พื้นฐานปรัชญาที่นำไปสู่บรรทัดฐานใหม่ของสังคมสารสนเทศเพื่อธรรมาภิบาล

พื้นฐานปรัชญาที่นำไปสู่บรรทัดฐานใหม่ของสังคมสารสนเทศเพื่อธรรมาภิบาล

เขียนโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป


          บรรทัดฐานทางสังคมสารสนเทศแบบเก่าได้ถูกท้าทายด้วยเทคโนโลยีสารเทศแบบใหม่ในยุคดิจิทัล ด้วยปัญหาที่ไม่เคยมีมาก่อน ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แม้ว่าประเทศไทยจะได้ชื่อว่าเป็นประเทศหนึ่งที่นิยมใช้เทคโนโลยีสารสนเทศกันอย่างแพร่หลาย ทุกเพศทุกวัย มีผู้นับถือศาสนามากมาย มีจารีตประเพณีและวัฒนธรรมที่ดีงาม มีกฎหมาย มีจริยธรรมสื่อ (Media Ethics) โดยถูกกำหนดขึ้นในหลายหน่วยงาน แต่ก็คงไร้ค่าหากไม่มีการนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง ด้วยวิจารณญาณ และการมีส่วนร่วม

          สิ่งสำคัญเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายจะต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรม ณ ปัจจุบันนี้ก็คือ การร่วมกำหนด “บรรทัดฐานใหม่ของสังคมสารสนเทศเพื่อธรรมาภิบาล” ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการตั้งรับอย่างมั่นคงต่อกระแสโซเชียลที่โหมกระหน่ำดังพายุที่ไม่มีวี่แววว่าจะลดถอยน้อยลงไปเลย หากปล่อยปละละเลย (spoil) เช่นนี้เรื่อยไป ยิ่งจะสร้างปัญหาให้เกิดขึ้นเป็นทวีคูณ การบังคับด้วยกำลังอำนาจหรือกฎหมายไม่ใช่ทางแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ควรมีแรงเสริมจากการกำหนด “บรรทัดฐานใหม่ของสังคมสารสนเทศเพื่อธรรมาภิบาล” ด้วย เพื่อให้หลักจริยธรรม ศีลธรรม ได้เข้ามามีบทบาทในการปลุกและปลูกจิตสำนึกที่ดี และช่วยเปิดเวทีเสวนาให้กับคนในสังคมได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ทุกคนที่เข้ามามีส่วนร่วมจะเกิดความภาคภูมิใจและช่วยกันรณรงค์พร้อมทั้งปฏิบัติ หากข้อตกลงเกี่ยวกับบรรทัดฐานดังกล่าวจบลงด้วยหลักฉันทามติเพื่อนำไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

          ในการกำหนดเป้าหมาย สิ่งสำคัญจะต้องเป็นเป้าหมายที่ทุกคนยอมรับ ไม่มีใครปฏิเสธ และมาจากรากฐานทางปรัชญาที่ทันยุคทันสมัย ซึ่งปัจจุบันก็คือ ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง ที่เน้นเป้าหมายเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งหากมองย้อนไปที่ฐานปรัชญาบริสุทธิ์ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะพบว่า แท้จริงแล้ว แนวคิดแบบหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism) เป็นแนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประทานให้ตั้งแต่ครั้งปฐมบรมราชโองการ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เพราะอภิปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็น “ปรัชญาจริยะ” ที่เน้นความสุขทางปัญญาเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต ส่วนญาณปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มุ่งส่งเสริม “ปัญญาธรรม” คือ วิจารณญาณซึ่งมีกระบวนการคิด 3 ขั้นตอน ซึ่ง “เป็นสาเหตุ” ก่อให้เกิด “ความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ได้อย่างแท้จริง

            วิจารณญาณ ประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้นตอน ได้แก่

          1. วิเคราะห์ (analytic) คือ การจำแนกแจกแจงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาให้ตรงประเด็น โดยการย้อนอ่านใหม่ ไม่ลดอะไรเลย (reread all, reject non) (Steven Best and Douglas Kellner, 1999, p. 256) คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น (detachment) ในสิ่งที่จะวิเคราะห์แม้ว่าจะมาจากแหล่งความรู้ใด ๆ ก็ตาม แต่ให้ “แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง” ในแหล่งความรู้เหล่านั้นเพื่อก่อให้เกิดคุณประโยชน์อันสูงสุด ดังพระราชดำรัสที่ทรงตรัสว่า

