เรื่องสั้น 2560

           เนื่องจากพ่อกับแม่ของจ้องต้องย้ายไปทำงานต่างจังหวัดกะทันหัน โดยจ้องไม่ทราบสาเหตุ แต่จ้องตามพ่อแม่ไปทันทีไม่ได้ จ้องต้องทำเรื่องขอย้ายโรงเรียนและขอคะแนนระหว่างภาคเรียนเพื่อนำไปให้โรงเรียนในจังหวัดใหม่ พ่อและแม่ของจ้องไปทำงานอยู่ก่อนแล้ว โดยน้าชายของจ้องได้ไปติดต่อโรงเรียนใหม่ทางโน้นไว้ก่อนแล้วว่าจะรับจ้องเข้าเรียนกลางเทอม

          จ้องไม่ได้รู้สึกอะไรกับโรงเรียนนี้มากเท่าไหร่ก็เพราะว่า ได้เข้าเรียนโรงเรียนปัจจุบันนี้แค่ปีกว่า ๆ เพื่อน ๆ ก็ไม่ได้สนิทมาก แต่ก็มีสนิทมากอยู่คนเดียวก็คือ อ้น อาจจะเป็นคนที่นิสัยใกล้กัน มองตาก็รู้ใจ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ผีมองเห็นผี จะว่าอย่างนั้นก็ได้  การนั่งเรียนในห้องไม่ได้นั่งด้วยกัน เนื่องจากว่าคุณครูให้จัดโต๊ะให้นั่งเดี่ยว ไม่ให้นั่งคู่ ถึงอย่างไรก็ได้นั่งใกล้กันอยู่ดี  จ้องตัวสูงจึงได้นั่งหลังสุด และนั่งติดประตู

           การเรียนในห้องก็ไม่มีอะไรพิเศษ แค่จ้องเริ่มชอบคุณครูที่สอน คุณครูมีหลักการสอนที่ทำให้การเรียนสนุก และเข้าใจง่าย ทำให้ผลการเรียนเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ จ้องมีความรู้สึกว่าผลการเรียนนอกจากตัวเองแล้ว คุณครูมีผลต่อผลการเรียนเช่นกัน ตอนพักเที่ยงของแต่ละวัน จ้องก็เข้าไปพบคุณครูที่สอนวิชาต่าง ๆในเทอมนี้ เพื่อขอคะแนนระหว่างเรียน เพื่อไปให้กับโรงเรียนใหม่ และจ้องก็กราบลาคุณครูด้วย คุณครูก็ได้อวยพรให้จ้อง และมีอีกเรื่องหนึ่งที่จ้องไม่เข้าใจว่า มีคุณครูผู้ชายคนหนึ่งเวลาเดินผ่านประตูที่จ้องนั่งอยู่ แล้วคุณครูคนนั้นก็ใช้ไม่ตีหัวจ้อง  1 ครั้ง ทุกครั้งที่เดินผ่าน ตอนนั้นไม่รู้เพื่อน ๆ เห็นหรือเปล่า แต่ไม่มีใครทักท้วงอะไร และจ้องก็ไม่ได้ว่าอะไร คุณครูคนนั้นก็เดินจากไป จ้องเจ็บนะ แต่ตอนนั้นจ้องไม่ได้เจ็บใจ และเก็บมาคิดอะไรกับเรื่องแบบนี้เลย แค่รู้สึกแปลกใจกับการกระทำนั้นเฉยๆ

