อารยธรรมโรมัน

อารยธรรมโรมัน

            มีศูนย์กลางอยู่ที่แหลมอิตาลี เป็นอารยธรรมของพวกอินโด-ยูโรเปียนเผ่าละติน (Latin) ซึ่งอพยพจากทางตอนเหนือมาตั้งถิ่นฐานในแหลมอิตาลี  เมื่อประมาณ 1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช และเรียกตัวเองว่า “โรมัน” พวกโรมันได้ขยายอิทธพลเข้าครอบครองดินแดนที่เป็นศูนย์กลางความเจริญของอารยธรรมเฮลเลนิสติกและดินแดนอื่นๆ ทั้งในยุโรปและแอฟริกาเหนือ ทำให้อารยธรรมของโลกตะวันออกซึ่งผสมผสานอยู่ในอารยธรรมกรีกได้ขยายเข้าไปใน ทวีปยุโรป และเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตกในปัจจุบัน

 สมัยสาธารณรัฐ

         พวกอิทรัสกัน ได้อพยพเข้ามาในแหลมอิตาลี   ได้นำเอาอารยธรรมและความเชื่อของกรีกเข้ามา

        ปกครองแบบสาธารณรัฐมีการกษัตริย์เป็นประมุข มีรัฐสภาในการปกครองเรียกว่า อิมพีเรียม (Imperium)

        สภาซีเนตหรือสภาขุนนางเป็นที่ปรึกษา ชนชั้นปกครองเป็นพวก พาทรีเชียน (patrician)

       ประชาชนทั่วไปเรียกว่า เพลเบียน (plebeian)

       ต่อมาทั้งสองกลุ่มได้เกิดการขัดแย้งกันขึ้น จึงได้มีการออกกฏหมายที่เรียกว่า กฎหมายสิบสองโต๊ะ (Law of the Twelve Tables) เพื่อใช้บังคับกับชาวโรมันทุกคน (รวบกฎหมายเป็นหมวดหมู่และจารึกลงบนโต๊ะทองเหลือง

         กฎหมายสิบสองโต๊ะถือเป็นมรดกชิ้นสำคัญของโรมที่เป็นแม่แบบของกฎหมาย ของโลกตะวันตก

        โต๊ะที่ 1 โต๊ะที่ 2 และ โต๊ะที่ 3 เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความแพ่งและการบังคับคดี เช่น

ถ้าหากคู่ความฝ่ายใดไม่มาศาลก่อนเที่ยงวัน ก็ให้ศาลพิพากษาให้คู่ความฝ่ายที่มาศาลชนะคดี

ถ้าหากคู่ความฝ่ายใดหาพยานไม่ได้ก็ให้ร้องตะโกนดังๆ ที่ประตูบ้านของตนเพื่อแสวงหาพยาน

ในคดีที่จำเลยยอมรับใช้หนี้สินหรือในคดีที่ศาลได้พิพากษาให้จำเลยใช้เงิน ก็ให้จำเลยชำระเงินภายใน  30 วัน

       โต๊ะที่  4 เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของหัวหน้าครอบครัว เช่น

บิดาระหว่างที่มีชีวิตมีอำนาจเด็ดขาดเหนือบุตรอันชอบด้วยกฎหมาย บิดาอาจกักขังบุตรหรือเฆี่ยนตีหรือล่ามโซ่ ให้ทำงานหรือมีเหตุไม่ชอบใจจะฆ่าบุตรเสียก็ได้ ตลอดจนจะเอาบุตรไปขายเสียก็ได้

ทารกคลอดออกมารูปร่างผิดปกติมากจะเอาไปฆ่าเสียก็ได้

       โต๊ะที่ 5 โต๊ะที่  6และ โต๊ะที่ 7 เป็นเรื่องเกี่ยวกับมรดก และทรัพย์สิน เช่น

ชายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวตายลงโดยมิได้ทำพินัยกรรมไว้ ให้ญาติฝ่ายชายที่ใกล้ชิดที่สุดเป็นผู้สืบทอดอำนาจต่อไป

ถ้าชายอิสระตายลงโดยไม่มีผู้สืบสันดาน (ผู้สืบสันดาน คือ ลูก หลาน เหลน) ให้ทรัพย์สินของชายคนนั้นตกแก่ผู้อุปถัมภ์

