ซึ่งอ่านงานฮิวม์ในเวลาต่อมาบอกว่าฮิวม์งมงายอยู่ในความเชื่ออย่างไร้เหตุผล (dogmatic faith) คานท์จึงตื่นจากภวังค์และสร้างระบบปรัชญาขึ้นมาใหม่ หลังจากเข้าใจเจตนาของฮิวม์

คานท์ (Immanuel Kant 1724-1804) เป็นชาวเยอรมันและเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างนวยุคภาพสุดขั้วกับการเริ่มหลังนวยุคภาพ มีความรู้กว้างขวางรอบด้านและคิดลึก มีความเชื่อมั่นในศาสนา แต่ก็เทิดทูนเหตุผลเหนือสิ่งใด พยายามประนีประนอมความเชื่อในศาสนากับเหตุผล (faith and reason) และพยายามแก้ปัญหาที่ค้างอยู่ทั้งของฝ่ายเหตุผลนิยมและประสบการณ์นิยม คิดพิสดารจนได้ระบบปรัชญาใหม่ขึ้นอีกระบบหนึ่งเฉพาะตัวเรียกว่า Kantianism (ลัทธิคานท์) ตามนามของตนเอง

คานท์อ่านความคิดของฮิวม์แล้ว แทนที่จะสะดุ้งตกใจไปกับฮิวม์ที่หาหลักยึดเหนี่ยวตัดสินความจริงสากลไม่ได้ คานท์กลับยิ้มด้วยความโล่งอกว่าได้พบกุญแจไขความลับแห่งความรู้มนุษย์แล้ว “It rouses me from my dogmatic slumbers” (มันปลุกข้าพเจ้าให้ตื่นจากภวังค์แห่งความเชื่องมงาย) กล่าวคือ ท่านพบว่าลัทธิประสบการณ์นิยม ไม่พอสำหรับอธิบายความจริง และลัทธิเหตุผลนิยมก็ไม่พอเหมือนกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็ปรักปรำกันและกัน ที่จริงก็ปรักปรำถูกต้องทั้งสองฝ่าย เพราะความจริงแล้วก็บกพร่องกันทั้งสองฝ่าย ไม่มีฝ่ายใดสามารถอธิบายความจริงได้ ลัทธิเหตุผลนิยมอธิบายไม่ลงตัว ส่วนลัทธิประสบการณ์นิยมอธิบายไม่ได้ ก็เลยปฏิเสธ ลงเอยด้วยการจับเรื่องอะไรไม่ได้ด้วยกันทั้งคู่ คานท์จึงคิดว่าเมื่อเราไม่เข้าใจอะไร ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี (แขวะลัทธิประสบการณ์นิยมที่ฝากความจริงไว้กับประสบการณ์มากเกินไป) อาจจะมีปัญหาที่ความบกพร่องของปัญญาของเราก็ได้ (แขวะลัทธิเหตุผลนิยม ที่มอบความเชื่อถือให้ปัญญาเกินไป) ท่านจึงตั้งใจจะกู้สถานภาพของคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ และศาสนากับศีลธรรม ด้วยแนวความคิดใหม่อันปรับปรุงมาจากเหตุผลนิยม และประสบการณ์นิยม ร่วมกันนั่นเอง