            ช่วงที่กำลังจะย้ายโรงเรียนของจ้อง บังเอิญญาติของอ้นเสีย  อ้นเลยต้องบวชหน้าไฟให้ญาติ และต้องบวชต่ออีก 9 วัน ทำให้จ้องต้องไปโรงเรียนแบบเหงาไปใหญ่ แต่จ้องมีงานประจำที่ชอบคือตอนเช้า 7 โมงจะเข้าไปช่วยงานห้องสมุด ตอนกลางวันถ้าว่าง เนื่องจากตอนกลางวันมีนักเรียนมาช่วยมาก จ้องจะมาก็ได้ จ้องก็เลยไปห้องพยาบาล ไปถามอาจารย์พยาบาลว่าจะให้ช่วยอะไรบ้าง อาจารย์พยาบาลจะใจดีมาก ชอบให้อาหารกลางวันที่อาจารย์เตรียมมาจากบ้าน ให้จ้องทานส่วนหนึ่ง จ้องปฏิเสธแต่ก็ต้องทานทุกครั้ง งานก็มีขายผ้าอนามัยให้กับนักเรียนหญิง และนักเรียนที่อยากเป็นผู้หญิง ส่วนเรื่องยาก็ต้องรออาจารย์พยาบาลสั่งจากการดูอาการนักเรียนแล้ว การเปลี่ยนผ้าปูที่นอน และดูแลนักเรียนที่มีอาการป่วยที่มานอนในห้อง จ้องสังเกตว่านักเรียนหญิงจะมีอาการแค่ปวดหัว ปวดประจำเดือน มีหนักก็เป็นงูสวัด แผลตุ่มน้ำพองเป็นแนวยาว ปวดจนจ้องสงสาร แต่นักเรียนผู้ชายจะหนักกว่า เช่น บางคนคางแตก จ้องเห็นอาจารย์ให้นักเรียนชาย