ผลไม้หล่นตกไปในบ้านของผู้อื่น เจ้าของต้นผลไม้ยังคงเป็นเจ้าของผลไม้นั้นอยู่

        โต๊ะที่  8 เป็นเรื่องเกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำความผิดทางอาญา เช่น

ผู้ใดทำการโฆษณาหมิ่นประมาทว่าเขาทำผิดทางอาญาหรือทางลามกอนาจาร ให้เอาผู้นั้นไปตีเสียให้ตาย

ผู้ใดลักทรัพย์เวลาค่ำคืน ให้เอาไปฆ่าเสีย

ผู้ใดวางเพลิงบ้านเรือนเขาหรือกองข้าวสาลีของเขา ให้เอามาผูกแล้วเฆี่ยนและเผาเสียทั้งเป็น แต่ถ้าเกิดขึ้นด้วยความประมาท ให้เสียเงินค่าทำขวัญแล้วลงโทษพอควร

        สัตว์สี่เท้าของผู้ใดเข้าไปทำให้ที่ดินเขาเสียหาย เขาจับยึดตัวสัตว์นั้นไว้เป็นของเขาได้ เว้นแต่เจ้าของสัตว์จะเสียเงินค่าไถ่ถอนกลับคืนมาตามราคาค่าเสียหาย

      โต๊ะที่  9 เป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจของรัฐ เช่น

กฎหมายใดๆ จะก่อให้เป็นแต่ทางเสียหายอย่างเดียวแก่เอกชนนั้นห้ามไม่ให้มีผลบังคับใช้

รัฐสภาเท่านั้นที่มีอำนาจออกกฎหมายที่กระทบกระเทือนถึงสถานะของบุคคลได้

    โต๊ะที่  10 เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายของศาสนา เช่น

ห้ามไม่ให้ฝังหรือเผาศพในเขตพระนคร

ห้ามมิให้หญิงขีดข่วนแก้ม ร้องไห้เกรียวกราวในงานศพ

     โต๊ะที่  11 และ โต๊ะที่  12 เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายเพิ่มเติม เช่น

ห้ามมิให้บุคคลต่างชั้นวรรณะทำการสมรสกัน 

เมื่อทาสทำการลักทรัพย์ หรือทำให้เกิดความเสียหายแก่เขา นายทาสต้องรับชดใช้ค่าเสียหายหรือส่งมอบตัวทาสให้เขาไป

กฎหมายที่ออกมาภายหลังย่อมยกเลิกกฎหมายเดิมที่มีข้อความขัดแย้งกัน

สมัยจักรวรรดิ

     ออกุสตุส (Augustus) ได้เปลี่ยนการปกครองจากระบอบสาธารณรัฐมาระบอบจักรวรรดิและตั้งตนเองขึ้นเป็นจักรพรรดิหรือซีซาร์(Caerar)พระองค์แรกของจักรวรรดิโรมัน

     ในสมัยนี้โรมันเจริญถึงขีดสุดละได้ขยายอำนาจไปยังภูมิภาคต่างๆและเมื่อศาสนาคริสต์ได้แผ่ขยายมาถึงดินแดน ทางภาคตะวันตกของปาเลสไตน์ 

    ในสมัยจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราชพระองค์(Constantine the Great) ทรงให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ทำให้ศาสนาคริสต์กลายเป็นศาสนาของจักรวรรดิในเวลาต่อมา จักรวรรดิโรมันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน

จักรดิวรรดิโรมันตะวันตกศูนย์กลางอยู่ที่กรุงโรม

จักรดิวรรดิโรมันตะวันออกศูนย์กลางอยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือนครอิสตันบูลในประเทศตุรกี) ต่อมาเรียกว่าจักรวรรดิโรมันตะวันออกหรือจักรวรรดิไบแซนไทน์(Byzantine)

      ในปีค.ศ.476จักรวรรดิโรมันตะวันตกเผชิญปัญหาภายใน

ทำให้ถูกพวกอนารยชนเผ่าเยอรมันหรือเผ่ากอธเข้าปล้นสะดมและขับไล่กษัตริย์ออกจากบัลลังก์ถือเป็นการสิ้นสุดของจักรวรรดิโรมันตะวันตกและประวัติศาสตร์สมัยโบราณ

