สงครามโลกครั้งที่ 2 [ World War II ] ค.ศ. 1939 – 1945

สงครามโลกครั้งที่ 2 [ World War II ]  ค.ศ. 1939 – 1945

สาเหตุของสงคราม

         1.สนธิสัญญาสันติภาพที่ไม่เป็นธรรม ในสภาพที่ตนต้องถูกผูกมัดด้วยสัญญา

        2.ลัทธิชาตินิยม ความไม่ยุติธรรมของสนธิสัญญาแวร์ซาย ทำให้ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้นำเยอรมนี หันไปใช้

ลัทธินาซี เพื่อสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ นอกจากนี้ยังเกิดทฤษฎีชาตินิยมในเยอรมนีว่าด้วยความเหนือกว่าในทางเผ่าพันธุ์ ที่ทำให้ฮิตเลอร์

ใช้นโยบายกวาดล้างชาวยิวในดินแดนยึดครองต่าง ๆ

        3.ความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมือง   ระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบเผด็จการ ปัญหาทางการเมือง และเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้หลายประเทศหันไปใช้ระบอบเผด็จการเพื่อแก้ปัญหาภายใน เช่น เยอรมนีและอิตาลี  นำไปสู่การแบ่งกลุ่มประเทศ

             ฝ่ายอักษะ       (AXIS)               ประกอบด้วยประเทศ  เยอรมัน อิตาลี ญี่ปุ่น

           ฝ่ายพันธมิตร    (ALLIES)          ประกอบด้วยประเทศ   อังกฤษ ฝรั่งเศส    สหรัฐอเมริกา

         4.ความอ่อนแอขององค์การสันนิบาตชาติ เนื่องจากไม่มีกองทัพขององค์การ ทำให้ขาดอำนาจในการปฏิบัติการและการที่อเมริกาไม่ได้เป็นสมาชิกจึงทำให้องค์การสันนิบาตชาติเป็นเครื่องมือของประเทศที่ชนะใช้ลงโทษประเทศที่แพ้สงคราม

ชนวนที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2

            ญี่ปุ่นต้องการสร้างวงศ์ไพบูลย์ร่วมกันแห่งมหาเอเชียบูรพา เพื่อเป็นผู้นำในเอเชีย และเข้ายึดครองแมนจูเรียของจีน ใน ปี ค.ศ. 1931

            เยอรมันผนวกดินแดนออสเตรีย ซูเดเทนและเชโกสโลวะเกียในปี ค.ศ. 1939

              เบนีโต มุสโสลีนี (BenitoMussolini) ผู้นำอิตาลีหันไปใช้ลัทธิฟาสซิสต์ และเข้ายึดครองเอธิโอเปีย ใน ปี ค.ศ. 1939

            ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ.1939  กองทัพเยอรมนีบุกโปแลนด์แบบสายฟ้าแลบ (Blitzkrieg) เนื่องจากโปแลนด์ปฏิเสธที่จะยกเมืองท่าดานซิกและฉนวนโปแลนด์ให้เยอรมนี

           อังกฤษและฝรั่งเศสซึ่งทำสัญญาค้ำประกันเอกราชของโปแลนด์ได้ยื่นคำขาดให้เยอรมนีถอนทหารออกจากโปแลนด์ฮิตเลอร์ปฏิเสธ

ดังนั้น ในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1939 อังกฤษและฝรั่งเศสจึงประกาศสงครามกับเยอรมนี

เหตุการณ์ของสงครามโลกครั้งที่ 2

            เยอรมนีโจมตีโปแลนด์  ในวันที่ 1 กันยายน 1939

            อังกฤษและฝรั่งเศสประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 3 กันยายน 1939

             เยอรมนีใช้ยุทธวิธีแบบสายฟ้าแลบได้ชัยชนะอย่างรวดเร็ว สามารถเข้ายึดครองดินแดนโปแลนด์ เนเธอร์แลนด์ เบลเยี่ยม เดนมาร์ก และฝรั่งเศส

              เยอรมนีทำสงครามทางอากาศกับอังกฤษ ซึ่งถือเป็นสงครามทางอากาศที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