                                                                                                                                                                 2

คนนั้นนอนและทำแผล ล้างแผล รอผู้ปกครองอยู่ ความจริงโรงเรียนจะต้องพาไปหาหมอที่โรงพยาบาล แต่เห็นว่าอาจารย์พยาบาลได้โทรแจ้งผู้ปกครองแล้ว ผู้ปกครองจะเป็นคนนำไปโรงพยาบาลเอง เพราะผู้ปกครองของนักเรียนชายคนนี้ทำงานอยู่ใกล้โรงเรียน และแผลก็เลือดได้หยุดไหลแล้ว อีกรายที่จ้องจำได้คือ นักเรียนชายคนนี้แขนหัก จากการเล่นไม้พองลูกเสือ คือเอาไม้พองตั้งแล้วเอาตัวลอยขึ้นโดยมือทั้งสองจับกับไม่พองแล้วมือลื่นลงมารับน้ำหนักร่างกายที่หล่นกระแทกพื้นทำให้แขนหักข้างซ้าย เข้ามาในห้อง จ้องเห็นแขนแล้ว ไม่เหมือนแขน เพราะแขนห้อยต่องแต่ง แบบไม่เหมือนแขนปกติ นักเรียนชายเดินพยุงมาโดยเพื่อน เห็นอาจารย์พยาบาลโทรขอรถโรงเรียนไปโรงพยาบาลและอาจารย์ได้ใส่เฝือกชั่วคราวให้กับนักเรียนชายคนนั้น แต่อาจารย์ได้ให้จ้องไปโรงพยาบาลกับนักเรียนชายคนนั้น และกำชับว่าให้คอยปลุกว่าอย่าให้หลับ เนื่องจากว่าเป็นเวลาเที่ยง จ้องจึงไปได้ แต่กว่าจะมา วิชาช่วงบ่ายจ้องไม่ได้เรียนเลย เพราะการรักษาหลายขั้นตอน ทั้งถ่ายเอกซ์เรย์ และใส่เฝือก ส่วนตอนเย็นก็จะมาช่วยห้องสมุดจนถึง 1 ทุ่ม เพราะโรงเรียนนี้มีอาจารย์ประจำห้องสมุดมีบ้านพักครูในโรงเรียน และให้นักเรียนที่มารอผู้ปกครองรับกลับบ้านช้า นักเรียนสามารถมารอที่ห้องสมุดได้ แต่ไม่เกิน 1 ทุ่ม แต่ก็มีนักเรียนชายอยู่ 1 คนเป็นประจำที่ผู้ปกครองมารับ เกินเวลา 1 ทุ่มอยู่เป็นประจำ จ้องไม่เคยได้คุยกับนักเรียนชายคนนั้นเลย ตั้งแต่มาช่วยงานที่ห้องสมุดเป็นเวลา 1 ปีกว่า เนื่องจากนักเรียนชายคนนั้นเหมือนไม่อยากคุยกับจ้อง หรือบางทีจ้องอาจคิดไปเอง พอจะใกล้หมดเวลาห้องสมุดปิด จะมีเสียงกริ่ง และประกาศเตือนอัตโนมัติจากเครื่องกระจายเสียงในห้องสมุด บอกเสมอว่าเหลือเวลาอีก ครึ่งชั่วโมง หรือ 30 นาทีห้องสมุดจะปิด นักเรียนท่านใดต้องการยืม-คืนหนังสือ ให้ทำก่อนห้องสมุดจะปิด ส่วนนักเรียนที่ไม่ประสงค์จะยืมหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ กรุณานำหนังสือไปวางที่พักหนังสือ เจ้าหน้าที่จะนำเก็บเข้าชั้นหนังสือเอง นักเรียนชายคนนั้นจะออกไปนั่งข้างนอกก่อนเวลาปิดห้องสมุดตลอด เนื่องจากห้องสมุด จะมีเก้าอี้ยาวไว้นั่ง จ้องไม่รู้จักเพราะไม่เคยเห็นหน้า ไม่รู้ว่าอยู่ห้องไหน หรือปีไหน แต่ที่แน่ ๆ ไม่ได้อยู่ห้องเดียวกับจ้องแน่ ๆ เมื่อจ้องปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ปิดแอร์ และปิดไฟ และก็ล็อคประตูห้องสมุด และเก็บกุญแจไว้มาไขในช่วงเช้าของวันพรุ่งนี้ ส่วนถ้าจ้องไม่สามารถมาโรงเรียนในวันพรุ่งนี้ได้กะทันหัน คุณครูประจำห้องสมุดจะมาเปิดเองเพราะมีกุญแจสำรอง และถ้าฉุกเฉินนักการภารโรงมีกุญแจสำรองทุกห้องอยู่  จ้องเคยเห็นนักการภารโรงครั้งหนึ่งท่านมีกุญแจหลายดอกที่แขวนอยู่ในลวดวงใหญ่ เวลาเดินก็จะมีเสียงดังกระทบกันของกุญแจ

                 จ้องเดินออกจากโรงเรียน ระหว่างทางก็มีไฟส่องสว่างตลอดทาง  จ้องเดินริมถนนใหญ่ไปประมาณ 100 เมตร ก็จะเจอตลาด ที่มีคนพลุกพล่าน เนื่องจากมาหาอาหาร และขนมหวานไว้กินตอนเย็น

                                                                                                                                                                 3

บ้างก็นั่งกินกันที่ตลาด บ้างก็นำกลับไปกินที่บ้าน ที่มีอาหารเยอะ เขาจะเรียกว่าตลาดโต้รุ่ง จ้องไม่เข้าใจเหมือนกันโต้รุ่งอย่างไรในเมื่อประมาณ 3 ทุ่ม แม่ค้าพ่อค้าก็เก็บของกลับบ้าน และจะเริ่มมาขายใหม่ในวันพรุ่งนี้ตอนบ่าย 3 จ้องเห็นเพื่อนบางคนก็มาช่วยพ่อแม่ขายของ บ้างก็ขายก๋วยเตี๋ยว บ้างก็ขนมหวาน บ้างก็ปลาทู บ้างก็พริกแกง และบ้างก็เป็นลูกของร้านค้าข้าวมันไก่ที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยมาก นักเรียนคนนี้ก็จะขาว ๆ ตี๋ๆ หน่อยเพราะมีเชื้อสายจีน