          “ลักษณะของการศึกษาหรือการเรียนรู้นั้นมีอยู่สามลักษณะ ได้แก่ เรียนรู้ตามความคิดของผู้อื่นอย่างหนึ่ง เรียนรู้ด้วยการขบคิดพิจารณาของตนเองให้เห็นเหตุผลอย่างหนึ่ง กับเรียนรู้จากการปฏิบัติฝึกฝนจนประจักษ์ผลและเกิดความคล่องแคล่วชำนาญอีกอย่างหนึ่ง การเรียนรู้ทั้งสามลักษณะนี้ จำเป็นต้องกระทำไปด้วยกันให้สอดคล้องและอุดหนุนส่งเสริมกัน จึงจะช่วยให้เกิดความรู้จริง พร้อมทั้งความสามารถที่จะนำมาใช้ทำการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพได้” (25 มิถุนายน 2524)

          หากพิจารณาจะเห็นว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ไม่ทรงยึดมั่นถือมั่นว่าแหล่งความรู้ใดสำคัญกว่ากันหรือถูกต้องที่สุดดังที่กระบวนทรรศน์ก่อน ๆ เคยทำกันมา เพราะนอกจากจะไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ อาจก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทบาดหมางกันได้

          พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงส่งเสริมความร่วมมือเป็นสำคัญ โดยให้นำเอาแหล่งความรู้ต่าง ๆ มาช่วยเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกันเพื่อให้เกิดปัญญาปฏิบัติ (phronesis) ในการแก้ปัญหาต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

          อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะนำความรู้ไปปฏิบัติ จำเป็นต้องนำมาพินิจพิจารณาด้วยวิจารณญาณเสียก่อน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของร็องซีแยร์ (Ranciére) ที่เห็นความจำเป็นของการแยกระหว่างการรับรู้ (subjectification) กับการวินิจฉัย (identification) (Jacques Ranciére, 1992, p. 63) โดยเริ่มต้นจากศึกษาวิเคราะห์ เพราะการวิเคราะห์ช่วยให้เราเข้าถึง “ความมีเหตุผล” หรือเป็นคนมีเหตุผล แต่เหตุผลในที่นี้ไม่ได้หมายถึง เหตุผลในความหมายของตรรกะ (logic) หรือ reason ที่เป็นศิลปะในการจูงใจให้คนเชื่อดังที่ชาวนวยุค (modernist) นิยมใช้กันในฐานะเป็นเครื่องมือของวิทยาศาสตร์ แต่หมายถึง สาเหตุ - ผล (cause - effect) คือ เห็นความสัมพันธ์กันระหว่าง “เหตุ” และ “ผล” หรือการพิจารณาถึงเหตุปัจจัยของสิ่งต่าง ๆ ด้วยปัญญา ดังพระราชดำรัสที่กล่าวไว้ว่า

          “...หลักของเหตุผลมีหลักการว่า ถ้ามีสิ่งใดที่เราต้องเผชิญ ต้องพบ ต้องมีเหตุผลทั้งสิ้น คำนี้มี 2 คำ เหตุคือต้นของสิ่งที่เราเผชิญและผลเป็นสิ่งที่ต่อเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นแก่เรา ถ้าเราเผชิญสิ่งใดและเราพิจารณาด้วยเหตุผลต่อไปเราก็จะเผชิญสิ่งที่ถูกต้อง” (26 มิถุนายน พ.ศ. 2519)

          กระบวนการวิเคราะห์นี้ ก่อให้เกิดความรู้ที่ลึกซึ้งในสิ่งที่ต้องการศึกษาอย่างเป็นเหตุเป็นผลทั้งในเชิงวิชาการและการดำรงชีวิตทั่วไป โดยเฉพาะเมื่อสมองได้มีการวิเคราะห์เปรียบเทียบสิ่งต่าง ๆ ได้มากพอสมควรจะทำให้เกิดมโนภาพ (concept) ในเรื่องนั้น ๆ อย่างชัดเจน ละเอียด ลึกซึ้ง เป็นเหตุให้เกิด “ความเข้าใจ” และเป็นพื้นฐานของการนำไปวิจักษ์เป็นลำดับต่อไป