มรดกของอารยธรรมโรมัน

สถาปัตยกรรม        

         เน้นความใหญ่โต แข็งแรงทนทาน โดยชาวโรมันได้พัฒนาเทคนิคการก่อสร้างของกรีกเป็นประตูโค้ง  (arch) และเปลี่ยนหลังคาจากจั่วเป็นโดม และสร้างอาคารต่าง ๆ เพื่อสนองความต้องการของรัฐและสาธาณชน เช่น โคลอสเซียม  สถานที่อาบน้ำสาธารณะ วิหารแพนธีออน (Pantheon)

ประติมากรรม     

         สะท้อนบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างสมจริงตามธรรมชาติ และมีสัดส่วนงดงามเหมือนกรีก แต่โรมันจะเน้นพัฒนาศิลปะด้านการแกะสลักรูปเหมือนบุคคลสำคัญๆ เช่น จักรพรรดิ นักการเมือง โดยเฉพาะในครึ่งท่อนบนจะสามารถแกะสลักได้อย่างสมบูรณ์

ซึ่งแสดงให้เห็นถึง ความมีชีวิตชีวา ชาวโรมันเชื่อว่าการแกะสลักรูปเหมือนจริงที่สุดจะช่วยรักษาวิญญาณของคนนั้น เมื่อตายไปแล้วไว้ได้  นอกจากนี้ยังมีการแกะสลักภาพนูนต่ำ เพื่อบันทึกเรื่องรามทางประวัติศาสตร์และสดุดีวีรกรรมของนักรบ

ภาษาและวรรณกรรม      

            ชาวโรมันพัฒนาภาษาละตินจากตัวพยัญชนะในภาษากรีกที่พวกอีทรัสกันนำมาใช้ จนใช้กันแพร่หลายในมหาวิทยาลัยของยุโรปสมัยกลาง และเป็นภาษาทางราชการของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนวรรณกรรมระยะแรกเป็นบันทึกพงศาวดาร กฎหมาย ตำราการทหาร และการเกษตร ต่อมามีการแต่งงานประพันธ์เป็นของตนเอง ได้แก่ เรื่อง อิเนียด ประพันธ์โดยเวอร์จิล งานประพันธ์ของซิเซโร เป็นต้น

วิศวกรรม      

           การสร้างถนนคอนกรีต โดยถนนทั้ง 2 ข้างจะมีท่อระบายน้ำ และมีหลักบอกระยะทาง นอกจากนี้ยังมีการสร้างสะพานส่งน้ำ (aqueduct) ขนาดสูงใหญ่จำนวนมากเพื่อนำน้ำวันละ 300 ล้านแกลลอนหรือประมาณ 8,505 ล้านลิตร จากภูเขาไปยังเมืองเพื่อให้ชาวเมืองได้ใช้

ปฏิทิน        

          ปฏิทินจูเลียน (แบบสุริยคติ) ปีหนึ่งมี 12 เดือน แต่ละปีมี 365 วัน และเพิ่มเดือนกุมภาพันธ์ให้ทุก ๆ 4 ปีมี 366 วัน ต่อมาได้เปลี่ยนมาใช้เกรกอเรียน

ด้านการปกครอง

        กฎหมายสิบสองโต๊ะ (Twelve Tables)

       ประมวลกฎหมายจัสติเนียน (Justinian Code) และทิ้งไว้เป็นมรดกล้ำค่าของโลกตะวันตก 

การแพทย์          

       แพทย์โรมันสามารถผ่าตัดรักษาโรคได้หลายโรค โดยเฉพาะการผ่าตัดทำคลอดทารกทางหน้าท้องของมารดา ซึ่งเรียกว่า ศัลยกรรมซีซาร์ (Caesarean Operation) นอกจากนี้ยังมีการสร้างโรงพยาบาล ระบบบำบัดน้ำเสียและสิ่งปฏิกูล