                  จ้องเดินเลยตลาดไปก็เป็นวัด พอผ่านเข้าประตูวัดไปก็เจอกับผู้ชายคนหนึ่งมายืนขวางหน้า จ้องตกใจนิดหนึ่ง แล้วเขาก็ถามว่า

                 “มาทำอะไร”

                 “มาหาเพื่อน” จ้องตอบ

                “ชื่ออะไร” เขาถาม

                “พระอ้น เพิ่งบวช หน้าไฟให้ญาติเมื่อวันก่อน” จ้องอธิบาย

                “อ๋อ ตามมา เดี๋ยวจะพาไป”    เขาคว้าข้อมือจ้อง แล้วดึงเพื่อจะพาไป

       แต่จ้องตกใจนิดนึงแล้วพยายามสะบัดมือออก ตอนที่เขาปล่อย ทำให้จ้องเสียหลัก ล้มก้นจ้ำเบ้า ข้อศอกขวา ของจ้องไปกระแทกกับหินจนข้อศอกแตกเลือดออก ผิวหนังถลอก จ้องเห็นแผลตัวเองแล้ว น้ำตาก็ไหลโดยไม่รู้ตัว

               “อ้าว ล้มไปเอง แล้วยังจะไปหาเพื่อนอยู่อีกไหม” เขาหันมาถาม เหมือนจะคิดว่าจ้องล้มก้นจ้ำเบ้าอย่างเดียว โดยไม่เห็นว่าข้อศอกจ้องมีเลือดไหล 

       แล้วเขาก็ยื่นมือมาหาจ้อง เพื่อให้จ้องจับ แล้วลุกขึ้น แต่จ้องก็พยายามลุกด้วยตัวเอง จ้องเดินตามเขาไปโดยยังมองดูเลือดที่ไหลออกจากข้อศอกตัวเอง จ้องได้ยินพระสวดมนต์อยู่ในโบสถ์

      เขายืนหยุดที่กุฎิหลังหนึ่ง แล้วบอก “อยู่นี่แหละ อยู่ข้างบน ขึ้นไปซิ”

      พอเขาพูดจบจ้องก็ตะโกน “อ้น ๆ อยู่ไหม”

                                                                                                                                                                  4

          เขาเอามือมาปิดปากอ้น  จ้องตกใจพยายามดึงมือเขาออก แต่ก็ไม่ได้ เพราะแรงเขามีมากกว่าแรงจ้อง แล้วเขาก็ดันหลังอ้นให้เดินไปทางด้านล่างของกุฎิ เขาเอาตัวดันประตูให้เปิด  ในห้องมืดมาก แล้วเขาก็ดันจ้องเข้าไป จ้องลมลงกับพื้น จ้องมองไม่เห็นอะไรเลย จนเขากดสวิตว์เปิดไฟ จ้องก็เห็นเขาเต็มตา ผู้ชายคนนี้ยังเด็กอยู่เลย เขากำลังจะทำอะไร เราไม่รู้จักกันมาก่อน เขาทำแบบนี้กับคนที่ไม่รู้จัก และเจอกันครั้งแรกได้อย่างไร จ้องคิด จ้องไปทำไม่ดีกับใครไว้บ้างหรือเปล่า

      “ขอโทษ”  จ้องพูดออกไป

      “อะไร”  เหมือนเสียงของเขาจะสั่น ไม่รู้จากการตื่นเต้น หรือจากการเหนื่อยจากการกระทำเมื่อสักครู่

      “คือ เราไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้ถึงได้ ทำกับเราแบบนี้” จ้องพูด

