สิ่งค้ำประกันความชอบธรรมของญาณปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

             วิจารณญาณ เป็นวิธีการเข้าถึงความสุขแท้ตามความเป็นจริงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพราะทำให้เกิด “การพัฒนา” เป็นเป้าหมาย การพัฒนาในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงการพัฒนาที่เป็นวาทกรรม (development discourse) ที่ มิเชลฟูโก (Michel Foucault, 1991, pp. 59-60) มุ่งวิพากษ์รื้อถอน(deconstruct) เพราะนั่นเป็นเพียง “ข้ออ้าง” ของพวกอาณานิคมแนวใหม่(neo-colonialism) ที่นิยมใช้อ้างความรับผิดชอบของชนชั้นปกครองเพื่อยัดเยียดความ“ด้อยพัฒนา” ให้กับประชาชนที่ล้าหลัง (primitive)เพื่อให้สังคมของคนกลุ่มนี้ขาดความภูมิใจในภาษา ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมของตนเอง แต่ “การพัฒนา” ในปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง หมายถึง การพัฒนาคุณภาพชีวิต (quality of life) ได้แก่ การสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา ซึ่งมีความสอดคล้องกับวิธีการของหลังนวยุคสายกลางอย่างไรก็ตาม การนำเสนอวิธีการดังกล่าวนี้ยังไม่อาจทำให้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเกิดความสมบูรณ์ทางญาณปรัชญาได้เพราะวิธีการแสวงหาความรู้ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในกระบวนทรรศน์ใด สำนักใดย่อมต้องถูกท้าทายด้วยคำถามที่ว่า อะไรคือสิ่งค้ำประกันวิธีการได้มาซึ่งความรู้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม

            สิ่งค้ำประกันความชอบธรรม (justification) เป็นปัญหาใหญ่ในทางญาณปรัชญาที่ช่วยตอบโจทย์ว่าอะไรคือสิ่งค้ำประกันวิธีการได้มาซึ่งความรู้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่ญาณปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกันที่ต้องพยายามตอบโจทย์ให้ชัดเจนเพื่อประกันความมั่นใจ ทั้งในส่วนทฤษฎีและการนำไปประยุกต์ใช้

            สิ่งค้ำประกันความชอบธรรมของญาณปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแท้จริงแล้วก็คือ การหยั่งรู้ (Intuition) นั่นเองซึ่งแตกต่างจากการนำเอาประสบการณ์เชิงประจักษ์และเหตุผลมาค้ำประกันเหมือนในกระบวนทรรศน์นวยุค(modern paradigm)

            การหยั่งรู้ในที่นี้มีอยู่หลายระดับหลายประเภท ได้แก่ การหยั่งรู้โดยผัสสะ (sensible intuition) การหยั่งรู้สภาพของจิตใจ (psychological intuition) การหยั่งรู้โดยสัญชาตญาณ (instinctive intuition) การหยั่งรู้ล่วงหน้า (divinatory intuition) การหยั่งรู้วิเคราะห์ (analytical intuition) การหยั่งรู้สังเคราะห์ (synthetical intuition) การหยั่งรู้ความสัมพันธ์ (relational intuition) และการหยั่งรู้ด้วยอุตตรญาณ (transcendental intuition)

            การหยั่งรู้เหล่านี้เกิดขึ้นจาก “ปัญญาปฏิบัติ” ที่มีการทำซ้ำบ่อยๆ พิจารณาใคร่ครวญอย่างรอบด้านที่ในทางพุทธศาสนาเรียกว่า “การอบรมหรือการภาวนา” และ “โยนิโสมนสิการ”การหยั่งรู้มีตั้งแต่ระดับผัสสะจนไปถึงการหยั่งรู้ในระดับสูงหรือระดับศาสนา เช่นการหยั่งรู้ในญาณขั้นต่าง ๆ และการหยั่งรู้ในระดับของศาสดา เป็นต้น ดังนั้นวิจารณญาณจึงมีอยู่หลายระดับขึ้นอยู่กับว่าผู้ใช้วิจารณญาณนั้นมีการหยั่งรู้อยู่ในระดับใด

            ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่า การใช้วิจารณญาณแต่ละครั้งนั้นมีความถูกต้องชอบธรรมและเป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

            เมื่ออยากได้คำตอบ ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกิดขึ้นได้เพราะมีจริยธรรมดูแล (caring)คือ การดูแลทั้งตนเองและสรรพสิ่งให้มีความสุขตามความเป็นจริงของแต่ละสิ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสุขแท้ตามความเป็นจริงของมนุษย์นั้นเกิดขึ้นก็เพราะมนุษย์มีสัญชาตญาณปัญญา

