ปรัชญาการเมือง 5 กระบวนทรรศน์

ปรัชญาการเมือง 5 กระบวนทรรศน์

เรียบเรียงโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป


กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์

กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ ได้มีกรอบความคิดว่า ทุกอย่างมาจากน้ำพระทัยของอำนาจลึกลับ จึงไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว (กีรติ บุญเจือ, 2546ข, หน้า 186-188) ยิ่งกว่านั้น ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นก็มาจากอำนาจลึกลับ และการที่จะพ้นภัยธรรมชาติได้ พร้อมกับได้เปรียบในการดำรงชีวิต ก็จำเป็นต้องเอาใจอำนาจลึกลับนั้น ผู้คนที่อยู่ภายใต้กระบวนทรรศน์นี้ จึงพยายามแสวงหาวิธีการที่จะรู้ใจและรู้จักวิธีเอาใจอำนาจลึกลับ จึงก่อให้เกิดผู้รู้ที่เป็นหมอผี (shaman) และนักบวชในศาสนาดึกดำบรรพ์ ที่คนอื่นต้องเชื่อถือ เคารพ และปฏิบัติตาม หัวหน้าของชนเผ่าหรือผู้นำของเมืองนั้น จึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้และมีความสามารถมากกว่าผู้อื่น อาจจะได้แก่หมอผีหรือนักบวชเองหรือผู้ที่หมอผีหรือนักบวชสนับสนุนและใช้ความรู้เพื่อปกครองบรรดาสมาชิกในเผ่าหรือผู้ที่อาศัยในเมืองนั้นๆ อำนาจการปกครองจึงจะตกอยู่แต่ในระบบวงศ์ตระกูล การเข้ามาของหมอผีใหม่ที่รู้วิธีเอาใจอำนาจลึกลับที่สามารถแสดงว่ามีอำนาจเหนือกว่าเบื้องบนองค์เดิม จึงจะสามารถเปลี่ยนแปลงเมืองหรือบรรดาเผ่าเหล่านั้นได้

กระบวนทรรศน์โบราณ

กระบวนทรรศน์โบราณ เป็นการเข้าใจแบบใหม่อันเป็นการมองทุกอย่างว่า มาจากกฎเกณฑ์ตายตัว (กีรติ บุญเจือ, 2546ข, หน้า 189-192) ซึ่งอาจเป็นกฎไสยศาสตร์ ตำนานปรัมปรา หรือระบบเครือข่ายของนักปรัชญา การคิดว่าเอกภพมีกฎเกณฑ์ตายตัว (cosmos) และการเข้าใจว่ากระบวนทรรศน์เก่าที่เชื่อว่าเอกภพเป็นกลีภพ (chaos) เป็นความคิดที่ผิด ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางในการแสวงหาความรู้ แสวงหากฎเกณฑ์ของโลก และยังส่งเสริมให้มนุษย์ควรรู้กฎเกณฑ์เหล่านั้นเพื่อแสวงหาความสุขในโลกนี้ เพราะว่ากฎเกณฑ์แท้จริงย่อมบงการทุกอย่าง จึงมีนักปรัชญาคิดค้นความรู้ด้านต่างๆ ทำให้เกิดสำนักความรู้ขึ้น มีผู้เรียน และผู้รู้จำนวนมากขึ้น ซึ่งก็ได้ช่วยทำให้ระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ สอดคล้องกันเป็นระบบเครือข่ายยิ่งขึ้น มีการเสริมความเข้มแข็งด้วยการประสานสัมพันธ์กับระบบอำนาจรัฐของกษัตริย์ ปัญญาชนที่อิงกับโครงสร้างสังคมเช่นนี้จึงได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนและสามารถแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชนได้ ทั้งนี้ล้วนต้องอาศัยอำนาจบารมีของผู้มีอำนาจในยุคนั้นๆ ช่วยเหลือและสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ดังนั้น คำสอนหรือแนวคิดที่ปัญญาชนนำเสนอก็มักจะสอดคล้องหรือเป็นไปตามทัศนะและแนวคิดของผู้มีอำนาจของสังคมนั้นๆ ไม่ได้แสดงความเป็นจริงและความจริงที่แท้ออกมา แต่เป็นเพียงการคิดตามกรอบของสังคม ยิ่งกว่านั้นยังจำต้องเป็นผู้มีความรู้สูงหรือมีผู้รู้สนับสนุนอำนาจเพื่อการนับหน้าถือตามในสังคม ปรัชญาการเมืองที่สำคัญ ได้แก่

1. ปรัชญาการเมืองของเพลโทว์ (Plato, 472-374 ก.ค.ศ.) นักปรัชญาชาวกรีกชื่อ เพลโทว์ ได้เสนอแนวคิดปรัชญาการเมืองไว้ในงานเขียนแบบทสนทนาเชิงบรรยายชื่อ “อุตมรัฐ” (Republic) การเมืองเริ่มจากการเป็น “รัฐ” (Polis) โดยที่เพลโทว์มั่นใจว่ารัฐต่างๆ มีกำเนิดมาจากธรรมชาติของมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคม ไม่อาจอยู่คนเดียวตามลำพังได้ (Plato, 1992, p. 369) ความจำเป็นในการที่จะมีชีวิตอย่างมีความสุข บังคับให้มนุษย์รวมกลุ่มกันเป็นสังคม แล้วหลังจากนั้นจึงรวมตัวเป็นรัฐ รัฐจึงเป็นสถาบันทางการเมืองที่ไม่มีไม่ได้ และรัฐในความคิดของเพลโทว์คือ “นครรัฐ” ซึ่งหากเป็นนครรัฐของกรีกโบราณ ต้องเป็นอย่างสปาร์ตาหรือเอเธนส์ การปกครองที่ดีในรัฐ ย่อมตั้งจุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนาไปสู่ความครบครันหรือรัฐที่ดีตามอุดมคติของเพลโทว์ ซึ่งต้องประกอบด้วยพลเมือง 3 กลุ่มคือ

1) นักปกครอง เป็นกลุ่มคนจำนวนน้อยที่ผ่านการคัดเลือกจากพลเมืองให้เป็นผู้แทนและผู้นำของพวกเขาในการใช้อำนาจทางการเมือง นักปกครองจึงมีหน้าที่ออกกฎหมายและกำหนดนโยบายของรัฐ โดยที่คนกลุ่มนี้ควรมีคุณธรรมของนักปกครอง คือความมีปัญญาหรือปรีชาญาณ (wisdom: [Sophia]) ดังนั้น ผู้ปกครองรัฐในอุดมคติจึงต้องเป็นนักปรัชญา (Philosopher)

2) พิทักษ์ชน (Guardians) คือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ป้องกันรัฐจากศัตรูภายนอก รวมทั้งดูแลความสงบภายในรัฐและอำนวยความสะดวกให้พลเมือง นอกนั้นยังต้องทำให้ราษฎรเคารพเชื่อฟังกฎหมายที่บัญญัติมาจากนักปกครองที่ดี การมีความกล้าหาญ (courage: [andreia]) เป็นคุณธรรมหลักของกลุ่มคนประเภทนี้

3) พลเมือง (Civilians) เป็นกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของเจ้าผู้ปกครอง ปริมาณประชากรในกลุ่มนี้มีจำนวนมากที่สุด พวกเขาเป็นคนธรรมดาซึ่งประกอบการอาชีพส่วนตัวความความสามารถ เช่น ผลิตสินค้าและการให้บริการต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้ตนเองพร้อมกับเสียภาษีบำรุงรัฐตามที่กำหนด คุณธรรมหลักของพลเมืองทั้งหลายคือการรู้จักประมาณตน (temperance: [sophrosúnê]) อันเป็นการรับรู้ถึงความสามารถของตนเองในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข

ตามแนวคิดทางปรัชญาการเมืองของเพลโทว์นั้น พลเมืองของรัฐจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข หากพากันคงไว้ซึ่งความยุติธรรม (Justice) เพลโทว์ ให้นิยามความยุติธรรมไว้สองความหมาย “ความยุติธรรมคือความประสานกลมกลืน (harmony)” (Plato, 1992, p. 434) และ “ความยุติธรรมคือการทำตามหน้าที่” ดังนั้น ความยุติธรรมจึงเป็นคุณธรรมหลัก (cardinal virtue) ประการที่สี่ สำหรับพลเมืองทุกคน เพลโทว์อธิบายเพิ่มเติมว่า แหล่งกำเนิดของความยุติธรรมคือจิตใจของปัจเจกบุคคลโดยมีเหตุผล อารมณ์และความต้องการทำงานสอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว และ หากว่าพลเมืองในรัฐให้ความร่วมมือกับกลุ่มนักปกครองและกลุ่มพิทักษ์ชนโดยไม่สร้างความขัดแย้งหรือทำการก้าวก่ายหน้าที่ของคนอื่น ความยุติธรรมในระดับรัฐย่อมเกิดขึ้น ในทางตรงข้ามความอยุติธรรมสร้างความชั่วร้ายให้เกิดขึ้นในสังคม “ความอยุติธรรมทำให้เกิดสงครามกลางเมือง ความเกลียดชัง และการรบพุ่งกัน ในขณะที่ความยุติธรรมนำมาซึ่งมิตรภาพ และสำนึกถึงเป้าหมายร่วมกัน” (Plato, 1992, p. 351) นอกนั้น ยังมีเงื่อนไขที่ช่วยให้ความยุติธรรมเกิดขึ้นในรัฐคือ กลุ่มผู้ปกครองและพิทักษ์ชนต้องไม่ประกอบอาชีพอย่างเดียวกันกับพลเมือง และไม่ครอบครองทรัพย์สมบัติใดๆ อีกทั้งไม่ต้องมีครอบครัว เมื่อเป็นเช่นนี้ทรัพย์สินที่นักปกครองและพิทักษ์ชนเป็นเจ้าของจึงต้องเป็นสมบัติส่วนกลางของทุกคน โดยที่รัฐต้องทำหน้าที่เลี้ยงดูพร้อมกับให้การศึกษา เพลโทว์ให้เหตุผลสนับสนุนแนวคิดแบบนี้ เนื่องด้วยเขามีความมั่นใจว่า เมื่อกลุ่มผู้ปกครองและพิทักษ์ชนไม่ได้เกี่ยวข้องเรื่องต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนแล้วย่อมไม่มีการทุจริต มีแต่พลเรือนเท่านั้นที่มีสิทธิของการมีครอบครัว เป็นเจ้าของทรัพย์สินและสมบัติต่างๆ ทั้งหลาย ส่วนบรรดาพิทักษ์ชนต้องทำหน้าที่ตรวจตราและจำกัดปริมาณทรัพย์สินของราษฎร เพื่อให้พลเมืองทั้งหลายมีความเสมอภาคเท่าเทียมกันในขณะที่ดำรงชีวิตอยู่

เพลโทว์เสนอว่า การศึกษาในอุดมรัฐเป็นตัวบ่งชี้สถานภาพของสมาชิกในรัฐ โดยมีหลักการกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า 1) เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี ย่อมได้รับการศึกษาเท่าเทียมกันทั้งหญิงและชาย 2) เมื่อเด็กคนใดอายุครบ 20 ปี ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบคัดเลือก โดยมีข้อกำหนดว่า เด็กที่สอบไม่ผ่านจะต้องออกไปประกอบอาชีพเป็นพลเมือง ส่วนผู้ที่สอบผ่านจะต้องเข้าเรียนเพิ่มเติมต่อไปอีก 10 ปี โดยเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เรขาคณิต และดาราศาสตร์ 3) เมื่อคนเรียนต่อมีอายุครบ 30 ปี ต้องทำการสอบวัดความสามารถอีกครั้งหนึ่ง โดยมีข้อกำหนดเฉพาะว่า ผู้ใดสอบไม่ผ่านจะต้องออกไปทำงานในหน้าที่ของพิทักษ์ชน ส่วนผู้สอบผ่านระดับนี้และจะต้องเรียนวิชาอภิปรัชญาต่อไปอีก 5 ปี และ 4) คนที่เรียนจบหลักสูตรเมื่ออายุ 35 ปีแล้ว ต้องศึกษาวิชาการปกครองและฝึกงานด้านการปกครองอีก 15 ปี จนกระทั่งเมื่อเรียนจบแล้วซึ่งตอนนั้นเขาก็อายุครบ 50 ปีจึงมีสิทธิ์เข้าอยู่ในกลุ่มนักปกครองที่เป็นนักปรัชญา (Philosopher) ตามวาระที่หมุนเวียนมาถึง

เพลโทว์มีความเห็นว่า ระบอบการปกครองที่ดีที่สุดในรัฐอุดมคติคืออภิชนาธิปไตย (Aristocracy) โดยผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครอง เป็นบุคคลที่สอบผ่านการคัดเลือก โดยเข้าสู่ระบบการให้การศึกษาถึงระดับนักปกครองที่เป็นนักปรัชญา ยิ่งกว่านั้นเพลโทว์ได้แยกแยะระบอบการปกครองของกรีกโบราณออกเป็น 4 รูปแบบโดยเรียงลำดับลักษณะความใกล้เคียงกับรัฐในอุดมคติของเพลโทว์จากมากที่สุดไปหาน้อยที่สุดดังต่อไปนี้คือ 1) โยธาธิปไตย (Timarchy) เป็นรูปแบบการปกครองที่ผู้ปกครองเป็นนักรบ ส่วนพลเมืองผู้อยู่ใต้ปกครองคือทาสติดที่ดิน ซึ่งเทียบชั้นระดับพลเมืองในอุตมรัฐผู้ “ถูกลดฐานะลงเป็นทาสและคนใช้” 2) คณาธิปไตย (Oligarchy) เป็นการปกครองโดยคนร่ำรวยเพื่อคนที่ร่ำรวยด้วยกัน ผลที่ตามมาคือคุณธรรมต่างๆ ไม่มีความหมายและความสำคัญอีกต่อไป ดังสุภาษิตกรีกที่ว่า “เมื่อความมั่งคั่งและคนมั่งมีได้รับการยกย่องในรัฐ คุณธรรมและคนดีย่อมจะถูกเหยียดหยาม” 3) ประชาธิปไตย (Democracy) ตรงข้ามกับคณาธิปไตย เพราะเป็นการปกครองโดยคนจนเพื่อคนจน ซึ่งเป็นพลเมืองส่วนใหญ่ของรัฐโดยมีหลักการตามสุภาษิตกรีกที่ว่า “ประชาธิปไตยเกิดขึ้นเมื่อคนยากไร้ได้รับชัยชนะเหนือคนมั่งมี ประชาธิปไตยเปิดโอกาสให้คนไร้ประสิทธิภาพและขาดซึ่งการอบรมมาปกครองรัฐ” และ 4) ทรราช (Tyranny) อันเป็นการปกครองโดยนักปกครองที่ใช้อำนาจแบบเผด็จการ จึงมีการกดขี่พลเมืองให้กลายเป็นทาส โดยที่พัฒนาการของการปกครองแบบนี้คือ ในช่วงเริ่มต้นนั้น ทรราชที่เป็นเจ้าปกครองจะได้รับการยกย่องเป็นวีรบุรุษในสายตาของพลเมือง เขาจะทำการจัดระเบียบให้แก่สังคมที่มีกำลังมีความวุ่นวาย เนื่องจากการใช้เสรีภาพเกินขอบเขตของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น จึงมีหลักการกำหนดไว้ว่า ระบอบทรราชเป็นการปกครองที่เลวร้ายที่สุดในบรรดารัฐบาลที่ไร้กฎหมาย เพราะมันสามารถทำอันตรายได้มากที่สุด”

2. ปรัชญาการเมืองของแอเริสทาเทิล (Aristotle, 384-322 ก.ค.ศ.) ผลงานอันโดดเด่นด้านปรัชญาการเมืองของแอเริสทาเทิลมีปรากฏอยู่ในหนังสือชื่อ “การเมือง” (Politics) เพื่อเสนอทางออกให้กับสถานการณ์ทางการเมืองอันเลวร้ายที่กำลงเกิดขึ้นในกรีก เพราะนครรัฐกรีกเริ่มมีความวุ่นวาย โดยนักปกครองทำการทุจริต และมีทรราชเกิดขึ้น ขณะที่บรรดาพิทักษ์ชนทั้งหลายก็พากันใช้อำนาจแบบผิดๆ จึงก่อให้เกิดมีความอยุติธรรม ขณะเดียวกันพลเมืองหลายคนก็ถูกเอารัดเอาเปรียบ เพราะนักปกครองพากันปรับเปลี่ยนและแปรรูปผลประโยชน์ส่วนรวมที่ตนเองบริหารจัดการตามหน้าที่อยู่นั้น ให้กลายเป็นสมบัติส่วนตน ดังนั้น เพื่อปูแนวทางสู่การพัฒนารูปแบบของรัฐที่สมบูรณ์ แอเริสทาเทิลได้เริ่มต้นปรัชญาการเมืองของเขาจากสมมติฐานสำคัญสองประการคือ มนุษย์เป็นสิ่ง (สัตว์) มีเหตุผล (rational animal) และเป็นสัตว์สังคม (political animal) มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นสัตว์สังคม บุคคลซึ่งโดยธรรมชาติหรือโดยบังเอิญไม่ต้องการสังคมอยู่ต่ำกว่าหรืออยู่สูงกว่ามนุษย์ สังคมมากก่อนปัจเจกชน ใครก็ตามที่ไม่สามารถเจริญชีวิตส่วนรวมร่วมกับผู้อื่นหรือพอเพียงในตัวเองจนไม่ต้องมีส่วนร่วมในสังคม ถ้าไม่เป็นสัตว์ก็เป็นพระเจ้า ดังนั้น โดยธรรมชาติแล้ว มนุษย์ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ตามลำพัง เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยทำให้ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น “แม้เมื่อมนุษย์ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากผู้อื่น ความต้องการที่จะอยู่ร่วมกันของพวกเขาก็ไม่ได้ลดน้อยลง ผลประโยชน์ร่วมกันมีส่วนดึงดูดให้มนุษย์รวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวพอๆ กับเกียรติภูมิแห่งการอยู่ร่วมกันแบบทุกคนมีส่วนร่วม” (Aristotle, 1997, pp. 19-22) โดยมนุษย์รวมกันเป็นกลุ่มขนาดเล็กก่อนคือ ระดับครอบครัวซึ่งมีสมาชิกที่ประกอบไปด้วยสามี ภรรยา ลูกและทาส แล้วขยายใหญ่ขึ้นเมื่อมีหลายครอบครัวอยู่ร่วมกันเป็นชุมชน และขยายกว้างออกไปจนกลายเป็น “รัฐ” ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาขั้นสูงสุดของชุมชนมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนี้ มนุษย์จึงขาดรัฐไม่ได้ รัฐเป็นการสมาคมของผู้คนที่เหมือนกันโดยมีเป้าหมายเพื่อชีวิตที่ดีที่สุด สิ่งที่ดีที่สุดคือความสุข และความสุขคือการมีคุณธรรม นำเอาคุณธรรมไปปฏิบัติใช้ในชีวิต (Aristotle, 1997, p. 28) เพราะฉะนั้น หากพิจารณาโดยนัยแล้วความเป็นรัฐ ย่อมมาก่อนความเป็นปัจเจกบุคคล เนื่องจากว่าปัจเจกชนจะไม่มีครอบครองทรัพย์สินเท่าที่ต้องการได้ถ้าหากขาดซึ่งรัฐแล้ว ยิ่งกว่านั้น ปัจเจกบุคคลจะขาดความมั่นคงทางจริยธรรมอีกด้วย เพราะไม่มีศาล ไร้ระบบบริหารและปราศจากกระบวนการยุติธรรม เมื่อเป็นเช่นนี้ แต่ละคนย่อมอยู่ในสภาพเหมือนสัตว์ป่าที่ย่อมเอาเปรียบซึ่งกันและกันเพื่อความอยู่รอด

สภาวะของรัฐตามแนวคิดของแอเริสทาเทิล มีลักษณะเป็นองคาพยพ (organism) เฉกเช่นเดียวกันกับร่างกายมนุษย์ และปัจเจกชนที่เป็นพลเมืองของรัฐเป็นเหมือนอวัยวะต่างๆ ของร่างกายที่ต้องมีส่วนร่วมกับความเป็นไปของธรรมชาติของร่างกาย โดยทำงานประสานกันตามหน้าที่เพื่อความอยู่รอดของร่างกายและมุ่งไปสู่เป้า (telos) “ถ้าธรรมชาติไม่ได้สร้างอะไรโดยปราศจากเป้าหมาย จึงไม่มีอะไรปราศจากเป้าหมาย “ดังนั้นธรรมชาติได้สร้างทุกอย่างเพื่อมนุษย์” (Plato, 1992, p. 13) เป้าหมายอันสูงสุด (summum bonum) คือความสุขอันสูงสุด (Supreme happiness, arête) ทั้งในระดับรัฐแบบมวลรวมและระดับปัจเจกบุคคล (Aristotle, 1997, p. 29) ดังนั้น การเมืองและการปกครองตามทัศนะของแอเริสทาเทิล จึงจำต้องมีจริยธรรมเป็นหลัก เพราะต้องเป็นตัวจักรสำคัญในการก่อให้เกิดความสุขและการผสมผสานระหว่างอวัยวะต่างๆ ของรัฐอย่างกลมกลืน ยิ่งกว่านั้น แอเริสทาเทิลได้จัดแบ่งประเภทของการปกครองที่ดีหรือบางครั้งเรียกว่าการปกครองแบบปรกติออกเป็นสามแบบคือ ราชาธิปไตย (monarchy) อภิชนาธิปไตย (aristocracy) และราษฏราธิปไตย (polity) ผู้ปกครองต้องรักษากรอบความยุติธรรม และคุณธรรมในการดำเนินการปกครองแต่ละแบบ ไม่เช่นนั้นการปกครองแบบแบบราชาธิปไตย (monarchy) จะกลับกลายเป็นระบอบทรราช (tyranny) แบบอภิชนาธิปไตย (aristocracy) ก็จะกลายเป็นระบอบธนาธิปไตย (oligarchy) และการปกครองระบอบราษฏราธิปไตย (polity) จะกลับกลายเป็นประชาธิปไตย (democracy) แบบกรรมาชนไป รูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดซึ่งนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าวต้องเป็นแบบราษฏราธิปไตย (Polity) ซึ่งเป็นการปกครองที่มีรัฐธรรมนูญ (constitution) เป็นบรรทัดฐานที่กำหนดให้พลเมืองที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ ทำการเลือกคณะผู้ปกครองให้ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม และเพื่อให้การปกครองดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพ สัดส่วนของประชากรของรัฐระหว่างชนชั้นคนรวย ชนชั้นกลาง และคนจนต้องอยู่ในอัตราที่เหมาะสม กลุ่มประชากรของรัฐที่เหมาะสมคือชนชั้นกลาง เพราะสามารถควบคุมพลังของคนจน และความยโสของคนรวยได้ ถ้าหากว่ากลุ่มคนรวยทำหน้าที่ปกครองแล้ว รัฐจะไร้ระเบียบ เพราะคนรวยจะอาศัยสิทธิพิเศษที่เกิดจากความร่ำรวยของตนละเมิดข้อบังคับต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายได้บัญญัติไว้ และมีความโลภจนดำเนินการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น จะทำให้กลายเป็นระบอบการปกครองแบบธนาธิปไตย (oligarchy) แต่ถ้าเมื่อใดที่รัฐอยู่ภายใต้การปกครองของคนจนซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีจำนวนมาก บรรดาคนจนทั้งหลายที่อิจฉาคนร่ำรวยอยู่แล้ว ย่อมจะถือโอกาสเบียดเบียนคนหมู่น้อยที่มีฐานะร่ำรวย แล้วย่อมก่อให้เกิดการปกครองแบบประชาธิปไตย (democracy) ภายใต้อำนาจของกรรมาชน ความจริงแล้วแอเริสทาเทิลไม่ได้คัดค้านการปกครองแบบราชาธิปไตย แต่ถ้าพระราชาเพียงคนเดียวขาดความยุติธรรมและคุณธรรมแล้ว ระบอบทรราช (tyranny) ย่อมเกิดขึ้นในรัฐนั้นอย่างแน่นอน

ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งในงานเขียนด้านการเมืองการปกครองของแอเริสทาเทิล คือ เขาสามารถเชื่อมโยงรัฐศาสตร์เข้ากับเศรษฐศาสตร์ได้ โดยทำการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจของรัฐกับการเมืองที่มีความซับซ้อน ซึ่งในงานเขียนชื่อ Politics เล่มแรกเขาได้บรรยายถึงการแสวงหาและใช้จ่ายทรัพย์เป็นประการสำคัญ รวมถึงการใช้ทรัพยากรไม่ว่าที่ดินหรือผลผลิตของตนอีกทั้งแรงงาน การเงิน การแลกเปลี่ยนเงินตราและสินค้า รวมทั้งการพาณิชย์ต่างๆ ก่อนหน้าแอเริสทาเทิลไม่มีนักปรัชญาคนใดในสมัยโบราณให้ความสำคัญกับเศรษฐศาสตร์มากถึงขนาดนี้ แอเริสทาเทิลได้ให้แสดงความเห็นเกี่ยวกับหน้าที่ของผู้ปกครองในงานด้านการปกครองรัฐของตนว่า

1) ต้องดำเนินการจัดหาวัตถุดิบหรือผลิตผลให้พอเพียงสำหรับการบริโภคของพลเมือง

2) ต้องสร้างระบบเงินตราเพื่อเป็นมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนสินค้าและผลประโยชน์