      “ไม่สนหรอ” เขาพูด

      “นายเป็นเกย์หรอ” จ้องถาม

      “ไม่ แต่สมัยนี้ มันง่ายจะตาย” เขาพูดแล้วกำลังจะเดินเข้ามา

      “แต่เรา...” จ้องกำลังพูด แต่ไม่จบประโยคเขาก็เข้ามาประชิดตัว ด้วยแรงที่มากกว่า แต่จ้องก็ตะโกน ออกไป “ช่วยด้วย ใครก็ได้ช่วยด้วย อ้น ช่วย.....” จ้องยังร้องตะโกน ก็ได้ยินเสียง เหมือน วัตถุอะไรโดนตี ดัง โบะๆ และเขาก็ร้อง โอ้ย และปล่อย มือ แขน และลำตัว ที่กด เข้ามาในร่างของจ้อง พอจ้องอิสระก็ผลักเขาออกไป แต่เขาก็ยังถูกตีอยู่

        นักเรียนชายที่ห้องสมุดคนนั้น จ้องมองเขาตะลึงอยู่  เขาก็บอกจ้อง “หนีไปๆ”

        จ้องก็พยายามลุกขึ้น และหาทางวิ่งออกประตูไป  พออกจากประตู จ้องก็ร้องตะโกน “ช่วยด้วยๆ”

        ในขณะที่จ้องยืนตะโกนขอให้คนอื่นช่วย นักเรียนชายห้องสมุดคนนั้นก็หยุดตี และวิ่งถือไม้ออกมา และบอก  “หนีเร็ว” จ้องวิ่งตามเขาไป แต่ว่าเขาสะดุดล้ม เหมือนกับเหยียบหินแล้วทำให้ขาไปขัดกัน จ้องที่วิ่งตามอยู่ และเห็นว่า ผู้ชายคนนั้นออกมาจากห้องและถืออะไรออกมาด้วย เมื่อจ้องเห็นว่าหนีไม่ทันแล้ว จึงวิ่งเข้าไปหานักเรียนชายที่ห้องสมุดที่ล้มอยู่แล้วเข้าไปกอด ปากจ้องก็พูดตลอด ไม่หยุด ตัวสั่นเทา “ช่วยด้วย ๆ”

                                                                                                                                                                5

   “หยุดเดี๋ยวนี้นะ”

   จ้องสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงจากใครคนหนึ่ง แต่จ้องก็ไม่ได้หันไปมอง ยังก้มหน้าซุกอยู่ที่หน้าอกนักเรียนชายห้องสมุดคนนั้น ที่ศีรษะของจ้องก็รู้สึกถึงลมหายใจ หน้าอกจ้องก็ได้สัมผัสขยับขึ้นลง พลันเหลือบเห็นชื่อที่หน้าอกเสื้อ ติณณ์ อัฐศิริ พร้อมกับร้องไห้ออกมา ฮือๆ และจ้องก็รู้สึกว่า เขาก็กอดจ้องเหมือนกัน น้ำตาของจ้องหยดลงบนชื่อและเสื้อของนักเรียนชายห้องสมุดที่ชื่อ ติณณ์

             หลังจากนั้นอ้นก็บอกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นเด็กวัดที่ชอบไล่ปล้ำกะเทย ทั้งเล่น และจริงจัง เขาป็นเด็กกำพร้าที่คบเพื่อนมีนิสัยไม่ดี แต่หลวงตาเจ้าอาวาสก็รับเลี้ยงเพราะสงสาร อ้นยังพูดแซวๆ ว่ารอดมาได้ยังไง แต่สุดท้ายเรื่องของจ้องวันนั้นก็เป็นแค่เรื่องตลก กะเทยถูกปล้ำ ไม่ใช่ผู้หญิงถูกปล้ำซะหน่อย  บางที จ้องคิด สถานที่ ที่คิดว่าปลอดภัย ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสมอไป  และสังคมเปลี่ยนไป มีผู้หญิงเพศที่สามตามค่านิยมที่เปลี่ยนแปลง การถือว่าการทำอะไร หรือการทำร้ายกันง่ายๆ เป็นเรื่องปกติ ดังนั้นปัจจุบันคนทำร้ายกันเต็มไปหมด แค่ไม่พอใจกันเล็กน้อย  เราจะไม่มีวิธีไหนที่จะหยุดการไหลของคลื่นชีวิต จนกระทั่งตายไป

