สมองล้าจากการใช้ EF

ในการทำงานแตกต่างกัน ใช้พลัง EF ไม่เท่ากัน

สมองล้าจากการใช้ EF

วารสาร Science ฉบับวันที่ ๑๖ มิถุนายน ๒๕๖๐   ในคอลัมน์ Editor’s Choice  หัวข้อ Psychology   เรื่อง Thinking about others believe is hard work    แนะนำรายงานผลการวิจัยเรื่อง EF   ว่าหลังจากทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลัง EF มากๆ    แล้วไปทำอีกกิจกรรมหนึ่ง ที่ต้องใช้พลัง EF อีก จะทำกิจกรรมหลังได้ไม่ค่อยดี    อ่านได้ ที่นี่

ผมค้นต่อ พบรายงานผลการวิจัยที่เขาอ้างถึง เรื่อง  Executive function depletion in children and its impact on theory of mind   เป็นผลงานจาก Department of Brain and Cognitive Sciences, MIT  และ Department of Psychology, Harvard University

ทำให้ผมต้องค้นต่ออีก เพื่อทำความเข้าใจ theory of the mind (ToM)   และตีความว่าหมายถึงความสามารถในการ เอาใจเขามาใส่ใจเรา หรือความเห็นอกเห็นใจคนอื่นนั่นเอง  

รายงานวิจัยนี้ทำในเด็กอายุ ๔ - ๕ ขวบ 

คำขึ้นต้นบทคัดย่อประโยคแรกว่า “The current studies provide an experimental, rather than correlational, method for testing hypotheses about the role of executive function (EF) in conceptual development.”    คือเหตุผลที่วารสาร Science แนะนำรายงานผลการวิจัยนี้    คือเป็นรายงานวิธีการศึกษา EF   ศึกษาว่า EF มีผลต่อการพัฒนาความสามารถ ในการสร้างความรู้เชิงหลักการ (concept) บรรจุลงสมองตนเอง อย่างไร

ใน Introduction ของรายงาน    เขาบอกว่า มีหลักฐานว่า EF มีบทบาทต่อทั้งการสร้างความรู้ใส่ตน (การเรียนรู้)   และการนำความรู้นั้นไปใช้งาน

ความเข้าใจเรื่อง EF มีหลายแนว    แนวที่พิสูจน์แล้วว่าผิด คือคิดว่า EF เมื่อเกิดขึ้น หรือพัฒนาขึ้นแล้ว เป็นสิ่งที่มั่นคงตายตัว    มีการทดลองในผู้ใหญ่ พิสูจน์แน่นอนว่า หากมีการใช้ EF อย่างเข้มข้นในช่วงเวลาหนึ่ง    สมองจะล้า EF จะอ่อนแอลง เรียกว่ามี EF depletion    ซึ่งจะค่อยๆ ฟื้นเป็นปกติหลังพัก 

ความเข้าใจเรื่อง EF อีกประเด็นหนึ่งคือ ในการทำงานแตกต่างกัน ใช้พลัง EF ไม่เท่ากัน    นี่คือความจริง ที่พิสูจน์แล้ว    และการวิจัยนี้ต้องการหาคำตอบว่าในการทำกิจกรรมที่ต้องทายใจคนอื่น (TOM) เด็กก่อนวัยเรียนต้องใช้ EF หรือไม่ 

วิธีการวิจัยในรายงานนี้ ซับซ้อนมาก  มีถึง ๔ การทดลอง    เพื่อเปรียบเทียบเด็กสองกลุ่ม    คือกลุ่มที่ทำให้ EF ล้า    กับกลุ่มที่ทำกิจกรรมในเวลาเท่าๆ กันแต่ทำให้เพลิดเพลิน    พบว่าเด็กกลุ่ม EF ล้าทำกิจกรรมที่ต้องใช้ EF ได้ไม่ดี       

เขาอภิปรายว่า ผลการทดลองที่ ๑ และที่ ๓ บอกว่า EF มีการพร่องชั่วคราวได้ในเด็กก่อนวัยเรียน    นี่เป็นครั้งแรกที่มีการทดลองพิสูจน์ข้อสรุปนี้    โดยที่ก่อนหน้านี้รู้ว่าการพร่อง EF ชั่วคราวเกิดในผู้ใหญ่ หลังจากทำกิจกรรมที่ต้องเพ่งใช้ EF มากๆ   

นอกจากนั้น การทดลองที่ 3a  และ 3b บอกว่าการพร่อง EF เกิดในเด็ก ๕ ขวบ ชัดกว่าในเด็ก ๔ ขวบ   

เขาอ้างผลการวิจัยอื่นว่า เด็กจีนมีพัฒนาการของ EF ก้าวหน้ากว่าเด็กอเมริกัน ๖ เดือนเต็มๆ    แต่การทดสอบ ToM (Theory of the Mind) ของเด็กสองกลุ่มนี้เท่ากัน    แสดงว่าความเห็นอกเห็นใจหรือเข้าใจคนอื่นไม่ได้ขึ้นกับ EF เท่านั้น ยังมีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องด้วย  