ต่างๆ อย่างยุติธรรม

3) ต้องสร้างระบบความยุติธรรมเพื่อให้บรรดาผู้ใช้แรงงานทั้งหลาย ได้รับผลตอบแทนอย่างเหมาะสมซึ่งอาจจะเป็นไปในการให้เครื่องอุปโภคบริโภคเป็นการแลกเปลี่ยน หรือเงินตราอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นหรือทั้งสองอย่างเพื่อเป็นการตอบแทนแรงงาน

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ชัดเจนแล้วจะพบว่า แนวคิดด้านปรัชญาการเมืองของแอเริสทาเทิล มีจุดอ่อนสำคัญอยู่ 2 อย่าง คือ 1) มีแนวคิดเชิงนิเสธต่อการพาณิชยกรรมและการใช้เงินตรา และ 2) ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่อำนาจของกรรมาชนจนแทบจะไม่ยอมรับเอาเสียเลย เพราะเขามีความมั่นใจอย่างมากว่า กรรมาชนเป็นสมบัติหรือทรัพย์อย่างหนึ่งของผู้เป็นนายและต้องขึ้นอยู่กับนายงานผู้เป็นเจ้าของผลผลิตที่เกิดจากแรงงานของกรรมาชนนั้น

3. มาร์คุส ตุลลิอุส ซิซีโร (Marcus Tullius Cicero, ค.ศ. 106-43) ซิซีโร เป็นนักนิติศาสตร์และรัฐบุรุษ เขาเป็นตัวแทนของแนวคิดทางรัฐศาสตร์แบบสตออิกส์ (Stoics) ในยุคสาธารณรัฐตอนปลายแห่งกรุงโรม โดยจะพบได้ว่า แนวคิดทางรัฐศาสตร์ของเขาได้ให้ความสำคัญแก่กฎหมายตามธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาติของรัฐรวมทั้งความเสมอภาคของบุคคล งานเขียนที่มีชื่อเสียงของเขาได้แก่ Republic, On the Common Wealth และ Laws ซึ่งเนื้อหาหลายตอนในผลงานแต่ละเล่มได้ชื่นชมระบบการปกครองโดยรัฐธรรมนูญ ที่มีการดำเนินการแบบผสมผสานระหว่างระบอบราชาธิปไตย อภิชนาธิปไตย และประชาธิปไตยของอาณาจักรโรมันในยุคนั้นว่า เป็นระบอบการปกครองแห่งอุดมคติที่มีความสมบูรณ์ มีเสถียรภาพและมีความมั่นคงมากที่สุด ถึงกระนั้นก็ตาม เขายังเชื่อว่า ในทางปฏิบัติแล้ว กระแสการปกครองจะมีการหมุนเวียนเป็นวัฏจักร โดยเริ่มจากระบอบราชาธิปไตยแล้วไปสิ้นสุดที่ระบอบประชาธิปไตย ความคิดที่โดดเด่นทางการเมืองของเขาซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อนักคิดรุ่นต่อมาได้แก่ ความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายธรรมชาติ (natural law) เขาเสนอความคิดว่ากฎหมายธรรมชาติค้นพบได้จากการเข้าใจธรรมชาติมนุษย์และตำแหน่งของมนุษย์ในธรรมชาติความเป็นจริง “ต้นกำเนิดของกฎหมายและความถูกต้องค้นพบ (ได้ด้วย) เหตุผลสูงสุดที่ฝังลึกอยู่ในธรรมชาติ” (Cicero, 2004, p. 16) ปัญญาของมนุษย์สามารถเข้ากฎพื้นฐานในธรรมชาติและดึงกฎพื้นฐานตามธรรมชาติเหล่านั้นให้เป็นกฎแห่งความถูกต้องหรือความผิด กฎหมายธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสำหรับมนุษย์แท้ที่จริงแล้วคือ “ปัญญาและเหตุผลของปราชญ์” (Cicero, 2004, p. 19) ในการเข้าถึงธรรมชาติและการเรียนรู้จากธรรมชาติ ปราชญ์ได้เข้าไปแบ่งปันพลังอันศักดิ์สิทธ์หรือจิตวิญญาณของพระเจ้า ดังนั้น กฎหมายธรรมชาติถือเป็นกฎหมายสูงสุด ซึ่งมีความเป็นสากลและความสมบูรณ์ที่สุด (absolute) กฎหมายธรรมชาติจึงแตกต่างต่างกฎหมายของรัฐที่บัญญัติขึ้นโดยผู้ปกครองซึ่งอาจเอารัดเอาเปรียบพลเมืองขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์ของผู้บัญญัติกฎหมาย อาจเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เมื่ออำนาจทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่กฎหมายตามธรรมชาติยุติธรรมและเป็นนิรันดร กฎหมายเช่นนี้จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ เวลา สถานที่ และบุคคล หากแต่ว่าทำหน้าที่ผูกพันพลเมืองทั้งหลาย รัฐทุกรัฐ ผู้ปกครองทุกคนให้เป็นหนึ่งเดียวกันซิซีโรได้เสนอเหตุผลสนับความสมบูรณ์ และความเป็นสากลของกฎหมายธรรมชาติไว้สองประเด็นคือ 1) กฎหมายธรรมชาติมาจากพระเจ้าผู้มีอำนาจสูงสุด (omnipotent) เหนือโลกและจักรวาล และ 2) พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างมนุษย์ โลกและจักรวาล อีกทั้งยังเป็นองค์แห่งปรีชาญาณ (wisdom) และความเป็นเหตุผล (rationality) ดังนั้น เมื่อกฎหมายธรรมชาติเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้แก่มนุษย์จึงต้องสอดคล้องกับหลักความเป็นเหตุผล ยิ่งกว่านั้น ต้องยอมรับโดยดุษฎีว่า ธรรมชาติของโลกและมนุษย์นั้นเป็นสากล และจะคงอยู่ตลอดไปไม่มีวันสูญหาย ข้อบังคับสำหรับปฏิบัติที่สำคัญของกฎหมายดังกล่าวคือ แต่ละคนต้องทำหน้าที่ของตนเองตามฐานะอย่างสมบูรณ์ไม่ขาดตกบกพร่อง และข้อห้ามอันสำคัญของกฎหมายนี้คือ มนุษย์ทุกคนต้องละเว้นจากการประพฤติในทางที่ผิดทั้งข้อบังคับและข้อห้ามของกฎหมายตามธรรมชาติ ส่งผลอันเป็นที่พอใจต่อคนดีเสมอ ขณะเดียวกันก็ไม่มีผลต่อคนที่ทำผิด เพราะมนุษย์ที่ทำผิดก็ได้กระทำแค่ความผิด แต่ไม่จำเป็นที่ต้องรับโทษ

ซิซีโรมีความมั่นใจว่า หลักการสำคัญที่สุดของกฎหมายธรรมชาติย่อมประกอบด้วย ความยุติธรรมเป็นเบื้องต้น และถ้าหากมนุษย์ใช้เหตุผลอย่างถูกต้องเหมาะสมย่อมค้นพบได้ว่า ความยุติธรรมคือตัวชี้วัดว่า สิ่งใดๆ การกระทำใดๆ รวมอีกทั้งใครๆ ที่เลื่อมใสและศรัทธาในข้อบังคับหรือวิธีปฏิบัติอื่นอันผิดต่อความยุติธรรม ย่อมถือได้ว่าเป็นการละเมิดหลักกฎหมายธรรมชาติ เขาได้นำเสนอเพิ่มเติมอีกว่า ความยุติธรรมมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวและเป็นสิ่งซึ่งผูกมัดสังคมมนุษยชาติทั้งหมด ดังที่เขายืนยันว่า

มันจะเป็นความจริงได้อย่างไรถ้ากฎหมายถูกบัญญัติโดยผู้กดขี่ข่มเหง ถ้ากลุ่มผู้ปกครอง สามสิบคนมีความปรารถนาที่จะบัญญัติกฎหมายสำหรับเอเธนส์ หรือถ้าชาวเอเธนส์ทั้งหมดโดยไม่มีข้อยกเว้นยินดีกับกฎหมายของผู้กดขี่ข่มเหง นั้นก็ไม่ได้ทำให้กฎหมายดังกล่าวยุติธรรมใช่ไหม ไม่ใช่เลยในความคิดของข้าพเจ้า กฎหมายที่ผู้ร้ายชาวโรมันเสนอเข้ามา กฎหมายที่คนเผด็จการใช้ตัดสินประหารชีวิตผู้บริสุทธิ์คนใดก็ได้โดยไม่ต้องไต่สวนจะยุติธรรมได้อย่างไร ความยุติธรรมเท่านั้นที่ผูกมัดทุกคนในสังคม เพราะความยุติธรรมตั้งอยู่บนกฎอันเดียวคือการประยุกต์เหตุผลอันถูกต้องให้เป็นคำสั่งและข้อห้าม ใครก็ตามที่ไม่เข้าใจกฎข้อนี้ ไม่ว่าจะได้รับการบันทึกเป็นข้อเขียนหรือไม่ไร้ความยุติธรรม (Cicero, 2004, p. 42)

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความยุติธรรมได้รับการจัดวางไว้บนรากฐานของกฎหมายธรรมชาติ อันได้แก่เหตุผลที่เป็นความจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่สอนให้มนุษย์ทั้งหลายได้ทราบว่าสิ่งใดควรปฏิบัติหรือละเว้น ส่วนหลักเบื้องกลางคือหลักแห่งความเท่าเทียมกัน ซึ่งซิซีโรนำเสนอว่า มนุษย์ทุกคนย่อมเกิดมาโดยมีความเท่าเทียมกันในความสามารถทางเหตุผล และปัญญาของมนุษย์สามารถหยั่งรู้ได้ถึงกฎหมายธรรมชาติ จนทำการแยกแยะว่าสิ่งใดถูกหรือสิ่งใดผิดได้อย่างชัดเจน หรืออีกนัยหนึ่งก็ยังหมายถึงความเท่าเทียมกันทางจิตใจและศีลธรรม หรือกล่าวได้อีกว่า มีความเท่ากันในส่วนที่เกี่ยวกับกฎหมายธรรมชาติ และหลักเบื้องปลายคือ รัฐต้องเป็นประชาคมแห่งศีลธรรมโดยมีจริยธรรมเป็นเป้าหมาย (telos) เพราะรัฐเปรียบเสมือนองค์การแห่งความร่วมไม้ร่วมมือ ซึ่งมีพลเมืองของรัฐทั้งหมดเป็นเจ้าของ และความเป็นจริงที่ว่า การจัดตั้งรัฐขึ้นมาก็เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของพลเมืองของรัฐในการให้บริการที่ต้องให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังนั้น อำนาจต่างๆ ของผู้ปกครองหรือผู้อยู่ในตำแหน่งปกครองคือ อำนาจร่วมของพลเมืองที่มอบให้กับผู้ปกครอง เมื่อเป็นเช่นนี้ กฎหมายแห่งรัฐย่อมเป็นผลผลิตของคนในรัฐ ยิ่งกว่านั้น กฎหมายแห่งรัฐจำต้องสอดคล้องกับหลักกฎหมายธรรมชาติ ซึ่งอยู่ในระดับสูงกว่าทางเลือกของพลเมืองและสถาบันต่างๆ ของรัฐ เมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้กำลังบังคับให้พลเมืองของรัฐปฏิบัติตนตามกฎหมาย ย่อมเป็นการกระทำที่ถูกต้องและชอบธรรม ทั้งนี้เพื่อผดุงไว้ซึ่งเหตุผลและความยุติธรรม

กระบวนทรรศน์ยุคกลาง

กระบวนทรรศน์ยุคกลาง มองทุกอย่างว่าเป็นเส้นทางที่นำไปสู่โลกหน้า (กีรติ บุญเจือ, 2546ค) นักปราชญ์เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ แต่ไม่อาจจะให้ความสุขเที่ยงแท้แก่มนุษย์ได้ จึงต้องทุ่มเททรัพยากรต่างๆ และแสวงหาวิธีการที่สามารถตระเตรียมความสุขในโลกหน้าได้อย่างดี ความรู้ต่างๆ ในยุโรปมีปรัชญาศาสนาคริสต์เป็นแกนกลาง เกิดเป็นระบบเครือข่ายที่ตอบสนองต่อแนวทางปกครองโดยศาสนจักร เนื่องจากหลักค้ำประกันความเป็นจริงถูกเสริมความเข้มแข็งด้วยวิวรณ์ทางศาสนา ใครคิดเห็นไม่ตรงกันจึงถูกกล่าวโทษ โดยมีการจัดตั้งศาลศาสนา (inquisition) ระหว่าง ค.ศ. 1231-1834 เพื่อไต่สวนลงโทษผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีความคิดเห็นขัดแย้งกับคำสอนในศาสนาคริสต์ ปัญญาชนที่เป็นผู้กำหนดความคิดของสังคมล้วนแต่เป็นขุนนางหรือผู้ที่ได้รับการอุปถัมภ์จากผู้มีอำนาจ เช่น ตระกูลพ่อค้า ตระกูลขุนนางหรือราชวงศ์ ขณะที่ผู้มีอำนาจต้องสนิทสนมกับนักบวชชั้นผู้ใหญ่ในศาสนจักรเพื่อคงอำนาจร่วมกันของตนไว้ ผู้ให้แนวคิดทางปรัชญาการเมืองที่สำคัญได้แก่

1. เซนต์ออกัสติน (St. Augustine, ค.ศ. 354-430) เป็นปิตาจารย์หรือปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ของคริสต์ศาสนา อีกทั้งยังเป็นนักเทววิทยาเรืองนามในยุคกลางได้นำเสนอแนวปรัชญาการเมืองไว้ในหนังสือชื่อ “นครของพระเจ้า” (The City of God) หากพิจารณาตามทัศนะของท่านแล้วคือ นครของพระเจ้าประกอบด้วยกลุ่มประชาคม (หรือชุมชน) ของผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าทรงเป็นพระผู้เที่ยงแท้เพียงพระองค์เดียว พร้อมทั้งยอมรับอย่างสิ้นสุดจิตใจว่า พระเยซูคือพระเจ้าที่บังเกิดมาในสังคมมนุษย์โดยยอมรับความทุกข์ทรมานจนถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่มนุษย์ให้หลุดพ้นจากบาป นครของพระเจ้าแห่งนี้คือคริสต์ศาสนจักร หรืออาณาจักรของพระเจ้า และประชากรทั้งหมดของนครแห่งนี้ ต้องดำเนินชีวิตของตนอย่างมีความศักดิ์สิทธิ์ด้วยการเชื่อฟังคำสอนของพระเจ้าและยึดมั่นในคำสอนต่างๆ ของศาสนาพร้อมทั้งต้องนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวัน “นครของพระเจ้า” ที่มีพระเจ้าเป็นผู้ปกครอง ต้องแยกออกจาก “นครของมนุษย์” หรือสังคมการเมืองที่มีมนุษย์เป็นผู้ปกครอง ในเมืองของมนุษย์ประกอบด้วย “ในเมืองของมนุษย์ประกอบด้วยผู้คนที่เจริญชีวิตตามเนื้อหนัง ในเมืองของพระเจ้าประกอบด้วยผู้คนที่ต้องการเจริญชีวิตฝ่าจิตวิญญาณ เมื่อเขาบรรลุถึงสิ่งที่เขาต้องการ เขาจะมีชีวิตในสันติ แต่ละคนย่อมต้องรับผลของสิ่งที่ตนเองกระทำ” (Augustine, 2003, p. 141) เส้นกำหนดเขตแดนระหว่างนครของพระเจ้า และนครของมนุษย์คือ การมีความเชื่อศรัทธาอันมั่นคงในพระเจ้าพร้อมทั้งมีความยินดีอย่างเต็มใจที่จะอุทิศตนเองทั้งหมดให้กับพระเจ้าผู้เป็นองค์แห่งความดี ความจริงสูงสุด และการเจริญชีวิตศักดิ์สิทธิ์เปี่ยมด้วยคุณธรรม กล่าวโดยนัยคือ พลเมืองทั้งหมดในนครของพระเจ้าล้วนมีความศักดิ์สิทธิ์ มีความเพียบพร้อม ส่วนคนชั่วที่มัวเมาในกิเลสของความบาป ย่อมถูกกีดกันออกมาจากนครของพระเจ้า เซนต์ออกัสตินได้บรรยายถึงความแตกต่างระหว่างเมืองของพระเจ้าและเมืองอื่นๆ ว่าดังนี้ “ว่าด้วยความรุ่งเรือง ความก้าวหน้า และเป้าหมายดังที่กำหนดของทั้งสองเมือง ข้าพเจ้าขอพูด ตามที่ข้าพเจ้าเห็นเหมาะสมเพื่อเกียรติของเมืองแห่งพระเจ้า ซึ่งส่องแสงเจิดจ้ากว่าเมืองใดๆ” (Augustine, 2003, p. 135) แต่ในทางปฏิบัติแล้ว “นครของพระเจ้า” และ “นครของมนุษย์” ต่างเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยที่นครของพระเจ้าเป็นความใฝ่ฝันซึ่งกำหนดไว้เป็นอุดมคติ จึงถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมาย (telos) อันสูงสุดของสังคมการเมืองขณะเดียวกัน “นครของมนุษย์” หรือสังคมการเมือง มีหน้าที่จัดการเรื่องราวต่างๆ อันเป็นภาวะทางโลก ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นในการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น กิน ทำงาน นอน ฯลฯ เป็นต้น เพื่อส่งเสริมให้มนุษย์ปรับเปลี่ยนนิสัยและพัฒนาตนเองให้เหมาะสมสำหรับการเข้าไปเป็นสมาชิกในนครของพระเจ้า ดังนั้น ภาระทางสังคมการเมืองจึงต้องมีทั้ง “ทางโลก” และ “ทางธรรม” อย่างไรก็ดี ไม่ได้มีหลักประกันใดๆ ว่าจะเข้าถึงความรอดในโลกนี้ แต่สำหรับผู้ที่เชื่อศรัทธาในพระเจ้าย่อมมีสรวงสวรรค์เป็นบทสรุปที่สูงสุดของการมีชีวิตอยู่กับพระเจ้าตลอดนิรันดร์

เบื้องหลังของการเขียนหนังสือเล่มดังกล่าวที่บรรยายมโนคติของนครแห่งพระเจ้า คือ สภาพความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวนั้น จักรวรรดิโรมันกำลังเสื่อมถอย และใกล้จะถึงการล่มสลายจากสถานการณ์ที่ถูกพวกอนารยชน (barbarians) บุกโจมตี แม้กระนั้น กลุ่มชาตินิยมก็ยังคงมีความเชื่อมั่นว่า คริสตศาสนาซึ่งได้ถูกยอมรับให้เป็นศาสนาประจำชาติแล้ว ไม่ได้ทำหน้าที่ปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นต่อสู้เท่าที่ควรเพื่อป้องกันนครรัฐของตน เพราะพวกเขาถือว่า การกระทำดังกล่าวขัดต่อหลักคำสอนของพระเยซู ผู้สอนให้ชาวคริสต์รักเพื่อนมนุษย์อย่างสิ้นสุดจิตใจโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ถึงแม้ว่าเขาผู้นั้นจะเป็นศัตรูก็ตาม คริสตศาสนาจึงตกเป็นเหยื่อที่ถูกโจมตีว่าเป็น ต้นเหตุแห่งความเสื่อมถอยของจักรวรรดิโรมัน (Augustine, 2003, p. 11) เซนต์ออกัสตินผู้เป็นนักวิชาการที่ต้องมีหน้าที่ป้องกันข้อความเชื่อของคริสตศาสนา จึงได้เขียนหนังสือชื่อ The City of God เพื่อชี้แจง รวมทั้งแก้ต่างให้คริสตศาสนจักรพร้อมทั้งตอบโต้ข้อกล่าวหานี้ เซนต์ออกัสตินให้คำอธิบายว่า คริสต์ศาสนาไม่ได้ต่อต้านสงคราม แต่ต่อต้านความชั่วร้ายอันเป็นผลตามมาจากการทำสงคราม ซึ่งได้แก่ ความรุนแรง ความทารุณโหดร้าย การแก้แค้น ความเกลียดชัง ความดุร้าย ความบ้าคลั่งทางอำนาจ และความทะเยอทะยาน เป็นต้น หากเป็นสงครามที่ชอบธรรม (just war) คริสตชนสามารถเข้าร่วมได้ เพราะมีความจำเป็นในการปกป้องชีวิตและธำรงไว้ซึ่งสันติสุขของส่วนรวม (Augustine, 2003, pp. 13-14) พร้อมกับให้ข้อเสนอว่า การใช้วิธีทางการทูตที่มีการเจรจาระหว่างคู่สงครามเป็นวิธีที่ดีที่สุด และดีกว่าการก่อสงคราม เพราะสงครามในตัวมันเอง เป็นความชั่วร้ายที่พึงรังเกียจในสังคมการเมืองและในสายตาของมวลมนุษยชาติ คำสอนที่สำคัญและมีอิทธิพลมากที่สุดประการหนึ่งของเซนต์ออกัสตินคือ ความคิดเรื่อง “เจตจำนงเสรี” (Free Will) โดยมีการอธิบายว่า มนุษย์มีเสรีภาพในชีวิตและจิตวิญญาณที่จะทำอะไรก็ได้โดยเฉพาะเสรีภาพที่จะปฏิเสธหรือยินยอมเชื่อฟังเสียงของพระเจ้า แล้วอีกพันกว่าปีต่อมาภายหลัง คตินี้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้พวกเสรีนิยมด้านศาสนานำไปใช้

2. เซนต์โทมัส อะไควนัส (St. Thomas Aquinas, ค.ศ. 1225-1274) เป็นนักปรัชญาและนักเทวศาสตร์ของชาวคริสต์ที่มีความสามารถอันโดดเด่นและโด่งดังที่สุดในยุคของปรัชญาสมัยกลาง ในขณะที่เซนต์ออกัสตินได้รับอิทธิพลแนวคิดทางปรัชญาการเมืองจาก เพลโทว์ (Plato) ผ่านทางชิซีโร (Cicero) แต่เซนต์โทมัส อะไควนัส กลับได้รับอิทธิพลปรัชญาการเมืองจากแอเริสทาเทิล (Aristotle) เซนต์โทมัส อะไควนัสเป็นนักปราชญ์ที่มีแนวคิดอันทรงคุณค่าต่อวงการด้านกฎหมายของยุโรปเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่า ท่านเป็นคนแรกที่เสนอว่า กฎหมายล้วนมี “ระดับของอำนาจ” ในการบังคับใช้ที่แตกต่างกันไปตามระดับความสำคัญของแต่ละคดี ความคิดนี้ได้เป็นที่มาของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Laws) ของประเทศต่างๆ รวมทั้งราชอาณาจักรไทยด้วย เซนต์โทมัส อะไควนัส ส่งเสริมและสนับสนุนให้แยก “สถาบันทางการเมือง” และ “สถาบันทางศาสนา” ออกจากกัน แต่ขณะเดียวกันต้องให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน แนวความคิดของท่านในเรื่องนี้กลายเป็นบรรทัดฐานให้พวกเสรีนิยม ร่างบทบัญญัติทางข้อบังคับที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” ขึ้นมาในภายหลัง โดยเฉพาะหมวดศาสนา

เซนต์โทมัส อะไควนัส แบ่งกฎที่ครอบคลุมจักรวาล และสังคมทั้งหมดออกเป็น 4 ประเภทได้แก่ 1) กฎหมายนิรันดร (Eternal Law) คือ กฎที่พระเจ้าใช้ควบคุมเอกภพและจักรวาลทั้งปวงให้ดำเนินไปสู่จุดหมายปลายทาง 2) กฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) คือ กฎของสิ่งมีชีวิต โดยนัยแล้ว กฎนี้เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายนิรันดร ประกอบไปด้วย กฎแห่งศีลธรรม หลักเกณฑ์ทางมโนธรรม หลักการแห่งความเป็นธรรมและความมีเหตุผล 3) กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ (Divine Law) คือ กฎหมายที่พระเจ้าทรงบัญญัติไว้โดยเฉพาะสำหรับแก่มนุษย์ เช่น บัญญัติสิบประการ ธรรมบัญญัติของโมเสส และพระบัญญัติของพระเยซูคริสต์ และ 4) กฎหมายของมนุษย์ (Human Law) คือ กฎหมายทั่วๆ ไปที่ใช้บังคับอย่างเป็นทางการสำหรับส่วนรวมในสังคมมนุษย์ เช่น รัฐธรรมนูญ รัฐบัญญัติ รัฐกฤษฎีกา กฎและระเบียบของกระทรวงต่างๆ ฯลฯ ซึ่งอาจถูกจัดแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) และกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law)