              เมื่อติณณ์เห็นแผลจ้อง ที่ข้อศอก ก็พาจ้องไปโรงพยาบาล จ้องต้องถูกพาไปทำความสะอาดแผล  เวลาจ้องเจ็บ เวลาเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นหน้าติณณ์มองมาด้วยสายตาที่ห่วงใย จ้องก็หลบตาทุกครั้ง และไปเอกซ์เรย์และหมอไม่เห็นว่าแขนหัก ก็ได้เย็บแผล และปิดแผล หมอให้ไปรับยาและกลับบ้านได้ 

              ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ติณณ์ เริ่มคุยก่อน “ปวดแผลไหม” ติณณ์ถาม

              “ไม่ปวดแล้วละ กินยาแก้ปวดแล้ว” จ้องตอบ

              “เดี่ยวจะไปส่งบ้านนะ” ติณณ์บอกพร้อมทั้งเดินอ้อมหลังจ้องมาทางซ้าย แล้วมาจับมือจ้อง จ้องตกใจนิดนึง และก็แปลกใจ แต่ว่าไม่รู้สึกอยากปล่อยออก อยากจับอยู่อย่างนั้น จ้องคิดว่า ความรู้สึกผูกพันแบบนี้มันเริ่มตั้งแต่เมื่อไหร่นะ จ้องถามติณณ์ไปว่า

             “มีอะไรหรือเปล่า ติณณ์” จ้องถาม และติณณ์ทำหน้าสงสัย และมองหน้าอกตัวเอง และก็ยิ้มกริ่ม

             “ก็ไม่รู้ซิ มันบอกไม่ถูก” ติณณ์บอก

            “เมื่อไหร่เนี่ย” จ้องสงสัย

                                                                                                                                                              6

          “อยากรู้หรอ ต้องมีของแลก” ติณณ์ ยื่นหน้ามา

          “ติณณ์ ก็เหมือนผู้ชายทั่วไป” จ้องหยุดเดิน

          “แล้วเมื่อไหร่ ก็มันเป็นธรรมชาตินะ” ติณณ์บอก

          “ก็ยังดีหน่อย ที่รอสมัครใจ”

          “แล้วเมื่อไหร่หรอ”

          “ไม่บอก งั้นมาแลกกันไหมกับเรื่องนั้น”

          “เรื่องอะไรหรอ”

          “ไม่ต้องมาเฉไฉเลย ก็ตามเราเมื่อไหร่”

          “ก็เท่าที่เห็น”

          “อ้าวแล้วตกลงมารอผู้ปกครองกลับบ้าน หรือว่า.....”

          “ก็.....”  ติณณ์ตอบ และก็ดึงมือเดินต่อ

          “ติณณ์กลับบ้านเถอะ เรากลับเองได้”

          “อ้าว แล้วนอนคนเดียวได้หรอ”

          “เอะ รู้ได้ยังไง”

          “ก็เขาคุยกันว่า รัชชานนท์ จะย้ายโรงเรียน” ติณณ์ เรียกชื่อจริงของจ้อง

          “จ้อง เรียกจ้องก็ได้ แล้วติณณ์อยู่ห้องไหน ชั้นไหนเนี่ย”

          “ชั้นเดียวกัน แต่คนละห้อง”

           “ห้องไหนเนี่ย”

           “ห้องท้ายเลย”

                                                                                                                                                               7

            “สายช่างหรอ เป็นสายช่างในโรงเรียน ก็เหมือนช่างในอาชีวะเลย มีแต่เรื่อง”

            “ไม่หรอก มันจำเป็น”