ความเสื่อมของจักรวรรดิโรมัน

        ตั้งแต่ ค.ศ. 180 จักรวรรดิโรมันเริ่มเสื่อมอำนาจลง เนื่องจากไม่สามรถปกครองจักรวรรดิที่มีขนาดกว้างใหญ่มากๆได้ บางช่วงต้องมีการแต่งตั้งจักรพรรดิร่วมเพื่อแยกกันปกครองจักรวรรดิ

        ใน ค.ศ. 324 จักรพรรดิคอนสแตนติน (Constantine) ได้ปกครองจักวรรดิโรมัน และเกิดเหตุการณ์สำคัญ 2 เหตุการณ์ คือ  

        เหตุการณ์แรก ได้แก่การย้ายศูนย์กลางการปกครองจาก  กรุงโรมไปยังกรุงคอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) เรียกว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์ (Byzantine)

       เมื่อ ค.ศ. 330 ทำให้จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยกเป็น 2 ส่วน คือ จักรวรรดิโรมันตะวันตก ซึ่งยังคงมีศูนย์กลางที่กรุงโรม และจักรวรรดิไบแซนไทน์หรือหรือจักรวรรดิโรมันตะวันออก  มีศูนย์กลางที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล (ปัจจุบันคือนครอิสตันบูลในประเทศตุรกี) ส่งผลให้จักรวรรดิโรมันเสื่อมอำนาจลงและถูกรุกรานในเวลาต่อมา

        เหตุการณ์ที่ 2 คือการที่จักรพรรดิคอนสแตนตินหันไปนับถือศาสนาคริสต์และทำให้คริสต์ศาสนา แพร่หลายในเขตจักรวรรดิโรมัน และกลายเป็นศาสนาหลักของโลกตะวันตกในเวลาต่อมา

          ในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 จักรวรรดิโรมันถูกแบ่งแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง

          จักวรรดิโรมันตะวันตกอ่อนแอลงตามลำดับเพราะถูกทำลายโดยพวกอารยชนสำคัญ 2 เผ่า คือ เผ่าเยอรมันซึ่งมาจากทางเหนือของแม่น้ำไรน์และแม่น้ำดานูบ

          พวกฮัน (Huns) ซึ่งเป็นเชื้อสายเอเชียมาจากทางเหนือของทะเลดำ พวกเยอรมันโจมตีกรุงโรมได้ใน ค.ศ. 410 และปล้นสะดมทุกสิ่งทุกอย่าง ทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในจักรวรรดิโรมันตะวันตก

          ในที่สุดจักรพรรดิองค์สุดท้ายของจักรวรรดิโรมันตะวันตกก็ถูกโค่นใน ค.ศ. 476 ซึ่งนักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นปีที่จักรวรรดิโรมันล่มสลาย แม้ว่าจักรวรรดิไบแซนไทน์ยังดำรงอยู่ต่อไปก็ตาม

                                                  แผนที่จักรวรรดิ์โรมัน


                                     ความเชื่อของชาวโรมันว่าตนเองเป็นลูกหมาป่า


                                          ท่อส่งนำ้ปะปาของชาวโรมัน

          ทำให้ชาวโรมันเกิดความรู้สึกแบ่งแยกทางจิตใจแนวคิดปรัชญาและการดำเนินชีวิต เกิดความแตกต่างกัน ในช่วงปลายสมัยนี้ ตามชายแดนถูกพวกอนารยชนรุกรานอย่างหนัก ได้แก่ พวกกอธ(Goth) และแวนดัล(Vandals)

          ธีโอดอซิอุส (Theodosius The Great ค.ศ.379 395) สามารถ เจรจากับพวกกอธได้ และยินยอมให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจักรวรรดิได้ ซึ่งมีสัญญาชื่อ ฟอเดราติ (Foederati) ต่อกันว่าจะช่วยป้องกันจากการรุกรานภายนอกพระองค์มีโอรส 2 องค์ สืบต่อมาได้ แบ่งจักรวรรดิออกเป็น 2 ส่วน คือ โรมันตะวันตก กับโรมันตะวันออก มีอำนาจแบ่งกันอย่างเด็ดขาดแต่นั้นมาการรุกรานของอนารยชนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรมันตะวันตก พวกวิสิกอธ(Visigoths) นำโดย อลาริค หัวหน้าเผ่า ได้เข้าโจมตีกรุงโรมในปี ค.ศ.410 และต่อมาพวกเยอรมั(Hunnic) นำโดย โอโดเซอร์ (Odoacer) ได้เข้าโจมตีอย่างหนักหน่วงที่สุดในปี ค.ศ.455