เขาสรุปว่า สภาพสมองที่มี EF แข็งแรง สัมพันธ์กับผลการเรียนรู้ที่ดี    ผลการทดลองสรุปได้เพียงว่ามัน สัมพันธ์กัน    ยังสรุปความเป็นเหตุเป็นผลกันไม่ได้   

ผมสรุปกับตัวเองว่า เรื่องความเข้าใจเห็นอกเห็นใจคนอื่น สูงตอนจิตใจปลอดโปร่งนั้นพวกพี่น้องเจ็ดคนของผมรู้ดี มาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก   หากจะขออะไรพ่อแม่ เราก็จะเลือกเอ่ยตอนที่พ่อแม่กำลังสบายใจ 

ผมส่งบทความไปให้ นพ. ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์อ่านด้วย    ท่านอ่านแล้วตีความได้ลึกกว่าความเข้าใจ ของผมมาก    ดังต่อไปนี้

เราเคยมีคำว่า ego depletion ใช้ในความหมายที่ว่า self หายไป/หมด/ไม่เหลือ

ใช้อธิบายอาการทางคลินิกของผู้ป่วย frontal lobe syndrome

พบบ่อยคือเด็กมัธยมที่ได้รับอุบัติเหตุมอเตอร์ไซค์ที่สมองส่วนหน้า

เด็กกลุ่มนี้เรียนต่อไม่ได้ หยุดเรียน ขาดความมุ่งมั่น

ในทางจิตวิทยาเราอธิบายว่าที่หายไปคือ self หรือ ego

 

ปัจจัยที่ทำให้ ego ของคนเราไม่หายไปคือ self-regulation แต่ self

ไม่สามารถ regulate ตัวเองได้  ประโยคนี้จึงไม่ valid ตั้งแต่แรก  self

สามารถ regulate thought, emotion และ behavior ได้

แต่จะกำกับตัวเองนั้นไม่ได้ จึงนำมาสู่คำศัพท์ใหม่คือ executive function

 

ตอนเช้าๆ  คนเรามี EF ดีกันทุกคน  แต่บ่ายๆหลายคนจะเริ่มรวน คำถามคืออะไรรวน?

 

EF Depletion ภาวะที่ EF หมดลง

 

ก่อนที่จะมีคำศัพท์ว่า EF หรือ EF Depletion ซึ่งเป็นคำศัพท์ที่สร้างปัญหา เพราะไม่รู้แปลว่าอะไรที่หมดลง

 

เรามีคำศัพท์ว่า ego depletion ภาวะที่อีโกหมดลง หมายถึงภาวะที่ไม่มีตัวตนหรือ self

 

คำว่าตัวตนหรือ self เป็นคำสมมติ มิได้มีอยู่จริง ตัวตนเกิดขึ้นเมื่อคนเราปะทะผู้อื่น หากคนเราอยู่นิ่ง ตัวตนจะหมดลงหรือหายไป 

 

เหมือนอิเล็คตรอน ไม่วิ่งก็จะไม่มี

 

ตัวตนจึงไม่สามารถควบคุมตัวตน เพราะมันไม่เคยมี ตัวเองจึงไม่สามารถควบคุมตัวเอง คำว่า self control ที่แปลว่าควบคุมตนเองจึงไม่ valid ที่ถูกต้องคือเราควรพูดให้ชัดว่าอะไรกำลังควบคุมอะไร

 

คำที่ถูกต้องกว่าคืออีโก เป็นประธานของประโยค จะคอยควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย คือนิยามของ EF

 

แต่ EF เป็นวิทยาศาสตร์ มิใช่จิตวิเคราะห์ 

 

งานวิจัยและทดลองกับเด็กเล็กชิ้นนี้จะลงรายละเอียดในส่วนประกอบของ EF  เพื่อแสดงให้เห็นว่าแต่ละส่วนประกอบของ EF สอดคล้องกับ self psychology หรือ cognitive development ของเพียเจต์ อย่างไร

 

และที่ว่า EF หมดลงในเด็กๆ อะไรที่หมด?

