Categories วิภาค 12

Categories วิภาค 12  

เขียนและเรียบเรียงโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป

ตามทัศนะของคานท์ วิภาค 12 หรือ Categories คือโครงสร้างของความเข้าใจหรือปัญญา เป็นทฤษฎีที่คานท์สร้างขึ้นมา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีวิภาค หรือ ทฤษฎีโครงสร้างของปัญญา ทฤษฎีดังกล่าวนี้ช่วยรับรองระบบเครือข่ายของปรัชญากระบวนทรรศน์นวยุค และในขณะเดียวกันก็ช่วยเป็นประตูเปิดทางให้เห็นข้อบกพร่องของระบบเครือข่ายที่ปรัชญานวยุคสร้างขึ้น เป็นเหตุให้เกิดกระแสปรัชญาหลังนวยุคในเวลาต่อมา

จึงกล่าวได้ว่า คานท์เป็นคนแรกที่ชี้ให้เห็นความยุ่งยากของการรับรู้ความจริงของประพจน์สังเคราะห์ก่อนประสบการณ์ (synthetic a priori proposition) ทั้งๆ ที่ต้องยอมรับในวิทยาการว่าจำเป็นสำหรับให้วิทยาการไปรอด และเป็นคนแรกที่เสนอความเห็นว่าปัญญาของมนุษย์เรามีโครงสร้างเพื่อรับประกันความแน่นอนของประโยคประเภทนี้ แต่แล้วทฤษฎีโครงสร้างทางปัญญาก็ก่อให้เกิดคำถามตามมาอีกมากมาย ซึ่งเมื่อคานท์พยายามจะแก้ก็ยิ่งทำให้ความคิดของคานท์สลับซับซ้อนและลึกลับมากเข้าไปทุกที แม้นักปรัชญาต่อมาจะไม่ยอมรับทฤษฎีอันซับซ้อนของคานท์ แต่ทุกคนก็ยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่า คานท์เป็นนักปรัชญายิ่งใหญ่คนหนึ่งของเยอรมนีและของโลก นักปรัชญาปัจจุบันทุกคนต่างได้รับอิทธิพลจากปรัชญาของคานท์ไม่มากก็น้อย ปรัชญาของคานท์จึงนับว่าเป็นประตูด่านแรกสำหรับผู้ที่อยากจะเข้าถึงปรัชญาช่วงหลังๆ ของมนุษยชาติ

ท่านเริ่มตั้งคำถามว่า คณิตและวิทยาศาสตร์ก็ก้าวหน้าไปไกล และต่างก็พบความจริงแน่นอนสำหรับหาความจริงของตน แต่ปรัชญายังไม่มีเลย จึงเป็นเรื่องเดือดร้อน ท่านตำหนิทั้ง 2 ฝ่ายที่เอาวิธีการคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์มาใช้ในปรัชญาและอ้างว่าหาความจริงได้ อันที่จริงนั้น ทั้งประสาทสัมผัสและปัญญาของเราหลอกลวงเราตลอดเวลา เพราะมีโครงสร้างของสมองหรือโครงสร้างของปัญญา (a priori forms) ซึ่งกลั่นกรองความเป็นจริง (noumena or things in themselves) ก่อนจะเป็นความรู้ของเราตามที่ปรากฏแก่โครงสร้างของปัญญา (phenomena) โครงสร้างของปัญญามนุษย์เหมือนกันทุกคน เราจึงเห็นและเข้าใจในทำนองเดียวกันได้ ท่านเห็นด้วยกับฮิวม์ว่า กฎความเป็นสาเหตุและความสม่ำเสมอในธรรมชาติเป็นความงมงาย ไม่มีจริง แต่อธิบายได้ว่าเป็นโครงสร้างของปัญญา

ตามทัศนะของคานท์ ประสบการณ์ของเราต้องผ่านโครงสร้างของผัสสะ (pure forms of sensibility) ประสบการณ์จะเป็นข้อมูลส่งต่อผ่านโครงสร้างของความเข้าใจ (pure forms of understanding) ซึ่งมี 12 ช่อง (categories)