           ในปีค.ศ.476 พวกเยอรมันมีชัยชนะเหนือกรุงโรม  กษัตริย์โรมิวลุส ออกัสตุส(Romulus Augustulus) ถูกบังคับให้ออกจากโรม ถือเป็นการสิ้นสุดจักรวรรดิโรมันตะวันตกนักประวัติศาสตร์ต่างลงความเห็นว่า อารยธรรมโรมันมิได้สิ้นสุดโดยทางธรรมชาติแต่เป็นเพราะถูกฆาตกรรมเพราะสาเหตุ ของความเสื่อมได้ปรากฏออกมาอย่างต่อเนื่องใน 2 ศตวรรษสุดท้าย กล่าวว่าการรุกรานของอนารยชนก็เป็นสาเหตุหนึ่ง แต่ที่แน่นอนก็คือความล้มสลายของเศรษฐกิจ

                                                 บุคคสำคัญในประวัติศาสตร์ของอารยธรรมโรมัน

                จูเลียส ซีซาร์ มีชื่อเต็มว่า เดอุส จูเลียส ซีซาร์ เป็นรัฐบุรุษในประวัติศาสตร์เขาได้สถาปนาตนขึ้นปกครองกรุงโรม และได้ทำให้อาณาจักรโรงมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของชาวโลกมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ จูเลียสได้สร้างชื่อซีซาร์อันยิ่งใหญ่นี้ขึ้น และเป็นต้นแบบของกษัตริย์โรมในสมัยต่อมาที่ใช้ชื่อซีซาร์นี้ถึงสิบสององค์


             อกัสตัส ซีซาร์ (Augustus Caesar) หรือ ออกุสตุส ตามสำเนียงลาติน เป็นจักรพรรดิองค์แรกของโรม และพระนามนำมาตั้งเป็นชื่อเดือนสิงหาคม มีนามเดิมว่า ออคเตเวียน เป็นหลานของจูเลียส ซีซาร์

            ไคคุส กาลิกูลา (Caicus Caligula) ค.ศ.37-41) เขาเป็นทายาทที่ไม่มีใครพึงประสงค์ เพราะได้มีการปล่อยให้ทหารองครักษ์เข้าไปมีอิทธิพลในราชสำนัก ที่สุดได้มีการลอบปลงพระชนม์จักรพรรดิและได้เลือกกลุ่มของตนขึ้นมา คือ คลอดิอุส

            คลอดิอุส (Cluadius ค.ศ.41 54) เป็นผู้ที่มีความสามารถ ได้ตั้งระบบราชการพลเรือนขึ้น ด้านความสัมพันธ์กับสภาซีเนตดีขึ้น ได้ฟื้นฟูหลักของความร่วมมือ เผยแพร่ประเพณี วรรณคดี และภาษาโรมันไปยังดินแดนต่างๆ แต่ในที่สุด ได้ตกหลุมพรางและเป็นเหยื่อถูกลอบปลงพระชนม์ โดยมเหสี ชื่อ เอกริพพินา (Agrippina) แล้วโอรสเนโรขึ้นครองแทน

           เนโร (Nero ค.ศ.54 68) เป็นยุคแห่งความรื่นรมย์ของจักรวรรดิ มีปฎิรูปเหรียญเงินตราโรมัน และมีมาตรการที่เด็ดขาดในการปราบปรามทุจริต สมัยนี้มีนักปราชญ์โรมันชื่อว่า ซีเนคา (Seneca) ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและคอยร่างสุนทรพจน์ให้จักรพรรดิเนโรในกิจกรรมต่างๆ ที่ให้ความเพลิดเพลินแก่ประชาชน และได้มีการลงโทษแก่ผู้ที่คิดลอบปลงพระชนม์พระองค์ด้วยความโหดร้าย ป่าเถื่อน