     สงครามในระยะแรกสัมพันธมิตรแพ้ทุกสนามรบ

ในเอเชีย

            ญี่ปุ่นบุกแมนจูเรีย(จีน)ในปี ค.ศ.1931 เสนอแผนการที่จะสถาปนา “วงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา” เพื่อผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจและด้านอื่นๆ ของชาวเอเซีย

            ญี่ปุ่นเปิดสงครามในตะวันออกเฉียงใต้หรือเรียกว่า “สงครามมหาเอเชียบูรพา”

            เมื่อเริ่มสงคราม สหรัฐอเมริกาวางตัวเป็นกลาง แต่เมื่อญี่ปุ่นโจมตีอ่าวเพิร์ลฮาเบอร์ซึ่งเป็นฐานทัพของสหรัฐอเมริกา ในมหาสมุทรแปซิฟิก        เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 สหรัฐอเมริกาจึงเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ร่วมกับฝ่ายพันธมิตรทำให้ฝ่ายพันธมิตรมีชัยชนะ เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 1945

            ในระยะแรกของสงครามฝ่ายอักษะได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัด   แต่หลังจากวัน D-Day (Decision – Day  6 มิถุนายน ค.ศ. 1944 )  ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทำการยกพลขึ้นบกที่มอร์มังดี (Nomandy) ประเทศฝรั่งเศสด้วยกำลังพลนับล้านคน เครื่องบินรบ 11,000 เครื่อง เรือรบ 4,000 ลำ

             การรบในแปซิฟิก ญี่ปุ่นเป็นคู่สงครามกับสหรัฐอเมริกา สงครามก็ยุติลงอย่างเป็นรูปธรรมด้วยชัยชนะของฝ่าย  โดยที่ฝ่ายสัมพันธมิตรทำการทิ้ง ระเบิดปรมาณูลูกแรก  ชื่อลิตเติลบอย ที่เมืองฮิโรชิมา    เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 และลูกที่ 2 ชื่อแฟตแมน ที่เมืองนางาซากิ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945  ในวันที่ 14 สิงหาคม 1945 ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้

              ญี่ปุ่นเซ็นต์สัญญาสงบศึกกับสหรัฐอเมริกาบนเรือรบมิสซูรี ในวันที่ 14 สิงหาคม 1945

สงครามเริ่ม เมื่อ ค.ศ. 1939 สิ้นสุดเมื่อ ค.ศ. 1945 ( 6 ปี )

            เยอรมันยอมแพ้ เมื่อ 7 พฤษภาคม ค.ศ. 1945 )

            ญี่ปุ่นยอมแพ้ เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1945

1.ด้านสังคม

            มีผู้เสียชีวิตจากสงครามครั้งนี้ ประมาณ 40 ล้านคน

           ประเทศรัสเซีย ประมาณ 20 ล้านคน

           ประเทศเยอรมัน ประมาณ 3 ล้านคน

           ประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 1.3 ล้านคน

           ประเทศอังกฤษ อิตาลี โปแลนด์ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ประมาณประเทศละ 3-6 แสนคน

           การได้รับบาดเจ็บ ทุพพลภาพ การเกิดปัญหาทางจิต โรคระบาด การขาดสารอาหาร สูญหาย

2. ด้านการเมือง    

ประเทศที่แพ้สงคราม

1. ต้องสูญเสียเกียรติภูมิ 

2. ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม 

3. ต้องเสียดินแดน

4. ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของสนธิสัญญา

 ประเทศที่เป็นผู้แพ้สงคราม

            อิตาลี ต้องเสียดินแดนที่ได้ในช่วงสงคราม ได้แก่บางส่วนของยูโกสลาเวีย แอลเบเนีย กรีซ และต้องจ่ายค่าปฎิมากรรมสงคราม   จำนวน 360 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            ฟินแลนด์ ต้องเสียดินแดนบางส่วนให้รัสเซียและต้องจ่ายค่าปฎิมากรรมสงคราม จำนวน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา

            ฮังการี   ต้องเสียดินแดนบางส่วนให้ เชโกสโลวะเกีย โรมาเนีย บัลแกเรีย รัสเซีย

            บัลแกเรีย ต้องจ่ายค่าปฎิมากรรมสงครามให้แก่ ฟินแลนด์ ฮังการี โรมาเนีย  ประเทศละ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            โรมาเนีย ต้องเสียดินแดนให้ บัลแกเรีย รัสเซีย ต้องจ่ายค่าประติมากรรมสงคราม 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