          ธรรมชาติของคนเราไม่ได้มีแต่เพียงความคิดเท่านั้น ยังมีความรู้สึกเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอยู่ด้วย โดยเฉพาะความรู้สึกต่อสิ่งที่เป็นมโนธรรมสำนึก ความละอายต่อบาปหรือการกระทำที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและ/หรือผู้อื่น

          การวิเคราะห์ทำให้เราเกิด “การเข้าใจ” ความเป็นมาเป็นไปของสิ่งต่าง ๆ และมโนภาพ (concept) ของสิ่งเหล่านั้นในเชิงเหตุผล ส่วนการวิจักษ์ทำให้เราเกิด “การเข้าถึง” สิ่งที่ได้วิเคราะห์มานั้น ด้วยการประเมินค่าออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สิ่งที่เราได้วิเคราะห์มานั้นเป็นคุณหรือเป็นโทษ เป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นสิ่งที่ควรหรือไม่ควร

          การประเมินค่าช่วยให้เราเข้าถึง “ความพอประมาณ” ในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพราะรู้ว่าอะไรที่มีมากเกินไปแล้วจะก่อให้เกิดโทษ เช่น ความเห็นแก่ตัว เป็นต้น ก็ไม่ควรยึดถือหรือนำไปปฏิบัติ เพราะจะก่อให้เกิดการเบียดเบียน ทำให้สังคมเดือดร้อน

          ในขณะเดียวกัน เมื่อรู้ว่าอะไรที่ขาด ก็ควรหามาเพิ่มเติมหากเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดคุณค่าเป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น การเอาใจใส่ต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจให้มากขึ้น เป็นต้น เพราะสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นพื้นฐาน เป็นต้นทุนในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ดังพระราชดำรัสที่ทรงตรัสไว้ว่า

          “การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดีและสังคมที่มั่นคง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ด้วย และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ดีทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์ สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือ เป็นแต่ผู้สร้าง มิใช่ผู้ถ่วงความเจริญ” (22 ตุลาคม 2522)

          จะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ บนพื้นฐานของความพอประมาณ เพื่อให้คุณภาพชีวิตที่สมบูรณ์เป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมต่อไป

          อย่างไรก็ตาม เพื่อให้วิจารณญาณได้ทำหน้าที่เต็มประสิทธิภาพในทุกขั้นตอน เมื่อได้วิเคราะห์จนเข้าใจ วิจักษ์จนเข้าถึงแล้ว จะให้เกิดการพัฒนาได้อย่างแท้จริงก็ต้องเข้าสู่กระบวนการวิธานเป็นลำดับต่อไป เพราะการวิธานทำให้เราเกิด “การพัฒนา”

          3. วิธาน (applicative) คือ การประยุกต์ใช้ เป็นการลงมือทำการอย่างมีวิธี โดยเลือกเอาเฉพาะที่เห็นว่าจะเป็นคุณมาใช้ตามเป้าหมาย

          การวิธานนี้ ต้องอาศัยทางสายกลางเป็นเครื่องดำเนิน ทางสายกลางในที่นี้หมายถึง จะต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดถูกต้องที่สุดด้วยความลำเอียง แต่จะต้องวางใจให้เป็นกลาง โดยพิจารณาว่า ความรู้ทั้งหลายล้วนเป็น “สมมติฐาน” ซึ่งอาจจะ “ผิด” หรือ “ถูก” ได้ด้วยกันทั้งนั้น แม้เป็นความจริงที่สังคมส่วนใหญ่ยอมรับว่าถูกต้องที่สุดแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องเปิดใจรับนำมาวิเคราะห์และวิจักษ์เสียใหม่ด้วยใจที่เป็นกลาง เมื่อประเมินค่าแล้วพบว่า เป็นโทษ เป็นความชั่ว เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำโดยคำนึงถึงกาลเทศะ เป็นต้น ก็ไม่ควรนำมายึดถือและปฏิบัติ แต่เมื่อประเมินค่าแล้วพบว่า ก่อให้เกิดคุณค่า เป็นความดี เป็นสิ่งที่ควรทำ ก็ให้เลือกนำมาประยุกต์ใช้โดยเล็งผลอันเลิศ คือ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งแก่ตนเองและสังคมส่วนรวม ซึ่งสอดคล้องกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงตรัสว่า