นอกจากนั้น เซนต์โทมัส อะไควนัส ยังเป็นผู้ให้กำเนิดหลักการเรื่องกฎหมายทางบ้านเมือง (Juridico Political Doctrine) ขึ้น ซึ่งทำให้เกิดผลตามมา 2 ประการ คือ 1) กระบวนการบริหารตามกฎหมายลายลักษณ์อักษรจะต้องดำเนินไปด้วยความเสมอภาค และ 2) การใช้อำนาจนิติบัญญัติจะต้องได้รับความยินยอมจากประชาชน เกี่ยวกับระบอบการเมือง เซนต์โทมัส อะไควนัสเชื่อการปกครองที่ดีที่สุดคือการปกครองโดยผู้ปกครองที่มีผู้นำเพียงผู้เดียวเพราะทำให้เกิดเอกภาพ “บางรัฐปกครองโดยคนคนเดียว บางรัฐปกครองโดยคนหลายคน บางรัฐปกครองโดยประชาชนทั้งหมด กฎเกณฑ์หรือการปกครองโดยคนคนเดียว ถ้าผู้นำเป็นคนดี ดีกว่าแบบอื่นๆ หรือดีที่สุด เพราะทำให้เกิดเอกภาพได้ง่ายที่สุด” (Aquinas, 2008, p. 48) แต่ต้องเป็นระบอบกษัตริย์ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) ซึ่งต้องได้รับการยินยอมจากประชาชนเท่านั้น ยิ่งกว่านั้น ท่านยังย้ำอย่างหนักแน่นอีกว่า การปกครองของกษัตริย์ต้องเป็นการบริหารชีวิตและเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อประชาชน หาไม่แล้วกษัตริย์อาจกลายเป็นทรราชได้ สาระสำคัญเกี่ยวกับรูปแบบทางการเมืองของท่านพอประมวลสรุปได้ดังนี้คือ 1) กษัตริย์ทรงปกครองประชาชนของพระองค์โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความสุขและความเจริญก้าวหน้าในชีวิตของพวกเขาเท่านั้น มิใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตนอันเป็นลักษณะของทรราช 2) การปกครองโดยมีกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวนั้น ประชาชนย่อมได้ชื่นชมในสันติภาพ ความยุติธรรมและความมั่งคั่งในทรัพย์สินของรัฐ 3) การปกครองโดยกษัตริย์เป็นการปกครองที่ดีที่สุด ตรงข้ามกับการปกครองของทรราชที่เป็นการปกครองที่เลวที่สุด 4) การกำหนดกลไกของการปกครอง (การตรวจสอบอำนาจ) ที่ชัดเจนมีความสำคัญมาก ในการป้องกันไม่ให้มีระบอบทรราชขึ้นมา (นั่นคือ กษัตริย์ควรถูกตรวจสอบโดยประชาชนได้ เพื่อไม่ให้หลงใหลหรือระเริงในอำนาจที่ตนมีอยู่ฝ่ายเดียวแล้วทำการกดขี่ประชาชน) 5) การปกครองโดยกษัตริย์เพียงองค์เดียว ย่อมดีกว่าการปกครองโดยคณะบุคคล 6) การปกครองแบบราชอาณาจักร ต้องกำจัดโอกาสในการใช้อำนาจแบบทรราชออกไปให้หมดในทุกระดับชั้นของสังคม (โดยผ่านการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม) 7) กษัตริย์ควรมีอาจารย์หรือที่ปรึกษาที่ดีทำหน้าที่คอยชี้แนะหลักเกณฑ์ในการปกครองบ้านเมืองที่ถูกต้องเพื่อจะได้เป็นกษัตริย์ที่ดี มีความเพียบพร้อมสำหรับการดูแลประชาชนให้อยู่ดีมีสุข 8) การปกครองที่ดีของกษัตริย์จะทำให้ราชอาณาจักรประสบแต่ความสุข ความก้าวหน้า มีความยุติธรรมเป็นที่ตั้งและมีเสถียรภาพและความมั่นคงในทุกด้าน และ 9) กษัตริย์ต้องปกครองประชาชนของพระองค์ให้มีคุณธรรมเพื่อให้เขาเหล่านั้น ทำให้วิถีชีวิตบรรลุถึงจุดหมายปลายทางสุดท้ายคือ การมีชีวิตที่ดี ตามคำสอนของแอเริสทาเทิล และต้องหาทางควบคุมผู้ที่จะก่อความชั่วร้ายให้เกิดขึ้นในสังคมซึ่งจะนำพาสังคมไปสู่วิถีทางที่มีแต่ความวุ่นวาย ไม่เป็นระเบียบแบบแผน

กระบวนทรรศน์นวยุค

กระบวนทรรศน์นวยุค มองทุกอย่างว่าเป็นระบบเครือข่ายแบบวิทยาศาสตร์ (กีรติ บุญเจือ, 2546ง, หน้า 166) เริ่มเมื่อวิทยาศาสตร์ค้นพบวิถีทางที่แน่ชัด ก็ได้แยกตัวเป็นวิชาอิสระประมาณ ค.ศ. 1500 ผู้มีความคิดทางปรัชญาการเมืองที่สำคัญ ได้แก่

1. บารอน เดอ มองเตสกิเออร์ (Baron de Montesquieu, ค.ศ. 1689-1755) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ ชาร์ลส์ หลุยส์ เดอ เซ็กกองดาต์ (Charles Louis de Secondat) เป็นขุนนางชาวฝรั่งเศสซึ่งเขียนหนังสือ เรื่อง วิญญาณแห่งกฎหมาย (The Spirit of Laws) โดยใช้เวลาศึกษาค้นคว้ากว่า 20 ปี หนังสือเล่มนี้พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน ค.ศ. 1748 และต่อมาได้รับการตีพิมพ์อีก 22 ครั้ง และมีการแปลเป็นภาษาของที่อาศัยอยู่ในโลกตะวันตกเกือบทุกภาษา ท่านเป็นนักคิด นักปรัชญาการเมืองผู้ให้กำเนิดแนวคิดการปกครองอันเป็นต้นแบบของการปกครองแบบประชาธิปไตย โดยเขาได้เสนอว่าการปกครองที่ดีก็คือการปกครองที่ “เมื่อประชาชนในสาธารณรัฐมีอำนาจสูงสุด นี่คือการปกครองระบอบประชาธิปไตย ในระบอบประชาธิปไตยประชาชนบางกลุ่มเป็นผู้กุมอำนาจในการปกครอง และประชาชนคนอื่นๆ เป็นผู้อยู่ใต้การปกครอง (ในการปกครองตามรูปแบบนี้) ประชาชนผู้มีอำนาจสูงสุดเป็นผู้เลือกโดยตัวเองว่าอะไรที่เขาทำได้อย่างสะดวกที่สุด และอะไรที่เขาทำไม่ได้ ผู้เขาต้องเป็นจัดการเรื่องการบริหาร การบริหารจะไม่ตกอยู่ในมือของผู้ใดที่พวกเขาไม่ได้แต่งตั้ง นี่คือคติพจน์พื้นฐานของรัฐบาลชนิดนี้ ประชาชนควรเป็นผู้เลือกผู้ปกครอง ซึ่งเป็นผู้บัญญัติกฎหมาย” (Montesquieu, XI.6) เขายังให้การชี้แนะต่อไปว่าในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอำนาจปกครองสูงสุดหรืออำนาจอธิปไตยออกเป็น 3 ฝ่าย คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ เพราะ

“เมื่ออำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารรวบไว้กับคนเดียว หรืออยู่ในกลุ่มของ magistrate เมื่อนั้นจะไม่มีอิสรภาพ เพราะจะเกิดการยึดอำนาจ ถ้าไม่เช่นนี้กษัตริย์พระองค์เดิมหรือสภาสูงสภาเดียวคงไม่บัญญัติกฎหมายที่กดขี่ข่มเหง และใช้กฎหมายนั้นเพื่อการกดขี่ข่มเหง ย้ำอีกครั้งหนึ่ง จะไม่มีอิสรภาพถ้าอำนาจตุลาการไม่แยกออกจากอำนาจนิติบัญญัติ” (Montesquieu, XI.6)

เขาเสนอเช่นนี้เพราะไม่ต้องการให้อำนาจการปกครองรัฐอยู่ภายในมือของบุคคลเพียงคนเดียว เพราะบุคคลใดก็ตามหากว่ามีอำนาจอยู่ในมือ มักจะใช้อำนาจเกินเลยขอบเขตที่เขาควรทำอยู่เสมอ มองเตสกิเออร์ อำนาจทั้งสามส่วนมีหน้าที่ตรวจสอบ และถ่วงดุลอำนาจอีกสองฝ่ายที่เหลือ ขุนนางควรมีอำนาจบัญญัติและยับยั้งกฎหมายร่วมกับสภาจากประชาชน รวมถึงการกำหนดงบประมาณ แต่ไม่ควรเข้ามาทำงานด้านอำนาจบริหาร ส่วนกษัตริย์ไม่มีอำนาจออกกฎหมาย มีแต่อำนาจยับยั้งการใช้กฎหมาย แต่สภาก็ยังสามารถตรวจสอบได้ว่าการใช้อำนาจบริหารขณะนั้นเหมาะสมหรือไม่ และสามารถกล่าวหาและเอาผิดที่ปรึกษาของกษัตริย์และเสนาบดีในฐานะเป็นฝ่ายบริหารที่ทำหน้าที่แทนกษัตริย์ได้

แนวคิดทางด้านการเมืองของมองเตสกิเออร์ ในหนังสือเล่มดังกล่าวมีอิทธิพลอย่างมากต่อสังคมในโลกตะวันตกและรัฐธรรมนูญการปกครองของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือว่าเป็นแม่แบบของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการแบ่งแยกอำนาจ และระบบคานอำนาจ มองเตสกิเออร์มีความเห็นว่า เสรีภาพเป็นการที่จะทำในสิ่งที่ต้องการและไม่บังคับให้กระทำในสิ่งที่ไม่ต้องการ โดยจะต้องมีกฎหมายทำหน้าที่เป็นตัวกลางเพื่อกำหนดว่า สิ่งใดที่ประชาชนควรทำหรือไม่ควรทำ เพื่อมิให้เสรีภาพของคนหนึ่งไปล่วงล้ำเสรีภาพของคนอื่น และระบบกฎหมายแบบนี้จะไม่เกิดกับระบอบทรราชที่ใช้อำนาจเพื่อทำให้ประชาชนหวาดกลัว

2. วอลแตร์ (Voltaire) หรือ ฟรองซัวส์ มารี อรูเอต์ (Francois-Marie-Arouet, ค.ศ.1694-1778) เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ที่เสนอผลงานออกมามากมายสู่สาธารณชนในหลายประเภท ไม่ว่าบทละคร นิยาย นิทานเชิงปรัชญา ประวัติศาสตร์ และบทกวี และเป็นที่น่าสังเกตว่า ผลงานของเขาส่วนใหญ่เป็นการเผยแพร่ความคิดทางปรัชญาไปสู่สาธารณชน พร้อมทั้งกระตุ้นชาวฝรั่งเศสให้มีความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อต่อต้านระบบสถาบันการปกครองแบบเก่า อีกทั้งให้แนวคิด เพื่อรณรงค์ให้มีการขจัดไม่เพียงแค่ความอยุติธรรมเท่านั้น แต่รวมทั้งความเชื่อที่งมงายทางศาสนาทั้งหลายให้หมดสิ้นไปจากสังคม นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนการเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพและการแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นอิสระของประชาชน

ผลงานต่างๆ ของวอลแตร์ได้ก่อให้เกิดสิ่งหนึ่งที่เรียกว่า “ความคิดเชิงวิพากษ์วิจารณ์" (L‘esprit critique) แก่ชาวฝรั่งเศส โดยหมายมุ่งที่จะทำการวิพากษ์วิจารณ์ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม วอลแตร์ใช่ว่าจะโจมตีระบอบการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สถาบันกษัตริย์ การใช้อำนาจตามอำเภอใจของกษัตริย์ สถาบันศาสนา และคำสอนเกี่ยวกับความเชื่อที่งมงายเท่านั้น แต่เขาได้สอดแทรกแนวคิดต่างๆ เพื่อทำการโจมตีการกระทำที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนในระบอบศักดินาเอาไว้ไม่น้อย ดังความคิดเห็นของเขาซึ่งบรรยายไว้ในงานเขียนว่า

“สามัญชนอันเป็นคนจำนวนมากที่สุด มีคุณธรรมที่สุด และควรแก่การเคารพยกย่องที่สุด อันประกอบไปด้วยผู้ศึกษากฎหมายและวิทยาศาสตร์ พ่อค้า ช่างฝีมือ และชาวนา ผู้ประกอบอาชีพอันสูงส่งแต่ไร้เกียรติ สามัญชนเหล่านี้ เคยได้รับการเหยียดหยามจากเจ้า และนักบวชราวกับว่าเป็นสัตว์ ต้องใช้เวลานับเป็นศตวรรษทีเดียว ที่จะสร้างความยุติธรรมให้แก่มนุษยชาติ ในอันที่จะทำให้ประจักษ์ว่า เป็นความสยดสยองยิ่ง ที่คนส่วนใหญ่เป็นผู้หว่านไถ แต่คนส่วนน้อย เป็นผู้ชุบมือเปิบเอาพืชผลนั้นไป” (Voltaire, 2003, p. 52)

ความคิดดังกล่าวของวอลแตร์ ปรากฏอย่างชัดเจนในหนังสือเรื่อง “จดหมายปรัชญา (The Philo-sophical Letters) หรือที่รู้จักในอีกชื่อว่า จดหมายเรื่องเมืองอังกฤษ (Letter on the English) เนื้อหาของหนังสือดังกล่าวได้บรรยายโจมตีสถาบันและกฎระเบียบต่างๆ ที่แสนจะล้าหลังของฝรั่งเศส นอกจากนี้เขายังเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศฝรั่งเศสให้ทันสมัยเหมือนกับประเทศอังกฤษ

วอลแตร์ได้นำหลักการใช้วิชาการ (เชิงเหตุผล) (L‘esprit scientifique) มาเผยแพร่ให้ประชาชนชาวฝรั่งเศส เพื่อเอามาประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต หลักการทั่วไปคือต้องมีการใช้เหตุผลสำหรับแก้ปัญหา และรู้จักคิดพิจารณาอย่างรอบคอบถี่ถ้วนก่อนที่จะเชื่อหรือยอมรับหรือปฏิเสธเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาได้ใช้ผลงานของเขาเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่แนวความคิดทางปรัชญาแก่สาธารณชน เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนได้เข้าใจและตระหนักในปัญหาต่างๆ ของสังคมที่กำลังเกิดขึ้น แนวคิดและความรู้เหล่านี้จึงเปรียบเสมือนแสงสว่างทางปัญญาสำหรับประชาชนทั่วไป เขามีส่วนเป็นอย่างมากในทำให้ประชาชนมีเสรีภาพทางความคิด โดยอาศัยทั้งการพูด การพิมพ์และการนับถือศาสนาให้เห็นเป็นแบบอย่าง พร้อมชี้ตัวอย่างอันชัดเจน เช่น การเมืองการปกครองแบบอังกฤษ เขาจึงเป็นผู้มีอิทธิพลเป็นอย่างมากในประเทศฝรั่งเศสช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 จนกระทั่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและศาสนา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม “การปฏิวัติฝรั่งเศส” (French Revolution, 1789)

3. ฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau, ค.ศ. 1712-1778) เป็นเจ้าของแนวคิดเรื่องสัญญาประชาคมและผู้นำคนสำคัญแห่งปรัชญายุคแสงสว่างทางปัญญา เขาเขียนหนังสือหลายเล่มที่มีเนื้อหาโจมตีความเหลวแหลกของสังคม ตลอดจนการบริหารที่ล้มเหลวของรัฐบาล นอกจากนี้เขายังแสดงทัศนะเกี่ยวกับระบบการให้การศึกษา ปัญหาความไม่เสมอภาคทางสังคมอันเป็นผลจากสภาวะแวดล้อม รวมทั้งการถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน และแนวทางการปกครองและอื่นๆ

รุสโซ ได้ฝึกอ่านหนังสือและศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเองตั้งแต่เด็ก เมื่อเขามีอายุได้ 16 ปีก็ออกเดินทางจากเจนีวาเพื่อท่องเที่ยวและหางานทำไปเรื่อยๆ จนได้เป็นผู้ช่วยทูต เขาได้ตีพิมพ์หนังสือ Discourse on the Arts and Sciences (1750) ซึ่งสร้างชื่อให้เขาอย่างมากจนประสบกับความสำเร็จตามที่ตนได้ตั้งใจไว้ในเวลาต่อมา นอกจากนั้น เขายังมีผลงานออกมาสู่สังคมทั้งหนังสือวิชาการและนิยาย เช่น Julie, ou la nouvelle Heloise (The New Heloise) และ The Confessions of Jean-Jacques Rousseau

งานเขียนชิ้นเอกของเขาซึ่งเป็นตำราทางการเมืองที่สำคัญและมีอิทธิพลมาก คือ สัญญาประชาคม (The Social Contract) ค.ศ. 1762 ซึ่งประกอบด้วยเนื้อหาว่าด้วยปรัชญาทางการเมือง การปกครองและพันธสัญญาทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับประชาชน งานเขียนเรื่องนี้ทำให้รุสโซได้ชื่อว่าเป็นผู้วางรากฐานการปกครองแบบอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้มุ่งที่จะต่อต้านระบบสมบูรณาญาสิทธิราชในฝรั่งเศส ในตอนต้นของหนังสือรุสโซพยายามชี้ให้คนทั้งหลายเห็นว่า สภาวะธรรมชาตินั้นเป็นสภาวะที่มนุษย์มีความผาสุก มีอิสรเสรีและมีความเสมอภาค อย่างไรก็ตาม แม้ว่า “มนุษย์จะเกิดมาอย่างมีเสรีภาพ แต่ทุกหนทุกแห่งมนุษย์ก็ถูกตรึงด้วยโซ่ตรวนแห่งพันธนาการ บางคนคิดว่าตนเองเป็นเจ้านายของคนอื่น แต่เขาก็ยังเป็นทาสยิ่งกว่าผู้อื่น ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร” (Russeau, 1992, p. 11) รุสโซได้ไขข้อข้องใจว่าผู้คนตกเป็นทาสเพราะความบกพร่องของผู้ปกครองที่เอารัดเอาเปรียบและกดขี่ข่มเหงผู้อยู่ภายใต้การปกครอง ไม่ได้ใส่ใจทำตามพันธสัญญาในการบังคับใช้กฎหมายเพื่อทำให้เกิดเสรีภาพ รุสโซได้เสนอว่าการปกครองที่ชอบธรรมต้องมาจากฉันทามติของประชาชน โดยการร่วมกันทำสัญญาประชาคม ซึ่งเป็นสัญญาที่แต่ละคนเข้าร่วมกับทุกคนเป็นประชาสังคม (civil society)เพื่อสร้างอธิปไตย (sovereign) และมีเจตจำนงอันเดียวกัน (general Will) เพื่อก่อตั้งรัฐบาลขึ้นได้ และมอบให้อำนาจแก่รัฐบาลเพื่อทำหน้าที่รับใช้ประชาชน ดังนั้นรัฐบาลจึงเป็น “ตัวกลางระหว่างประชาชนและอำนาจอธิปไตยเพื่อทำหน้าที่ในการสื่อสารกับทั้งสองฝ่าย เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่บัญญัติและใช้กฎหมาย รักษาเสรีภาพของพลเมืองและเสรีภาพทางการเมือง” (Russeau, 1992, p. 31) ขณะเดียวกัน เขาก็ชี้แนะว่า ถ้าเมื่อใดที่ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลที่กำลังบริหารประเทศอยู่ ก็อาจดำเนินการให้เปลี่ยนแปลงรัฐบาลได้ แนวความคิดของรุสโซถือว่าเป็นรากฐานของระบอบประชาธิปไตยในเวลาต่อมาแม้ว่าเป็นนักปรัชญาชาวสวิส แต่ก็เป็นผู้มีอิทธิพลอย่างมากต่อการปฏิวัติฝรั่งเศส ในหนังสือเล่มนี้

4. โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes, ค.ศ. 1588-1679) เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษผู้ผลิตผลงานด้านการเมืองให้ปรากฏอยู่ในหนังสือที่มีชื่อว่า ลีไวอาทัน (Leviathan) อันเป็นงานเขียนชิ้นเอกของเขา เขาได้นำเสนอความคิดว่ามนุษย์เป็นเพียงวัตถุที่ประกอบด้วยเนื้อหนัง ความรู้สึก และความต้องการที่หลีกเลียงความเจ็บปวด ความลำบาก และความต้องการความสุขสบาย (Hobbes, 1996, p. 16) ก่อนหน้าที่มนุษย์จะมาอยู่รวมกันจนเป็นสังคมการเมือง มนุษย์มีอิสระและเสรีภาพที่จะกระทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนเองปรารถนา (Hobbes, 1996, p. 21) ดังนั้น มนุษย์ในสภาวะตามธรรมชาติจึงไม่ต่างอะไรจากสัตว์ หรือพูดอีกนัยอยู่ใน “สภาวะสงคราม” (State of War) แต่ละคนล้วนคำนึงถึงและพร้อมที่จะทำการใดๆ เพื่อยื้อแย่งทรัพยากรมาตอบสนองความความต้องการของตนเอง โดยไม่คำนึงถึงคนอื่นเลย แต่สภาวะแบบนี้ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับมนุษย์เลย ในทางตรงข้ามกลับผลักดันให้มนุษย์อยู่ในสภาพที่ตรงข้ามกับสิ่งที่ตนเองต้องการ

ในสภาพเช่นนี้ไม่มีพื้นที่สำหรับอุตสาหกรรม เพราะผลผลิตที่ได้ไม่มีความแน่นอน และผลที่ตามมาคือไม่มีความเป็นวัฒนธรรมในโลก หรือการเดินทางทางเรือ หรือการใช้สินค้าที่นำเข้าในประเทศทางเรือ ไม่มีอาคารพาณิชย์ ไม่มีอุปกรณ์เพื่อการขนย้าย หรือโยกย้าย เพราะสิ่งเหล่านั้นต้องการกำลังอย่างมาก ไม่มีความรู้บนโลก ไม่มีการนับเวลา ไม่มีศิลปะ และชีวิตของมนุษย์ก็ตกอยู่ในความโดดเดี่ยว ยากจน สกปรก และอายุสั้น (Hobbes, 1996, p. 113)

สภาพเช่นนี้ส่งผลให้มีความวุ่นวายเกิดขึ้น มนุษย์จึงตกลงกันที่จะหาคนกลางมาทำหน้าที่ปกครองเพื่อให้เกิดสังคมการเมืองที่คนทั้งหลายใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีสันติสุข โดยแต่ละคนทำสัญญาประชาคมเสียสละอำนาจอธิปไตยของตนให้แก่ฝ่ายปกครอง แต่ทั้งนี้ประชาชนยังมีสิทธิเลือกการปกครองที่สอดคล้องกับความต้องการของคนส่วนใหญ่ โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า ทุกคนจะต้องเชื่อฟังผู้ปกครอง ซึ่งจะเป็นผู้ออกกฎหมายมาบังคับใช้กับประชาชนต่อไปอย่างเด็ดขาด และเมื่อมอบอำนาจอำนาจอธิปไตยให้กับรัฐบาลแล้วไม่อาจเรียกกลับคืนได้ (Hobbes, 1996, p. 221) อาจกล่าวได้ว่า แม้ฮอบล์นิยมระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชที่มีกษัตริย์เป็นผู้ปกครอง แต่ก็ยังมีแนวความคิดว่า อำนาจของกษัตริย์ไม่ใช่อำนาจของเทวสิทธิ์หรืออำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งพลเมืองไม่สามารถแตะต้องได้ ความจริงแล้ว อำนาจของกษัตริย์เป็นอำนาจที่ประชาชนยินยอมพร้อมใจมอบให้ เพื่อว่าพระองค์จะได้นำไปสร้างสรรค์ความสุขให้กับสังคมมวลรวม ส่วนทางศาสนจักรนั้น ฮอบส์มีความเห็นว่าไม่ควรเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปกครองของรัฐ นอกจากนี้ ฮอบส์ ยังโจมตีความเชื่อทางศาสนาของมนุษย์ว่าเป็นเรื่องไร้เหตุผล และส่งเสริมหลักการที่ว่ามนุษย์ควรมีชีวิตอยู่ด้วยเหตุผล และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ควรอยู่ด้วยความเชื่องมงาย อย่างไรก็ตามฮอบส์มิได้ปฏิเสธพระเจ้า แต่ปฏิเสธพิธีกรรมและอำนาจของผู้นำทางศาสนา

5. จอห์น ล็อก (John Locke, ค.ศ. 1632-1704) เป็นนักปรัชญาชาวอังกฤษ เป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง Two Treatises of Government (ค.ศ. 1689) แนวคิดหลักของหนังสือเล่มนี้คือมนุษย์ทุกคนล้วนเท่าเทียมกัน

“สภาวะตามธรรมชาติมีกฎธรรมชาติที่ผูกมัดทุกคนกำกับอยู่ และกฎเกณฑ์แห่งเหตุผลซึ่งมนุษย์ทุกคนต้องใช้สอนมนุษย์ทุกคนรู้ว่ามนุษย์ทุกคนมีเสรีภาพ เท่าเทียมกัน ไม่ควรทำร้ายผู้อื่นด้วยการฆ่า ทำร้ายร่างกาย ลิดรอนเสรีภาพ หรือทรัพย์สิน... เมื่อถึงคราวที่ต้องปกป้องตนเองในสถานการณ์ที่ไม่ใช่การแข่งขัน เขาควรพยายามให้ถึงที่สุดเพื่อรักษาชีวิตไว้ หากการกระทำดังกล่าวไม่ละเมิดความยุติธรรมต่อผู้อื่น ลิดรอนหรือทำร้ายชีวิตผู้อื่น” (Locke, 2006, p. 24)

เขาได้นำเสนอทฤษฎีที่กำหนดว่า รัฐบาลได้ถูกจัดตั้งขึ้นโดยความยินยอมของประชาชน และต้องรับผิดชอบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ประชาชนเป็นที่มาของอำนาจทางการเมืองและมีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลจึงมีหน้าที่ปกครองโดยคำนึงถึงผลประโยชน์และสิทธิทางธรรมชาติของประชาชนอันได้แก่ การมีชีวิต เสรีภาพ และการครอบครองทรัพย์สิน นอกจากนั้นแล้ว ยังมีอำนาจภายในขอบเขตที่ประชาชนมอบให้ และจะใช้ซึ่งอำนาจนั้น เพื่อสร้างสรรค์ผลประโยชน์ของประชาชนเท่านั้น