            ออสเตรีย ต้องถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน และให้ออสเตรียได้รับเอกราชใน ปี ค.ศ. 1955

            ญี่ปุ่น ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของประเทศสหรัฐอเมริกาโดยห้ามมีกำลังทหาร และนโยบายการเมืองระหว่างประเทศต้องได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐอเมริกา

เยอรมัน

1. ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยอยู่ในการดูแลของรัสเซีย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส

2. นครเบอร์ลิน เมืองหลวงเก่าถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วน

3. ห้ามผลิตอาวุธสงคราม

4. การผลิตโลหะเคมี และเครื่องจักรต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของมหาอำนาจ 4 ชาติ

5. ระบบการเงิน เช่น เงินตรา หุ้น ให้ทำอย่างเปิดเผย

6. ผลผลิตทางการเกษตร และอุตสาหกรรมต้องนำไปใช้ทางด้านสันติเท่านั้น

7. สินค้าเข้า - สินค้าออกต้องได้รับการตรวจสอบจากพันธมิตร

8. การวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์ต้องอยู่ในการควบคุมของพันธมิตร

9. ระบบนาซีทุกรูปแบบต้องถูกยกเลิกทั้งหมด

10. อาชญากรสงครามต้องได้รับการพิจารณาโทษ

3. ด้านเศรษฐกิจ

            3.1 งบประมาณในการทำสงคราม             

            3.2 ความเสียของทรัพย์สิน สิ่งก่อสร้าง

            3.3 ปัญหาการว่างงานหลังสงคราม                       

            3.4 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำภายหลังสงครามโลก

โลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

            1.มีการจัดตั้งองค์การสหประชาชาติ(UN : United Nations)เพื่อดำเนินงานแทนองค์การสันนิบาตชาติ ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อรักษาสันติภาพของโลกและให้กลุ่มสมาชิกร่วมมือช่วย เหลือกัน และสนับสนุนสันติภาพของโลก รวมทั้งการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ซึ่งนับว่ามีความเข้มแข็งกว่าเดิม เพราะสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้งและมีกองทหารของสหประชาชาติ

           2.ทำให้เกิดสงครามเย็น(Cold War)ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้น ประเทศสหภาพโซเวียต(USSR) ปกครองโดยสมัยสตาร์ลินมีนโยบายขยายลัทธิคอมมิวนิสต์ไปสู่ ยุโรปตะวันออก และเยอรมนีตะวันออก ซึ่งมีทหารรัสเซียเข้าปลดปล่อยดินแดนเหล่านี้จากอำนาจฮิตเลอร์ในสงครามโลก ครั้งที่สอง ขณะที่สหรัฐต้องการสกัดกั้นการขยายตัวดังกล่าว และเผยแผ่การปกครองแบบเสรีประชาธิปไตยในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะดินแดนอาณานิคมที่ประกาศเอกราช เป็นประเทศใหม่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง จนเกิดสภาวการณ์ที่เรียกว่า สงครามเย็น( Cold War )

             3.ฝ่ายสัมพันธมิตรชนะ มีการนำอาวุธที่ทันสมัยและระเบิดปรมาณูมาใช้ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากกว่าสงครามโลกครั้งที่ 1

            4.การเกิดประเทศเอกราชใหม่ๆ (ประเทศที่เคยตกเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกต่างประกาศเอกราชของตนเอง ทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย และ แอฟริกา และบางประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน เช่น เยอรมนี เกาหลี เวียดนาม

            5.สภาพเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก

            6.ความสูญเสียทางด้านสังคมและทางจิตวิทยา

            7.เกิดมหาอำนาจของโลกใหม่ คือ สหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียต

            8. เกิดการแบ่งขั้วอย่างชัดเจนของสองมหาอำนาจจนนำไปสู่เกิดสงครามเย็นและการแบ่ง กลุ่มประเทศระหว่างโลกเสรีประชาธิปไตยกับโลกคอมมิวนิสต์ สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงด้วยความพ่ายแพ้ของฝ่ายอุดมการณ์ฟาสซิสต์ทั้งในยุโรปและเอเซีย และได้เกิดอุดมการณ์ใหม่ขึ้นเมื่อมีการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐ อเมริกาและสหภาพโซเวียต

