วิธีการของปรัชญา

วิธีการของปรัชญา

เขียนโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป


          ปรัชญาเป็นเรื่องของแนวคิด ไม่ใช่กรอบทฤษฎีที่มีความตายตัวเหมือนศาสตร์อื่น ๆ เพราะฉะนั้น วิธีการของปรัชญาจึงมีความแตกต่างจากวิธีการทั่วไป วิธีการทางปรัชญามีมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว ซึ่งในปัจจุบันวิธีการดังกล่าวก็ยังเป็นหัวใจสำคัญในการศึกษาเชิงปรัชญาและเป็นพื้นฐานในการวิจัยเชิงปรัชญาด้วย นั่นก็คือ “วิภาษวิธีและวิธีการถกปัญหา” นั่นเอง

          “วิภาษวิธี” (dialectic) คือ การตั้งคำถามที่อาจตอบได้หลายคำตอบที่เป็นไปได้ เช่น การตั้งคำถามว่า เกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตรเรียกว่าเป็นลัทธิประโยชน์นิยมได้หรือไม่ ซึ่งสามารถตอบได้ 2 คำตอบคือ “ได้” กับ “ไม่ได้” เป็นต้น

          “วิธีการถกปัญหา” (discursive) คือ วิธีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ได้แก่ การรับฟังเหตุผลที่สนับสนุนแต่ละคำตอบ เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุด จากการประนีประนอมทุกฝ่ายเท่าที่จะทำได้ และมีเหตุผลเหนือกว่าทุกฝ่าย เช่น

          ฝ่ายที่ (1) เห็นว่า เกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตรเรียกว่าเป็นลัทธิประโยชน์นิยมได้ เพราะเกณฑ์ในเรื่องประโยชน์และความสุขมีแนวคิดที่สอดคล้องกับลัทธิประโยชน์นิยมตะวันตก

          ฝ่ายที่ (2) เห็นว่า เกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตรเรียกว่าเป็นลัทธิประโยชน์นิยมได้ แต่เป็นประโยชน์นิยมเชิงพุทธ ไม่ใช่ประโยชน์นิยมเชิงตะวันตก เนื่องจากมีระบบปรัชญาประโยชน์นิยมเป็นของตนเอง

          ฝ่ายที่ (1) และ (2) นี้ จัดเป็น “บทตั้ง” ของฝ่ายตรงข้าม

          ส่วนฝ่ายของเราจะต้องทำหน้าที่เป็น “บทแย้ง” โดยแย้งฝ่ายตรงข้ามทั้ง 2 ฝ่ายให้ได้ว่าเหตุผลของฝ่ายตรงข้ามมีจุดอ่อนอย่างไร จากการประนีประนอมทุกฝ่ายเท่าที่จะทำได้ และมีเหตุผลเหนือกว่าทุกฝ่าย เช่น เกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตร ดูเหมือนจะเรียกได้ว่า เป็นลัทธิประโยชน์นิยมได้ แต่เหตุผลดังกล่าวมีจุดอ่อนมาจากการตีความแบบแยกส่วน โดยทิ้งองค์ประกอบโดยรวมของเกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตร แต่ถ้าตีความโดยไม่ทิ้งองค์ประกอบโดยรวมแล้วจะพบว่า เกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตรให้ความสำคัญทั้งส่วนของเจตนา และผลของการกระทำ ตลอดทั้งคำวินิจฉัยของวิญญูชนด้วย เหตุผลอีกประการหนึ่งที่สำคัญก็คือ จุดอ่อนในเรื่องความหมายของคำว่า “ประโยชน์นิยม” ซึ่งใช้ในปรัชญาตะวันตก โดยมีนัยทางผลประโยชน์ฝ่ายโลกที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุเท่านั้น จึงไม่น่าจะเป็นเจตนาหลักในทางพุทธศาสนา ดังนั้น (ฝ่ายเรา) จึงมีความคิดเห็นตรงข้ามว่า ไม่น่าจะเรียกได้เช่นนั้น แต่อาจจะถือว่าเป็นเรื่องของ “คุณค่า” ที่เป็นประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้แก่ การทำดีมีสุขแท้ตามความเป็นจริง เป็นทางสู่พระนิพพาน ซึ่งอยู่เหนือความต้องการผลประโยชน์ทางวัตถุใด ๆ ทั้งสิ้นของโลกนี้ เป็นต้น