 

มีงานทดลองที่น่าสนใจมาก แสดงให้เห็นว่า EF มีปริมาณ เหมือนกับ Ego ที่มีปริมาณ    เราวัดปริมาณของอีโก้ไม่ได้ รู้แต่ว่ามี และหมดได้ด้วย แต่งานวิจัยนี้จะพยายามวัดปริมาณของ EF ให้ดู

นักวิจัยแบ่งเด็ก 5 ขวบเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งถูกทำให้ EF ลดลงด้วยกรรมวิธี delayed gratification (คือประวิงเวลาที่จะมีความสุข ซึ่งเป็นองค์ประกอบย่อยของ EF)

กลุ่มที่สองมี EF เต็มเปี่ยม

นักวิจัยให้เด็กทั้งสองกลุ่มดูป้ายลูกศรขึ้น แล้วต้องพูดว่า "ลง" ดูภาพลูกศรลง แล้วต้องพูดว่า "ขึ้น" ให้ดูรูปทรงสามเหลี่ยม ต้องพูดว่า "วงกลม" ให้ดูรูปวงกลม ต้องพูดว่า "สามเหลี่ยม"

เด็กจะทำได้ตามคำสั่งนี้ต้องมี inhibitory control ดีมาก (คือความสามารถที่จะยับยั้งชุดความคิดเก่า ซึ่งเป็นองค์ประกอบย่อยของ EF)

ผลการทดลองพบว่าเด็กที่ EF เต็มเปี่ยม จะทำตามคำสั่งได้ดีกว่า

เป็นงานวิจัยที่ออกแบบไว้ละเอียดและมีระเบียบวิจัยทางสถิติอย่างละเอียด” 


 และต่อมาวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐ ท่านส่งข้อเขียนตีความรายงานวิจัยตอนต่อไปดังนี้

EF ภาค2ตอน9

ภาวะพร่อง EF (EF Depletion) ต่อ

หลายสัปดาห์ก่อน ได้เล่าการทดลองที่ 1 และ 2 ให้ฟัง วันนี้จะเป็นการทดลองที่ 3a และ 3b

เนื่องจากทิ้งช่วงนานมาก จะทบทวนเล็กน้อย

ก่อนจะมีคำศัพท์ว่า EF เรามีคำศัพท์ที่ใช้เรียก "จิตใจ" ว่า ego

และเรามีคำศัพท์ว่า ego depletion ด้วย คือภาวะพร่องอีโก้ ใช้กับคนที่ว่างเปล่า กลวงโบ๋ หมดแล้วซึ่งทุกสิ่ง จะแปลว่า "หมดใจ" ก็พอจะได้

วันนี้เรามีคำศัพท์ใหม่ว่า EF ซึ่งเป็นคำเรียกความสามารถของสมองและจิตใจ เริ่มมีแบบประเมินและแบบวัดแล้วด้วย (ซึ่งอาจจะเป็นดาบสองคมเหมือนแบบวัดไอคิว ผู้มีอำนาจได้ไปเมื่อไรมันจะน่ากลัวมาก

คำถามคือ EF หมดได้หรือไม่

การทดลองที่ 1 ทำกับเด็ก 5 ขวบ กลุ่มแรกจัดให้มีกระบวนการเผาผลาญ EF อย่างเร็ว กลุ่มสองเป็นกลุ่มควบคุม พบว่ากลุ่มสองมีความสามารถในการควบคุมตนเอง (self control) ดีกว่า

การทดลองที่ 2 ทำกับเด็ก 5 ขวบ แบ่ง 2 กลุ่มแบบเดียวกัน พบว่ากลุ่มสองมีความสามารถในการลดระดับการเห็นตัวเองเป็นศูนย์กลาง (self -centered) ดีกว่า นั่นคือพัฒนาการดีกว่า

วันนี้มาถึงการทดลองที่ 3 ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุดแรกทำกับเด็ก 5 ขวบ ชุดสองทำกับเด็ก 4 ขวบ ด้วยหลักการคล้ายกันแต่เปลี่ยนกรรมวิธีเผาผลาญ EF ในเด็กกลุ่มแรก

ผลลัพธ์ที่ได้น่ามหัศจรรย์มาก นักวิจัยสามารถสาธิตความพร่อง EF ในเด็ก 5 ขวบ แต่ไม่พบความพร่อง EF ในเด็ก 4 ขวบ! กล่าวคือสำหรับเด็ก 4 ขวบ EF ในเด็กกลุ่ม 1 และ 2 ไม่ต่างกัน!

เป็นไปตามที่เราพอรู้อยู่แล้วว่า EF มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสิ่งที่เรียกว่าตัวตน (self) และเด็กเล็กจะไม่มีตัวตน (self) ที่ชัดเจนนักจนกว่าจะ 3 ขวบ การที่ยังวัดความพร่อง EF ไม่ได้ตอน 4 ขวบจึงไม่เกินความคาดหมาย

ยิ่งไปกว่านั้น ในทางจิตวิเคราะห์ ego ก็เป็นอะไรที่ไม่ชัดนักจนกว่าจะ 3-4 ขวบเช่นกัน

งานวิจัยชิ้นนี้ดีมาก ทำให้เรามั่นใจว่าเด็ก 3 ขวบยังเป็นวุ้นอยู่เลย”

 

วิจารณ์ พานิช

๑๗ มิ.ย. ๖๐  ปรับปรุง ๑๗ ก.ค. ๖๐

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน สภามหาวิทยาลัย



ความเห็น (0)