moral imperative คำสั่งของจริยธรรม

moral imperative คำสั่งของจริยธรรม 

เขียนและเรียบเรียงโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป

คานท์พิจารณาดูคำสั่งให้ทำการในตัวเรา เห็นว่ามีอยู่ 2 ประเภทคือ

1) คำสั่งที่มีเงื่อนไข (ดู hypothetical imperative) มีจุดหมาย มีเงื่อนไข เป็นคำสั่งประเภท A rule of skill or a counsel of prudence (กฎของความเชี่ยวชาญหรือคำแนะนำให้รอบคอบ) มักมีเงื่อนไขด้วยคำว่า “ถ้า” (if) เช่น ถ้าเธออยากสอบได้ก็จงขยันดูหนังสือ ความดีของกิจกรรมประเภทนี้เนื่องมาจากผลประโยชน์ จึงตัดสินตามแนวลัทธิประโยชน์นิยม (Utilitarianism) คำสั่งประเภทนี้ผ่านโครงสร้างของเหตุผลบริสุทธิ์

2) คำสั่งเด็ดขาด (ดู categorical imperative) ไม่มีจุดหมาย ไม่มีเงื่อนไข สั่งด้วยความสำนึกในหน้าที่ (for duty’s sake ดู duty to be done) ผลจะเป็นอย่างไรไม่คำนึง เมื่อรู้ว่าเป็นหน้าที่แล้วต้องทำ หาเหตุผลไม่ได้เพราะไม่ผ่านเหตุผลบริสุทธิ์ แต่ทว่าเหตุผลบริสุทธิ์ก็มักจะอดช่วยไม่ได้อยู่ดี โดยพยายามหาเหตุผลและประเมินค่าความดีให้แก่กิจการที่เป็นหน้าที่ เรื่องความสำนึกในหน้าที่จึงเป็นเรื่องของเหตุผลปฏิบัติโดยตรง แม้เหตุผลบริสุทธิ์จะเสนอเหตุผลช่วยก็ไม่สนใจใยดี

มนุษย์ นอกจากจะมีสมรรถภาพเข้าใจด้วยเหตุผลบริสุทธิ์แล้ว ยังมีสมรรถภาพอีกขั้นหนึ่งเรียกว่า ปัญญาขั้นเหตุผลปฏิบัติ ซึ่งนักปรัชญาอื่นๆ จะเรียกว่า อัชฌัตติกญาณ คือ รู้เองด้วยการหยั่งรู้ ไม่ต้องใช้ผัสสะ ไม่ต้องใช้เหตุผล ขืนใช้ก็ไม่สำเร็จ เพราะความรู้นั้นไม่ผ่านมาทางกลไกของสมองอย่างธรรมดา สมรรถภาพเหตุผลปฏิบัตินี้เองช่วยให้เข้าถึงคำสั่งของจริยธรรมว่า “ต้องทำตามหน้าที่” เพราะสำนึกในหน้าที่ เราจึงต้องนับถือพระเจ้าและปฏิบัติตามน้ำพระทัยของพระองค์ คานท์คิดว่าวิธีนี้สามารถประนีประนอมความคิดของทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี

ความสำนึกในหน้าที่ (ดู duty to be done) ปรากฏตัวออกมาจากเหตุผลปฏิบัติ ในความหมายของคานท์เหมือนโมเสสรับบัญญัติ 10 ประการจากพระเจ้า เป็นเรื่องที่ผู้รับต้องยอมปฏิบัติตามโดยไม่มีเงื่อนไข ไม่ต้องเข้าใจว่าเพราะอะไร เพียงแต่เห็นว่าดีเท่านั้นก็เป็นพอ ทำไมถึงดีเราไม่ทราบ ถ้าสั่งอย่างอื่นก็ต้องทำไปอื่น และไม่มีคุณค่าในตัวของมันเอง อาจจะมีคุณค่าในระดับเหตุผลบริสุทธิ์ แต่ไม่ใช่ในระดับเหตุผลปฏิบัติ ดังนั้น การทำตามหน้าที่จึงไม่มีแม้แต่คุณค่าทางศีลธรรม แม้จะเป็นสิ่งที่ดีตามศีลธรรมก็ตาม

ความสำนึกในหน้าที่มีค่าในตัวมันเองล้วนๆ ไม่มีค่ามาจากผู้สูงสุดหรือองค์สัมบูรณ์ใดๆ (The Absolute) ไม่มีค่ามาจากสภาวะดีเด่นของผู้ประพฤติที่เรียกว่าคุณค่าทางศีลธรรม (moral value) แต่หน้าที่เป็นคำสั่งเด็ดขาดในตัว มีคุณค่าอสัมพัทธหรือสัมบูรณ์ (Absolute Value) ในตัว หน้าที่เป็นแต่โครงสร้าง ไม่มีเนื้อหาบรรจุ เนื้อหาเป็นเรื่องของผู้ประพฤติต้องกำหนดเอาเอง หน้าที่ไม่กำหนดเนื้อหาจึงไม่มีคุณค่าทางศีลธรรม (moral Value) มีแต่โครงสร้างที่เป็นคุณค่าเด็ดขาดของตนเอง เรียกว่า คุณค่าบริสุทธิ์แห่งหน้าที่ (pure value of duty)