“เป้าหมายของกฎหมายไม่ใช่ยกเลิก หรือจำกัดเสรีภาพ แต่ปกปักรักษาและส่งเสริมเสรีภาพ รัฐมีไว้เพื่อบัญญัติกฎหมาย (เพื่อจุดมุ่งหมายนี้) ที่ใดก็ตามที่ไม่มีกฎหมายที่นั้นไม่มีเสรีภาพ... เมื่อใดก็ตามอำนาจตกอยู่ในมือของรัฐบาลของประชาชน รัฐบาลมีหน้าที่ใช้กฎหมายนี้เพื่อทรัพย์สมบัติของประชาชน หากรัฐใช้กฎหมายรอดรอน รุกราน หรือบีบบังคับประชาชนตามความพึงพอใจ และสั่งประชาชนให้ทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง รัฐบาลก็กลายเป็นทรราช” (Locke, 2006, p. 218)

ขณะเดียวกัน รัฐต้องไม่เข้าแทรกแซงในกิจการส่วนตัวของปัจเจกบุคคล นอกจากมีกรณีที่จำเป็นจริงๆ เช่น ต้องทำการรักษาเสรีภาพและทรัพย์สินของผู้นั้น หากรัฐบาลไม่ทำตามพันธสัญญาประชาชนมีสิทธิเรียกอำนาจในการปกครองคืนได้

กระบวนทรรศน์หลังนวยุค

ลัทธิหลังนวยุคเป็นผลิตผลกระแสหนึ่งจากการพัฒนาปรัชญาอรรถปริวรรต ผู้นิยมใช้วิธีอรรถปริวรรตไม่จำเป็นต้องเป็นนักหลังนวยุคเสมอไป ปรัชญาอรรถปริวรรตจึงมีขอบเขตกว้างกว่าปรัชญาหลังนวยุค (กีรติ บุญเจือ, 2546ฉ, หน้า 19) กระบวนทรรศน์หลังนวยุคมองทุกอย่างด้วยวิจารณญาณ มีการวิเคราะห์แยกประเด็นเพื่อความเข้าใจที่เป็นกลาง ประเมินค่าแต่ละส่วนที่แยกแยะออกมาว่าให้คุณหรือโทษแก่มนุษย์อย่างไร และประยุกต์ส่วนที่สร้างคุณประโยชน์ไว้ใช้ตามเป้าหมายของมนุษยชาติ แล้วชี้แจงอย่างมีเหตุผลตามความนิยม เพื่อจูงใจให้มีการพัฒนาความเข้าใจและความคิดสร้างสรรค์เพื่อความเจริญก้าวหน้า เริ่มตั้งแต่การที่ อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) เสนอว่าอย่าหลงใหลวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์มิได้ให้ความจริง แต่ให้เพียงสิ่งที่เป็นประโยชน์ ดังนั้น เราต้องใช้วิทยาศาสตร์เพื่อรับใช้มนุษย์ในขอบข่ายของศีลธรรมและศาสนา

คำว่า “กระบวนการทรรศน์” เป็นศัพท์บัญญัติขึ้นใหม่เพื่อแปลคำภาษาอังกฤษว่า “paradigm” ซึ่งแผลงมาจากคำภาษาลาตินว่า “paradigm” ที่แผลงมาจากภาษากรีกอีกต่อหนึ่งว่า “paradeigma” เป็นคำนาม แปลว่า แม่แบบ รูปแบบ (pattern หรือ model) (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 183) เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1475 ได้มีผู้เริ่มใช้คำ paradigm ให้มีความหมายพิเศษในภาษาอังกฤษว่ารูปแบบ (model) หรือแบบแผน (pattern) (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 184) ต่อมา ทามเมิส คูห์น (Thomas Kuhn, ค.ศ.1922-1996) ได้ริเริ่มใช้ศัพท์คำนี้ในวงการวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1962 และ เจ เอ บาร์เคอร์ (J.A. Barker) ได้เริ่มใช้ในวงการจิตวิทยาสังคมตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 เพื่อหมายถึงกระบวนทรรศน์ (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 185)

“กระบวนทรรศน์ปรัชญา” ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ กีรติ บุญเจือ หมายถึง ความคิดพื้นฐานหรือความคิดร่วมกันในสังคม อันมีอิทธิพลต่อทัศนคติและวิถีของการตัดสินใจของผู้อยู่ในกระบวนทรรศน์นั้นๆ

กระบวนการของกระบวนทรรศน์ที่ 5 (The Postmodern Paradigm Movement)

สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ได้ทำลายชีวิตมนุษย์ บาดเจ็บ พิการเป็นจำนวนมาก มีจุดเริ่มต้นจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ จึงเกิดคำถามขึ้นมาว่าวิทยาศาสตร์จะสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ในโลก หรือว่าจะทำลายมนุษย์ให้หมดโลกกันแน่ หากจะยึดถือกระบวนทรรศน์แบบสมัยใหม่ต่อไป ผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง The Day After และคนอื่นๆ อีกมากพากันตอบแบบยืนยันอย่างหนักแน่นและเด็ดเดี่ยวว่า จะทำลายมนุษย์หมดโลกแน่ หากจะยึดถือกระบวนทรรศน์แบบนวยุคกันต่อไป (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 167)

นักปราชญ์นามอุโฆษชื่อ อิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant, 1724-1804) ชาวเยอรมันให้ความเห็นต่อความเป็นไปของสังคมมนุษย์ในช่วงนั้นว่า วิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้ความจริง ดังนั้น มนุษย์จงอย่าได้หลงใหลและเชื่อมั่นอย่างสูงสุด แต่มนุษย์เราต้องใช้วิชาการทางวิทยาศาสตร์ให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษยโลก ภายใต้หลักการของขอบข่ายของศีลธรรมเท่านั้น หลักการทางปรัชญาของ อิมมานูเอล คานท์ ดังกล่าว เป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนทรรศน์ปัจจุบัน คือ ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1800 เป็นต้นมา แต่ความสนใจอย่างจริงจังต่อกระบวนทรรศน์นี้ได้เริ่มขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นี้เองจากนักคิดกลุ่มหลังนวยุค โดยที่เขาเหล่านั้นพบว่า หลักการทางปรัชญาต่างๆ ที่ผ่านมา ล้วนแต่ให้การส่งเสริมเพื่อก่อให้เกิดการยึดมั่นถือมั่น (attachment) เพราะมีปรากฏการณ์ต่างๆ ตามกาลเวลาที่ผ่านมาบ่งบอกให้รู้และเห็นได้อย่างชัดเจนว่า หากนักคิดคนใดให้การยอมรับระบบความคิดใดหนึ่ง เขาก็ยืนยันว่าระบบแบบที่เขายอมรับเท่านั้นมีความถูกต้อง ความคิดต่างๆ ที่นอกจากหลักการหรือระบบของเขาแล้วย่อมผิดหมด ดั่งวาทะของพระพุทธเจ้า อิทะเมวะ สัจจัง โมฆะมัญญัง ซึ่งแปลเอาความหมายได้ว่า ของฉันนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะหมด (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 197)

กระบวนทรรศน์ใหม่ดังกล่าว จะต้องสามารถแก้ไขจุดบกพร่องของกระบวนทรรศน์ในอดีตให้ได้ และจะต้องขจัดปัญหาหรือสาเหตุหลักที่เอื้อต่อการก่อให้เกิดสงคราม ขณะเดียวกันต้องให้การสนับสนุนส่งเสริมแนวคิดที่ก่อให้เกิดสันติภาพ เมื่อรู้ว่าทั้ง 4 กระบวนทรรศน์ล้วนแต่มีประเด็นที่เอื้อให้เกิดสงคราม เพราะร่วมกันยึดมั่นถือมั่น พระพุทธเจ้าทรงรู้ว่าการยึดมั่นไม่เอื้อต่อการพบความจริง จึงทรงสอนให้ใช้ กาลามสูตรเป็นหลักพิจารณาว่า ปราชญ์ทั่วไปจะสรรเสริญหรือตำหนิ จำต้องพิจารณาตรึกตรองให้ถ่องแท้ด้วยตนเองจนสามารถรู้จักได้ว่าสิ่งต่างๆ ที่ตนพิจารณาตรึกตรองนั้นเป็นอะไรอย่างแท้จริงในทุกมิติเสียก่อน แล้วจึงรับว่าสิ่งที่ตนรู้นั้นเป็นความจริง (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 197-198) เพราะว่า

การยึดมั่นถือมั่น เป็นเหตุให้เกิด การแบ่งแยก

การแบ่งแยก เป็นเหตุให้เกิด การแข่งขัน

การแข่งขัน เป็นเหตุให้เกิด การไม่ไว้วางใจกัน

การไม่ไว้วางใจกัน เป็นเหตุให้เกิด การทำลายกัน

เมื่อพบประเด็นร่วมอันเอื้อต่อการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างบุคคล สังคม ชนชาติตลอดจนประเทศทั้งหลาย อันเป็นการขัดแย้งกันในรูปแบบสงครามในกระบวนทรรศน์ทั้ง 4 รูปแบบที่มีมาก่อนแล้วบรรดานักปรัชญาในช่วงหลังสงครามโลก จึงมุ่งชักชวนให้ทำการขจัดหรือตัดความยึดมั่นถือมั่น เพราะ

ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นำไปสู่ การแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ

การแบ่งหน้าที่ ฯ นำไปสู่ การส่งเสริมกัน

การส่งเสริมกัน นำไปสู่ ความไว้วางใจกัน

ความไว้วางใจกัน นำไปสู่ ความร่วมมือ

ความร่วมมือ นำไปสู่ สันติภาพ

(กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 201)

ปรัชญาของอิมนานูเอล คานท์ ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งเพื่อจูงใจผู้คนทั้งหลายให้ยอมรับความรู้จากประสบการณ์และเหตุผลทางตรรกะ (วิทยาศาสตร์) เช่น มีข้อพิสูจน์ให้เห็นว่า เส้นขนานอาจจะมีโอกาสพบกันได้ ซึ่งมีผลปรากฏออกมาในเชิงปฎิฐานคือ คนรุ่นใหม่ลดการยึดมั่นถือมั่น แต่เกิดผลลัพธ์ในเชิงนิเสธ คือ มนุษย์มีกลับมีความรู้สึกเคว้งคว้าง อ้างว้างและเดียวดาย เพราะไม่มีหลักการอะไรที่จะสนับสนุนให้คนทั้งหลายสร้างความมั่นใจได้อย่างถ่องแท้ จึงได้มีผู้เสนอแนะให้กลับไปยึดถือในศาสนาดั้งเดิมบ้าง เชื่อตามคำสอนของผู้ที่ตนเองคิดว่าเป็นผู้รู้บ้าง ซึ่งวิธีนี้ก็นำไปสู่การยึดมั่นถือมั่นทั้งนั้น ขณะเดียวกันมีการเสนอให้ใช้วิธีของลัทธิปฏิบัตินิยม (pragmatism) คือ แข่งขันกันในการสร้างประสิทธิภาพอันดีงามของการปฏิบัติเพื่อบรรลุถึงเป้าหมาย แต่ผลที่ตามมากลับทำให้เกิดความเครียดเนื่องจากต้องมีการแข่งขันกันไปเรื่อยตลอดเวลา (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 200)

นอกจากนั้น ได้มีผู้เสนอให้ใช้วิธีหลัก 3 กล้า คือ กล้าเผชิญปัญหา กล้าประเมินวิธีปฏิบัติ และกล้าลงมือทำด้วยความรับผิดชอบ แต่หลัก 3 กล้าดังกล่าวนั้น จะต้องรู้จักวิธีใช้อย่างถูกต้อง นั่นคือต้องปฏิบัติตามหลักการทั้งสามกล้าอย่างสุภาพถ่อมตน มิฉะนั้น ผู้ปฏิบัติจะกลายเป็นคนที่ไม่มีมนุษยสัมพันธ์ซึ่งผลเชิงลบจะตามมาอย่างเห็นได้ชัดคือ ผู้ปฏิบัติเช่นนั้นไม่สามารถเข้าร่วมใช้ชีวิตกับผู้คนทั้งหลายอย่างมีความสุขแท้จริงได้ (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 200)

ในที่สุดได้มีการใช้วิธีเสวนา (dialogue) เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติเต็มใจและยินดียอมรับส่วนดีจากทุกแนวทางที่สามารถร่วมมือกันได้ โดยที่แต่ละคนไม่ต้องคิดเหมือนกัน เป็นวิธีการพิจารณาไตร่ตรองที่รอบคอบและสามารถสร้างเอกภาพให้เกิดขึ้นในท่ามกลางความหลากหลายแห่งความคิด แต่ช่วยส่งเสริมกันและกัน (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 200) อันเป็นการร่วมมือกันอย่างจริงใจ

กระแสความคิดล่าสุดคือกระบวนทรรศน์ที่ 5 มีชื่อทางการว่า กระแสหลังนวยุคหรือหลังนวยุคนิยม (postmodernism) เป็นกระแสที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อ 4 ประเด็นหลักใหญ่ๆ คือ (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 215)

1) สมองของมนุษย์ไม่อาจจะเข้าถึงความหมายได้ตรงตามความเป็นจริง

2) ภาษาไม่สามารถสื่อความหมายได้ตรงตามที่คิดเสมอไป

3) ความเข้าใจทั้งหลายคือการตีความ

4) เหตุผลคือศิลปะแห่งการจูงใจ

ยิ่งกว่านั้น กระแสหลังนวยุคนี้ ได้ปฏิเสธความเชื่อที่มีต่อลัทธิวจนศูนย์นิยม (logocentrism) คือ เอกภพทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎที่ตายตัวและระบบเครือข่าย 3 ระบบ เชื่อมโยงตรงกัน คือ เอกภพ ความเป็นจริงของความคิดและความรู้ และสุดท้ายคือ ระบบภาษา (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 117)

ลัทธิหลังนวยุค (Postmodernism)

เป็นแนวคิดกระแสหลักกลุ่มหนึ่งของกระบวนทรรศน์หลังนวยุค ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อปัจเจกบุคคลและความเป็นอยู่ของส่วนรวมในสังคมทั้งในระดับครอบครัวหมู่บ้าน ประเทศชาติตลอดจนสังคมโลก

คำว่า “หลังนวยุคภาพ” (Post-modernity) ในที่นี้ให้หมายความอย่างเป็นนัยว่า นวยุคภาพ (modernity) ผ่านพ้นยุคไปแล้ว และสามารถสร้างความเข้าใจใหม่ได้ว่ายุค “หลังนวยุคภาพ” ซึ่งในที่นี้ตั้งใจจะใช้เพื่อหมายถึง กระแสแนวคิด ที่ต่อต้านความขัดแย้ง ตรงกันข้ามกับแนวคิดและวิธีการหาความรู้ของ นวยุคภาพอีกประการหนึ่ง (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 28) คำว่า “หลังนวยุค” นักวิจารณ์วรรณคดีชาวสเปน ชื่อ เฟร เดรีโก เด โอนิส (Frederico de Onis) เป็นผู้ที่ใช้เป็นคนแรก เมื่อปี ค.ศ. 1960 และเลสลี ฟีดเลอร์ (Leslie Fiedler) ได้ใช้เป็นคนต่อมา โดยประกาศว่า วัฒนธรรมหลังนวยุคได้เกิดขึ้นแล้ว

จุดเริ่มต้นของลัทธิหลังนวยุคนิยม

ผู้ให้กำเนิดลัทธิหลังนวยุคนิยมอย่างเป็นทางการคือ ศาสตราจารย์ชาลส์ เจงคส์ (Charles Jencks) ผู้ประกาศให้วันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1972 เป็นฤกษ์กำเนิดของลัทธิหลังนวยุคนิยม ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสถาปัตยกรรมหลังนวยุค ท่านได้บรรยายเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ The Language of Post Modern Architecture (1984, หน้า 4) (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 62)

เหตุการณ์สำคัญเชิงสัญลักษณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นคือ ณ เวลา 15.32 น. ของวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 อาคารคอนโดมิเนียมหลังหนึ่งที่ถูกสร้างเรียบร้อยและพร้อมให้คนเข้าอยู่อาศัยได้แล้ว ถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐทำลายลงด้วยระเบิดไดนาไมท์ ทั้งๆ ที่เป็นอาคารใหม่เอี่ยมยังไม่มีการเข้าอยู่อาศัยของผู้คนเลย เพราะได้มีการต่อต้านจากผู้คนในละแวกนั้นอย่างต่อเนื่อง โดยการยกข้ออ้างว่า “อาคารหลังนี้ออกแบบสถาปัตยกรรมที่ยึดความคิดแบบนวยุคเกินไป คือ ยึดมั่นในประโยชน์ใช้สอย และลักษณะการก่อสร้างและรูปแบบ (form) ก็เป็นรูปทรงเรขาคณิตที่มีวัตถุประสงค์ตามประโยชน์ใช้สอย แต่ไร้ซึ่งรสนิยม (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 64)

ศาสตราจารย์เจงคส์ ได้ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เนื่องจากว่า คนในศตวรรษที่ 20 ไม่ยอมรับนวยุคภาพแล้ว คนรุ่นใหม่ได้ร่วมมือกันต่อต้านแนวคิดของนวยุคแบบอัตโนมัติโดยทั่วไปหรือจะพูดอย่างกว้างๆ ว่าหลังนวยุคนิยมหรือกระแสต่อต้านนวยุคภาพ (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 65) ไม่มีขบวนการเหมือนขบวนการพุทธิปัญญาต่อต้านกระแสความคิดของกระบวนทรรศน์ยุคกลาง ไม่มีการจัดระบบความคิด ไม่มีการรวมพลัง แต่เป็นความรู้สึกในทำนองกระแสคลื่นลูกใหม่ซึ่งเกิดขึ้นได้ทั่วไป โดยมีจุดร่วมคือทำการคัดค้านนวยุคภาพทุกประเด็น

ลัทธิหลังนวยุคได้เริ่มเป็นที่รู้จักนานพอสมควรแล้ว ดร. ชาลส์ ลีเมิร์ท (Charles Lemert) แห่งมหาวิทยาลัยเวสเลยัน (Westleyan University) ได้ให้เหตุผลว่าในปี ค.ศ. 1979 ได้มีหนังสือสองเล่มถูกตีพิมพ์ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งเป็นที่สนใจกันอย่างมากจากบรรดานักอ่านทั้งหลาย โดยที่หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนของมนุษยชาติในทุกแง่ทุกมุมของชีวิต หนังสือเล่มแรกเขียนโดยนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ชื่อ ฌอง ฟรองซัว ลีโอตารด์ (Jean-Francois Lyotard, ค.ศ. 1924-1998) (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 154) โดยผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ได้นำเสนอให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนของมนุษยชาติ อันเป็นผลมาจากความเจริญทางเทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสาร (Information Technology, IT) หนังสือเล่มที่ 2 เขียนโดยนักปรัชญาชาวอเมริกันชื่อ ริชาร์ด แมคเคย์ รอร์ที (Richard Mackay Rorty, ค.ศ. 1931-2007) (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 93) ชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างโลกทัศน์ใหม่ เพื่อทุกคนสามารถเห็นความสำคัญในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตัวเอง

หลังจากการตีพิมพ์ของหนังสือ 2 เล่มนี้และได้มีการวางจำหน่ายแล้ว ได้มีแนวคิดสองอย่างเกิดขึ้นคือ แนวคิดที่ให้การสนับสนุนพร้อมกับยอมรับในหลักการที่เนื้อหาของหนังสือทั้งสองนำเสนอ ส่วนแนวคิดอีกอย่างหนึ่งคือการขัดแย้งและปฏิเสธซึ่งหลักการที่หนังสือทั้งสองนั้นนำเสนอ และได้มีการเสนอแนวทางใหม่ๆ มากมาย เพื่อที่จะแก้ปัญหาในปัจจุบันและอนาคต ลีเมิร์ทถือว่าหนังสือ 2 เล่มนี้ได้กระตุ้นให้เกิดความสนใจปรัชญาแนวใหม่ และได้รับการตอบสนองอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งมีความเชื่อมั่นกันอย่างมากว่า จะเกิดรูปแบบใหม่ทั้งในความคิดและการดำเนินชีวิตของมนุษย์ จึงน่าจะถือเอาปี ค.ศ. 1978-1980 เป็นจุดเริ่มยุคใหม่แห่งประวัติศาสตร์ทางความคิดของมนุษย์ได้ หรือเป็นจุดเริ่มต้นของปรัชญาลัทธิหลังนวยุค

ลีโอตารด์ ผู้มีอิทธิพลในเรื่องวิเคราะห์หลังนวยุค ได้เขียนหนังสือสำคัญชื่อ The Postmodern Condition (สภาพหลังนวยุค) ในปี ค.ศ. 1984 กล่าวว่า ลัทธิหลังนวยุคหมายถึงจุดจบของวิทยาศาสตร์ (Postmodernism marks the end of Science) ซึ่งมิได้หมายความว่าวิทยาศาสตร์ตายแล้ว ไม่ควรเรียนวิชาวิทยาศาสตร์อีกต่อไป แต่นักคิดหลังนวยุคถือว่าวิชาการทางวิทยาศาสตร์ สามารถให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ทางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 87)

กระแสหลังนวยุคภาพในอดีต

แนวคิดและท่าทีแบบหลังนวยุคนั้น ใช่ว่าเพิ่งจะได้รับการคิดค้นขึ้นมา แต่ทว่าเป็นท่าทีของปรัชญาโรแมนติคที่มีมาก่อนแล้ว โดยมีปรากฏเคียงคู่ไปกับท่าทีคลาสสิคของศิลปะเรื่อยมา ซึ่งตรงกับศัพท์ทางปรัชญาในภาษากรีกว่า Chaos (กลีวาล) และ Cosmos (จักรวาล) หรือหยินกับหยางในความคิดของชาวจีน (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 23)

สภาวะของนวยุคได้เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มมีกระบวนทรรศน์ที่ 2 ในยุคโบราณจากการที่มนุษย์ได้มีความเชื่อว่ามีกฎเกณฑ์ในเอกภพ ซึ่งก่อนนั้นอันเป็นยุคดึกดำบรรพ์ มนุษย์ไม่เชื่อว่าเอกภพมีกฎเกณฑ์ แต่เข้าใจว่ามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือธรรมชาติควบคุมอยู่ จึงเห็นได้ว่ากระแสแนวคิดของหลังนวยุคได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีกระแสแนวคิดของนวยุคเสียอีก

ในกระบวนทรรศน์ที่ 2 กระแสความคิดหลังนวยุคพัฒนาคู่คี่กันมาในนามของลัทธิซาฟิสม์ (Sophism) ซึ่งถือหลักว่า “คนเป็นมาตรการวัดทุกสิ่ง” (Man is the measure of all things) กล่าวคือ ไม่มีความจริงตายตัว ใครคิดอย่างไรก็เป็นจริงอย่างนั้น หรือความจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนเป็นไปตามความคิดเห็นของแต่ละปัจเจกบุคคล จัดได้ว่าเป็นแนวคิดที่อยู่ในกระแสหลังนวยุคจนสุดขั้ว สำหรับนักปรัชญา อื่นๆ ก็มิได้ยึดอยู่ในวจนศูนย์นิยมอย่างเต็มที่ แม้จะเชื่อมั่นในกฎเกณฑ์ แต่การได้มาซึ่งกฎเกณฑ์ ย่อมต้องอาศัยการหยั่งรู้ ซึ่งยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้เป็นมาตรฐานสากล (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 31)

ในช่วงยุคกลางที่กระบวนทรรศน์ที่ 3 ครอบงำความคิดของคนโดยทั่วไป กระแสหลังนวยุคก็ยังพัฒนาคู่คี่กันมาอีก แต่อยู่ในรูปแบบของลัทธินามนิยม (nominalism) ซึ่งมีหลักการว่า “ความจริงสากลมีแต่ในนามเท่านั้น” (The Universals are only names) หากพิจารณาตามหลักฐานเชิงประจักษ์แล้ว ลัทธินี้พัฒนามาจากลัทธิซาฟิสม์ (Sophism) นั่นเอง (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 31)

ในระหว่างยุคปรัชญาสมัยใหม่ ซึ่งถือได้ว่ากระแสวจนศูนย์นิยม ได้รับการพัฒนามาจนถึงขั้นนวยุคภาพอย่างเต็มรูปแบบ ระหว่างยุคปรัชญาใหม่นี้ ก็ยังคงมีกระแสแนวคิดหลังนวยุคแบบสุดขั้วปรากฏให้เห็นอีกเช่นกัน โดยได้มีการพัฒนาเคียงคู่กันมาในนามของทัศนะปรัชญาแบบโรแมนติค ขณะเดียวกันในช่วงเวลานี้ได้เกิดมีความคิดหลังนวยุคแบบรื้อถอน (deconstructionism)และลัทธิรื้อสร้างใหม่ (reconstructionism) เริ่มเปล่งประกายขึ้นมาจนทำให้คนหันมาให้ความสนใจมากขึ้นคือ มิได้มีเพียงแต่การวิพากษ์วิจารณ์ แต่เสนอความคิดสร้างสรรค์และสนับสนุนเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 32)

สภาวะสั่นคลอนในปรัชญานวยุค

ปรัชญานวยุคมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมในหลักการที่ว่า ขบวนการพุทธิปัญญา (The Enlightenment Movement) ได้พิสูจน์ความจริงทางวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์ ความคิดเชิงตรรกะก่อให้เกิดวิชาฟิสิกส์และความเชื่อมั่น จนมีข้อความที่ให้ความหมายกินใจซึ่งยกย่องความรู้ว่าเป็นสิ่งเลอเลิศ นั่นคือ “ความรู้คือพลัง” (Knowledge is Power) รวมทั้งระบบเครือข่ายความรู้ ปัญญา ความจริง และเครือข่ายของภาษาเป็นระบบเดียวกันสำหรับทุกคนเพื่อยืนยันถึงความจริง