          “การรู้จักพิจารณาให้เห็นเหตุเห็นผล ให้รู้จักจำแนกสิ่งผิดชอบชั่วดีได้โดยกระจ่างแจ้งย่อมทำให้มองบุคคล มองสิ่งต่าง ๆ ได้ลึกลงไปจนเห็นความจริงในบุคคลและในสิ่งนั้น ๆ เมื่อได้มองเห็นความจริงแล้วก็จะสามารถใช้ความรู้และวิชาการปฏิบัติงานทุกอย่างได้ดีและถูกต้องยิ่งขึ้นเป็นประโยชน์แก่ตนแก่ผู้อื่นได้มากขึ้น” (26 พฤศจิกายน 2516)

                        ด้วยเหตุนี้ การวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน จึงเป็นชุดคำที่ตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนว่า อะไรคือญาณปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่สอดคล้องกับหลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข และสามารถทำให้เกิดประสิทธิผลคือ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ทั้งนี้ก็เพราะ

          การวิเคราะห์     เป็นสาเหตุนำไปสู่          การเข้าใจ

          การวิจักษ์        เป็นสาเหตุนำไปสู่          การเข้าถึง

          การวิธาน         เป็นสาเหตุนำไปสู่          การพัฒนา

          ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ปรัชญาบริสุทธิ์ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีความเป็นหลังนวยุค มีความทันสมัยต่อการนำมากำหนดเป็นบรรทัดฐานใหม่ของสังคมสารสนเทศ เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลอย่างพอเพียง โดยค้ำประกันความชอบธรรมของคุณภาพชีวิตด้วยความสุขแท้ตามความเป็นจริง คือ การมีความสุขบนความสุขของตนเองและผู้อื่นในสังคมสารสนเทศด้วยพลังสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา

          การแสวงหาความสุขบนความสุขของตนเองและผู้อื่นด้วยการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา ทำให้เรารู้ว่าได้ใช้วิจารณญาณด้วยความถูกต้องชอบธรรมและเป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตจริงหรือไม่ เพราะวิจารณญาณที่ถูกต้องชอบธรรมจะต้องเกิดการ “สร้างสรรค์” คือ เป็นความคิดเชิงบวกหรือเป็นความดี ดีทั้งส่วนเหตุ (เจตนาดี) ดีทั้งส่วนผล (เกิดคุณประโยชน์และความสุข) แก่ตนเองและผู้อื่น หากเห็นว่าความคิด การใช้ภาษา และการกระทำใด ๆ ส่งผลกระทบในทางลบ ก่อให้เกิดโทษทุกข์ต่อตนเองและสังคมก็จะมีการ “ปรับตัว” เพื่อสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น และประสานความ “ร่วมมือ” เพื่อแบ่งปันคุณค่าเหล่านั้นสู่สังคม และเมื่อพบว่ามีสิ่งใดที่ขาดหายหรือต้องการพัฒนาต่อไปก็จะ “แสวงหา” สิ่งเหล่านั้นมาเพิ่มเติมและพัฒนา ซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการสร้างสรรค์ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ

          การวางบรรทัดฐานใหม่ของสังคมสารสนเทศด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางที่เหมาะสม เพื่อนำไปสู่หลักธรรมาภิบาล ช่วยส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อทั้งในส่วนรุกและรับให้แก่คนในสังคม

          ในส่วนรุก ได้แก่ ผู้ใช้สื่อต้องมีจิตสำนึกในการถ่ายทอดสื่อต่างๆ ด้วยวิจารณญาณ หากเห็นว่าสื่อที่ตนถ่ายทอดออกไปไม่เกิดความสร้างสรรค์และส่งผลกระทบที่เสียหายต่อสังคม ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบและปรับตัวเพื่อร่วมมือกันสร้างสรรค์สังคมสีขาวให้มากขึ้น มีสติคิดก่อนแชร์ เล็งถึงผลประโยชน์และแสวงหาคุณค่ามากกว่าเปลือกผิว (skinner) เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตนเองและผู้อื่น