 คำสั่งของจริยธรรมมาจากการทำตามหน้าที่ ตัวกระตุ้นให้มนุษย์ทำตามหน้าที่มีอย่างเดียวเท่านั้น คือ เจตจำนงน้ำใจดี (good will ดู good will morality) ยิ่งฝึกก็ยิ่งดี มากขึ้นทุกทีอย่างไม่มีขอบเขต

ความสุขหรือบำเหน็จรางวัลในโลกหน้า ต้องนับว่าเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เรามุ่งหวังเอาเอง เราต้องทำดีเพราะเป็นหน้าที่ แล้วก็เป็นหน้าที่ของพระเจ้าที่ต้องให้บำเหน็จเราเอง และเพราะเหตุนี้เองคานท์จึงสรุปว่า ต้องมีพระเจ้าและโลกหน้า (ดู Kant on religiosity) มิฉะนั้นความรู้สึกในหน้าที่ก็ไร้ความหมายที่มั่นคง อย่างไรก็ตามการทำดีมีคุณค่าบริสุทธิ์ในตัวเอง ไม่เกี่ยวข้องกับคุณค่าอื่นใดทางอภิปรัชญา

คำสั่งของจริยธรรมตามทัศนะของคานท์ นอกจากจะปฏิเสธจุดมุ่งหมายที่เป็นอัตวิสัย (subjective end) แล้ว ยังปฏิเสธเป้าหมายที่เป็นวัตถุวิสัย (objective end) หรือสิ่งดีเชิงอภิปรัชญา (metaphysical good) อีกด้วย เพราะฉะนั้นดีทางศีลธรรม (moral good) จึงเป็นอิสระ คานท์ไม่เห็นด้วยว่า พระเจ้าผู้ทรงเป็นความดีทางอภิปรัชญาจะต้องทรงเป็นเป้าหมายของการทำดีทางศีลธรรม เพราะคิดว่าอย่างนี้ยังมีจุดม่งหมาย คานท์ต้องการปฏิเสธจุดมุ่งหมายอย่างสิ้นเชิง ดีทางศีลธรรมจึงมีคุณค่าบริสุทธิ์ อิสระจากอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น

คานท์เห็นว่าความรักไม่ว่าจะเป็นความรักแบบไหนก็เห็นแก่ตัวทั้งสิ้น แม้ความรักพระเจ้าอย่างบริสุทธิ์เพียงไรก็ยังอยากทำบุญคุณต่อพระ จะได้มีสิทธิลำเลิกบุญคุณได้ เพราะฉะนั้น จริยธรรมของคานท์จึงต้องอิสระจากความรักทุกอย่าง

น้ำใจดีหรือเจตจำนงที่ดี (Good Will) จึงเป็นน้ำใจที่อิสระ ทำเพราะเป็นหน้าที่อย่างเดียว ตัดสินใจเองด้วยน้ำใจดีบริสุทธิ์ ไม่มีการกลัวโทษ หรืออยากได้บำเน็จรางวัลเข้าแทรกเจือปนแต่ประการใดจึงเรียกว่าน้ำใจดีแท้

คานท์ไม่ปฏิเสธเรื่องพระเจ้า แต่ถือว่าความเชื่อเรื่องพระเจ้ามาทีหลัง คือเชื่อเรื่องพระเจ้าโดยอาศัยน้ำใจดี ไม่ใช่เชื่อพระเจ้าแล้วจึงมีน้ำใจดี คานท์เอาหน้าที่บริสุทธิ์มาแทนความรักพระเจ้า คือ ทำดีเพราะเป็นหน้าที่ ก่อให้เกิดคำสั่งทางจริยธรรมโดยหน้าที่ ไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะรักพระเจ้าหรือรักใคร ทั้งนี้ก็เพราะไม่เห็นว่าจุดหมายต่างๆ จะมาซับซ้อนกันได้อย่างไรในกิจกรรมเดียว เช่น จะให้ทานเพื่อบรรเทาทุกข์คนจน เพื่อความสบายใจของตนเอง และเพื่อแสดงความรักของพระเจ้า หลายอย่างเช่นนี้สำหรับคานท์เป็นไปไม่ได้ คานท์เป็นคนเจ้าระเบียบ ต้องการให้ทุกอย่างมีกำหนดเจาะจงตายตัว จึงเลือกเอาหน้าที่แต่อย่างเดียว ต้องทำทานเพราะเป็นหน้าที่เท่านั้นจึงเรียกว่าดี