หลักแห่งความมั่นใจของปรัชญาหลังนวยุคคือ แนวคิดของระบบใดๆ ก็ตาม อาจไม่ตรงกับความเป็นจริง ซึ่งเราสามารถพบเห็นได้จากแนวคิดของนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ ดังเช่นคานท์ (Kant, ค.ศ. 1724-1800) ที่กล่าวว่า โครงสร้างของสมองบิดเบือนความจริง แต่ต้องให้การยอมรับซึ่งหลักการนี้ เพื่อให้ได้หลักการทางวิทยาศาสตร์สำหรับสร้างผลประโยชน์เท่านั้น ชาร์ล ดาวิน (Charles Darwin, ค.ศ. 1809-1882) ยืนยันอย่างมั่นใจว่า สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายไม่มีสารัตถะแบบคงที่ แต่มีการปรับเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันรุสโซ (Rousseau, ค.ศ. 1712-1778) กล่าวว่า เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถเข้าถึงความจริงเชิงวัตถุวิสัย แต่ต้องอาศัยเพทนาการ

ในที่สุด วิชาฟิสิกส์ได้ทำลายแนวคิดของปรัชญานวยุคภาพเสียเอง ดังที่แมกซ์ แพลงค์ (Max Planck, ค.ศ. 1858-1974) ได้ค้นพบว่าควันตัม (Quantum หรือ quanta) เป็นพลังงานที่มีประจุขนาดเล็กกว่าขนาดของปรมาณูและมีการทำงานที่ไม่สม่ำเสมอในปี ค.ศ. 1900 จึงมีการกำหนดชื่อการค้นพบเรื่องใหม่นี้ว่าทฤษฎีควันตัม (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 90) ต่อมาแอลเบิร์ท อายน์ชทายน์ (Albert Einstein, ค.ศ. 1879-1955) ได้ค้นพบว่าอนุภาคอิเล็คตรอนไม่ได้วิ่งเป็นระเบียบอย่างที่เคยมีความเข้าใจกันมาแล้วเช่นในอดีต (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 90) และยิ่งกว่านั้น ในปี ค.ศ. 1905 อายน์ชทายน์ได้ทำการทดสอบทางทฤษฎีด้วยความมั่นใจแล้วจึงได้ประกาศทฤษฎีสัมพันธภาพ (Theory of Relativity) อันมีหลักการธรรมดาที่ยืนยันว่าไม่มีสิ่งใดๆ ที่ปรากฏในโลกนี้และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่นอกโลกรวมไปจนถึง กาแลคซี่ (galaxy) ที่ยังคงไว้ซึ่งความแน่นอน ต่อมาฮายเซนเบิร์ก (Wenner Heisenberg, ค.ศ. 1901-1976) ได้แถลงกฎความไม่แน่นอนแห่งปรัชญาหลังนวยุค ทำให้มีความมั่นใจอย่างแน่วแน่ว่า แนวคิดด้านปรัชญาของนวยุคหมดโอกาสที่จะครอบงำหลักการของวิชาฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกต่อไป เฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin, ค.ศ. 1809-1882) ได้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า สิ่งมีชีวิตทั้งหลายย่อมไม่มีสารัตถะหรือธรรมชาติอย่างตายตัว แต่สิ่งทั้งหลายต้องการมีปรับเปลี่ยนและพัฒนาตนเองไปเรื่อยๆ ตามสภาพแวดล้อม ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ได้ขัดแย้งกับแนวความคิดของปรัชญาแนวนวยุคภาพอย่างรุนแรง จนทำให้เรย์ ลินน์ (Ray Linn) ให้เกียรติชาลส์ ดาร์วิน อย่างสูงส่ง โดยยกย่องว่า เขาเป็น “นักปรัชญาคนแรกที่พัฒนาความคิดเรื่องสถานภาพของเราในโลกออกเป็นปรัชญาหลังนวยุค” (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 112)

ในช่วงเวลาระหว่างปี ค.ศ. 1800-1830 ได้เกิดมีขบวนการทางปรัชญาอีกแขนงหนึ่งที่แยกตัวออกจากแนวปรัชญาคลาสสิคใหม่ของวรรณคดียุโรป เรียกตัวเองว่าขบวนการปรัชญาโรแมนติค ซึ่งสืบต่อเจตนารมณ์ของ ฌอง ฌากส์ รุสโซ (Jean Jacques Rousseau, ค.ศ. 1712-1778) ขบวนการนี้มีแนวคิดที่เน้นการวิจารณ์ความน่าเชื่อของการใช้เหตุผลและวิธีวิทยาศาสตร์ว่า ไม่ใช่วิธีเข้าถึงความจริงเชิงวัตถุวิสัย แต่ให้ใช้เพทนาการ (sentiment) คือ ประมวลรวมตั้งแต่จินตนาการ (imagination) ความรู้สึก (feeling) สามัญสำนัก (common sense) ไปถึงขั้นการหยั่งรู้ หรืออัชฌัติกญาณ (intuition) สูงสุด จนถึงการตรัสรู้ (enlightenment) (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 120)

ฟรีดริช นิทเฉอ (Friedrich Nizsche, ค.ศ. 1844-1900) กล่าวไว้ในหนังสือ Thus Spoke Zarathustra ปี ค.ศ. 1883 ว่า “พระเจ้าตายไปแล้ว” (God is dead) (Zarathustra, Prologue, Part I และ The Madman, section 25, of the Gay Science) เพราะว่า พระเจ้าไม่สามารถช่วยเหลือมนุษย์ให้มีความสุขดังสวรรค์บนแผ่นดินได้อีกต่อไปแล้ว อย่างที่ได้มีการบรรยายไว้ในพระคัมภีร์พระธรรมเก่าของคริสตศาสนา ดังนั้น พระเจ้าต้องตายแล้วอย่างแน่นอน เพราะถ้าพระองค์ยังคงมีชีวิตอยู่ พระองค์ย่อมต้องช่วยมนุษย์เหมือนดังในอดีตที่บรรดาชาวอิสราเอลได้ประสบ เมื่อเป็นเช่นนี้ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป มนุษย์จะต้องเป็นคนที่มีอิสรภาพในการคิดอ่านได้อย่างเสรี และนิทเฉอ ยังเสนอแนะให้กับกระแสความคิดเชิงปรัชญาหลังนวยุคว่า ความพยายามในการแสวงหาความรู้เชิงวัตถุวิสัย เป็นเพียงเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งเท่านั้น ความรู้ที่เชื่อกันว่าเป็นวัตถุวิสัยก็ย่อมเป็นเพียงเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง ตัวคนที่เป็นผู้รู้ก็ยังเป็นเรื่องเล่าอีกเช่นกัน (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 33) ประเด็นต่างๆ ที่สนับสนุนว่านิทเฉอได้ล้มล้างความเชื่อแบบ นวยุคและวางแนวทางความคิดทางปรัชญาไปสู่หลังนวยุคภาพ ได้แก่

1) เอกภพมิได้เป็นกลีวาลอย่างที่กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์เชื่อ และก็ไม่ได้เป็นระบบตายตัวอย่างที่กระบวนทรรศน์ 4 ได้ยืนยัน แต่เป็นเอกภพที่มีความหลากหลาย

2) นักวิจารณ์นวยุค จัดปรัชญาของนิทเฉอ อยู่ในประเภทสูญนิยม (nihilism) แต่สำหรับ นิทเฉอแล้ว เขาเห็นว่านวยุคนิยมเป็นสูญนิยม

3) ปรัชญายุคกลาง สร้างความมั่นใจว่า มีความเที่ยงตรง ความพอดีระหว่างความเป็นจริงของความเข้าใจและภาษาอุดมการณ์ และปรัชญานวยุคก็เชื่อมั่นว่า มีความเที่ยงตรงและมีความพอดีระหว่างความเป็นจริงของความเข้าใจและภาษาอุดมการณ์ (ตรรกะ) แต่นิทเฉอกลับยืนยันว่า ความรู้เป็นการสร้างสรรค์ของแต่ละบุคคล

4) ปรัชญานวยุค ถือว่าคุณค่า เช่น ความงาม หรือความดี มีสภาพความเป็นอยู่อย่างวัตถุวิสัย เป็นสมบัติที่อยู่กับวัตถุ แต่นิทเฉอ กลับแย้งว่าคุณค่าของสิ่งต่างๆ เป็นผลจากการสร้างสรรค์และกำหนดขึ้นโดยมนุษย์

ดังนั้น มนุษย์ทั้งหลายควรทุ่มเทความสามารถของตนเองให้กับการพัฒนาเฉพาะตัวมนุษย์เท่านั้น จึงจะเป็นการกระทำที่เหมาะกว่า และในปี ค.ศ. 1970 ได้เริ่มมีผู้เห็นด้วยกับแนวคิดที่นิทเฉอได้เสนอในการต่อต้านแนวคิดด้านปรัชญาแนวนวยุคภาพ จากวงการสถาปัตยกรรมและวรรณคดีวิจารณ์ในลักษณะรื้อถอนตามความหมายของภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสารระหว่างกันและกัน

การมุ่งเน้นความสุขแท้ตามความเป็นจริง

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ ได้กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนต้องการ “ความสุขแท้ตามความเป็นจริง” และมนุษย์ไม่ต้องการความสุขปลอมๆ ทั้งหลาย ยิ่งกว่านั้น มนุษย์เองก็ไม่ได้มีความพึงพอใจกับความเพ้อฝัน (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 141) ดังนั้น มนุษย์จึงต้องรู้ว่าอะไรคือ ความสุขแท้ โดยการใช้วิจารณญาณ คือ การวิเคราะห์ วิจักษ์และวิธาน ซึ่งศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ ได้วิเคราะห์ไว้ดังนี้ คือ

ความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ใช่ความสุขแท้

ความทุกข์บนความสุขของผู้อื่น ไม่ใช่ความสุขแท้

ความทุกข์บนความทุกข์ของผู้อื่น ไม่ใช่ความสุขแท้

ความสุขบนความสุขของผู้อื่น คือความสุขแท้

ความเป็นจริงของคน 4 ประการ ในปรากฏการณ์ของการดำเนินชีวิตโดยทั่วไปของคนทั้งหลายนั้น เราจะพบว่า 1) คน เป็นสสารที่มีสัญชาติญาณแบบสสาร ไม่ชอบเปลี่ยนแปลงและมีความต้องการพื้นที่ นอกจากนั้นแล้ว 2) คน ยังเป็นสิ่งที่มีชีวิต เฉกเช่น ต้นไม้ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ที่ต้องมีการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด รวมทั้งความจริงที่ว่า 3) คน มีสัญชาติญาณเหมือนกับสัตว์อย่างหนึ่ง คือ มีความต้องการที่จะสืบพันธุ์ เพื่อดำรงไว้ซึ่งเผ่าพงศ์พันธุ์ ยิ่งกว่านั้น 4) คน มีสัญชาติญาณของความเป็นมนุษย์คือ มีปัญญา มีคุณธรรม โดยที่การมีปัญญานั้นเพื่อจะได้สร้างเป้าหมายที่จะพัฒนาตนเองไม่เพียงแต่ให้มีพลังสร้างสรรค์ พลังปรับตัว พลังความร่วมมือ แต่ยังต้องมีพลังแสวงหา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต นั่นก็คือการมีความสุขด้วยความภูมิใจมากกว่าการใช้สัญชาติญาณที่ต่ำกว่า (กิเลส) หรือการใช้ปัญญาและพลังสร้างสรรค์ตลอดจนพลังความร่วมมือและพลังแสวงหาควบคุมสัญชาติญาณที่ต่ำกว่า ไม่ให้มีโอกาสได้แสดงออก นั่นคือความสุขแท้ เพราะไม่มีอะไรจะมาขัดขวางความเป็นไปแห่งธรรมชาติอันแท้จริงของคน

การวิเคราะห์พลังสร้างสรรค์ พลังปรับตัว พลังแสวงหา และพลังร่วมมือเพื่อสร้างสรรค์ความสุขแท้ เอกภพและโลกได้มีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ด้วยพลังสร้างสรรค์ที่มีมาตามธรรมชาติ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า ตั้งแต่เริ่มแรกนั้น โลกเป็นเพียงแค่หมอกเพลิง หลังจากนั้นได้ปรับเปลี่ยนตัวเองตามกาลเวลา และธรรมชาติของมัน จนกลายเป็นสสารวัตถุที่มีความแข็งเป็นลักษณะพิเศษที่เรียกว่าโลกเมื่อ 5,000 ล้านปีมาแล้ว ยิ่งกว่านั้นโลกได้ปรับเปลี่ยนตัวเองเรื่อยมาจนถึงเมื่อประมาณ 1,000 ล้านปีที่ผ่านมา ได้มีสิ่งที่มีชีวิตกำเนิดขึ้นมาบนโลก คือ สัตว์เซลล์เดียวแล้วพัฒนาตนเองต่อมาเรื่อยๆ จนกลายเป็นสัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ 4 เท้า ต่อมาเมื่อประมาณ 30 ล้านปีที่ผ่านมา สัตว์พรายเมท (Primate) ได้อุบัติขึ้นบนโลกและพัฒนาต่อมาเป็นมนุษย์ผู้มีความฉลาดหรือโฮโมว์ เซเปียนส์ (Homo Sapiens) มนุษย์ผู้มีความฉลาดเป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติได้พัฒนาการสร้างสรรค์ของตน จนสามารถจัดรูปแบบความคิดของมนุษย์ได้เป็น 4 แบบของกระบวนทรรศน์ (paradigm) คือ กระบวนทรรศน์แบบดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm) กระบวนทรรศน์แบบโบราณ (Ancient paradigm) กระบวนทรรศน์แบบยุคกลาง (Medieval Paradigm) และกระบวนทรรศน์ แบบนวยุค (Modern Paradigm) (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 143-147)

จากประสบการณ์เชิงประจักษ์ย่อมพบว่า มนุษย์ประเสริฐที่สุดในเอกภพ เพราะว่ามีพลังสร้างสรรค์ที่สามารถใช้พัฒนาตนเองได้ นับตั้งแต่เริ่มต้นด้วยกระบวนทรรศน์แบบดึกดำบรรพ์เรื่อยมาจนถึงกระบวนทัศน์แบบนวยุค พลังสร้างสรรค์ของมนุษย์ได้สร้างความสุขให้แก่มนุษย์บ้างตามลำดับ เพราะพลังสร้างสรรค์ไม่ได้หยุดอยู่กับที่จนในที่สุดก็ได้กลับกลายเป็นพลังทำลาย เมื่อมนุษย์สามารถสร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ และก่อให้เกิดการทำลายล้างกันอย่างมโหฬารอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิของประเทศญี่ปุ่นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนที่จะมีการประกาศสงบศึกอย่างเป็นทางการท่ามกลางความย่อยยับของทั้งสองเมืองรวมทั้งเมืองสำคัญด้านการทหารของหลายประเทศ

การวิเคราะห์พลังปรับตัวของมนุษย์ที่เรียกว่าพลังสร้างสรรค์ เพื่อป้องกันไม่ให้มีการทำลายล้างกันจนหมดโลก ทำให้มีการพัฒนาพลังปรับตัวซึ่งมีอยู่ในธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว ให้มีประสิทธิภาพจนถึงขั้นมีวิจารณญาณอันเป็นแนวคิดแบบที่ 5 หรือแบบหลังนวยุค การมีวิจารณญาณอันแท้จริงต้องประกอบด้วยการวิเคราะห์ และประเมินค่า เพื่อจะได้นำเอาแต่สิ่งที่ดีมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่มนุษย์สามารถนำวิจารณญาณมาใช้กับชีวิตประจำวันของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเกิดแต่ผลดีและปราศจากซึ่งผลร้าย เพราะมนุษย์สามารถรู้ได้ถึงสาเหตุของมันก่อนที่สาเหตุของผลร้ายจะแสดงผลออกมาได้ นั่นคือการปฏิบัติตนด้วยความรับผิดชอบทุกอย่าง โดยให้นำไปสู่แต่เพียงแค่ความสุขแท้ตามความเป็นจริง นั่นคือการทำให้พลังปรับตัวเข้าไปควบคุมพลังสร้างสรรค์ ให้อยู่ในกรอบที่เหมาะสมตามสภาพธรรมชาติของแต่ละสิ่งที่มีอยู่ในโลก

การวิเคราะห์พลังแสวงหาและพลังสร้างสรรค์ของมนุษย์อาจทำให้เกิดอันตรายหรือก่อให้มีผลเสียได้ หากไม่มีการควบคุมด้วยพลังปรับตัว ส่วนพลังการปรับตัวของมนุษย์ก็จะไม่มีพลังควบคุมที่มีอำนาจเพียงพอ หากไม่มีพลังแสวงหา (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 157) และเมื่อมนุษย์ได้ใช้พลังสร้างสรรค์และพลังปรับตัวจนสามารถมีปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพที่เรียกกันทั่วไปว่าปัจจัยสำคัญสี่ ซึ่งประกอบไปด้วย อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค อันเป็นบ่อเกิดของความพึงพอใจทางด้านกายภาพเพื่อการมีชีวิต (life) ยืนยาว อย่าไรก็ตาม มนุษย์ยังไม่รู้สึกมีความอิ่มอกอิ่มใจอย่างเต็มที่ จึงได้แสวงหาความสุขทางใจ (spiritual) ซึ่งมนุษย์ได้แสวงหาจนพบในสิ่งที่ต้องการอันเป็นความสุขทางใจคือ การนับถือศาสนา เพราะคำสอนของศาสนาจะช่วยให้มนุษย์ได้รับการตอบสนองซึ่งความต้องการที่เหนือกว่าความต้องการทางวัตถุ ยิ่งกว่านั้น เนื้อหาของคำสอนแต่ละศาสนาคือ ความเชื่อใจในจิตใจของมนุษย์ว่ามีโลกหน้าอันเป็นความสุขอันแท้จริงสูงสุด จึงพยายามสอนให้มนุษย์ทำดีในโลกนี้ และเมื่อมนุษย์ยึดมั่นต่อการกระทำแต่ความดีตามคำสอนของศาสนาที่ตนเชื่อถือแล้ว ย่อมใช้ชีวิตที่ปราศจากซึ่งการเบียดเบียนกันและกัน และเขาเหล่านั้นย่อมให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน จึงทำให้เกิดความสุขแท้ขึ้นมาทั้งในระดับความเป็นปัจเจกบุคคลและระดับสังคมส่วนรวมโดยทั่วไป

การวิเคราะห์พลังความร่วมมือของมนุษย์นั้น ย่อมพบเห็นได้ว่า หากมนุษย์ทั้งหลายต่างคนต่างสร้างสรรค์ ต่างคนต่างปรับตัวและต่างคนต่างแสวงหา ก็นับว่าทุกอย่างเจริญก้าวหน้าได้ดี แต่ถ้าหากมนุษย์ไม่ได้เรียนรู้ที่จะร่วมมือกัน ก็จะเกิดการทำลายล้างกันในทุกสุดแม้แต่ในมิติด้านการนับถือศาสนา ซึ่งศาสนิกชนบางคนนั้น แทนที่จะใช้คำสอนของศาสดาเพื่อส่งเสริมให้ทำดีต่อกัน กลับใช้คำสอนเหล่านั้นเพื่อสร้างเสริมซึ่งความขัดแย้งและแข่งขันกันจนก่อให้เกิดอคติในท่ามกลางสังคมของคนหมู่มาก ในทางตรงข้าม หากแม้นว่าผู้นับถือศาสนาปฏิบัติตามคำสอนของศาสดาที่ตนเชื่อถืออยู่อย่างถูกต้องแล้ว ย่อมจะทำให้คนเราตระหนักถึงเรื่องการร่วมมือกัน จึงพากันขจัดกิเลส ซึ่งอาจจะให้ความสุขเฉพาะหน้า และฝึกฝนให้เกิดคุณธรรมแห่งการร่วมมือกันจนกลายเป็นความสุขที่แท้จริงอย่างถาวรได้ ดังจะเห็นได้ว่า องค์การสันติภาพทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับโลกมีมติสอดคล้องกันว่า “การร่วมมือระหว่างศาสนาเป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ สำหรับสันติภาพทุกชนิดทุกระดับ” (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 167-168) เพราะทุกศาสนาทั้งหลายที่สำคัญของโลก ล้วนแต่มีนโยบายส่งเสริมสันติภาพด้วยกันทั้งสิ้น

โดยทั่วไปแล้ว ผู้คนทั้งหลายย่อมพบเห็นได้ว่า บรรดาพุทธศาสนิกชนที่ปวารณาตนเองเป็นพุทธบริษัท ได้แสดงออกอย่างชัดเจนในการดำเนินชีวิต ด้วยการปฏิบัติกิจแผ่เมตตาด้วยใจที่มีความกรุณาเป็นที่ตั้ง มิเพียงแต่ต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แต่ยังแผ่กระจายไปทั่วจนถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย ตลอดจนดวงวิญญาณทั้งมวลที่ยังไม่มีที่ “ไปผุดไปเกิด” โดยตั้งจิตอธิษฐานขอให้สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายจงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 95)

ขณะเดียวกัน จะเห็นได้ว่าเมื่อบรรดาศาสนิกชนชาวมุสลิมมีการพบปะกันก็จะทักทายกันเป็นประจำว่า “ซาลาม มาลายกุม” แปลว่า “ขอจงมีสันติสุขเถิด” รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือกันและกันอย่างจริงใจจนถึงกับอนุญาตให้ผู้ชายคนหนึ่งสามารถมีภรรยาได้ถึงสี่คน หากว่าผู้หญิงเหล่านั้น ปราศจากซึ่งผู้ชายที่ต้องทำหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวแล้ว

ส่วนในกลุ่มของบรรดาคริสตชนทั้งหลายย่อมทราบดีว่า พระเยซูทรงกำชับให้ผู้ที่ยอมรับเอาคำสอนหลักของพระองค์คือ “ต้องมีความรักต่อพระเจ้าเหนือสิ่งอื่นใด และต้องมีความรักเพื่อนมนุษย์ทั้งหลายเหมือนรักตนเอง” นำไปปฏิบัติในชีวิตจริงอย่างจริงใจ โดยปราศจากซึ่งการหวังผลประโยชน์แอบแฝง จึงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เชื่อในพระองค์อย่างแท้จริง

ทุกศาสนาหลัก คือ พระพุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม ตลอดจนคริสต์ศาสนา ได้สอนศาสนิกชนของตนให้เสริมสร้างการร่วมมือซึ่งกันและกัน และโดยอาศัยซึ่งการร่วมมือกันนี้ มนุษย์ที่ร่วมชีวิตในสังคมโลกนี้ย่อมประสบกับสันติภาพ การร่วมมือกันในทุกๆ ด้านและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การร่วมมือทางศาสนาหากทำได้สำเร็จจริงแล้วย่อมเกิดพลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่มีขีดจำกัด ดังสมการ 1 + 1 > 2 จนถึงอนันต์ (infinity) แต่หากว่าต่างคนต่างทำ โดยไม่ให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน และไม่มีการแข่งขันกันจะได้สมการแบบ 1 + 1 = 2 (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 169-174) อันเป็นรวมเอามวลสารให้เข้ามาอยู่รวมกันเท่านั้น แต่ไม่ได้มีการประสานร่วมพลังกัน ดังนั้น จึงมีเพียงการเพิ่มขึ้นโดยปริมาณ แต่ปราศจากซึ่งพลังที่เป็นคุณภาพอันสำคัญยิ่ง

สรุปแล้ว การพัฒนาพลังสร้างสรรค์ พลังปรับตัว พลังแสวงหา และพลังร่วมมือก่อให้เกิดแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตที่มนุษย์มีวิถีชีวิตซึ่งสามารถอยู่ร่วมกันอย่างยุติธรรม รู้จักการให้ ตลอดจนแสดงออกซึ่งการแบ่งปันกันและกันอย่างจริงจัง อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตร่วมกัน แล้วนำไปสู่สันติภาพทั้งส่วนตัวและสังคม นั่นคือ ความสุขแท้จริง

ในมิติของพระพุทธศาสนา สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงชี้แจงให้เรารู้ว่า เราเกิดมาท่ามกลางโลกียวัตถุ ชีวิตเราย่อมคลุกคลีอยู่กับโลกิยวัตถุรอบๆ ตัวเราตั้งแต่เกิดจนตาย และคนเราทั้งหลายได้มีความทุกข์ท่ามกลางกองโลกิยวัตถุเหล่านั้น ความเป็นจริงอันสำคัญยิ่งที่พระองค์ทรงสนพระทัยที่จะสั่งสอนก็คือ “ทำอย่างไรจึงจะพ้นจากโลกิยวัตถุอันเป็นบ่อเกิดของความทุกข์และประสบความสุขอย่างแท้จริง” โดยให้คำตอบในรูปแบบตรรกะเชิงเงื่อนไขอันแสนง่ายคือ ถ้าเราสามารถค้นหาสาเหตุอันแท้จริงของความทุกข์นั้นได้แล้วและขจัดซึ่งสาเหตุของความทุกข์นั้นออกไปได้อย่างเด็ดขาด เราก็มีความสุขอย่างแท้จริง (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 91) เพราะความทุกข์คือ อุปสรรคอันแท้จริงต่อการมีความสุขแท้