          การวางบรรทัดฐานในส่วนรุกจะเกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจะต้องมีการวางหลักนิติธรรมที่ช่วยรักษาสิทธิของผู้ใช้สื่อ โดยมอบหน้าที่ดังกล่าวนี้ให้กับฝ่ายกฎหมายเป็นผู้รับผิดชอบ เพื่อดูแลให้กฎหมายมีความเหมาะสมและชอบธรรม (legitimate law system) คือ ต้องออกกฎหมายไม่ให้มากเกินไปจนล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และไม่น้อยเกินไปจนไม่สามารถคุ้มครองสิทธิของประชาชนได้อย่างเป็นธรรม สิ่งใดที่ประกาศเป็นกฎหมายจำต้องมีบทลงโทษที่ชัดเจนและให้เกิดความเป็นธรรมแก่พลเมืองโดยทั่วหน้า มิฉะนั้นก็ไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็นกฎหมาย เพราะไม่สามารถบังคับให้พลเมืองทุกคนให้ปฏิบัติตามได้ การที่ต้องดูแลให้กฎหมายมีความพอดีนั้นก็เพื่อให้ผู้ปกครองหรือผู้ที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายได้ปฏิบัติงานให้ตรงเป้าหมาย คือ สามารถกระตุ้นให้นักสื่อสารมวลชนทุกคนในสังคมหนึ่ง ๆ ได้ใช้ความรู้ความสามารถเต็มศักยภาพของตน และในขณะเดียวกันสื่อที่ถูกเผยแพร่ออกไปจะต้องไม่ขัดขวางหรือก้าวก่ายสิทธิเสรีภาพของประชาชน

          หลักในการออกกฎหมายต้องคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม ได้แก่ เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ

          เสรีภาพ (Liberty) คือ การเน้นในเสรีภาพของบุคคล หรือ ปัจเจกชนนิยม และได้ขยายไปในเรื่องเสรีภาพในด้านความคิด ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาหาความรู้ การพิมพ์และเผยแพร่ข่าวสาร รวมทั้งเสรีภาพในทางการเมือง

          เสมอภาค (Equality) คือ ความเท่าเทียมกันตามกฎหมายของปัจเจกชน ความเสมอภาคขึ้นอยู่กับหลักความเที่ยงธรรม ความเท่าเทียมกันในเรื่องสิทธิและหน้าที่ เช่น ความเท่าเทียมในด้านการเสียภาษี การรับใช้ชาติโดยการเป็นทหาร และสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง

          ภราดรภาพ (Fraternity) คือ ความเป็นพี่เป็นน้องกัน มนุษย์ทุกคนจะต้องมีความเท่าเทียมกันและปฏิบัติต่อกันดุจพี่น้อง ความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ คือ การไม่เน้นผิวพรรณ หรือ เผ่าพันธุ์

          ผู้รับผิดชอบส่วนนี้ ได้แก่ หน่วยงานหลัก 3 หน่วยงานของรัฐร่วมกัน คือ ฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่ออกกฎหมาย ผู้ที่นำข้อกฎหมายไปใช้พิจารณาตัดสินคดีความคือฝ่ายตุลาการ ส่วนฝ่ายบริหารคือฝ่ายรัฐบาลมีหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินให้ถูกต้องตามกฎหมาย

          ความประพฤติส่วนใดที่ไม่เข้าข่ายทางกฎหมาย เพราะอาจเป็นเรื่องจริยธรรม ศีลธรรม ประเพณี จรรยาบรรณ ก็จะเป็นหน้าที่รับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป

          ในส่วนรับ ได้แก่ ผู้รับสื่อต้องเลือกรับอย่างมีสติ มีวิจารณญาณเป็นเครื่องมือสำหรับ “กลั่นกรอง” สื่อในรูปแบบต่างๆ เพื่อวิเคราะห์แยกแยะประเด็นให้ทราบถึงประเภทของสื่อ เช่น เป็นข้อมูล เป็นฐานข้อมูล เป็นข้อเท็จจริง เป็นคำสอน เป็นข่าวสาร เป็นข้อคิดเห็น เป็นสิ่งที่ถูกวิเคราะห์แล้ว เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้น ดัดแปลงหรือตัดต่อด้วยเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เมื่อตรวจสอบได้แน่ชัดแล้วก็วิจักษ์ให้เห็นคุณและโทษของของสื่อต่างๆ ที่ได้วิเคราะห์ไว้เพื่อเก็บเอาแต่ส่วนดี มีคุณค่า มีคุณประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตไปปรับใช้อย่างชาญฉลาดให้เหมาะสมกับริบทต่างๆ เมื่อเกิดผลเป็นที่น่าพอใจก็อาจแบ่งปันสิ่งดีดีเหล่านี้สู่สังคมออนไลน์เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตให้แก่สังคมต่อไป