          หลังจากนั้นจึงทำหน้าที่เป็น “บทสังเคราะห์” คือ เสนอคำตอบใหม่ ที่เชื่อว่าเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ดูสมเหตุสมผล หรือมีความเป็นไปได้มากกว่าคำตอบของฝ่ายตรงข้าม เช่น เสนอคำตอบใหม่ว่า เกณฑ์ตัดสินความจริงตามหลักกาลามสูตรเป็นลัทธิหลังนวยุคนิยมสายกลาง (Moderate Postmodern) เพราะมีหลักการ วิธีการ และจุดมุ่งหมายไปในทิศทางเดียวกัน เป็นต้น

          นอกจากวิภาษวิธีและวิธีการถกปัญหาแล้ว ได้มีนักปราชญ์ท่านอื่น ๆ เสนอวิธีการของปรัชญาในรูปแบบต่าง ๆ เช่น วิธีการเก็งความจริงด้วยระบบคิดแบบตรรกะ 2 วิธี คือ วิธีการนิรนัยและวิธีการอุปนัย (คณาจารย์มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2551: 23), วิธีการวิทยาศาสตร์, วิธีการนิยาม, วิธีการบรรยาย, วิธีการหยั่งรู้, วิธีการวิเคราะห์ภาษา, วิธีการวิจารณ์, วิธีการสงสัย และวิธีการนำสนทนา (สมบูรณ์  บุญโท, 2550: 8 - 13)

          ในส่วนของวิธีการวิจารณ์ วิธีการสงสัย และวิธีการนำสนทนา สังเคราะห์อยู่ในวิภาษวิธีและวิธีการถกปัญหาอยู่แล้ว ส่วนวิธีการอื่น ๆ จัดเป็นวิธีการของปรัชญาที่ช่วยเป็น “เครื่องมือ” ของวิภาษวิธีและวิธีการถกปัญหา เมื่อผู้ใช้ต้องการตีความ วิเคราะห์เหตุผล และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป

          กล่าวโดยสรุป วิภาษวิธีและวิธีการถกปัญหา เป็นหัวใจของวิธีการทางปรัชญา การเรียนปรัชญาให้เป็นปรัชญาได้นั้น ผู้เรียนหรือผู้ศึกษาจะต้องวางท่าทีต่อความรู้ด้วยใจที่เป็นกลาง อย่าเพิ่งเชื่อสิ่งใดง่าย ๆ พยายามหาประเด็นหรือข้อสงสัยที่อาจนำมาซึ่งคำตอบตั้งแต่ 2 คำตอบขึ้นไป อาจเป็นประเด็นปัญหาทางปรัชญาในวงการวิชาการปัจจุบันก็ได้ แล้วลองค้นหาคำตอบที่เป็นไปได้ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น คือ การรับฟังเหตุผลที่สนับสนุนแต่ละคำตอบ เพื่อหาคำตอบที่ดีที่สุดจากการประนีประนอมทุกฝ่ายเท่าที่จะทำได้ และมีเหตุผลเหนือกว่าทุกฝ่าย แต่สำหรับนักปรัชญารุ่นใหม่ สิ่งที่สำคัญไม่เพียงแต่การค้นหาคำตอบเพื่อสนองความอยากรู้ได้เท่านั้น ควรที่จะมีการตีความปรัชญาเพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว และคนในสังคมด้วย เพราะงานของนักปรัชญาอย่างหนึ่งก็คือ การเป็นผู้นำทางความคิดที่ถูกต้อง และส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้แก่ ทำดีมีสุขในทุกอาชีพ

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญาและจริยศาสตร์ (Philosophy and Ethics)



ความเห็น (0)