          ก. เงื่อนไขการดูแลความสุขของตนเอง

            กีรติ บุญเจือ (2556, หน้า71 - 72) อธิบายว่า

          การดูแลคือ การสนใจในความสุขและความทุกข์ของตนเอง/ของผู้อื่น/ของสิ่งต่าง ๆด้วยความคิด/ด้วยภาษา/ด้วยการกระทำ ทุกครั้งที่มีการดูแลดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นย่อมหมายถึง การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมีความสุขของผู้ดูแลมีศักยภาพที่จะบันดาลความสุขแท้ตามความเป็นจริงแก่สิ่งที่ดูแลตามระดับความเป็นจริงของสิ่งนั้นกล่าวคือ วัตถุได้ความสุขตามสัญชาตญาณคงที่ พืชตามสัญชาตญาณชีวิตสัตว์ตามสัญชาตญาณอารักขายีน และมนุษย์ตามสัญชาตญาณปัญญา

            ความสุขแท้ของตนเองตามความเป็นจริงพิจารณาจากเงื่อนไขดังต่อไปนี้

            1. ความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่นไม่ใช่ความสุขแท้ (แย่มาก)

            2.ความทุกข์บนความสุขของผู้อื่น ไม่ใช่ความสุขแท้ (แย่)

            3.ความทุกข์บนความทุกข์ของผู้อื่น (แย่ที่สุด)

            4.ความสุขบนความสุขของผู้อื่น (ดีที่สุด)


           ข. เงื่อนไขการดูแลความสุขของผู้อื่น

            ความสนใจในความสุขและความทุกข์ของผู้อื่น/สิ่งอื่นสามารถทำได้ใน 4 ลักษณะตามกาละและเทศะที่เหมาะสม คือ

           1. การสร้างสรรค์ (creativity) คือ การคิดหรือทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเป็นการเพิ่มความก้าวหน้าแก่มนุษยชาติเปิดโอกาสให้มีการประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์โดยทั่วไปแต่ถ้าเกิดโทษก็ต้องการการปรับตัว

          2.การปรับตัว (adaptivity) คือการดัดแปลงการประยุกต์ใช้ให้เป็นคุณปราศจากโทษ หรือดัดแปลงโทษให้เป็นคุณ เช่นดัดแปลงน้ำท่วมทำลายให้กลายเป็นการกักเก็บน้ำในแก้มลิงไว้ใช้ประโยชน์ในฤดูแล้งน้ำเป็นต้น

          3. การร่วมมือ (collaborativity) คือการประสานความร่วมมือเพื่อแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่างซึ่งกันและกัน ทั้งด้านความคิด ความเชื่อ ความรู้สึก ในส่วนที่เป็น “จุดร่วม” นั้นหากเห็นว่าเป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตร่วมกันทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวมก็ให้นำมาปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนที่เป็น “จุดต่าง”หรือสิ่งที่คิดเห็นต่างกัน ก็ให้ถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละฝ่ายที่จะต้องศึกษาและตีความเพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตร่วมกันต่อไป

          4.การแสวงหา (requisitivity) คือปัญญาของมนุษย์มีศักยภาพที่จะคิดและเข้าใจถึงโลกหน้าด้วย จึงไม่ควรละเลยเพราะเพิ่มคุณภาพความสุขแก่ผู้แสวงหาอย่างถูกต้อง

            ดังนั้นเงื่อนไขการดูแลความสุขของตนเองและผู้อื่นก็คือการแสวงหาความสุขบนความสุขของตนเองและผู้อื่นด้วยสัญชาตญาณปัญญาโดยแสดงออกด้วยการสร้างสรรค์(Creativity) ปรับตัว(Adaptivity) ร่วมมือ (Collaborativity)และแสวงหา (Requisitivity)

          การแสวงหาความสุขบนความสุขของตนเองและผู้อื่นด้วยการสร้างสรรค์ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา ทำให้เรารู้ว่าได้ใช้วิจารณญาณด้วยความถูกต้องชอบธรรมและเป็นไปเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตจริงหรือไม่เพราะวิจารณญาณที่ถูกต้องชอบธรรมจะต้องเกิดการ “สร้างสรรค์” คือเป็นความคิดเชิงบวกหรือเป็นความดี ดีทั้งส่วนเหตุ (เจตนาดี) ดีทั้งส่วนผล(เกิดคุณประโยชน์และความสุข) แก่ตนเองและผู้อื่น หากเห็นว่าความคิด การใช้ภาษาและการกระทำใด ๆ ส่งผลกระทบในทางลบ ก่อให้เกิดโทษทุกข์ต่อตนเองและสังคมก็จะมีการ“ปรับตัว” เพื่อสร้างคุณค่าให้เกิดขึ้น และประสานความ “ร่วมมือ”เพื่อแบ่งปันคุณค่าเหล่านั้นสู่สังคมและเมื่อพบว่ามีสิ่งใดที่ขาดหายหรือต้องการพัฒนาต่อไปก็จะ “แสวงหา” สิ่งเหล่านั้นมาเพิ่มเติมและพัฒนาซึ่งจะนำไปสู่กระบวนการสร้างสรรค์ต่อไปเรื่อย ๆ อย่างไม่รู้จบ