          การวางบรรทัดฐานในส่วนรับจะเกิดขึ้นได้จริงและมีประสิทธิภาพ รัฐบาลจะต้องมีการส่งเสริมให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อ มีทักษะการคิดเชิงวิจารณญาณ มีการปลุกและปลูกจิตสำนึกทางจริยธรรม ศีลธรรม วัฒนธรรม จรรยาบรรณให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

          ฝ่ายจริยธรรม ได้แก่ นักปรัชญาและองค์กรเอกชน (NGO) มีหน้าที่รับผิดชอบอบรมบ่มนิสัยผู้นับถือศาสนาในชาติที่รัฐบาลรับรู้ รวมทั้งผู้ไม่นับถือศาสนาใดเลย โดยให้หาเหตุผลจูงใจให้คนทำดีอย่างมีความสุขด้วยหลักจริยธรรม คุณธรรม จึงต้องใช้เกณฑ์กลางเชิงปรัชญาที่สนับสนุนได้ทุกศาสนาเท่านั้น เมื่อรวมจริยธรรมทั้งหมดเข้าด้วยกันจะได้จริยธรรมทั่วไป (general ethic) ซึ่งเป็นฐานรองรับจริยธรรมย่อยต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า คุณธรรมแม่บท (cardinal virtues) ซึ่งมี 4 ประการ คือ ความรอบรู้ (Prudence) ความกล้าหาญ (Fortitude, Courage) 3. ความพอเพียง (Temperance, Sufficiency) และความเป็นธรรม (justice)     นอกจากนี้ ควรเพิ่มบทบาทให้นักปรัชญาได้เป็นผู้เข้าไปมีส่วนร่วมกับปราชญ์ชาวบ้านและนักวัฒนธรรม เพื่อหาหนทางในการรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิม (pure culture) ให้เข้าถึงแก่น คือ รู้และเข้าใจถึงรากฐานทางปรัชญาไทยที่มีต่อวัฒนธรรมไทยในเรื่องต่างๆ ตลอดถึง “ร่วมพัฒนา” และนำวัฒนธรรมไปประยุกต์ใช้ (apply culture) ในด้านสังคม การเมือง และเศรษฐกิจ เพื่อสร้างคุณค่าและมูลค่าให้กับสังคมไทยด้วยวัฒนธรรมไทย

          ฝ่ายศีลธรรม มีหน้าที่รับผิดชอบดูแล โดยให้หาเจตนาของคัมภีร์ที่ส่งเสริมการปฏิบัติตามกฎหมายและใช้ศรัทธามาพัฒนาคุณภาพชีวิต ศีลธรรม ได้แก่ หลักจริยธรรมในศาสนาที่ทำให้คน ๆ หนึ่งหรือสังคมหนึ่งเสียสละด้วยจิตอาสาเกินกว่าที่กฎหมายบังคับ ผู้รับผิดชอบส่วนนี้ได้แก่ ศาสนาที่รัฐบาลรับรู้ โดยที่ศาสนารับผิดชอบสมาชิกทุกคนของตน โดยการอบรมนักบวชในศาสนา นักการศาสนา หรือธรรมวิทยากรให้ทราบถึงโทษของการยึดมั่นถือมั่นในศาสนามากจนเกินไปอันเป็นเหตุก่อให้เกิดการทะเลาะวิวาทหรืออาจเกิดสงครามศาสนาขึ้นดังที่เห็นได้จากสงครามครูเสด สงครามศาสนาในวาระต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งสังเกตได้ว่าสงครามการเมืองรุนแรงโหดเหี้ยมยิ่งกว่าสงครามเศรษฐกิจ แต่สงครามศาสนารุนแรงโหดเหี้ยมยิ่งกว่าสงครามการเมือง โดยเฉพาะสงครามระหว่างนิกายของศาสนาเดียวกันรุนแรงโหดเหี้ยมกว่าสงครามระหว่างต่างศาสนา