            “ก็จริง แต่เด็กช่างที่เขามีเรื่องนั่นมันเป็นเรื่องจำเป็น หรือประเพณีไปแล้ว” จ้องคิดว่าถ้าใช้คำว่าประเพณี มันก็เหมือนวัฒนธรรมที่มันฝังรากลึกเข้าไปในวิถีชีวิตแล้ว จ้องคิดแล้วก็มีความรู้สึกว่าเศร้าใจ

            “กลับเถอะ ขอบใจมาก ก็อยู่และนอนคนเดียวมาตลอด”  จ้องพูด เมื่อเดินถึงหน้าบ้านของจ้อง

            “หญิงเหล็ก จริงนะ”

           “คำถามก่อนกลับบ้านคืนนี้ จีบเพราะต้องการเอาชนะอะไรหรือเปล่า ก็หน้าตาดีอยู่แล้วนี่ ไม่ต้องมาลองวัดเรตติ้งหรอก” จ้องพูด พร้อมปล่อยมือออกจากมือที่ชื่นเหงื่อของติณณ์

           “ก็นิดหน่อย ก็ดังซะขนาดนี้”

          “ดังอะไร ไม่เห็นดังอะไร”

           “ดังซิ เป็นตัวแทนของโรงเรียน และได้รางวัลทำชื่อเสียงกับโรงเรียนด้านต่างๆ ทั้งวิทย์ และศิลป์”

           “เราก็ไม่ได้คิดแบบว่าต้องดังเลย แค่คุณครูให้ทำหน้าที่ ก็ทำให้ แต่ว่าก็ต้องมีเวลาฝึกฝน และซ้อมด้วย ไม่ได้จะได้รางวัลมาเฉยๆ แต่ติณณ์เราไม่ได้เก่งเลย การที่เราได้ไปแข่ง ก็ทำให้ได้เจอคนเยอะและพบว่า ยังมีคนอีกเยอะแยะมากมายที่เก่งกว่าเรามาก เราจะมีชีวิตแล้วมองว่าโลกมีแค่โรงเรียนเราไม่ได้หรอก แต่ก็มีข้อเสียนะ การที่รู้มากมันก็ไม่ดีนะ เช่น สิ่งไม่ดีต่างๆ ในต่างถิ่น และต่างคน เพราะคนในโลกนี้ก็มีทั้งคนดีและคนไม่ดี แต่ไม่ได้บอกว่าอย่าไปเจอคนมากมาย แต่ต้องแยกแยะให้ถูกด้วย ไม่ใช่ตามเขาไป” จ้องพูด

          “จ้า แม่” “โอ้ย” จ้องหยิกเข้าที่ไหล่ของติณณ์

          “นี่ขนาดแขนเจ็บอยู่นะ ถ้าไม่เจ็บจะขนาดไหน” ติณณ์พูด พร้อมกับบีบไหล่ที่เจ็บของตัวเอง

          “รู้แล้ว ก็ไม่ต้องมาคบซิ”

          “แน่ๆ เราคบเป็นแฟน กันแล้วหรอ” ติณณ์พูดหร้อมกับก้มหน้ามาจ้องหน้าจ้อง

       

                                                                                                                                                                     8

             “ไม่พูดด้วยแล้ว จะเข้าบ้านแล้วนะ กลับบ้านดีๆละ” จ้องอายและเปิดประตูบ้านเข้าไป โบกมือบ้ายบาย ติณณ์ ก็โบกมือ พร้อมเดินหันหลังกลับไป พร้อมพูด

              “ฝันดี”

                                   ....................................................................................

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน วรรณกรรม

คำสำคัญ (Tags)#เรื่องสั้น#ฝันดี#กมลแก้ว#2560

หมายเลขบันทึก: 632858, เขียน: 08 Aug 2017 @ 00:11, แก้ไข, 08 Aug 2017 @ 00:17, สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (0)