วิสัชนาต่อปุจฉาที่ว่า “ความทุกข์เกิดขึ้นได้อย่างไร” เป็นการวิเคราะห์หาสาเหตุของความทุกข์ และคำตอบที่ถูกต้องคือ “ความโง่” หากพูดด้วยภาษาคนโดยทั่วไป หรือ “การรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือไม่รู้ความจริงอย่างแท้จริง” ในภาษาวิชาการ หรือ “อวิชชา” ตามคำศัพท์ของพระพุทธศาสนา ดังนั้น การกำจัดความทุกข์ให้หมดไปตามคำสอนของพระพุทธเจ้าคือ การทำลายอวิชชาให้หมดสิ้นไป หมายความว่า ผู้ที่ต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์ ต้องทำการแสวงหาความรู้ที่ตนเองต้องรู้แต่ยังไม่รู้ให้รู้ความจริงอย่างแท้จริงนั่นเอง เขาคนนั้นจึงจะพ้นทุกข์ได้ พระพุทธองค์ทรงกำหนดให้แก้ความรู้ที่ผิด (อวิชชา) ด้วยแก่นความรู้อันถูกต้องคืออริยสัจสี่ ได้แก่

1) ทุกข์ คือ การรู้ตัวเองว่ามีทุกข์ และรู้ว่าทุกข์คืออะไร ผู้ที่แน่ใจว่าตนมีทุกข์จะขวนขวายหาทางพ้นทุกข์

2) สมุทัย คือ การรู้สาเหตุแห่งทุกข์ ถ้าแก้ที่สาเหตุหรือต้นตอของทุกข์จากการรู้ถึงสาเหตุของความทุกข์แล้ว ผลที่ได้คือเราก็พ้นทุกข์โดยอัตโนมัติ เราก็จะสบายใจว่ามีทางพ้นทุกข์

3) มรรค คือ การรับรู้ทางแห่งการพ้นทุกข์ เพื่อบรรลุถึงการพ้นทุกข์ และทางที่ปฏิบัติที่สำคัญมี 8 ข้อ เรียกว่า มรรค 8

4) นิโรธ คือ การบรรลุการหลุดพ้นจากความทุกข์ได้อย่างเด็ดขาดตั้งแต่ยังมีชีวิต ดับขันธ์ เมื่อไรก็จะเข้าสู่สภาพปรินิพพานโดยอัตโนมัติของธรรมชาติแห่งการหลุดพ้นอันสูงสุด

นี่เป็นแก่นแท้แห่งคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นจุดสำคัญที่สุดของธรรมะเพื่อการพ้นทุกข์และมีความสุขแท้จริง (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 94)

ในมิติของคริสตศาสนา พระเยซูทรงเน้นให้ทุกคนตระหนักว่าตนเองเกิดมาในกองทุกข์ คือ ทุกคนเมื่อเกิดมาก็มีบาปติดตัวมาแล้ว เรียกว่าบาปกำเนิด (original sin) และขณะที่คนเราดำรงชีวิตประจำวัน ก็อยู่ท่ามกลางความบาปที่เป็นอุปสรรคในการเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าผู้เป็นองค์ความดีอย่างครบถ้วนบริบูรณ์ จึงมีการแสวงหาวิธีการและวิถีทางที่จะพ้นจากบาปอันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ แนวทางที่จะแก้ไขไม่ให้เกิดความทุกข์จึงเริ่มต้นด้วยการแสวงหาความจริงต่างๆ ด้วยการรู้ความตื้น ความลึก ความหนา และความบอบบางของชีวิต โดยประเด็นสำคัญที่สุดของคำสอนที่พระพระเยซูเสนอให้แก่ผู้ติดตามและเชื่อในพระองค์คือ ความรอดพ้นจากบาป (salvation) หรือความผิดที่ขัดแย้งกับคำสอนอันเป็นบทบัญญัติของพระองค์และเป็นเป้าหมายสูงสุดของการดำเนินชีวิตในโลกนี้ เพราะโลกนี้ไม่สามารถให้ความสุขแก่มนุษย์ได้อย่างครบบริบูรณ์ทั้งในด้านปริมาณและช่วงเวลา ดังนั้น พระองค์จึงทรงชี้แนะว่า เราจะบรรลุถึงสภาพแห่งความสงบสุขแท้ที่สมบูรณ์ได้ที่เรียกว่าความสุขแห่งสวรรค์ โดยต้องมีการทำลายอุปสรรค คือ “บาป” จนไม่มีเหลือแล้ว ดังนั้น ตนเองจึงกลับกลายเป็นผู้บริสุทธิ์เหมาะสมที่จะเข้าร่วมบรมสุขกับพระองค์ในสวรรค์

พระยาห์เวห์ (Jahweh) ซึ่งเป็นคำที่ชาวยิวเรียกพระเจ้า (God, The Lord) ตามประเพณีของชาวคริสต์ ทรงมีพระทัยดี พระองค์ปรารถนาให้มนุษย์ได้มีสภาพชีวิตแห่งความสงบสุขแท้ที่สมบูรณ์ เพียงแต่ขอให้มนุษย์สำนึกตนว่าเป็นคนบาป และพยายามปรับเปลี่ยนตนเองให้ปฏิบัติแต่การทำดี คือ “จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดใจ และรักมนุษย์เหมือนรักตนเอง” ใครปฏิบัติได้ดังนี้เรียกว่านักบุญ (saint) และได้อยู่กับพระเจ้าในสวรรค์หลังจากที่สิ้นชีวิตไปจากโลกนี้ (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 100)

สำหรับพระเยซู อวิชชา หรือสาเหตุแห่งความทุกข์คือการไม่รู้จักพระเจ้า และการไม่รู้จักพระเมสสิยาห์ (Messiah) ซึ่งเป็นพระเจ้าที่ได้มาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อนำมนุษย์ไปสู่หนทางแห่งความรอดพ้นจากความทุกข์ และ “มรรค” หรือแนวทางอันจะนำไปสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ ก็คือการแสดงออกอย่างจริงใจในการปฏิบัติซึ่งเป็นความ “รักตนเอง” (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 100) การปฏิบัติตามคำสอนและใช้ชีวิตโดยอาศัยบารมีของพระเยซูภายด้วยการร่วมพิธีกรรมต่างๆ ที่คริสต์ศาสนากำหนดไว้อย่างเป็นทางการ ย่อมเป็นวิถีทางและวิธีการเพื่อช่วยให้การปฏิบัติของผู้ที่เชื่อในพระเยซูบรรลุถึงมรรคหรือประสบซึ่งความสัมฤทธิ์ผลได้อย่างง่ายดายและมีความแน่นอน

ลัทธิอัตถิภาวนิยม (Existentialism)

เซอเรน คีร์เคอกอร์ด (Soren Kierkegaard, ค.ศ. 1813-1855) ได้ให้ความสำคัญแก่ความเป็นปัจเจกและมุ่งเน้นไปที่ศักดิ์ศรีและคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ตามกระแสแนวปรัชญาเชิงอัตถิภาวะนิยม ซึ่งส่งเสริมให้มนุษย์มีเสรีภาพในการที่จะคิดหรือแสดงออก โดยมีหลักแนวคิดทางปรัชญาที่สำคัญคือ “อะไรก็ตามซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวปัจเจกบุคลคลที่มีอยู่จริงของแต่ละบุคคลแล้วล้วนไร้ความหมาย” (กีรติ บุญเจือ, 2546ง, หน้า 153) มนุษย์จึงเป็นสิ่งสำคัญของโลก และยังไม่น่าจะมีสิ่งอื่นใดในโลกนี้ทั้งในเอกภพทั้งมวลรวมทั้งบนโลกนี้อีกด้วยจะมีความหมายสำคัญยิ่งกว่ามนุษย์

“อัตถิภาวะ” มีความหมายจากรากศัพท์สองคำคือ อัตถิ = เป็นอยู่ สนธิกับ ภาวะ = สภาพเป็นอยู่หรือสภาพความมีอยู่ของชีวิตส่วนตัว ซึ่งตรงกับภาษาอังกฤษว่า existence แปลว่า “ความมีอยู่” ดังนั้น อัตถิภาวะนิยม จึงเป็นลัทธิที่เน้น “เรื่องความมีอยู่ของตัวเอง” (กีรติ บุญเจือ, 2546ง, หน้า 226) โดยที่ ลัทธิอัตถิภาวะนิยมเสนอว่าเมื่อมนุษย์ยังไม่อาจจะรู้ได้ว่าอะไรเป็นสิ่งจริงอย่างชัดเจนและเด็ดขาด เนื่องจากยังไม่รู้โครงสร้างของปัญญา ดังที่คานท์ได้แถลงหลักการที่ควรยึดถือเพื่อสนับสนุนความมั่นใจนั้น ย่อมไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่า การส่งเสริมเสรีภาพส่วนบุคคล จึงจะเห็นได้ว่า อัตถิภาวะนิยมเป็นกระแสความคิดทางปรัชญาที่เน้นถึง “เสรีภาพ” ซึ่งเป็นแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ ดังที่ซาตร์ได้กล่าวเป็นคำคมไว้ว่า “มนุษย์ถูกสาปให้มีเสรีภาพ” (Man is condemned to be free) (Sartre, 1993, p. 553)

ลัทธิอัตถิภาวนิยมเป็นที่นิยมกันอย่างมากในประเทศฝรั่งเศส โดยมีเป้าหมายเพื่อปลุกระดมให้ชาวฝรั่งเศสลุกฮือขึ้นต่อต้านกองทัพนาซี แต่เมื่อฝรั่งเศสได้ผ่านพ้นอุปสรรคนี้ไปแล้ว ลัทธินี้ก็ไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป แต่ได้เกิดมีกระแสแนวคิดด้านปรัชญาอีกอย่างหนึ่งเข้ามาแทนที่คือลัทธิโครงสร้างนิยม (structuralism) ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาแนวคิดเชิงปรัชญาในช่วงปลายของลัทธินวยุคนิยม (modernism)

ลัทธิสูญนิยมอย่างจัด (nihilism) เป็นกระแสที่ต่อต้านลัทธิโครงสร้างนิยม (structuralism) และมีชื่อเสียงมากพอสมควรในประเทศฝรั่งเศส ลัทธิหลังโครงสร้างนิยม (post structuralism) ได้เข้ามาแทนลัทธิหลังนวยุคนิยมแบบจัด (extreme postmodernism) ซึ่งยังใช้ชื่อว่าลัทธิรื้นถอน (deconstructionism) สัมพันธนิยม (relativism) หรือวิมัตินิยม (skepticism) อันมีหลักการใหญ่คือ ไม่เชื่ออะไรเลย ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีหลักยึดเหนี่ยว ได้แต่ปลงอนิจจัง และปล่อยให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไป แบบปราศจากเป้าหมาย นอกจากนั้น ได้มีการปฏิเสธความมีอยู่ของวจนศูนย์นิยมทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายของวจนศูนย์นิยม เครือข่ายของเอกภพ เครือข่ายความเข้าใจ หรือเครือข่ายภาษา เพราะไม่มีความจริง เนื่องจากว่าความรู้ของมนุษย์เป็นความรู้ที่แบ่งแยกกันออกไปเรื่อยๆ เหมือนประสบการณ์แต่ละครั้งซึ่งไม่มีความสัมพันธ์กันจริง ในช่วงเวลาระยะนี้ สามารถกำหนดได้ว่า ปรัชญาหลังนวยุคได้เริ่มเปลี่ยนวิถีไปในทางลบแล้ว นั่นก็คือ การรื้นถอนหรือแยกแยะออกจากกันตามความหมายที่แดร์ริดา (Derrida, ค.ศ. 1930-2004) ได้ให้คำจำกัดความไว้ เพราะมีการวิจารณ์การสร้างความหมายของนวยุคนิยมและลัทธิโครงสร้างนิยม ส่วนฟูโกต์ (Michel Foucault, ค.ศ. 1924-1984) ต้องการให้มีการแยกอำนาจออกจากกฎเกณฑ์ ขณะเดียวกัน รอร์ที (Richard Rorty, ค.ศ. 1931-2007) ปรารถนาอย่างยิ่งที่จะทำการแยกความต้องการความจริงทางวัตถุวิสัย ออกจากการแสวงหาความรู้ทั้งหลาย และเสนอให้คงไว้แต่เพียงการตีความหมาย โดยมีเป้าหมายสำคัญที่อยู่ที่การเสวนาในหมู่มนุษย์ (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 93)

กระแสความคิดทางปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderate postmodernism) ได้ทำการแก้ไขแนวคิดเชิงปรัชญาของกระแสความคิดหลังนวยุคสุดขั้วด้วยลัทธิรื้อสร้างใหม่ (reconstructions) อันเป็นลัทธิล่าสุดของลัทธินวยุค (postmodernism) นอกนั้นยังแก้การรื้อถอน (deconstruction) แก้การวิเคราะห์และวิจักษ์ทางลบ แล้วเพิ่มวิจักษ์ทางบวก และขั้นสุดท้ายคือ ไม่ละทิ้งแนวคิดของวจนศูนย์นิยมทั้งหมด เพราะยังคงมีไว้ซึ่งตาข่ายที่ต่อเชื่อมโยงกันอยู่ อันเป็นผลที่เกิดจากอัชฌัติกญาณของแต่ละบุคคล และการยอมรับแนวคิดของทุกฝ่าย (พหุนิยม) ของสังคมโลกาภิวัตน์ โดยไม่ละเลยสิ่งใดเลย แต่ได้พยายามย้อนอ่านทุกอย่าง (rejecting nothing but rereading all) ด้วยวิจารณญาณ

เช่นเดียวกันกับกระบวนทรรศน์อื่นๆ ทั้งหลาย กระบวนทรรศน์ใหม่หรือกระบวนทรรศน์ที่ 5 ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ลัทธิทางปรัชญาอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นกรอบของการกำหนดขอบเขตของกลุ่มลัทธิ

ปรัชญาที่มีความเชื่อพื้นฐานในรูปแบบเดียวกัน (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 82) ลัทธิที่สำคัญสำหรับกระบวนทรรศน์ที่ 5 นอกจากลัทธิหลังนวยุค (postmodernism) ก็มีลัทธิโลกาภิวัตน์ (globalizationism)

ลัทธิโลกาภิวัตน์ (globalizationism) ได้นำเสนอแนวคิดทางปรัชญาที่หลากหลาย (diversity)ของปัจเจกบุคคลที่มีต่อการเสวนา (dialogue) อันเป็นการแสวงหาจุดร่วม และสงวนจุดต่างซึ่งจะนำไปสู่เอกภาพของความหลากหลาย (unity of diversity) แฟรงซีส แบรดลี่ย์ (Francis Herbest Bradley, ค.ศ. 1846-1924) ผู้ซึ่งให้แนวคิดทางปรัชญาที่เน้นว่า จำเป็นต้องมีเป้าหมายอันติมะ (ultimate goal) หรือเป้าหมายอันท้ายสุด อันเป็นที่ปรารถนาสำหรับทุกคนในการเสวนา ดังนั้น ทุกคนจะต้องทำใจหรือวางแนวความคิดของตนให้เป็นกลางโดยไม่เอนเอียงไปตามแนวคิดใดหนึ่งโดยเฉพาะเพื่อจะได้ไม่ก่อให้เกิดอคติ และจะต้องย้อนกลับไปอ่านหรือทำความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอีก ยิ่งกว่านั้นจะต้องไม่ละเลยในการที่จะพิจารณาความคิดของผู้อื่นอันเป็นการสร้างกรอบความคิดและความเข้าใจตามวิถีสายกลางของปรัชญาพหุนิยมโลกาภิวัตน์ระหว่างลัทธิอิทเมวนิยมกับลัทธิวิมัตินิยม (skepticism)

เพื่อตัดความยึดมั่นให้ได้อย่างแท้จริง นักคิดหลังนวยุคได้ให้ความสำคัญต่อวิธีการจัดวางความคิดของผู้คิดให้เป็นกลางโดยการนำเอาความคิดเห็นส่วนตัวของผู้คิดใส่วงเล็บไว้ เพื่อให้อยู่ในกรอบที่ไม่ไปรบกวนแนวคิดของผู้อื่น (epoche) ตามข้อเสนอของฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl, ค.ศ. 1859-1938) มาเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจปรากฏการณ์ใดหนึ่ง รวมทั้งการหันกลับมาใช้วิธีเสวนา (dialogue) เพื่อเปิดรับเอาความคิดที่ดีของคู่สนทนามาผสมผสานกับความคิดของตน เมื่อขจัดความยึดมั่นถือมั่นได้แล้ว ให้พุ่งความสำคัญของความคิดไปที่การให้การยอมรับและยกย่องศักดิ์ศรี และคุณค่าของความเป็นมนุษย์ตามแนวคิดของปรัชญาอัตถิภาวะนิยม (existentialism) โดยเฉพาะอย่างยิ่งของฮายเดกเกอร์ (Martin Heiddeger, ค.ศ. 1889-1976)โดยใช้วิธีวิเคราะห์ภาษาอุดมการณ์และภาษาสามัญของ วิทเกินชทายน์ (Ludwing Wittgessteing, ค.ศ. 1889-1951) จึงได้ทิศทางความเข้าใจเป็นเชิงบวกเข้าสู่เป้าหมายสูงสุดคือการส่งเสริม ยกย่องและให้คุณค่าแก่ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

วิธีวิเคราะห์ภาษาแบบสามัญรวมกับการประเมินค่าโดยมีการยอมรับซึ่งศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นมนุษย์เป็นเป้าหมายเรียกว่า วิธีวิจารณญาณ (critical mind) เป็นอรรถปริวรรคศาสตร์ (hermeneutics) ของนักปรัชญาหลังนวยุค ซึ่งมุ่งสู่ความเข้าใจความหมายของข้อความเป็น 2 ระดับ คือไม่เพียงแต่ในระดับความเข้าใจว่าหมายถึงอะไร แต่ต้องขยายออกไปยังระดับการมีความหมายหรือคุณค่าสำหรับความเป็นมนุษย์แค่ไหนอีกด้วย (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 202)

ศักดิ์ศรี และคุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ตามทัศนะของลัทธิอัตถิภาวนิยม ได้มีการแสดงออกชัดเจนเมื่ออาคารคอนโดมีเนียมอันเป็นที่พักอาศัยของผู้คนในโครงการเคหะพรุทไอโก (Prutt-lgoe Housing Project) ของเมืองเซนต์หลุยส์ แห่งมลรัฐมิสซูรี่ ได้ถูกรื้อทิ้งเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ณ เวลา 15.32 น. โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อสร้างอาคารหลังใหม่ทดแทน ดังที่ศาสตราจารย์ ชาลส์ เจงคส์ (Charles Jencks) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ The Language of Post-Modern Architecture (ค.ศ. 1984 หน้า 4) และศาสตราจารย์เจงคส์ ผู้ที่ได้ถูกยกย่องว่าเป็นผู้เริ่มต้นสถาปัตยกรรมหลังนวยุค ได้ชี้ให้เห็นว่า เหตุการณ์นั้น เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าคนทั่วไปในปลายศตวรรษที่ 20 ไม่ยอมรับนวยุคแล้ว

1. ทฤษฎีหลังโครงสร้าง (Poststructuralism) แม้ทฤษฎีหลังโครงสร้างนิยมมีจุดเริ่มต้นเหมือนกับนักทฤษฎีโครงสร้างนิยมที่ให้ความสำคัญกับภาษา และกระบวนการทำงานของภาษาในฐานะที่เป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจความคิด การสื่อสารและปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรม แต่ปฏิเสธว่า ปรากฏการณ์ทางสังคมหรือความคิดของแต่ละบุคคล มีชุดของความหมายที่แน่นอนชุดหนึ่งแฝงอยู่ แต่ความหมายและความคิดกลับเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้รับสารหรือผู้วิเคราะห์ต่อมุมมองเฉพาะและบริบทเฉพาะในการรับสารซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการผลิตความหมายหรือการเข้าใจปรากฏการณ์ทางสังคมแต่ละครั้ง (Lyotard, 2004, pp. 3-10)

2. แย้งและตรวจสอบความเป็นสากล หรือความเป็นแก่นแท้ (essence) ที่ขัดแย้งล้มล้างไม่ได้ ถกเถียงไม่ได้ เช่นความเชื่อเรื่องพระเจ้า ธรรมชาติของมนุษย์ เสรีภาพของมนุษย์ คุณธรรม ความชั่วร้าย ความผิด ความถูกต้อง ความรู้ เหตุผล ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ความเชื่อเรื่องความก้าวหน้า เป็นต้น Lyotard อธิบายความเพิ่มเติมว่า คำสอนที่สืบทอดมาจากนวยุคและยุคพุทธิปัญญาเหล่านี้คือ meta-narrative หรือ Grand narrative ซึ่งเขาใช้เพื่อหมายถึงทฤษฎีในภาพกว้าง (large scale theories) หรือ ปรัชญาของโลก (world philosophies) เขาโต้แย้งวัฒนธรรมและความเชื่อเหล่านี้ว่า โดยแท้จริงแล้วคือเกมส์ทางภาษา (language games) และอธิบายในรูปแบบของความหมายของภาษาอยู่ที่ “linguistic sign” ซึ่งประกอบด้วย "signified” (ตัวความหมาย) และ “signifier” (สัญลักษณ์ที่สื่อความหมาย) ความสัมพันธ์ระหว่างสัญลักษณ์ที่สื่อความหมาย กับตัวความหมายซับซ้อนและมีนัยสำคัญหลายมิติ สิ่งเหล่านี้กำหนดขึ้นในสมัยนวยุค และสมัยพุทธิปัญญา ในฐานะเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อเรื่องอำนาจในการครอบงำ (Anthony Elliott and Larry Ray, 2002, pp. 210-215; Noel Parker and Stuart Sim, 1997, p. 208)

3. ปฏิเสธอำนาจของกรอบ ระเบียบโครงสร้างทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจและสังคม แบบจารีตเดิม ไม่ว่าจะเป็นสังคมอุตสาหกรรมของศตวรรษที่ 19 และสังคมนิยมของคาร์ล มาร์ค เป็นต้นในงานเขียนของ Lyotarad ชื่อ Libidial Economy โดยวิจารณ์ว่าระบบเศรษฐกิจสังคมแบบนี้เป็นการใช้ชีวิตที่ปฏิเสธหลักการทางศาสนาและศีลธรรมที่ควบคู่มากับระเบียบทางเศรษฐกิจและสังคมนั้นๆ (Lyotard, 1993, p. 113)

4. ปฏิเสธความเป็นจริง (reality) โดยถือว่าเป็นสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นและสามารถมองได้หลายมุมมอง เป็นเพียงผลผลิตที่มาจากความรู้ที่เป็นกฎเกณฑ์ที่คอยกำหนดว่าสิ่งใดถูก สิ่งใดผิด กล่าวคือ ความจริงถูกสร้างผ่าน “วาทกรรม” (Discourse) ซึ่งหมายถึง การจัดระบบว่าสิ่งใดต้องเข้ามาอยู่ข้างในและสิ่งใดต้องไปอยู่ข้างนอกระบบความจริง (Regime of Truth) และทำหน้าที่ให้ความจริงที่เกิดขึ้นมาเป็นที่ยอมรับด้วย ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ความจริง (reality) ความรู้ (knowledge) และอำนาจ (power) เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์กัน โดยพิจารณาจากการใช้อำนาจต่อผู้กระทำ โดยที่ผู้กระทำไม่รู้ตัว ซึ่งอำนาจดังกล่าว คือ อำนาจจากการกำหนดว่าอะไร คือ ความรู้ และความจริง นั่นเอง (Lyotard, 2004, pp. 31-34)

นิทเฉอ (Friedrich Wilhelm Nietzsche, ค.ศ. 1884-1900) ตามแนวคิดของนิทเฉอคือชีวิตคือเจตจำนงที่จะมีอำนาจ “สิ่งมีชีวิตมีความต้องการที่จะแสดงพลังเหนืออื่นใด ชีวิตคือเจตจำนงที่จะมีอำนาจ (Beyond Good and Evil) สารัตถะของชีวิตคือการยึดครอง การทำร้าย การแสดงพลังเหนือคนแปลกหน้าและผู้อ่อนแอ (Beyond Good and Evil) ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือได้อธิบายถึงเจตจำนงที่จะมีอำนาจของนิทเฉอว่ามันเป็นอะไรที่แผ่ซ่านและครอบงำทุกอณูของชีวิตที่เกิดมาใน เอกภพ “ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีขึ้นในเอกภพ เป็นการแสดงออกของพลังดิ้นรนอันเป็นธาตุแท้ของความเป็นจริง ซึ่งนิทเฉอเรียกว่า เป็นเจตจำนงที่จะมีอำนาจ (The will-to-Power) พลังนี้เมื่อแสดงออกเป็นหน่วยๆ แล้วก็สำแดงฤทธิ์เดชออกให้เห็นว่า พลังแต่ละหน่วย ต่างก็ดิ้นรนเพื่อเป็นใหญ่เหนือกันและกัน แต่ทว่าหน่วยต่างๆ มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน ส่วนใดเข้มข้นมากกว่าก็จะเอาเปรียบหน่วยที่เข้มข้นน้อยกว่า เช่นพืชเอาเปรียบแร่ธาตุ สัตว์เอาเปรียบแร่ธาตุและพืช มนุษย์เอาเปรียบแร่ธาตุ พืช และสัตว์ ในหมู่มนุษย์ด้วยกันเองก็มีพลังดิ้นร้นเข้มข้นไม่เท่ากัน คนที่มีพลังเข้มข้นมากกว่าจะฉลาดกว่าหรือเข้มแข็งมากกว่า และจะเอาเปรียบคนที่โง่กว่าหรืออ่อนแอกว่า” (กีรติ บุญเจือ, 2524, หน้า 112)