การที่เดวิด ฮิวม์ โจมตีและไม่เชื่อถือหลักการเป็นสาเหตุ (principle of causality) นั้นทำให้คานท์ตื่นจากภวังค์ คือ ท่านคิดว่าท่านจับเคล็ดลับแห่งความยุ่งเหยิงทั้งหลายได้แล้ว ท่านเห็นว่า จะอย่างไรก็ตาม ฮิวม์ต้องยอมรับหลักการในทางปฏิบัติ คือ ในชีวิตประจำวัน ฮิวม์ย่อมจะต้องยอมรับเหมือนคนอื่น ๆ ทั้งหลายว่า ในทางปฏิบัติต้องถือเหมือนกับว่ามีการเป็นสาเหตุในชีวิตจริง เพียงแต่ไม่เห็นความเกี่ยวพัน (connection) ระหว่างสาเหตุกับผล เพราะไม่มีประสบการณ์ยืนยันได้ว่ารับเป็นหลักการได้อย่างไรจนถึงกับบอกได้ว่า มีผลต้องมีเหตุ คานท์บอกว่าถูกแล้ว ความคิดเรื่องหลักการเป็นสาเหตุไม่ได้มาจากประสบการณ์ ฮิวม์จึงนับว่าเป็นนักสังเกตชั้นยอดเยี่ยม แต่ทว่าสิ่งที่ไม่ได้มาจากประสบการณ์มิได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มีจริง อาจจะมีหลายสิ่งที่มาจากพื้นฐานความจริงอื่นนอกเหนือจากประสบการณ์ก็ได้ เพราะถ้าไม่มีพื้นฐานจากความเป็นจริงแล้ว เหตุไฉนในทางปฏิบัติเราจึงขาดมันไม่ได้ นั่นหมายความว่าต้องมีพื้นฐานอื่นนอกเหนือไปจากประสบการณ์ คานท์จึงแยกบ่อเกิดความรู้ออกเป็น 2 บ่อเกิดคือ

a posteriori (หลังประสบการณ์) : มีบ่อเกิดมาจากประสบการณ์

a priori (หลังประสบการณ์) : มีบ่อเกิดมาจากปัญญาของเราเอง

และคานท์ก็บอกว่าความรู้วิชาการล้วนแต่เกิดจาก 2 บ่อเกิดร่วมกันทั้งสิ้นคือ 1) ประสบการณ์ผ่าน 2) กลไกของปัญญา

อันที่จริงฮิวม์ ตกเป็นทาสของข้อเชื่อว่า ความรู้ทุกอย่างต้องมาจากประสบการณ์เท่านั้น จนยอมเสี่ยงโยนทิ้งวิชาการทั้งหลายแม้กระทั่งคณิตศาสตร์ เป็นการฝ่าฝืนสามัญสำนึกอย่างหัวชนฝา ฝ่ายเหตุผลนิยมก็เป็นทาสของข้อเชื่อตรงข้ามว่า เหตุผลของเราสามารถหาความจริงได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งความเชื่อในศาสนา จึงน่าจะนำมาพิจารณาดูกันใหม่ทั้งสองฝ่าย

คานท์จัดระเบียบใหม่ว่า กฎเกณฑ์ในวิชาการต้องเป็นความรู้ที่ไม่ขึ้นกับประสบการณ์ (a priori) เพราะเป็นเรื่องของมโนภาพ (concept) เป็นสากล (Universal) ส่วนความรู้ที่ขึ้นกับประสบการณ์ (a posteriori) ได้จากประสบการณ์ด้วยวิธีอุปนัย (induction) ให้ความแน่ใจแก่เราอย่างมากแค่น่าจะเป็นเช่นนั้น (probability)

เรารับรองได้แต่เพียงว่าเท่าที่มีประสบการณ์มา เป็นไปตามกฎเช่นนี้เช่นนั้นเสมอ “so far as we have experienced, there is no exception to this or that rule” ความรู้ไม่ขึ้นกับประสบการณ์ เนื่องจากเป็นสากลและเป็นความรู้แน่นอนโดยจำเป็น (a priori knowledge is necessary and universal) จะมาจากประสบการณ์ไม่ได้

สามัญสำนึกบอกเราว่าความรู้ประเภทหลังนี้มีจริง ไม่ต้องการพิสูจน์ว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ เพราะของมีจริงแล้วต้องเป็นไปโดยจำเป็นมันคือความรู้เชิงคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ปัญหาจึงมีอยู่ว่าความรู้ประเภทนี้เป็นไปได้อย่างไร (ดู Kant’s Pure Forms)

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญาของอิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant)

คำสำคัญ (Tags)#คานท์#ดร.เมธา หริมเทพาธิป#อิมมานูเอล คานท์#ดร.เมธา#Kant from Hume#คานท์จากฮิวม์

หมายเลขบันทึก: 643098, เขียน: 07 Dec 2017 @ 17:37 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)