          เวลปาเชียน (Verpasian ค.ศ.69 79) เดิมเคยเป็นแม่ทัพปราบจราจลในสมัยเนโร ได้ก่อตั้งราชวงศ์ฟลาเวียน (Flavian) ผลงานที่สำคัญคือการก่อสร้างโครอสเซี่ยม (Colosium) ในการแข่งขันและดูกีฬา ซึ่งมาเสร็จในสมัยโอรสคือ กษัตริย์ ติตุส เป็นสนามกีฬาที่มีขนาดใหญ่สามารถจุผู้ชมได้ 45,000 คน กีฬายอดนิยม คือ การต่อสู้ระหว่างคนกับสิงโต และต่อมาใช้การต่อสู้ระหว่างนักโทษที่เป็นนักบวชคริสต์กับสิงโตด้วยติตุส (Titus ค.ศ.80 98) เป็นสมัยที่โรมันยกกำลังไปปราบและทำลายกรุงเยรูซาเรมในดิน แดนปาเลสไตน์

         ทราจาน (Trajan ค.ศ.98 117) สมัยนี้ก็มีการผนวกเอาดินแดนรูมาเนียเข้ามา เป็นจักรวรรดิโรมัน

          แฮเดรียน (Hadrian ค.ศ.117 138) สมัยนี้พวกอนารยชนได้เข้ามาก่อกวนจักรวรรดิมาก ขึ้นได้มีการขยายแนวป้องกันจักรวรรดิไปที่เกาะอังกฤษ ลุ่มแม่น้ำไรน์และดานูปเพื่อป้องกันการรุกรานของอนารยชน

         อันโตนิโอ ไพอุส (Antonius Pius ค.ศ.138 161) จักรวรรดิโรมันถูกก่อกวนจากพวกอนรยชน ขณะเดียวกันอิทธิพลแนวความเชื่อของศาสนาคริสต์ก็ได้เผยแผ่เข้าไปในกลุ่ม อนารยชน ซึ่งครอบครองดินแดนยุโรปรอบๆจักรวรรดิโรมัน

         มาร์คัส ออเรลิอุส (Marcus Aurelius ค.ศ.161 180) ถือว่าเป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย เป็นกษัตริย์ที่ปรีชาสามารถที่สุดองค์หนึ่งในยุคสันติภาพ โรมันคริสตศาสนาได้เริ่มเข้ามามีบทบาทในกลุ่มชนชั้นต่ำมากขึ้นพระองค์มีความ สนใจในแนวปรัชญาตะวันออก ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับสมาธิ (Meditation) ที่บรรยายแนวปรัชญาสโตอิค(Stoic) คือความเป็นอยู่อย่างง่ายๆและสันโดษ และยุคนี้โรมันได้นำอารยธรรมตามแนวเฮเลนิสติคเผยแพร่ออกไปมากที่สุด

        ดิออคลีเชียน (Diocletion ค.ศ.284 337) เนื่องจากความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิและประสิทธิภาพในการปกครองดูและจักรวรรดิ จึงได้แต่งตั้งผู้ปกครองไปดูแลกรุงโรม ส่วนพระองค์ปกครองดูและทางด้านตะวันออกคือ ไบ แซนติอุม (Byzantium) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่นำไปสู่การแบ่งแยกโรมันในเวลาต่อมา

        คอนสแตนติน (Constantine ค.ศ.312 337) ทรงเห็นว่าการให้ผู้ปกครองไปดูแลโรมจะเป็นเหตุ แห่งการแตกแยก จึงรวมอาณาจักรเข้าไว้ด้วยกัน และต่อมาได้ย้ายเมืองหลวงมาที่ กรุงไบแซนติอุมแล้วจึงเปลี่ยนชื่อเป็นคอนสแตน ติโนเปล (Constantinople) เมื่อปี ค.ศ.330 ด้วยเจตนาจะให้เป็นศูนย์กลางระหว่างตะวันตกกับตะวันออกอย่างแท้จริง 



บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน อารยธรรมโบราณ

คำสำคัญ (Tags)#อารยธรรม#ความเจริญ

หมายเลขบันทึก: 631177, เขียน: 17 Jul 2017 @ 17:40 (), แก้ไข: 25 Jul 2017 @ 16:58 (), สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก


ความเห็น (0)