โดยนัยยะของนิทเฉอจะเห็นได้ว่า มนุษย์เรานั้นมีชีวิตอยู่เพื่อเป้าหมายที่สำคัญคือ เพื่อให้มีอำนาจ (will to power) เพื่อความเป็นอภิมนุษย์ (overman or superman) โดยแข่งขันกันเพื่อให้มีอำนาจเหนือกว่าหรือยิ่งใหญ่กว่าคนอื่นๆ เก่งกว่าคนอื่นและเจตจำนงที่จะมีอำนาจนี้จะผลักดันกิจการทุกอย่างในความประพฤติและการตีคุณค่าและความหมายของมนุษย์ด้วย และใครจะมีชีวิตแบบ (will to power) จะต้องเป็นคนที่ไม่ธรรมดา พูดง่ายๆ เป็นคนที่จะต้องเหนือกว่าคนอื่น ดีกว่าคนอื่นนั่นเอง ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ ได้ให้คำแนะนำว่าหนังสือของนิทเฉอชื่อ “ซาราทุสตรา ”ตรัสไว้ดังนี้ (ยร. Also Sprach Zaarathustra-Thus Spake Zarathustra) “ เป็นหนังสือที่แสดงความรู้สึกนึกคิดของ นิทเฉอที่สำคัญไว้เกือบทั้งหมด ความคิดปลีกย่อยนั้นมีอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์เกือบจะทุกตอน” นิทเฉอให้ความเห็นตามมาเคียเวลลีว่าคำสอนในเรื่องความดี ความถูกต้อง และคุณธรรม เช่น ความรัก ความเมตตา และการให้อภัยในศาสนาคริสต์ สำหรับความคิดของนิทเฉอนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี ตามความเห็นของมาเคียเวลลี การปกครองที่ปฏิบัติตามโดยไม่ใช้ปัญญาไตร่ตรองให้รอบคอบจะล้มเหลว (สมบัติ จันทรวงศ์, 2538 หน้า 144) สำหรับนิทเฉอการยึดถือตามคำสอน และคุณธรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไปทำลายความเป็นตัวของตัวเอง ทำให้เรากลายเป็นคนอ่อนแอและเป็นทาสของความคิด ซึ่งทำให้การดำเนินชีวิตของเรานั้น เต็มไปด้วยการครอบงำจากสิ่งอื่นๆ เหมือนชีวิตเราเป็นของผู้อื่น สำหรับความคิดของนิทเฉอนั้นอำนาจ (power) ไม่ใช่ทำการปกครองกดขี่ผู้อื่น เพราะการใช้อำนาจที่เหนือกว่าเอารัดเอาเปรียบผู้อื่นถ่ายเดียว “เหล่านี้แหละที่ศาสดาทั้งหลายเรียกว่ากิเลส บางคนกิเลสหนา แต่ก็รู้จักแสดงเป็นคนกิเลสบางเพื่อได้รับการยกย่องสรรเสริญและได้เปรียบคนอื่น นั่นเป็นความฉลาดของเขา” (กีรติ บุญเจือ, 2524, หน้า 112) บุคคลใดบรรลุญาณวิเศษอย่างเช่นศาสดาทั้งหลาย จะเห็นข้อเท็จจริงที่แจ่มแจ้งชัดเจนว่า อำนาจสร้างสรรค์สิ่งที่สวยงาม สิ่งที่ดีงาม โดยเริ่มจากการรู้จักควบคุมกิเลสที่มีอยู่ในตัวเรามนุษย์ ควบคุมพฤติกรรมฝ่ายต่ำทั้งหลายของเรา คนที่สามารถควบคุมกิเลสได้ก็จะกลายเป็นผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง หรือเรียกอีกอย่างคือ อภิมนุษย์ (overman or superman) หรือเรียกอีกอย่าง คือ (beyond good and evil) การอยู่เหนือความดีความชั่วนั่นเอง และนอกจากนั้น คนที่ต้องการเป็น (superman) นั้นจะต้องไม่เชื่อพระเจ้าและไม่เชื่อเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายด้วย เพราะว่าพระเจ้าสำหรับนิทเฉอนั้นตายแล้ว ไม่มีอยู่จริง เป็นสิ่งจอมปลอม และต้องไม่เชื่อในความหวังที่จะชีวิตนิรันดรหลังความตายเพราะว่า ชีวิตหลังความตายนั้นไม่มีอยู่จริง สิ่งที่มีอยู่จริงนั้นก็คือ การมีชีวิตอยู่ในขณะนี้ ต้องอยู่กับปัจจุบันและมุ่งไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่ยิ่งใหญ่

มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault, ค.ศ. 1926-1984) นักคิดสายหลังโครงสร้างนิยม (Post-Structuralism) ผู้เสนอหลักการเรื่อง “วาทกรรม” (Discourse) และการสถาปนาอำนาจของความรู้ (power-knowledge) ให้แนวคิดเรื่อง “อำนาจ” (power) ที่เป็นรูปแบบของอำนาจที่มีลักษณะเฉพาะตัวและฉีกแนวออกไปจากการนำเสนอวิธีการคิดเรื่องอำนาจในยุคก่อนสมัยใหม่ และเป็นอำนาจที่มีกลไกของการทำงานที่ซับซ้อนกว่าอำนาจในมุมมองแบบดั้งเดิมที่ยังคงติดอยู่กับประเด็นเรื่องของการบีบบังคับ (coercion) การขู่เข็ญ การใช้กำลัง (hard power) หรือ แม้แต่การเจรจา การต่อรอง การจูงใจ การชักจูง หรือแม้แต่การใช้เงินตราช่วยเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือต่อรอง (soft power) ฟูโกต์ พูดถึงอำนาจที่ทำงานในรูปแบบของการควบคุม โดยมีการสร้างกลไกบางอย่างเพื่อใช้ผู้ที่ถูกควบคุมอยู่นั้นให้มีลักษณะเหมือนกำลังควบคุม บริหารและจัดการตนเอง ให้อยู่ภายใต้อำนาจ ซึ่งฟูโกต์ เรียกว่า “biopower” อันเป็นอำนาจที่เข้ามาควบคุมกำกับพลังเหนือชีวิต (power over life) ของประชากร ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผ่านของเทคนิคของอำนาจที่ควบคุมชี้ขาดให้เกิดความตายในรูปแบบเก่า มาสู่อำนาจในรูปแบบของการบริหารจัดการร่างกายและกำกับชีวิต (Administration of Bodies and Management of Life) ของประชากร ตั้งแต่การเกิด การย้ายถิ่นฐาน การศึกษา ตลอดจนสภาพความเป็นอยู่และสุขภาพ อำนาจในรูปแบบดังกล่าวนี้จะเข้ามาควบคุมชีวิตของผู้คนในทางอ้อมโดยผ่านการปลูกฝังองค์ความรู้บางอย่าง (เช่น ความรู้เกี่ยวกับเชื้อโรค ความเจ็บป่วย โรคภัยไข้เจ็บ ที่จะทำให้คนเริ่มหันมาใส่ใจที่จะรักษาสุขภาพของตนเองให้มากขึ้น จนเกิดเป็นวินัยแห่งชีวิตของตน แล้วจัดการควบคุมตนเองผ่านวินัยที่ถูกสร้างขึ้น (self-disciplinary) และอำนาจดังกล่าว (Biopower) จะทำให้เกิดการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้ามระหว่างความปกติ และความผิดปกติขึ้นมา หลังจากที่การสร้างวินัยและความรู้ได้เข้าไปควบคุมกำกับชีวิตแล้ว สังคมจะกลายเป็นสังคมที่มุ่งหาแต่ความปกติ (ที่ถูกสร้างขึ้น) และจะมองความผิดปกติ (abnormal) ในฐานะ “ความป่วย” (Illness) ที่จำเป็นต้องถูกกำจัด ถูกบำบัด จนสามารถกลับคืนมาอยู่ในสถานะแห่งความปกติได้ (normalization) ด้วยเหตุนี้ สังคมจึงกลายเป็นสังคมแห่งการจ้องมอง สอดส่อง แอบดู (surveillance) เหมือนกับหอสังเกตการณ์ที่อยู่กลางเรือนจำ (Panoptic on) ที่ผู้คุมเฝ้ามองการกระทำของนักโทษ อันเป็นเทคนิคที่ใช้ในการสังเกตการณ์ต่อพฤติกรรมของนักโทษ โดยผู้คุมจะสามารถมองเห็นทุกกิจกรรมการเคลื่อนไหวของเหล่านักโทษ ทำให้นักโทษมีความรู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองถูกจ้องมองอยู่ จึงหวาดกลัวในอันที่จะกระทำการอันผิดแผกไปจากความปกติ (Foucault, 1990, p. 133)

ฟูโกต์ได้โจมตีความเชื่อและปรัชญาของยุคพุทธิปัญญา โดยปฏิเสธเรื่องของเหตุผล ตลอดจนการปลดปล่อยมนุษย์ให้เป็นอิสระและความก้าวหน้า โดยทำการถกเถียงถึงการเผชิญหน้ากันระหว่างรูปแบบสมัยใหม่ต่างๆ ของอำนาจและความรู้ที่นำมาใช้ตกแต่งและสรรค์สร้างรูปแบบใหม่ๆ ของการครอบงำขึ้นมา ฟูโกต์ (Foucault) ได้เขียนไว้ในความคิดเรื่องอำนาจและความรู้ (Power/Knowledge) และความคิดเรื่องความเป็นเพศในหนังสือ History of Sexuality โดยฟูโกต์เสนอว่า อำนาจมีอยู่ในทุกที่ของสังคมและมาจากทุกแห่ง อีกทั้งยังมีหลากหลายศูนย์กลาง และไม่ได้ถูกจัดระเบียบตามหลักการเดียว ส่วนที่เกี่ยวกับประเด็นการแบ่งแยกทางเพศ ฟูโกต์ มองว่า เรื่องดังกล่าวนั้น ถูกจัดระเบียบจากหลากหลายหลักการ และมีแหล่งกำเนิดมาจากทุกแง่มุมของชีวิตและทุกความสัมพันธ์ทางสังคม การให้อำนาจตามเพศ (Foucault, 1990, p. 115) ด้วยวิธีการศึกษาของเขาชื่อ Historico-Philosophical Studies (การศึกษาทางด้านปรัชญาประวัติศาสตร์) ฟูโกต์ได้แสดงให้เห็นว่า “ความรู้และการปฏิบัติในด้านต่างๆ จำกัดพฤติกรรมของมนุษย์ได้อย่างไร และถูกเปลี่ยนแปลงด้วยความรู้และการปฏิบัติทางเลือกในรูปแบบอื่นๆ เพื่อจำกัดเสรีภาพของมนุษย์ได้อย่างไร (และเขา) ได้วิเคราะห์ข้อจำกัดของประสบการณ์ในรูแบบต่างๆ อันเกิดขึ้นจากการที่สังคมพยายามนิยามและกำหนดของเขตของความคิดและการกระทำของมนุษย์ เพื่อหาทางเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม” (Wicks, 2003, p. 249)โดยพยายามพัฒนาและพิสูจน์ถึงแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้จากหลายหลากมุมมอง ทั้งจากจิตเวชศาสตร์ การแพทย์ การลงโทษ และอาชญวิทยา การปรากฏตัวขึ้นมาของสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ (human sciences), การก่อตัวขึ้นมาของเครื่องมือหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่รักษาระเบียบวินัย (disciplinary) อย่างหลากหลาย และการสร้างตัวขึ้นมาของอัตบุคคล (subject) ซึ่งถ้าหากเราพิจารณาอย่างรอบคอบครบถ้วนทุกด้านเท่าที่จะทำได้แล้ว ย่อมจะพบว่าความรู้ ความมีเหตุมีผล สถาบันต่างๆ ทางสังคม และความเป็นอัตบุคคล ที่ดูเหมือนจะได้มาและเป็นธรรมชาติ แต่หากพิจารณาตามข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นผลการประดิษฐ์ขึ้นทางสังคมประวัติศาสตร์ อันมีจุดมุ่งหมายทั้งที่คาดหวังมาก่อน หรือมิได้คาดหวังมาก่อน เพื่อแสดงพลังอำนาจและการครอบงำ (Foucault, 1990, p. 78)

ภาพรวมปรัชญากระบวนทรรศน์หลังนวยุค

แนวคิดหลักของปรัชญาหลังนวยุคที่สำคัญๆ มีดังต่อไปนี้ (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 94) คือ

1) ล้มล้างแนวคิดด้านปรัชญาของนวยุคภาพ

2) ไม่ยอมรับว่าวิธีวิทยาศาสตร์ให้ความจริงเชิงวัตถุวิสัย

3) ไม่ยอมรับว่าระบบความคิดของมนุษย์มีเพียงแค่ระบบเครือข่ายเดียว

4) ไม่ยอมรับว่าวัฒนธรรมของมนุษย์ก้าวหน้าเสมอ เพราะไม่มีหลักการอะไรที่จะเป็นข้อ

อ้างอิงอย่างหนักแน่นในทุกสถานการณ์ มีแต่เพียงความเหมาะสมในแต่ละกาลเทศะ

5) ส่งเสริมความมั่นใจที่ว่า ความเป็นจริงที่ควรสนใจคือ ความหมายที่หาได้ในภาษาที่มนุษย์ใช้สื่อสาร

6) ให้การยอมรับว่ามนุษย์ควรมีท่าทีที่ต้องร่วมมือกับทุกสิ่งมากกว่าเอาชนะหรือครอบครองสิ่งอื่นๆ

7) มั่นใจว่าเหตุผลเป็นเพียงศิลปะของการโฆษณาชวนเชื่อ แต่ความรู้ที่ได้จากการหยั่งรู้ด้วยจิตใจที่เป็นกลางโดยปราศจากอคติ เป็นความรู้ประเภทแสวงหาหรือเข้าถึงได้เพียงวัตถุ

8) เชื่อมั่นว่าเอกภพไม่ใช่จักรกล (Mechanism) ล้วนๆ แต่เป็นองคาพยพ (Organism) แบบพิเศษ ที่มีประวัติของการเปลี่ยนแปลง

9) เชื่อมั่นว่าความรู้ทั้งหลายมีกระบวนทรรศน์กำกับ

10) เชื่อมั่นว่าอารมณ์และความใฝ่ฝันเป็นความจริงที่มีค่าควรแก่การพิจารณาและศึกษา

ข้อดีและข้อเสียของกระบวนทรรศน์หลังนวยุค

กระบวนทรรศน์ที่ 5 ได้ให้ความสำคัญและส่งเสริมซึ่งคุณค่าแก่ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ พร้อมทั้งชี้แนะเกี่ยวกับการแก้ปัญหาต่างๆ ที่มีอยู่ระหว่างการดำรงชีวิต โดยจะต้องมีเวทีเสวนาหรือมีการเจรจา เพื่อที่จะก่อให้เกิดแนวคิดแบบทางสายกลางและการประนีประนอมในอันที่จะก่อให้เกิดเอกภาพ จึงจะเห็นได้ว่า แนวคิดของลัทธิหลังนวยุคส่งเสริมให้มนุษย์ไม่ใช่มีแต่เพียงการพัฒนาพลังสร้างสรรค์ พลังปรับตัว แต่รวมทั้งพลังร่วมมือ และพลังแสวงหา เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งของตนเองและผู้อื่น โดยไม่ทำเพียงแต่เน้นเฉพาะการสร้างสรรค์ซึ่งความร่วมมืออย่างกลมเกลียวด้วยความสามัคคี รวมทั้งการสร้างสภาพสังคมที่มีสันติเป็นเป้าหมาย โดยจะต้องเน้นให้รวมไปจนถึงการได้มาซึ่งความสุขแท้ตามความเป็นจริงตามสภาพแวดล้อมที่แต่ละคนมีชีวิตอยู่ ซึ่งหากพิจารณาโดยหลักการแล้ว วิธีการทางปรัชญาของนักคิดหลังนวยุค จะย้อนอ่านปรากฏการณ์ต่างๆ ในประวัติศาสตร์ทั้งในระดับจุลภาคและมหาภาค แล้วนำสิ่งที่ดีของแต่ละกระบวนทรรศน์ที่ปรากฏในประวัติศาสตร์แห่งมนุษย์ชาติที่ผ่านมาแล้วนั้น ช่วยพัฒนาพร้อมกับเสริมสร้างคุณภาพชีวิตของแต่ละปัจเจกบุคคลให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน โดยมั่นใจในนโยบายที่ว่า ความหลากหลายคือความงามที่ทุกคนสามารถยอมรับได้ในทุกสถานการณ์

ส่วนข้อเสียของกระบวนทรรศน์ที่ 5 พอสรุปได้ดังต่อไปนี้คือ

1) การไม่ยึดมั่นถือมั่นย่อมทำให้เกิดความเคว้งคว้าง หรือหากกล่าวในลักษณะของมนุษยวิทยาแบบง่ายๆ ก็จะเป็นลักษณะที่ว่า การไม่ยึดมั่นถือมั่น ย่อมมีภาพลักษณ์แบบพูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอยเหมือนไม้หลักปักในเลน

2) อัตถิภาวนิยมอาจทำให้เกิดสังคมประชาธิปไตยแบบสุดโต่ง เพราะมนุษย์อาจจะใช้เสรีภาพของตนเองอย่างไร้ขีดจำกัด

3) การไม่ยึดมั่นถือมั่นอันเป็นแก่นของกระบวนทรรศน์ที่ 5 จะต้องมีการใช้วิจารณญาณในการพิจารณา มิฉะนั้นจะเป็นการทำลายกระบวนทรรศน์ 5 เสียเอง

4) อาจจะทำลายระเบียบวินัยของสังคมที่มีอยู่แล้ว

การเปรียบเทียบระหว่างลัทธิหลังนวยุคกับลัทธินวยุค

นวยุคนิยมมีจุดเริ่มต้นจากความพยายามหาเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังคำทำนายตามโหราศาสตร์ และการวินิจฉัยแบบไสยศาสตร์ ซึ่งกระตุ้นให้นักปราชญ์ในช่วงปลายของกระบวนทรรศน์ยุคกลาง (ค.ศ. 1500-1600) มีความมั่นใจที่พอจะเชื่อได้ว่า วิธีวิทยาศาสตร์เป็นวิธีการที่ทำให้มนุษย์พบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่แน่นอนของโลกตามธรรมชาติของมันได้ และการรับรู้กฎธรรมชาติของโลก ย่อมเปิดโอกาสให้มนุษย์ทำโลกให้เป็นสวรรค์ของตนเองได้ เพราะว่าวิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์รู้จักถึงสาเหตุของปัญหาต่างๆ ได้ซึ่งย่อมช่วยให้มนุษย์สกัดกั้นสาเหตุของปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้นได้ทันก่อนจะมีปัญหา ดังนั้นหากพิจารณาถึงความเป็นไปได้เฉพาะในด้านแพทยศาสตร์ มนุษย์อาจจะสามารถรักษาโรคได้ทุกชนิด ยิ่งกว่านั้น หากพิจารณาในภาพรวมแล้ว วิทยาศาสตร์อาจจะช่วยขจัดความตายและความชราของมนุษย์ โดยไม่ต้องมีความหวาดกลัวต่อความเจ็บป่วย ความชรา และความตายของตนเองอีกต่อไป เพราะมนุษย์ทุกคนจะคงยังเป็นหนุ่มเป็นสาวไปตลอดกาล และวิทยาศาสตร์ควรที่จะช่วยวางระเบียบสังคม อีกทั้งช่วยแบ่งปันความสุขให้แต่ละคนอย่างยุติธรรม (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 19)

ออกุส กงต์ (Auguste Comte, ค.ศ. 1798-1856) ชาวฝรั่งเศส ได้เรียกร้องว่า มนุษย์เราทั้งหลายต้องช่วยกันส่งเสริมวิทยาศาสตร์ ดังนั้น แนวคิดทางปรัชญาของเขาจึงจัดอยู่ในกลุ่มลัทธิปฏิฐานนิยม (positivism) ซึ่งมีหลักการที่บ่งบอกอย่างชัดเจนคือ การที่คนใดคนหนึ่งจะยอมรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งว่าเป็นความรู้ จำเป็นต้องผ่านการทดสอบและรับรองจากวิธีวิทยาศาสตร์ จึงจะเป็นหลักการที่ยอมรับได้ เนื่องจากว่ามนุษย์จะไม่ทำการเปลี่ยนแปลงมาตรการของความเป็นจริงอีกต่อไปแล้ว เพราะได้มีมาตรการที่ถูกต้องแล้ว (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 207)

แฟรงซิส เบเคิน (Francis Bacon, ค.ศ. 1561-1626) ผู้เป็นเจ้าของสัจพจน์ที่ว่า “knowledge is power” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “ความรู้คือพลัง” (Bacon, Meditationes Sacrae, 14.95)เป็นผู้กระตุ้นให้วิชาการทางวิทยาศาสตร์ได้มีการตื่นตัวและยิ่งกว่านั้น ตัวเขาเองก็ได้รับสมญาว่าเป็นผู้มองเห็นกาลไกลหรือประกาศกทางวิทยาศาสตร์ (prophet of science) (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, 361) เบเคิน ปักใจเชื่อว่า ความยิ่งใหญ่ของมนุษย์อยู่ที่ความรู้ และความจริงใจที่แต่ละคนได้มีอยู่แล้วนั้น ไม่ใช่แค่เพียงเพื่อที่จะรู้เท่านั้น จึงต้องมีการแยกแยะให้เห็นชัดเจน ยิ่งกว่านั้น ความรู้ที่แต่ละคนมี ต้องเป็นความรู้ที่ก่อประโยชน์แก่มวลมนุษย์ ความคิดแบบนี้ได้รับการพัฒนาโดยกระบวนการพุทธิปัญญา (The Enlightenment Movement) เพื่อต่อต้านแนวคิดกระแสหลักของกระบวนทรรศน์ยุคกลาง และกลายเป็นลัทธิวจนศูนย์นิยม (logocentrism) หรือลัทธินวยุค โดยที่ลัทธิวจนศูนย์นิยมเชื่อในระบบเครือข่าย 3 ระบบซึ่งเชื่อมโยงตรงกันได้ คือ เอกภพ ความคิด ภาษา (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 120-122)

ผู้ที่ยึดมั่นในปรัชญาแบบนี้ ย่อมทุ่มเทความสามารถเพื่อค้นคว้าหาความมั่นใจทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เนื่องด้วยเหตุที่ว่าเขาสามารถใช้เป็นเครื่องมือที่จะนำพาตนเองให้บรรลุถึงเป้าหมายได้ นั่นก็คือ การทำให้มนุษย์มีความสุขอย่างแท้จริงได้ในโลกนี้ โดยไม่ต้องรอโอกาสจนถึงการมีความสุขเช่นนั้นในโลกหน้า นักปรัชญาทั้งหลายต่างก็มีความยึดมั่นถือมั่น (attachment) ในความคิดและเหตุผลของตนว่าเป็นหลักการที่ถูกต้อง คนที่มีความเห็นแตกต่างไปจากหลักการดังกล่าวก็จะถูกประณามว่าเป็นคนไร้เหตุผล และเรื่องราวที่เกิดขึ้นตามมาคือ มีการแตกแยกกันมากในกลุ่มนักคิดทั้งหลาย แม้กระทั่งในวงการศาสนา เบเคิน จึงได้สร้างความฝันเกี่ยวกับสังคมมนุษย์แบบรัฐอุดมการณ์คือ อุตมรัฐ โดยเขียนไว้ในหนังสือชื่อ The New Atlantis ด้วยหวังว่า วิทยาศาสตร์ซึ่งเกิดมีขึ้นมาได้โดยวิธีอุปนัยเท่านั้น จะพลิกโลกให้เป็นสวรรค์ เพราะความรู้คือพลัง มนุษย์จะต้องใช้พลังความรู้เท่านั้นเพื่อสร้างความร่มเย็นให้แก่มวลมนุษย์ชาติได้อย่างแท้จริง (กีรติ บุญเจือ, 2546ฉ, หน้า 363) แต่ขณะเดียวกันพลังนั้นก็ยังคงมีมิติแห่งการทำลายแอบแฝงอยู่

เจมส์ วัตต์ (James Watt) ได้ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำในปี ค.ศ. 1763 และอดัมสมิธได้เสนอปรัชญา เลซเซ-แฟร์ (Laissez-faire) เกี่ยวกับทุนนิยม (capitalism) ในปี ค.ศ. 1768 โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้หลักการดังกล่าวเพื่อทำกำไรและก่อให้เกิดประโยชน์ในระดับสูงที่สุดโดยใช้ต้นทุนน้อยที่สุด หลักการนี้ได้ปรับเปลี่ยนสภาพความเป็นไปของทวีปยุโรป จากสภาพสังคมแบบเกษตรกรรมที่เป็นมาอยู่ช้านานไปสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ประชาชนในสมัยนวยุคของทวีปยุโรปมีวิถีชีวิตตามกระแสเมืองนิยม (urbanism) เพราะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงสภาพของสังคมแบบเกษตรกรรมเป็นสังคมแบบอุตสาหกรรม จึงทำให้คนในสังคมต่างก็มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายกว่าผู้คนในสมัยก่อน ที่ดำเนินชีวิตตามกระแสนิยมของลัทธิเกษตรกรรม (agricalturalism) แต่สภาพการดำเนินชีวิต (life) ให้ได้เช่นนั้น จำเป็นต้องมีมูลค่าของต้นทุนที่แพงกว่าการใช้ชีวิตแบบสังคมเกษตรกรรม เพราะได้มีการใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย และเปิดโอกาสให้แก่ผู้คนที่มีความเห็นที่สอดคล้องกับลัทธินี้สร้างผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง จึงก่อให้เกิดมีการเอารัดเอาเปรียบกัน มากกว่าการส่งเสริมและช่วยเหลือกันและกัน