            โลกถูกแบ่งแยกออกเป็นสองค่าย กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำค่ายประชาธิปไตย ส่วนสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำค่ายคอมมิวนิสต์ ต่างฝ่ายต่างพยายามนำเสนอระบบการเมืองที่ตนยึดมั่น เพื่อให้ประเทศอื่นๆรับไปใช้เป็นแม่แบบการปกครอง และพยายามแข่งขันกันเผยแพร่อุดมการณ์ทางลัทธิการเมืองของตนในกลุ่มประเทศที่ เกิดใหม่หลังสงคราม เงื่อนไขนี้เองจึงก่อให้เกิดการแข่งขัน ขัดแย้งทางอุดมการณ์การเมืองการปกครอง และค่อย ๆ ลุกลาม รุนแรงจนอยู่ในสภาพที่เรียกว่า “สงครามเย็น” (Cold War)             

             9. เกิดปัญหาเกี่ยวกับประเทศที่แพ้สงคราม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดปัญหาขึ้นในกลุ่มประเทศที่แพ้สงคราม เช่น เยอรมนีถูกแบ่งแยกออกเป็นเยอรมนีตะวันตกให้อยู่ในอารักขาของสัมพันธมิตร ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส ฝ่ายหนึ่ง และเยอรมนีตะวันออกให้อยู่ในความอารักขาของสหภาพโซเวียต จนกระทั่ง ค.ศ. 1949

            ฝ่ายสหรัฐอเมริกาได้จัดให้มีการเลือกตั้งเสรีขึ้นในเยอรมนีตะวันตกและตั้งเป็นสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

            ส่วนสหภาพโซเวียตก็ได้จัดตั้งรัฐสภาประชาชนขึ้นในเยอรมนีตะวันออกและปกครอง ด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ จัดตั้งเป็นสาธารณะรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน

            ทำให้เยอรมนีถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเทศ ซึ่งปัจจุบันได้ตกลงมารวมกันเป็นประเทศเยอรมนีนับแต่ปี 1990 เป็นต้นมา

            นอกจากนี้ญี่ปุ่นที่ถูกยึดครองโดยฝ่ายสัมพันธมิตร ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้มีอำนาจเต็มแต่เพียงผู้เดียวในการวางนโยบายครอง ญี่ปุ่น แต่ยังคงให้ญี่ปุ่นมีรัฐบาลและมีจักรพรรดิเป็นประมุขของประเทศ

            สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนอุดมการณ์ของคนญี่ปุ่นให้หันมายอม รับฟังระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและสันติภาพ ในช่วงที่เกิดสงครามเกาหลี      

            สหรัฐอเมริกาได้เข้าไปช่วยฟื้นฟูพัฒนาเศรษฐกิจ ญี่ปุ่น และช่วยเหลือให้ญี่ปุ่นเปลี่ยนเป็นประเทศอุตสาหกรรม จนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกในปัจจุบัน            

            - ตามข้อตกลงปอตสดัม ทำให้เยอรมันถูกแบ่งออกเป็น 4 เขต และถูกยึดครองจากกลุ่มประเทศที่แบ่งเป็น 2 ฝ่าย คือ สหรัฐฯ อังกฤษ และฝรั่งเศส ฝ่ายหนึ่ง และสหภาพโซเวียต อีกฝ่ายหนึ่ง           

          - ความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ของสหภาพโซเวียตกับสหรัฐฯ ส่งผลให้เยอรมันถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ เยอรมันตะวันตก และเยอรมันตะวันออก

           10.สหรัฐฯได้เข้าปกครองญี่ปุ่นเป็นเวลานานถึง 6 ปี โดยเข้าร่วมฝ่ายพันธมิตรหลังจากการโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์ เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ในแถลงการณ์ของสหประชาชาติ เมื่อ 1 มกราคม ค.ศ. 1942 มีประเทศต่างๆ เข้าร่วมฝ่ายพันธมิตรอย่างเป็นทางการจำนวน 26 ประเทศ (แถลงการณ์นี้เป็นพื้นฐานของการก่อตั้งสหประชาชาติในภายหลัง)