ทำไมจึงรู้ได้ว่ามีโครงสร้างของความเข้าใจ ก็เพราะเรากล้าตัดสินและทุกคนก็กล้าในทำนองเดียวกัน ซึ่งเมื่อจัดระบบแล้วก็พบว่า เรากล้าตัดสินใน 4 แง่ ๆ ละ 3 เรื่อง รวมเป็น 12 เรื่อง ทั้งๆ ที่พิจารณาให้ดีๆ จะเห็นว่าไม่มีเหตุผลเพียงพอให้ตัดสินได้ดังกล่าว (อย่างไรก็ตามอย่าจริงจังกับเหตุผลของคานท์ในเรื่องนี้มากนัก เพราะรู้สึกว่าคานท์จะตะล่อมข้อมูลให้เข้าระบบความคิดของตนเองค่อนข้างมาก)

 

Logical Judgements

(การทำงานของสมอง)

 

Transcendental Categories

         (โดยมีสมมติฐาน)

 

 

 

 

Quantity

(ปริมาณของเรื่องตัดสิน)

 

1- Universal (สากล)

 

1- Unity (ความสม่ำเสมอ)

2- Particular (เฉพาะหน่วย)

 

2- Plurality (ความหลากหลาย)

3- Singular (บางหน่วย)

 

3- Totality (การรวมตัว)

 

 

 

 

Quality

(คุณภาพของการตัดสิน)

 

4- Affirmative (ยืนยัน)

 

4- Reality (ความเป็นจริง)

5- Negative (ปฏิเสธ)

 

5- Negation (ไม่มีความเป็นจริง)

6- Infinite (ไม่แน่)

 

6- Limitation (กึ่งความเป็นจริง)

 

 

 

 

Relation

(ความสัมพันธ์ของข้อตัดสิน)

 

7- Categorical (เด็ดขาด)

 

7- Inherence (ระบบเครือข่าย)

8- Hypothetical (สมมติ)

 

8- Causality (ความเป็นเหตุเป็นผล)

9- Disjunctive (แบ่งรับแบ่งสู้)

 

9- Community (การออมชอม)

 

 

 

 

Modality

(รูปแบบของผู้ตัดสิน)

 

10- Problematic (สงสัย)

 

10- Possibility (ความเป็นไปได้)

11- Assertoric (แน่ใจ)

 

11- Existence (ความมีอยู่)

12-  Apodictic (บังคับ)

 

12- Necessity (ความจำเป็น)

 

อาจมีคนถามว่าโครงสร้างของปัญญาเป็นเพียงโครงสร้างหรือกลไกด้วย ถ้าเป็นกลไกก็จะมีสภาพเหมือนสสาร แต่เดการ์ตและฮอร์บสอนว่าเป็นกลไก และคานท์ก็เชื่อเช่นนั้น แม้มันสมองจะเป็นกลไกเพราะเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย แต่ทว่าปัญญาหรือสมองเป็นสมรรถภาพของจิต แม้เป็นกลไกแต่ก็ไม่ใช่การทำโดยอัตโนมัติอย่างสสาร เป็นการทำงานของจิต เมื่อตัวจิตเป็นบ่อเกิดและเมื่อเป็นข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำเช่นนี้ในสมองหรือปัญญาของมนุษย์ ก็เป็นข้อเรียกร้องให้เชื่อโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ว่า “ตัวฉันผู้คิด” เหมือน Cogito ของเดการ์ต แต่คานท์เรียกว่า Transcendental Ego (ตัวฉันอุตตระ) ที่เรียกอุตตระก็เพราะไม่สามารถรู้ได้โดยโครงสร้างของสมองหรือปัญญา แต่เป็นข้อเรียกร้องที่ปรากฏแก่อัชฌัติกญาณอุตตระอันเป็นสมรรถภาพระดับสูงของปัญญา ซึ่งคานท์ให้ชื่อว่าเหตุผลปฏิบัติ (ดู practical reason)

อีกปัญหาหนึ่งก็คือ กระบวนการที่ตัวฉันหรืออหัง (Ego) ทำการป้อนประสบการณ์เข้าช่องต่างๆของความเข้าใจซึ่งมีถึง 4 ชั้น และต้องผ่านชั้นละ 1 ช่องเพื่อให้ได้ความรู้ที่แน่นอนตายตัว กระบวนการนั้นเป็นอย่างไร คานท์อธิบายว่ามีจินตนาการ (imagination) ที่คอยทำการในฐานะเป็นสมรรถภาพของอหัง จินตนาการปรับ 12 ช่องของความเข้าใจให้เป็นกรอบรับเฉพาะข้อมูลที่เหมาะกับแต่ละช่อง ให้เหมาะสำหรับต้อนรับเฉพาะประสบการณ์ที่ตนจะใช้เป็นข้อมูลทำการได้เท่านั้น กรอบเฉพาะแต่ละกรอบเรียกว่า สคีมา (schema) รวมทั้งหมดมี 12 กรอบเฉพาะหรือ 12 schemata (กรอบ)[1] แต่ละกรอบทำการประจำแต่ละช่องโดยเฉพาะ หากทำผิดพลาดบ่อยๆ ก็ต้องทำการอบรมฝึกฝนแต่ละกรอบให้ช่ำชอง