            สาเหตุที่ต้องสร้างสรรค์ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหาอย่างไม่รู้จบ ก็เพราะปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ยึดมั่นถือมั่นว่ามีความรู้ที่ตายตัวสิ้นสุด หรือสมบูรณ์แบบ มันอาจจะมีอยู่จริง แต่ปัญญาของคน ๆเดียวไม่สามารถเข้าถึงความจริงทั้งหมดได้ตรงกับความเป็นจริงได้แม้จะเรียนจบในระดับสูงสุด ผ่านกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์มามากสักเพียงใดก็ต้องสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหาหรือศึกษาพัฒนาตนต่อไปตลอดชีวิตทั้งด้านความรู้และคุณธรรมดังพระราชดำรัสที่ทรงตรัสไว้มากมาย อาทิเช่น

            “การศึกษาเล่าเรียนเป็นเรื่องไม่มีสิ้นสุดผู้ปรารถนาความเจริญในการประกอบกิจการงานจะต้องหมั่นเอาใจใส่แสวงหาความรู้ให้เพิ่มพูนอยู่เสมอมิฉะนั้นจะกลายเป็นผู้ที่ล้าสมัยหย่อนสมรรถภาพไป” (23 กุมภาพันธ์ 2504)

            “การศึกษานั้นเป็นเรื่องของทุกคนและไม่ใช่ว่าเฉพาะในระยะหนึ่งเป็นหน้าที่โดยตรงในระยะเดียวไม่ใช่อย่างนั้นตั้งแต่เกิดก็ต้องศึกษา เติบโตขึ้นมาก็ต้องศึกษาจนกระทั่งถึงขั้นที่เรียกว่าอุดมศึกษา อย่างที่ท่านทั้งหลายกำลังศึกษาอยู่หมายความว่าการศึกษาที่ครบถ้วน ที่อุดมที่บริบูรณ์แต่ต่อไปเมื่อออกไปทำหน้าที่การงานก็ต้องศึกษาต่อไปเหมือนกันมิฉะนั้นคนเราก็อยู่ไม่ได้ แม้จบปริญญาเอกแล้วก็ต้องศึกษาต่อไปตลอด หมายความว่าการศึกษาไม่มีสิ้นสุด” (20 เมษายน 2521)

            “นอกจากวิชาความรู้ที่จะต้องฝึกฝนในสิ่งที่ตัวจะต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับสังคมสอดคล้องกับสมัย และสอดคล้องกับศีลธรรมที่ดีงามถ้าได้ทั้งวิชาการทั้งความรู้รอบตัวและความรู้ในชีวิต ก็จะทำให้เป็นคนที่ครบคน”(15 มีนาคม 2515)

            จากพระราชดำรัสข้างต้นจะเห็นได้ว่านอกจากทุกคนจะต้องศึกษา ขวนขวายหาความรู้ตลอดชีวิตแล้วยังต้องแสวงหาความรู้ทางธรรมอีกด้วย การสร้างสรรค์จึงจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงความรู้ทางวิชาการ (scientific knowledge) หรือการศึกษาวิชาการ (Academic Learning)แม้จะทำให้เกิดความฉลาด (cleverness) แต่หากปราศจากการอบรมบ่มนิสัย(Spiritual Development) ให้ละอายชั่วกลัวบาป เป็นต้น ความฉลาดนั้นก็อาจกลายเป็นความฉลาดแกมโกง (smartness/villain)ซึ่งสอดคล้องกับข้อวินิจฉัยของแอร์เริสทาทเทิลที่ว่า “ปัญญาปฏิบัติมิใช่เพียงความฉลาดหากทว่ามันมิอาจดำรงอยู่โดยปราศจากความฉลาด” (1144a29)แต่ถ้าสิ่งที่ตั้งเป้าไว้เป็นสิ่งที่เลวร้ายความฉลาดนั้นจะกลายเป็นเพียงความฉลาดแกมโกง (1144a24-7)ดังนั้น ความรู้ทั้ง 2 ประเภทตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ศึกษาแต่ละคนจะต้องปลูกฝังให้เกิดขึ้นและพัฒนาให้สูงขึ้นควบคู่กันไปจึงจะเรียกได้ว่าเป็นปัญญาชนได้อย่างแท้จริง

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง



ความเห็น (1)

ขอบคุณมากนะคะได้รับความรู้ที่ทำให้อิ่มใจค่ะ