          ในเมื่อสังคมปัจจุบันบังคับให้ผู้นับถือศาสนาต่างก็ต้องอยู่ร่วมกันแล้ว ก็พึงยอมรับสภาพ เรียนรู้ปัญหา และแสวงหาวิธีอยู่ร่วมมือกันอย่างดีที่สุดจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ยกตัวอย่างเช่น

          ชาวพุทธ แสดงออกโดยชัดเจนโดยการปฏิบัติการแผ่เมตตาเป็นประจำ มิเพียงแก่เพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังแผ่ไปถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนดวงวิญญาณทั้งหลายที่ตกทุกข์ได้ยาก

          อิสลาม แปลว่า ศาสนาแห่งสันติ ชาวมุสลิมเมื่อพบปะก็จะทักทายกันเป็นประจำว่า “ซาลาม มาลายกุม” แปลว่า จงมีสันติสุขเถิด

          ชาวคริสต์ทราบดีว่าพระเยซูทรงกำชับความรักเพื่อมนุษย์ทั้งหลายเหมือนรักตนเอง จะทำอย่างไรนั้นไม่สู้จะชัดเจนนัก จึงจะนำมาชี้แจงให้จัดเจนเสีย ทั้งนี้โดยหวังว่าเมื่อศาสนาอย่างน้อย 3 ศาสนาหลักในประเทศไทย คือ พุทธ อิสลาม คริสต์ สามารถชักชวนศาสนิกของทุกศาสนาให้ร่วมกันอย่างดีในแต่ละศาสนา และกับสมาชิกของศาสนาอื่น ๆ สันติภาพก็จะเป็นผลสรุปรวบยอดของการร่วมมืออย่างชัดเจน

          เมื่อทุกฝ่ายได้เข้ามามีส่วนร่วมทั้งด้านความคิดและการแบ่งบทบาทหน้าที่สำหรับลงมือปฏิบัติร่วมกันเช่นนี้ ประเทศไทยจะได้บรรทัดฐานใหม่ของสังคมสารสนเทศเพื่อธรรมาภิบาลอย่างพอเพียง เพราะความพอเพียงคือความพอเพียงของคนทั้งชาติ การมีส่วนร่วมแบบฉันทามติโดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตจะช่วยเป็นแนวทางและเป้าหมายสำคัญต่อการต่อการกำหนดบรรทัดฐานที่เกิดขึ้นให้เกิดความยั่งยืนต่อไป           กล่าวโดยสรุปได้ว่า บรรทัดฐานใหม่ของสังคมสารสนเทศเพื่อธรรมาภิบาลจะต้องคำนึงถึงความพอเพียงของคนทั้งชาติ ความพอเพียงจะเกิดขึ้นได้จริงประชาชนทุกคนจะต้องไม่ถูกปิดกั้นต่อการมีส่วนร่วม และการมีส่วนร่วมอย่างพอเพียงจะต้องก้าวไปถึงระดับฉันทามติของคนทั้งชาติจึงจะเกิดความยั่งยืนคือไม่สร้างปัญหาหรือผลกระทบต่อเนื่องให้เกิดขึ้นกับคนส่วนรวม ประเทศจะต้องเกิดการพัฒนาในการใช้สื่อสารสนเทศอย่างรู้เท่าทันและสร้างสรรค์ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคน พัฒนาชาติ และช่วยเป็นรากฐานปรัชญาที่ดีสำหรับการกำหนดบรรทัดฐานใหม่ของสังคมสารสนเทศเพื่อธรรมาภิบาล แต่ต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและเท่าทันยุคดิจิทัลที่ก้าวมาถึงกระบวนทรรศน์หลังนวยุคสายกลางที่ทุกชีวิตมีคุณค่าต่อการพัฒนาให้เข้าถึงความสุขแท้ตามความเป็นจริงในโลกปัจจุบัน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน รู้เท่าทันสื่อ

คำสำคัญ (Tags)#สารสนเทศ#ดร.เมธา หริมเทพาธิป#ดร.เมธา#หริมเทพาธิป#พื้นฐานปรัชญา#บรรทัดฐานใหม่ของสังคม#ธรรมาภิบาล​

หมายเลขบันทึก: 636616, เขียน: 13 Sep 2017 @ 22:52 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)