น้ำใจดีเป็นมาตรวัดกิจกรรมดีเช่นนี้ คานท์ถือว่าเป็นลักษณะจำเป็นสำหรับจิตทั้งมวล จิตที่รู้คิดทุกอย่างจะต้องเข้าใจว่าต้องทำทุกอย่างเพราะเป็นหน้าที่ ทั้งพระเจ้า เทพ มนุษย์ ฯลฯ ที่มีความคิด ย่อมอยู่ภายใต้กฎนี้ด้วยกันทั้งนั้น เรียกว่า อิสรภาพแห่งน้ำใจดี (the autonomy of good will)

ความสำนึกในหน้าที่แสดงออกมาเป็นคำสั่งเด็ดขาด (ดู categorical imperative) โดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ แต่มีกรอบ 5 ประการดังนี้

1. ปฏิบัติตามแนวที่จะเป็นกฎทั่วไปได้

2. ต้องถือว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นจะถือเอาใครเป็นเครื่องมือไปสู่จุดหมายของใครไม่ได้

3. มนุษย์ทุกคนเป็นสมาชิกในสังคมจริยธรรมเดียวกัน

4. การกระทำใดๆ เพื่อจุดหมายของส่วนตัวจะขัดแย้งกับหลักจริยธรรมส่วนรวมไม่ได้

5. แต่ละคนมีหน้าที่ต้องให้ความสะดวกแก่ผู้อื่นในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม

กฎทั้ง 5 ข้อนี้เป็นโครงสร้างของคำสั่งจากเหตุผลปฏิบัติ ไม่แสดงให้เห็นเลยว่าเมื่อปฏิบัติได้เช่นนี้จะมีคุณค่าอะไรเกิดขึ้น นอกจากคุณค่าของน้ำใจดีที่จะทำตามหน้าที่อย่างลอยๆ

เป็นอันว่า ดี-ชั่ว ไม่มีความหมาย สามารถกล่าวได้แต่เพียงว่าเป็นจริยธรรมหรือไม่เท่านั้น การกระทำที่เป็นจริยธรรมก็คือ อยู่ในกรอบแห่งหน้าที่ ถ้าไม่อยู่ในกรอบแห่งหน้าที่ก็ไม่เป็นจริยธรรม เป็นแต่เพียงแรงกระตุ้น (impulse) เป็นอันว่ามาตรฐานความดี (good in itself) ซึ่งปรัชญากรีกพยายามสืบหามานั้นไร้ความหมายเสียสิ้นเชิง พร้อมกับความเป็นจริงในตัวเอง (thing-in-itself)

สภาพจริยธรรมในตัวของเรานับว่าเป็นกฎขัดแย้ง (antinomy) ชนิดหนึ่ง เพราะความสำนึกในหน้าที่สั่งเด็ดขาด แต่ใจของเราก็มีเสรีภาพอยู่เสมอ จะทำหน้าที่หรือผิดหน้าที่ก็แล้วแต่ใจเราจะเลือกเอา ถ้าเลือกทำตามหน้าที่ก็เรียกว่ามีน้ำใจดี ถ้าทำขัดต่อหน้าที่ก็เรียกว่า น้ำใจเลว ความขัดแย้งระหว่างหน้าที่กับใจเสรีนี้จะอธิบายได้อย่างไร

คานท์ชี้แจงว่าคนเราแต่ละคนขึ้นต่อ 2 โลก คือ โลกแห่งความคิด (intelligible world) และโลกแห่งผัสสะ (sensible world) ในฐานะที่เราเป็นสมาชิกในโลกแห่งความคิด เรามีเหตุผลปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความเป็นจริงหรือความจริงแท้ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของโลกแห่งผัสสะ เรามีเหตุผลบริสุทธิ์สำหรับเข้าถึงปรากฏการณ์ แต่ความรู้ที่ได้จาก 2 โลกนี้ไม่ขัดแย้งกัน เพราะการรู้ความจริงแท้จะต้องเป็นพื้นฐานของความรู้ และมักจะเป็นความรู้กันคนละเรื่องไม่ซ้ำกัน ดูผิวเผินแล้วก็อาจจะเห็นว่าขัดแย้งกัน แต่ดูให้ซึ้งแล้วจะเห็นว่าไม่มีทางจะขัดแย้งกันจริงๆ เพราะเป็นคนละเรื่อง คนละระดับ เป็นหน้าที่ของการวิจารณ์เชิงปรัชญาที่จะเข้าใจความประสานกัน คานท์จึงเสนอวิจารณ์เหตุผลบริสุทธิ์และวิจารณ์เหตุผลปฏิบัติมาวิเคราะห์และวิจารณ์ให้เห็นปัญหาและทางออก

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญาของอิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant)

คำสำคัญ (Tags)#คานท์#ดร.เมธา หริมเทพาธิป#อิมมานูเอล คานท์#ดร.เมธา#หริมเทพาธิป#moral imperative#คำสั่งของจริยธรรม

หมายเลขบันทึก: 643092, เขียน: 07 Dec 2017 @ 12:51 (), แก้ไข: 07 Dec 2017 @ 12:52 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)