            11.ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมได้รับเอกราช บรรดาดินแดนที่เคยเป็นอาณานิคมของชาติมหาอำนาจตะวันตกและญี่ปุ่นต่างก็ทยอย กันได้รับเอกราชและแสวงหาลัทธิการเมืองของตนเอง ทั้งในเอเชีย และ แอฟริกา เช่น ยุโรปตะวันออกอยู่ในค่ายคอมมิวนิสต์ ยุโรปตะวันตกเป็นกลุ่มประชาธิปไตย ส่วนในเอเชียนั้นจีนและเวียดนามอยู่ในค่ายคอมมิวนิสต์ แต่การได้รับเอกราชของชาติต่าง ๆ ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมาย เช่น

            เกาหลีภายหลังได้รับเอกราชภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกแบ่งเป็นเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ และได้ทำสงครามระหว่างกัน ค.ศ. 1950 – 1953   โดยเกาหลีเหนือซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียตและจีนคอมมิวนิสต์ เป็นผู้รุกรานเกาหลีใต้ องค์การสหประชาชาติได้ส่งทหารสัมพันธมิตรที่นำโดยสหรัฐอเมริกาเข้าปกป้อง เกาหลีใต้ไว้ได้ จนต่อมาได้มีการลงนามในสัญญาสงบศึกที่หมู่บ้านปันมุนจอมในเขตเกาหลีเหนือ 

             เวียดนามต้องทำสงครามเพื่อกู้อิสรภาพของตนจากฝรั่งเศส และถึงแม้จะชนะฝรั่งเศสในการรบที่เดียนเบียนฟูใน ค.ศ. 1954 แต่เวียดนามก็ถูกแบ่งออกเป็นเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ ทั้งสองประเทศได้ต่อสู้กันเพราะความขัดแย้งในอุดมการณ์ที่แตกต่างกันระหว่าง คอมมิวนิสต์กับเสรีประชาธิปไตย

            ในที่สุดเมื่อสหรัฐอเมริกาผู้สนับสนุนเวียดนามใต้ยุติการให้ความช่วยเหลือ และถอนทหารกลับประเทศ

            เวียดนามก็รวมประเทศได้สำเร็จใน ค.ศ. 1975 ในเวลาเดียวกันลาวและกัมพูชาซึ่งปกครองโดยรัฐบาลคอมมิวนิสต์ก็ตกอยู่ภายใต้ อิทธิพลทางการเมืองของเวียดนาม แต่สามารถจัดตั้งรัฐบาลของตนเองได้ในเวลาต่อมา

 


ศพชาวยิวที่โดนสังหารโดยทหารเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณ 6,000,0000 คน


ผลของการทิ้งระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา    เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 1945 และลูกที่ 2  ที่เมืองนางาซากิ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1945  

             อดอล์ฟ ฮิตเลอร์                              ฮิเดกิ โตโจ                                      เบนิโต มัสโสลินี

              ผู้นำเยอรมัน                                   ผู้นำญี่ปุ่น                                               ผู้นำอิตาลี


เซอร์วินสตัน เชอร์ชิล                            พลเอก ชาร์ลส์ เดอ โกลล์                 โจเซฟ สลาติน

ผู้นำอังกฤษ                                           ผู้นำฝรั่งเศส                                         ผู้นำรัสเซีย


       แฟรงกลิน เดลาโน โรสเวลต์                                                          แฮร์รี เอส. ทรูแมน

                                              ประธานธิบดีสหรัฐอเมริกาช่วงสงครามครั้งที่ 2


              ดไวต์ เดวิด ไอก์ ไอเซนฮาวร์                                      General Doughas MacArthur


     จอมพลเบอร์นาร์ด ลอว์ มอนต์โกเมอรี                         จอร์จ เอส. แพตตัน


                   ไฮนซ์ กูเดเรียน                                                           จอมพลเออร์วิน รอมเมล

               นายพลทาดามิจิ คูริบายา                                      พลเรือเอก อิโซโรกุ ยามาโมโต้  

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ประวัติศาสตร์ของความขัดแย้ง



ความเห็น (0)