การค้นพบทฤษฎีวิภาคหรือโครงสร้างของปัญญาของคานท์กลายเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อการปฏิรูปเนื้อหาปรัชญาในเวลาต่อมา คานท์สอนว่าปัญญาของมนุษย์ทำงานเป็น 2 ระดับ คือ ระดับเหตุผลบรสุทธิ์ ซึ่งต้องผ่านกลไกของผัสสะและกลไกของวิภาคสำหรับรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ส่วนเหตุผลปฏิบัติเข้าสัมผัสกับความเป็นจริงโดยตรงสำหรับรู้เรื่องศีลธรรมและศาสนา

คานท์เห็นว่าฝ่ายประสบการณ์นิยมและฝ่ายเหตุผลนิยมต่างเข้าใจผิด ในการมอบหมายมาตรการความจริงให้กับผัสสะและเหตุผล ความจริงทั้งผัสสะและเหตุผลต่างก็เป็นโครงสร้างของปัญญาของมนุษย์เท่านั้น จะถือว่าให้ความรู้ที่ตรงกับความเป็นจริงภายนอกไม่ได้ เพราะเราไม่รู้ว่าสมรรถภาพทั้งสองของปัญญาของเรานี้บิดผันความเป็นจริงภายนอกไปอย่างไร ความรู้ของเราจึงเป็นเพียงความรู้เท่าที่ปรากฏแก่ปัญญาของเรา (phenomena) เราไม่สามารถรู้ได้ว่าความเป็นจริงภายนอก (noumena) เป็นอย่างไร[2] แต่เราแน่ใจว่าต้องมีความเป็นจริงเป็นวัตถุของความรู้ มิฉะนั้นความรู้จะเกิดขึ้นไม่ได้

ความคิดปรัชญาของคานท์และการค้นพบทฤษฎีวิภาคหรือโครงสร้างของปัญญาของเขาเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างการเชื่อระบบเครือข่าย กับการสงสัยระบบเครือข่าย คานท์สรุปผลแห่งความพยายามของนักปรัชญาในอดีตตั้งแต่เธลีสถึงฮิวม์ (ก.ค.ศ. 600 – ค.ศ. 1750) เป็นเวลาประมาณ 2350 ปี ประมวลประเด็นคำถามให้รัดกุม เสนอแนวทางค้นคว้าใหม่สำหรับปรัชญาหลังนวยุค ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้อย่างไม่เกินความจริงว่า ผู้ศึกษาปรัชญาหลังนวยุคโดยไม่ศึกษาให้ถึงปรัชญาของคานท์เสียก่อนนับว่าศึกษาไม่ถึงประเด็นคำถาม และผู้ที่ต้องการศึกษาปรัชญาตะวันตกช่วงศตวรรษที่ 19-21 โดยไม่จับประเด็นปัญหาของคานท์ให้แจ่มแจ้งเสียก่อน น่ากลัวว่าจะไม่เข้าใจจิตตารมณ์อันแท้จริงของปรัชญาช่วงดังกล่าว

...............................................

[1]  Schema เป็นคำภาษากรีก พหูพจน์ว่า schemata

[2]  คานท์เรียกความเป็นจริง (reality) ว่า noumenon (พหูพจน์ = noumena) เพื่อให้คู่กับความรู้ที่เป็น phenomenon (พหูพจน์ = phenomena)

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญาของอิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant)

คำสำคัญ (Tags)#คานท์#ดร.เมธา หริมเทพาธิป#อิมมานูเอล คานท์#ดร.เมธา#Categories วิภาค 12#วิภาค 12#โครงสร้างของความเข้าใจ#โครงสร้างของปัญญา#คาเทกอรี่ 12

หมายเลขบันทึก: 643097, เขียน: 07 Dec 2017 @ 17:32 (), แก้ไข: 07 Dec 2017 @ 17:33 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)