ฐานคติของกระบวนทัศน์

ฐานคติของกระบวนทัศน์

เรียบเรียงโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป

                Burrell & Morgan (1988) ได้กล่าวถึงชุดของความเชื่อหรือฐานคติ (assumption) เพื่อเป็นพื้นฐานในการแบ่งกระบวนทัศน์ในด้านสังคมศาสตร์และองค์การโดยการแบ่งฐานคติเป็น 4 ประเด็น คือ (ดูรูปที่ 1.3)

                1) ภววิทยา (ontology) เป็นฐานคติเกี่ยวกับธรรมชาติของความเป็นจริง (nature of truth) ว่ามีอยู่จริงหรือเป็นผลผลิตของจิตใจของมนุษย์ ดังนั้น จึงแบ่งเป็นสองแนวคิด คือ แนวคิดแรกมองว่า ความเป็นจริงเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวปัจเจกบุคคล มีลักษณะเป็นวัตถุวิสัยไม่ว่ามนุษย์จะรับรู้ความจริงนั้นหรือไม่ ความเป็นจริงก็ยังดำรงอยู่ แนวคิดนี้เรียกว่า สัจจนิยม (realism) ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งมองว่าความเป็นจริงเป็นสิ่งที่อยู่ในความนึกคิดของปัจเจกบุคคลเป็นสิ่งที่มนุษย์ปรุงแต่งขึ้นมาทั้งสิ้น ความเป็นจริงจึงมีลักษณะเป็นจิตวิสัยแนวคิดนี้เรียกว่า นามนิยม (nominalism)

                2) ญาณวิทยา (epistemology) เป็นฐานคติเกี่ยวกับธรรมชาติของความรู้ และกระบวนการในการแสวงหาความรู้และทดสอบความถูกต้อง (Gall, Borg & Gall, 1996) เป็นฐานคติเกี่ยวกับการสร้างความรู้หรือการค้นพบความรู้ หรือคือการทำความเข้าใจโลกและสื่อสารความรู้ดังกล่าวไปยังเพื่อนมนุษย์ (Burrel & Morgan, 1988) รวมทั้งเกณฑ์ในการจำแนกความรู้ที่ดีหรือไม่ดี (ความจริงกับความเท็จ ความถูกต้องกับความไม่ถูกต้อง ความมีเหตุผลกับความไม่มีเหตุผล) (Hatch & Cunliffe, 2006)

                ญาณวิทยาแบ่งเป็นสองแนวคิด คือ แนวคิดแรกเรียกว่า ปฏิฐานนิยม ซึ่งแสวงหาการอธิบายและการพยากรณ์สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกโดยวิธีการแสวงหาความสัมพันธ์ที่เป็นเหตุเป็นผลและแบบแผนของความสัมพันธ์ มีการพัฒนาสมติฐานและทดสอบสมติฐานนั้น ปฏิฐานนิยมมองว่า ภาษาสะท้อนความเป็นจริง ความเป็นจริงสามารถอธิบายโดยการใช้ภาษา โดยที่จะไม่มีการสูญหายของความหมายหรือมีอคติใด ๆ แอบแฝง (Hatch & Cunliffe, 2006)

                ส่วนอีกแนวคิดเป็นแบบต่อต้านปฏิฐานนิยม (anti-positivism) มองว่า ความเป็นจริงเป็นสิ่งสัมพัทธ์ (relativistic) จะเข้าใจความเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อทราบจากมุมมองของบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมหรือปรากฏการณ์ที่ศึกษา แนวคิดต่อต้านปฏิฐานนิยมจึงไม่เห็นด้วยกับบทบาทผู้สังเกตการณ์ของนักวิจัย ซึ่งมีลักษณะเป็นการมองจากภายนอกเข้ามา แนวคิดนี้เชื่อว่าการทำความเข้าใจความเป็นจริงควรมองจากภายในมากกว่า

                3) ธรรมชาติของมนุษย์ (human nature) ซึ่งมีมุมมองเป็นสองด้าน คือ ด้านหนึ่ง เป็นแนวคิดแบบนิยัตินิยม (determinism) ซึ่งเชื่อว่ามนุษย์และกิจกรรมที่มนุษย์ทำถูกกำหนดมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอก มนุษย์เป็นผลผลิตมาจากสิ่งแวดล้อม ในขณะที่อีกแนวคิดหนึ่งเรียกว่า เจตจำนงเสรีนิยม (voluntarism) เชื่อว่ามนุษย์มีความอิสระคล่องตัว (autonomous) และเป็นอิสระ (freewill) มนุษย์เป็นผู้สร้างสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ผู้ถูกสร้าง

                4) วิธีการศึกษา (methodology) ซึ่งเป็นวิธีในการรับรู้เกี่ยวกับโลกหรือวิธีการที่เหมาะสมในการแสวงหาความจริง โดยวิธีการศึกษามีอยู่สองแนวทาง คือ แนวทางศึกษาเฉพาะกรณี (ideographic) ซึ่งมองว่าการทำความเข้าใจเกี่ยวกับโลกทำได้โดยผู้วิจัยไปอยู่ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ศึกษา และใช้วิธีการซึ่งทำให้ปรากฏการณ์ที่ศึกษาเปิดเผยตัวตนออกมาระหว่างกระบวนการศึกษา ซึ่งก็คือวิธีการศึกษาเชิงคุณภาพนั่นเอง ส่วนอีกแนวทางหนึ่งเรียกว่า การค้นหาแบบแผน (monotheistic) จะเน้นความสำคัญของการวิจัยที่เป็นระบบโดยการพิสูจน์สมมติฐานซึ่งได้มาจากองค์ความรู้ โดยใช้เทคนิคและเครื่องมือเชิงปริมาณในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการสรุปหากฎเกณฑ์ทั่วไปที่จะนำไปประยุกต์กับกรณีอื่น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญากระบวนทรรศน์



ความเห็น (0)

หมายเลขบันทึก

636591

เขียน

13 Sep 2017 @ 21:59
()

แก้ไข

13 Sep 2017 @ 22:09
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง
อ่าน: คลิก