วิจารณ์พระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542

                        พระราชบัญญัติควบคุมยางปีพ.ศ. 2542  เป็นกฎหมายที่มีที่มาที่ไปที่น่าสนใจมาก เป็นกฎหมายที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการควบคุมผลิตผลทางการเกษตรชนิดหนึ่ง ดังนั้นเราลองมาทำความรู้จักกับพระราชบัญญัติควบคุมยางนี้ดูนะครับว่ามีประวัติและที่มาที่ไปที่น่าสนใจอย่างไร

                            โดยสาระสำคัญของพระราชบัญญัติควบคุมยางปี พ.ศ. 2542 นี้มีเนื้อหาทังหมด 61 มาตรา ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติที่มาทดแทน พระราชบัญญัติควบคุมยางปี พ.ศ.2481พระราชบัญญัติควบคุมยางปี พ.ศ.2483 และ  พระราชบัญญัติควบคุมยางปี พ.ศ. 2490

                หากพิจารณาจากหลักการและเหตุผลของการออกพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ. 2542  นั้นก็สืบเนื่องมาจาก พระราชบัญญัติควบคุมยางปี พ.ศ. 2490 ที่ใช้อยู่ก่อนหน้านี้ ไม่มีความเหมาะสมและไม่สะดวกต่อการควบคุมการผลิต การค้า การส่งออก การนำเข้า การจัดชั้นคุณภาพยาง การบรรจุหีบห่อ ให้เป็นเป็นไปตามข้อผูกพันที่ประเทศไทยมีพันธะกรณีในทางระหว่างประเทศเกี่ยวด้วยเรื่องยางพารา

                      

                           ซึ่งที่มาของพระราชบัญญัติควบควบคุมยางนี้ได้มีสาเหตุมาจากในอดีต ช่วงปี พ.ศ.2470-2474 ได้เกิดภาวะราคายางตกต่ำเป็นอย่างมากเนื่องจากวิกฤติทางเศรษฐกิจของโลก การค้าตกต่ำทั่วโลกโรงงานประดิษฐกรรมยางในประเทศต่างๆ ต้องล้มเลิกไปเป็นจำนวนมาก โรงงานที่มีอยู่ต้องการยางลดน้อยลง แต่การทำยางแผ่นดิบยังคงได้รับผลมากตามปกติ จำนวนยางที่ผลิตออกจำหน่ายจึงมากกว่าความต้องการใช้ยาง จำนวนยางดิบจึงเหลือล้นอยู่ในตลาดการค้าของโลกและในประเทศที่ผลิตยาง ราคายางดิบจึงตกต่ำลงเป็นอย่างมาก

                         ในช่วงดังกล่าวประเทศอังกฤษในฐานะประเทศเจ้าของอาณานิคมที่มีเมืองขึ้นอยู่แถบแหลมมาลายู ที่เป็นที่ทราบกันว่าดินแดนแถบนี้เต็มไปด้วยผลผลิตของยางพารา ได้พยายามแก้ใขสถานะการณ์เพื่อพยายามเพิ่มระดับราคายางธรรมชาติในประเทศมาเลเซียซึ่งเป็นรัฐภายใต้การปกครองของประเทศอังกฤษในช่วงดังกล่าวนั้นโดยการสร้างโครงการที่มีชื่อว่า  Stevenson Schem  โดยการใช้กลไกควบคุมการส่งออก Export Quotas เป็นวิธีในการดำเนินการ[1] หลังจากที่ได้วางหลักการในการใช้กลไกควบคุมการส่งออกยางเป็นมาตรการในการควบคุมราคายางแล้วจึงได้ชักชวนกลุ่มประเทศผู้ผลิตยางพาราเข้าร่วมมือดำเนินการ ซึ่งต่อมาในที่สุดในปี พ.ศ. 2476 ผู้แทนสมาคมผู้ปลูกยางในประเทศไทยเข้าร่วมหารือในครั้งนี้ด้วย โครงการจำกัดยางนี้จึงตกลงดำเนินการต่อไปได้ ในที่สุดเมื่อรัฐบาลไทยได้พิจารณาเห็นชอบกับโครงการนี้แล้ว จึงได้ลงนามในความตกลงเข้าร่วมเป็นภาคีแห่งข้อตกลงจำกัดยางระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2477 เป็นต้นไป

                เมื่อรัฐบาลได้เข้าร่วมเป็นภาคีแห่งความตกลงควบคุมจำกัดยางระหว่างประเทศแล้ว ทางการจึงได้ตราพระราชบัญญัติควบคุมจำกัดยาง พุทธศักราช 2477 และแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติควบคุมจำกัดยาง พุทธศักราช 2479 เพื่อเป็นการออกกฎหมายภายในอนุวัติการ พระราชบัญญัติทั้งสองนี้ได้กำหนดวิธีการควบคุมการปลูกต้นยาง การทำยาง การส่งยางออกนอกประเทศให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งสัญญาจำกัดยางระหว่างประเทศตามพันธะในทางระหว่างประเทศที่ไทยได้เข้าร่วมตามที่มาของโครงการดังกล่าว หลังจากได้ดำเนินการตามกฎหมายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลา 4 ปี ข้อตกลงควบคุมจำกัดยางระหว่างประเทศได้สิ้นสุดลงในวันที่ 31 ธันวาคม 2481 ประเทศภาคีจึงได้เจรจาตกลงต่ออายุสัญญาอีก 5 ปี คือเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2481 ไปจนถึงสิ้นปี พ.ศ.2486 แต่โดยที่ข้อตกลงฉบับใหม่นี้มีข้อตกลงบางประการได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พระราชบัญญัติที่ใช้อยู่เดิม มีข้อที่สมควรแก้ไขให้เหมาะสม จึงตราพระราชบัญญัติควบคุมยาง พุทธศักราช 2481 ขึ้นใหม่

                      จึงทำให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมยางตั้งแต่ พ.ศ.2481 เป็นต้นมา ซึ่งโดยหลักสาระสำคัญของพระราชบัญญัติของพระราชบัญญัติควบคุมยาง พ.ศ.2481 นี้นั้นมีหลักการปฏิบัติเป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมจำกัดยาง พุทธศักราช 2479 ทุกประการ หากแต่มีข้อแตกต่างกันเพียงว่า พระราชบัญญัติฉบับใหม่มิได้บัญญัติระเบียบและวิธีการปฏิบัติลงไว้ในพระราชบัญญัติด้วยเหมือนฉบับก่อน เช่น ระเบียบว่าด้วยการขอทำยาง การขออนุญาตค้ายางการส่งออกยางออกนอกราชอาณาจักร ตลอดจนวิธีการปฏิบัติต่อเจ้าพนักงาน เป็นต้น เพราะถ้าบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติก็จะเป็นการยุ่งยากในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงภายหลัง ฉะนั้น ระเบียบและวิธีปฏิบัติต่างๆ จึงได้กำหนดไว้เป็นกฎกระทรวง


[1] สุภชัย เตชะหงสา, องค์การยางธรรมชาติระหว่างประเทศกับการรักษาเสถียรภาพราคายาง: ศึกษาปัญหาตลอดจนผลที่ได้รับจากการเป็นภาคีของประเทศไทย (วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต,,คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2542), หน้า10