กระบวนทรรศน์การตีความ

กระบวนทรรศน์การตีความ (interpretive paradigm)

เรียบเรียงโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป

                เป็นกระบวนทรรศน์ซึ่งมองว่า ความเป็นจริงเป็นสิ่งที่มีอยู่ในความนึกคิดของปัจเจกบุคคลซึ่งปรุงแต่งมาทั้งสิ้น ความเป็นจริงจึงมีลักษณะเป็นจิตวิสัย กระบวนทรรศน์นี้สนใจกระบวนการภายในจิตใจของมนุษย์มากกว่าการศึกษากระบวนการภายนอกในโลกของวัตถุ ดังนั้นกระบวนทรรศน์นี้จึงมองว่าสังคมโลกเป็นเพียงการสร้างขึ้นจากมนุษย์แต่ละคน โดยการพัฒนาและใช้ภาษาร่วมกันและปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นทุกวันช่วยในการสร้างและรักษาความหมายที่มีร่วมกัน

                กระบวนทรรศน์นี้เป็นผลจากแนวคิดของนักปรัชญาสังคมชาวเยอรมัน ชื่อ Immanuel Kant ซึ่งสนใจการทำความเข้าใจธรรมชาติของโลกจากประสบการณ์ของบุคคล ตลอดจนจิตใจภายใน ความรู้สึก และพฤติกรรมการกระทำที่สะท้อนความนึกคิดหรือความรู้สึกเหล่านั้นโดยผู้ศึกษาวิจัยมีฐานะเป็นผู้ร่วมในเหตุการณ์มากกว่าการเป็นผู้สังเกตการณ์ กระบวนทรรศน์นี้มีอีกชื่อหนึ่งว่ากระบวนทรรศน์ต่อต้านปฏิฐานนิยม (anti-positivist paradigm) (Lincoln & Guba, 2000) ซึ่งมองว่าการตีความเป็นความจริงที่เกิดขึ้นจะแปรเปลี่ยนไปตามเวลา บริบท วัตถุประสงค์ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง (Orlikowski & Baroudi, 1991)

                การจะได้รับความรู้มาจะต้องใช้วิธีการทำความเข้าใจจิตใจ ความนึกคิดและความรู้สึกซึ่งสะท้อนออกมาทางพฤติกรรมและประสบการณ์ของบุคคล โดยผู้ศึกษาวิจัยมีฐานะเป็นผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์มากกว่าเป็นผู้สังเกตการณ์ ตัวอย่างทฤษฎีในกระบวนทรรศน์นี้ คือทฤษฎีการสร้างความหมาย (enactment theory) (Weick, 1969) ในหนังสือ the Social Psychology of Organizing ซึ่ง Weick ได้เสนอว่า มนุษย์เป็นผู้สร้างสิ่งแวดล้อมขององค์การขึ้นมาจากการรวบรวมและวิเคราะห์สารสนเทศเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จากนั้นได้นำผลการประมวลสารสนเทศมาใช้ในการวิเคราะห์และตัดสินใจทำกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นการสร้างเสริมสิ่งแวดล้อมที่ได้สร้างขึ้นมาแล้ว

                ทฤษฎีนี้ใช้อธิบายพฤติกรรมขององค์การที่มักจะยึดมั่นว่าองค์การของตนเองเป็นองค์การที่ดีตามภาพที่ตนเองสร้างขึ้นมา แต่เมื่อมีปัญหาก็จะพยายามหาข้อมูลมายืนยันโดยอาจไม่รับฟังข้อมูลหรือข้อร้องเรียน เช่น องค์การที่ถูกผู้บริโภคร้องเรียนเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่ได้รับว่าไม่มีคุณภาพ แต่องค์การนั้นเชื่อว่าสินค้าและบริการของตนเองมีคุณภาพ จึงได้พยายามไปเก็บ (สร้าง) ข้อมูลมายืนยันถึงความมีคุณภาพของสินค้าบริการของตนเอง เมื่อได้ข้อมูลมาก็จะนำมาใช้ในการประชาสัมพันธ์ว่าสินค้าบริการของตนเองมีคุณภาพ ทั้ง ๆ ที่สินค้าอาจจะไม่มีคุณภาพตามข้อร้องเรียน

                ทฤษฎีที่เป็นตัวอย่างในกระบวนทรรศน์นี้อีกทฤษฎีหนึ่ง ได้แก่ ทฤษฎีการสร้างความเป็นจริงทางสังคม (social construction of reality theory) โดย Berger & Luckman (1976) ซึ่งกล่าวว่าความเป็นระเบียบในสังคมมนุษย์เกิดจากการเจรจาต่อรองและทำความเข้าใจ อันมีพื้นฐานมาจากประวัติศาสตร์และประสบการณ์ที่มีร่วมกัน ทฤษฎีนี้ให้ความสำคัญกับภาษาที่ใช้ในสาขาวิชาองค์การ (เช่น คำว่า สิ่งแวดล้อม โครงสร้าง และวัฒนธรรม) โดยมองว่าคำศัพท์ที่ใช้กันไม่มีอยู่จริงในเชิงวัตถุ แต่หากเป็นผลผลิตของความเชื่อของคนในสังคม มนุษย์สร้างความหมายของคำศัพท์เหล่านี้และพยายามรักษาคำศัพท์เหล่านี้ไว้ เพื่อช่วยทำให้เข้าใจความเป็นไปเกี่ยวกับโลก โดยสิ่งเหล่านี้จะเป็นกรอบให้มนุษย์กระทำและตีความการกระทำภายในบริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง ดังเช่นที่ Clifford Geertz ได้กล่าวว่า “มนุษย์เป็นสัตว์ที่ติดกับดักของใยซึ่งตนเองได้สร้างขึ้นมา”                 แนวคิดหลังยุคใหม่จัดอยู่ในกระบวนทรรศน์นี้โดยแนวคิดนี้มองว่าความเป็นจริงไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว หากแต่มีความหลากหลาย และมีลักษณะกระจัดกระจาย (fragmented) อันเนื่องมาจากสังคมที่มีลักษณะหลากหลายซับซ้อนและกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ จึงต้องใช้วิธีการต่าง ๆ ในการศึกษาความจริง เช่น การรื้อสร้าง (deconstruction) เพื่อให้เข้าใจฐานคติและความหมายที่แท้จริงที่ซ่อนเร้นอยู่ (Jacques Derrida) วิธีการนี้เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากขึ้น นอกจากนี้แนวคิดหลังยุคใหม่ ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มคนส่วนน้อยที่ไม่ค่อยมีสิทธิ์มีเสียงในสังคม เช่น กลุ่มผู้หญิง คนกลุ่มน้อย คนแก่และเด็ก และมีวิธีการที่สะท้อนความเป็นตัวตนของผู้ที่ศึกษาเพื่อให้เปิดเผยฐานคติของตนเองเวลาผลิตผลงานความรู้ (Hatch, 1997) 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญากระบวนทรรศน์

คำสำคัญ (Tags)#กระบวนทรรศน์#ดร.เมธา หริมเทพาธิป#ดร.เมธา#หริมเทพาธิป#กระบวนทรรศน์การตีความ#interpretive paradigm

หมายเลขบันทึก: 636602, เขียน: 13 Sep 2017 @ 22:21 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)