ในช่วงแรกของการปฏิวัติอุตสาหกรรมแห่งศตวรรษที่ 18 (industrial revolution) ไมเคิล เอ็ดดิสันได้ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า ขณะที่เจมส์ วัตต์ (James Watt) สามารถผลิตเครื่องจักรไอน้ำได้สำเร็จจนสามารถใช้เป็นเครื่องมือทุ่นแรงสำหรับมนุษย์ ในการนำความเจริญก้าวหน้าขยายไปสู่ด้านการคมนาคมและขนส่งที่สะดวกและรวดเร็วกว่าแต่ก่อน อีกทั้งได้ขยายสภาพของสังคมเมืองให้ขยายกว้างไกลออกไปเรื่อยๆ จนสามารถแทรกซึมเข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมและชนบท นอกจากนี้เครื่องจักรไอน้ำยังได้มีบทบาทสำคัญในวงการอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการผลิตวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่มนุษย์จำเป็นต้องใช้เป็นจำนวนมากในช่วงเวลาเพียงน้อยนิด เพราะมันสามารถทำงานแทนการใช้แรงงานของมนุษย์ที่มีขีดจำกัดทางกายภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดมีมลพิษ รวมทั้งทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากร นอกจากนั้นแล้ว ความเจริญก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรมดังกล่าว ทำให้มีการผลิตสินค้า ตลอดจนเครื่องอุปโภคและบริโภคได้คราวละมากๆ (mass production) จึงมีผลทำให้สินค้าอุตสาหกรรมต่างๆ ต่อหน่วยผลิตมีราคาถูกกว่าแต่ก่อน ส่งผลทำให้ผู้คนที่มีรายได้ต่ำได้มีโอกาสใช้สินค้าราคาถูกลงอย่างถ้วนหน้า และสามารถใช้จ่ายทรัพย์สินของตนเองอย่างฟุ่มเฟือยมากขึ้น

ยิ่งกว่านั้น ได้มีการใช้เครื่องจักรไอน้ำไปผลิตพลังงานต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ที่ดีกว่าแต่ก่อน เช่น พลังงานไฟฟ้า และพลังงานความร้อน ทั้งนี้เพื่อนำไปพัฒนาความเป็นอยู่ของมนุษย์ให้ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนบ้าง ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ซึ่งมีคนอยู่อาศัย สังคมระดับเมืองควรสว่างไสวด้วยหลอดไฟฟ้า ซึ่งประดิษฐ์โดยทอมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) ต่อมาได้มีความก้าวหน้าด้านวิศวกรรมเครื่องกลอย่างไม่หยุดยั้ง เพราะว่าหลังจากการสร้างและใช้ประโยชน์จากเครื่องจักรไอน้ำแล้ว การผลิตเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันเข้ามาแทนที่ ดังเช่น เฮนรี่ ฟอร์ด (Henry Ford) ได้สร้างรถยนต์ ฟอร์ด โมเดล T ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ทางการค้า ในฐานะรถยนต์รุ่นแรกที่ใช้น้ำมันปิโตรเลียม หลังจากนั้น อุตสาหกรรมยานยนต์ก็ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เพราะช่วยให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น รวมทั้งย่นระยะเวลาแห่งการประสบความสำเร็จให้สั้นลงกว่าแต่ก่อน จึงทำให้มนุษย์ใช้เวลาที่เหลือนั้น สร้างผลประโยชน์มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน การยึดมั่นในแนวคิดปรัชญาแบบ เลซเซ แฟร์ ทำให้นายจ้างสามารถหาวิธีการที่จะเอารัดเอาเปรียบกรรมาชนผู้ใช้แรงงาน เกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าจ้างแรงงานอย่างยุติธรรม เนื่องจากมีทางเลือกมากกว่าความจำเป็น นอกจากนั้นแล้วความเป็นอยู่ของกรรมชนผู้ใช้แรงงาน ก็ยังอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสมตามหลักสุขลักษณะอนามัยที่มนุษย์โดยทั่วไปควรจะได้รับในฐานะที่เป็นมนุษย์

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ได้มีการพัฒนาให้เจริญมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสมัยของนวยุคนิยม แต่ขณะเดียวกัน ทรัพยากรธรรมชาติที่แต่ละประเทศได้ครอบครองแล้ว กลับถูกทำลายไปเรื่อยๆ ภายในเวลาอันรวดเร็ว เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานหรือสร้างผลประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่มที่มีอำนาจ ดังปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดคือ ไม่ว่าป่าไม้ ถ่านหิน และน้ำมันได้ถูกทำลาย เพราะได้มีการนำมาใช้สอยเพื่อสร้างประโยชน์อย่างรวดเร็ว ซึ่งมีความขัดแย้งอย่างยิ่งกับการได้มาซึ่งสิ่งเหล่านี้ เพราะต้องใช้เวลานานตามขั้นตอนของธรรมชาติ แต่เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นแหล่งเชื้อเพลิงที่จำเป็นสำหรับการผลิตพลังงาน จึงทำให้ปริมาณลดน้อยลงทุกที แต่เพราะภายใต้อำนาจของกฎหมายที่ได้มีการบัญญัติอย่างถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ จึงอาจมีการวางกฎเกณฑ์เพื่อผลประโยชน์ของผู้มีอำนาจไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในขณะนั้น แม้กระทั่งว่าบทบัญญัติทางกฎหมายในแต่ละระดับที่ต้องมีผลบังคับในลักษณะป้องกันและป้องปราม แต่ยังคงมีมลพิษทั้งหลายที่เกิดจากคาร์บอนมอนน๊อคไซด์ (carbonmonoxide) ให้เห็น เพราะไม่ใช่ว่าจะมีแค่เพียงการเผาป่าไม้เพื่อทำไร่ทำสวนเป็นบริเวณกว้าง แต่ยังมีการใช้ถ่านหินและน้ำมันสำหรับผลิตพลังงานและใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับการขนส่ง ทำให้เกิดปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศชั้นโอโซน ที่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อนที่มีการสะสมขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีท่าทีที่จะลดลงได้ นอกจากนั้นยังเป็นสาเหตุของน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากอย่างผิดธรรมชาติแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ตลอดจนก่อให้เกิดอากาศเป็นพิษเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เฉพาะในเมืองใหญ่ๆ ในประเทศต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการปล่อยน้ำเน่า น้ำเสียโดยไม่มีการบำบัดน้ำเสียให้สะอาด ก่อนที่จะปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติอันเป็นการทำลายแหล่งอาหารตามธรรมชาติที่อย่างน้อยคนบริเวณริมแม่น้ำลำคลองน่าจะได้รับประโยชน์

ปรัชญาเลซเซ-แฟร์หรือทุนนิยมของอดัมสมิธ ได้รับการสนับสนุนโดยลัทธิประโยชน์นิยมส่วนตัว (egoistic utilitarianism) ของเบ็นเธิม (Jeremy Bentham, ค.ศ. 1748-1832) ซึ่งมีจุดมุ่งหมายว่า ผู้รับผิดชอบต้องให้บริการแก่สังคม เพื่อทำให้ประชาชนจำนวนมากที่สุดได้รับมหสุข (Greatest happiness of the great numbers) (Bentham, 1977, p. 393) แต่ในทางปฏิบัติแล้ว บรรดาผู้รับผิดชอบต่อสังคมส่วนมากซึ่งเป็นผู้มีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ (โดยอำนาจ) ก็จะแสวงหาทรัพยากร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศของตนทางด้านการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัยจนนำไปสู่การทำสงครามเพื่อล่าอาณานิยม สงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ตลอดจนสงครามเวียดนาม รวมทั้งสงครามอ่าวเปอร์เซียและสงครามในประเทศอิรักและแม้แต่การก่อการร้ายของกลุ่มรัฐอิสลาม (lslamic State) ยิ่งกว่านั้นธุรกิจการค้าขายอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นธุรกิจที่สร้างผลประโยชน์ให้กับผู้ผลิตอย่างเป็นล่ำเป็นสันในสมัยปัจจุบันนี้ ส่งผลให้มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก โดยไม่นับรวมถึงผู้เจ็บป่วยและพิการ ขณะเดียวกันทรัพยากรธรรมชาติก็พลอยถูกทำลายอย่างย่อยยับมากมายโดยไม่มีโอกาสแสวงหา หรือสร้างวัตถุเข้ามาทดแทนได้เท่าเทียมสิ่งที่ถูกทำลายไปในเวลาอันรวดเร็วได้ จะพบเห็นได้อย่างชัดเจนจากกรณีสงครามเวียดนาม ที่ได้มีการใช้ระเบิดนาปาล์มตลอดจนระเบิดเคมีเข้าทำลายล้างป่าธรรมชาติในหลายพื้นที่ของประเทศเวียดนามไม่ว่าเหนือหรือใต้ โดยกองบินรบของสหรัฐอเมริกาตลอดจนกองกำลังทางภาคพื้นดิน ทั้งจากฐานทัพในประเทศไทย เกาะกวม ประเทศฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่จากฐานทัพเคลื่อนที่จากเรือบรรทุกเครื่องบินที่ลอยลำอยู่ในมหาสมุทรในน่านน้ำสากล เพื่อจะทำให้พวกเวียดกงไม่มีที่หลบซ่อน แล้วกองทัพทางภาคพื้นดินของสหรัฐอเมริกาและพันธมิตรจะสามารถสังหารศัตรูคือพวกเวียดกงได้โดยง่าย แต่สุดท้าย ผู้มีอาวุธที่ทันสมัยอย่างสหรัฐอเมริกาก็พ่ายแพ้อย่างไม่เป็นขบวนต่อผู้มีอาวุธที่แสนล้าสมัยอย่างพวกเวียดกง แต่พวกเขายืนยงอยู่ในหลักการของการพยายามสร้างมหสุขให้กับประชาชนของประเทศให้มากที่สุดภายใต้การนำของโฮจิมินห์

ลัทธิหลังนวยุคนิยม เป็นตัวกำหนดถึงจุดจบของวิทยาศาสตร์ (Postmodernism marks the end of science-Jean Francois Lyotard ค.ศ. 1927) หมายความว่า การจบสิ้นดังกล่าวนั้น มิใช่เกิดขึ้นกับวิธีการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น แต่ยังส่งผลร้ายต่อวิชาการสาขาอื่นที่มีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์อีกด้วย แม้กระนั้นก็ตาม มนุษย์ยังคงให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์ และยังต้องการที่จะแสวงหาความรู้ในเรื่องต่างๆ ที่ตนไม่รู้อีกต่อไป แต่วิธีการและหลักการในการแสวงหานั้น ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นกับวิทยาศาสตร์แต่อย่างเดียวดังเช่นที่ชาวนวยุคได้กระทำ โดยชอบอ้างว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์เท่านั้นที่ทำให้คนเราสามารถแสวงหาความรู้ใหม่ เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าและสร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองทางด้านเทคโนโลยีให้แก่มนุษย์ได้ และใครก็ตามที่เชื่อและดำเนินชีวิตตามแนวคิดของลัทธิหลังนวยุคเป็นความคิดของตนจะไม่มั่นใจอีกแล้วว่า วิทยาศาสตร์นั้นให้ความจริงเชิงวัตถุวิสัย (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 98)

ปรัชญาของคานท์ ได้รับการสนใจมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นี้เอง เพราะสงครามดังกล่าวได้สนับสนุนความคิดของคานท์ ยิ่งกว่านั้น มีนักปรัชญาจำนวนหนึ่งยังคงไม่แน่ใจในความรู้จากประสบการณ์ และเหตุผลทางตรรกะ ทั้งยังเชื่อด้วยว่าวิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้ความจริงทั้งหมด และมนุษย์ไม่ได้ใช้วิทยาศาสตร์หรือความรู้เพื่อเป็นพลังสร้างสรรค์ ดังภาษิตของเบเคิน แต่มนุษย์ได้ใช้ความรู้จากวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นพลังสำหรับกดขี่ (Knowledge is Power of Violence) ดังที่มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault, ค.ศ. 1926-1984) ได้กล่าวไว้ เพียงเพราะกิเลสของมนุษย์ที่ต้องการจะให้ตนได้ประสบสิ่งที่ดีขึ้น และที่สำคัญก็คือมนุษย์ต่างดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด (Struggle for survival: ชารลส์ ดาร์วิน, ค.ศ. 1809-1882) ตามแนวคิดของดาร์วิน เป็นพื้นฐาน

แนวคิดกระแสหลักทางปรัชญาในช่วงหลังสงครามโลก จึงมุ่งกระตุ้นให้ผู้คนละเว้นจากความยึดมั่นถือมั่น (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 198) ดังเช่น การที่มงแตญ (Montaigne) ได้สรุปไว้ว่า หากคนในสังคมสละการยึดมั่นถือมั่น แล้วปัญหาในสังคมก็จะหมดไป แล้วทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเอื้อเฟื้อต่อกัน โดยไม่ยึดมั่นกับอะไรทั้งสิ้น แทนการกอบโกยเพื่อประโยชน์ส่วนตนเท่านั้น จึงไม่มีความปรารถนาที่จะแสวงหาทรัพย์สมบัติ ผลตามมาคือมนุษย์ทุกคนไม่ได้ทำตนเหมือนหมาป่าที่มีแต่การแก่งแย่งผลประโยชน์สำหรับตนเองมากกว่าสำหรับคนอื่น

ผู้คนที่นิยมแนวคิดของชาวหลังนวยุคจึงตัดตนออกจากการยึดมั่นถือมั่น แล้วสร้างความคิดให้มีความเป็นกลางโดยวิธีการใส่วงเล็บ (epoche) ที่ต้องรักษาความคิดของตนเองไว้ในกรอบและไม่ต้องมีการแสดงออก จึงทำให้เกิดการประนีประนอม และปรับปรุงตนเองให้มีวิถีชีวิตแบบการเดินสายกลางที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนอื่นตามธรรมชาติ ซึ่งนำไปสู่การแบ่งหน้าที่ให้แต่ละคนรับผิดชอบเพื่อส่งเสริมกันและกันและไว้วางใจกันและกัน อันจะนำไปสู่ความร่วมมือกัน ทำให้เกิดสันติภาพของสังคมของมวลมนุษยชาติ ผลที่ตามมาคือ เมื่อมนุษย์ขจัดความยึดมั่นถือมั่นได้แล้ว นักปรัชญาหลังนวยุคก็สามารถชี้แนะให้มนุษย์เคารพในศักดิ์ศรี และยอมรับคุณค่าของความเป็นมนุษย์ตามเจตนารมณ์ของลัทธิอัตถิภาวนิยม (existentialism)

ตามความเชื่อของลัทธิวจนศูนย์นิยมที่ถือว่าภาษาเป็นคลังสะสมความจริง เป็นระบบที่นักปรัชญานวยุคสนใจศึกษาค้นคว้า (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 83) ภาษาเป็นแหล่งให้ความรู้เพิ่มพูนขึ้น ลัทธินวยุคนิยมมีความเชื่อมั่นทำนองนี้ ผู้ที่ไม่เชื่อจึงเสนอให้รื้อถอนความหมายออกจากระบบภาษา เพราะการเกาะกลุ่มกันเป็นระบบนั้นทำให้เกิดการเชื่อมั่นในระบบและทำให้เกิดความหมายจอมปลอม ควรรื้อถอนระบบทิ้งเพื่อให้ความหมายที่ไร้ความหมายปรากฏตัวแล้วคงเหลือไว้แต่ความหมายที่มีคุณค่า การคิดเช่นนี้ เรียกว่าการรื้อถอน (deconstruction) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างความคิดของหลังนวยุคสุดขั้ว นำโดย แดร์ริดา (Jacques Derrida, ค.ศ. 1930) ฟูโกต์ (Michel Foucault, ค.ศ. 1924-1984) และรอร์ที (Richard Mackay Rorty, ค.ศ. 1931-2007)

นักคิดในสมัยหลังนวยุคสายกลาง คิดว่าเมื่อมีการรื้อถอนออกไปแล้ว ก็ควรนำเอาสิ่งที่มีความหมายจริงๆ มาสร้างเนื้อหาขึ้นมาใหม่เพื่อชี้นำสังคม ความคิดนี้เรียกว่าการรื้อสร้างใหม่นิยม (reconstructionism) และปรัชญาเพื่อสังคมอารยะ (Philosophy for Civil Society) ก็เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิสร้างความหมายใหม่ดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีลัทธิโลกภิวัตน์นิยม (globalizationalism) ลัทธิพหุนิยม (pluralism) (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 84)

สรุปการเปรียบเทียบระหว่างหลังนวยุคนิยมกับนวยุคนิยม

ลัทธิหลังนวยุคกับลัทธินวยุคมีความแตกต่างในประเด็นสำคัญ ดังนี้

1) ด้านปรัชญา ความคิดของลัทธินวยุคเห็นว่า มนุษย์จะมีความสุขสมบูรณ์บนโลกนี้ได้โดยใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับการแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ แต่แนวคิดหลังนวยุคนิยมเชื่อว่า วิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้ความจริงเชิงวัถตุวิสัย ยังมีวิชาอื่นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้คนในสังคมีชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติและมีความสุข และชาวหลังนวยุคได้อาศัยปรัชญาโลกาภิวัตน์ที่ใช้วิจารณญาณอย่างแท้จริงทำการวิเคราะห์ ประเมินค่า รวมทั้งทำการสรุปผลสู่การปฏิบัติโดยไม่เข้าข้างตนเองหรือพวกพ้อง แต่เพื่อความสุขของทุกคนอย่างแท้จริงตามวิสัยทัศน์ของแต่ละบุคคล

2) ด้านกฎเกณฑ์ ลัทธินวยุคเชื่อว่าเอกภพและโลกมีกฎเกณฑ์ ทำให้นักคิดต่างก็มุ่งค้นคว้าให้รู้ถึงกฎของโลก และดำเนินหลักการต่างๆ อย่างเคร่งครัด ลัทธิหลังนวยุคเชื่อว่าไม่มีอะไรที่สม่ำเสมอและแน่นอนตายตัว ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามกาลเวลา เดวิด ฮิวม์ (David Hume, ค.ศ. 1711-1776) ได้บ่อนทำลายความคิดของนวยุค โดยให้ความเห็นว่า ความสม่ำเสมอในธรรมชาติไม่มีหลักเหตุผลใดสามารถพิสูจน์ได้ (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 107) ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin, ค.ศ. 1809-1882) ได้ตอกย้ำให้เห็นว่าสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายไม่มีสารัตถะหรือธรรมชาติแบบตายตัว จึงมีการปรับตัวไปตามสภาพแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดของตนเองและเผ่าพันธุ์

3) ด้านระบบเครือข่าย ลัทธินวยุค เชื่อในระบบวจนศูนย์นิยม คือ ระบบเครือข่ายของโลกหรือเอกภพมี 3 ระบบ ที่ต่างประสานกันเป็นระบบเดียวตายตัว คือ

3.1) ระบบเครือข่ายของเอกภพ

3.2) ระบบเครือข่ายของความรู้

3.3) ระบบเครือข่ายของภาษา

ลัทธิหลังนวยุค ไม่เชื่อระบบวจนศูนย์นิยมแต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ โดยให้ความเห็นว่า ระบบเครือข่ายนี้จะต้องประกอบด้วยปมข่าย ใยข่าย และตาข่าย ซึ่งส่วนที่ยังขาดอยู่ของระบบวจนศูนย์นิยม คือ ตาข่าย อันได้แก่ การหยั่งรู้ (insight)

4) ด้านความรู้ ลัทธิหลังนวยุคเชื่อว่าความรู้ทุกประเภท ล้วนเป็นความรู้ที่แสวงหาวัตถุ (intentional knowledge) ความรู้เกิดจากเพทนาการ นั่นคือ จินตนาการและอัชฌัตติกญาณ (intuition) แต่ลัทธินวยุคนิยมถือว่าความรู้เกิดจากประสบการณ์ ปรัชญาหลังนวยุคมั่นใจว่าความรู้ทั้งหลายมีกระบวนทรรศน์กำกับจึงเป็นทั้งปรวิสัยและอัตวิสัยในเวลาเดียวกัน

5) ด้านภาษา ลัทธินวยุค เชื่อว่าภาษาสามารถสื่อความหมายได้จริงตรงกันทุกครั้งที่ผู้สื่อต้องการแสดงออกให้คนอื่นได้รับรู้ความคิดของตน แต่ลัทธิหลังนวยุคไม่เชื่อว่าภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาสามัญหรือภาษาอุดมการณ์ (ตรรกะ) จะสามารถอธิบายความจริงได้ครบถ้วน จำเป็นจะต้องใช้การตีความเป็นเครื่องมือ ดังนั้น นักคิดรุ่นใหม่จึงเริ่มให้ความสนใจเทคนิคการตีความหรืออรรถปริวรรตศาสตร์ (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 66)

เนื้อหาเรื่องเดียวกันสามารถสื่อความหมายได้หลายอย่างตามแต่ละมุมมองที่จะพิจารณา หรือบริบททางวัฒนธรรมซึ่ง กาดาเมอร์ (Hans Georg Gadamer) คิดว่าการตีความในภาษานั้นไม่สามารถเข้าถึงความจริงทางวัตถุวิสัย ดังนั้น กาดาเมอร์จึงคิดว่า อย่างน้อยก็ควรยึดกระแสพหุนิยม (pluralism) อันเป็นการเดินสายกลางระหว่างการสื่อสารของทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือกัน จึงได้ความหมายครบถ้วน

6) ด้านความจริง ลัทธินวยุคเชื่อว่าความจริงคือความรู้ที่ตรงกับความเป็นจริงแบบวัตถุวิสัย ใครก็ตามที่มีความรู้คลาดเคลื่อนจากนี้ ถือว่าเป็นความคิดแบบอัตวิสัย แต่ลัทธิหลังนวยุค เชื่อว่าไม่มีความจริงแบบวัตถุวิสัยบริสุทธิ์ (objective truth) และแบบอัตวิสัยบริสุทธิ์ (subjective truth) ความจริงทุกอย่างเป็นการแสวงหาวัตถุ (intentional truth) คือ มีทั้งวัตถุวิสัยและอัตวิสัยรวมอยู่ด้วยกัน (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 67) อย่างแยกกันไม่ได้

ลัทธินวยุคเชื่อว่าความเป็นจริงอันติมะ (ultimate reality) มีสภาวะตายตัวโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งจำนวนและปริมาณ ไม่มีการเพิ่มหรือการลด ส่วนลัทธิหลังนวยุคเชื่อว่าเราไม่มีทางรู้ความเป็นจริงอันติมะได้ เพราะมันเปลี่ยนแปลงสภาพอยู่ตลอดเวลา

7) ด้านพหุนิยม (pluralism) มองสังคมโลกาวิวัฒน์เป็นสังคมของคนที่มีความคิดหลากหลาย (diversity) ลัทธินวยุคจึงมีความเห็นว่าไม่มีใครจะอยู่คนเดียวได้ ดังนั้น ความจริง ความถูกต้องอย่างแท้จริง ย่อมเป็นความจริงของหมู่คณะ เพราะว่าคำถาม แต่ละคำถามอาจจะมีคำตอบได้หลายคำตอบในลักษณะของพหุนิยม หรือมีความจริงได้หลายความจริง นักคิดรุ่นใหม่จึงนิยมที่จะเดินสายกลางตามปรัชญาพหุนิยมโลกาภิวัฒน์โดยการใช้วิธีการเสวนา แต่ละคำถามอาจจะมีคำตอบได้หลายคำตอบในลักษณะของพหุนิยม หรือมีความจริงได้หลายความจริง นักคิดรุ่นใหม่จึงนิยมที่จะเดินสายกลางตามปรัชญาพหุนิยมโลกาภิวัฒน์โดยการใช้วิธีการเสวนา แต่ลัทธินวยุคถือว่าความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว และมีเพียงคนเก่งและมีความสามารถเท่านั้นย่อมรู้ว่าคำตอบนั้นคือความจริง

8) ด้านการเสวนา ลัทธินวยุคเชื่อว่าอัจฉริยภาพของคนบางคน สามารถเรียนรู้กฎเกณฑ์ของ เอกภพได้ดีกว่าคนอื่น จึงเหมาะสมที่จะเป็นครู แต่ลัทธิหลังนวยุคเชื่อว่าทุกคนควรเป็นครูของกันและกัน ใครจะเก่งแค่ไหนก็รู้ได้เพียงส่วนเดียวตามมิติเฉพาะทางของตน คนที่รู้น้อยอาจมีประสบการณ์พิเศษที่คนอื่นไม่รู้ ดังนั้น เราไม่ควรที่จะละทิ้งสิ่งใด (reject none) แต่พึงมองย้อนเพื่ออ่านทุกอย่าง (reread all) ที่เป็นความคิดของทุกคนที่เกี่ยวข้องและขจัดอคติของตนเอง โดยนำเอาความคิดของตนใส่กรอบไว้ (epoche) แล้วหันหน้าพูดคุยหรือเสวนากัน แบ่งปันความรู้กันและกัน

9) ด้านตรรกะ ลัทธินวยุค เชื่อในเหตุผลทางตรรกวิทยา โดยวิธีอุปนัยและนิรนัยว่าเป็นวิธีเข้าถึงความจริงแต่เพียงวิธีเดียว แต่ลัทธิหลังนวยุค เชื่อว่าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เป็นเพียงศิลปะของการโฆษณาชวนเชื่อ (art of persuasion) เพราะยังมีความจริงอีกมากมายที่มีค่าอย่างมากมาย โดยอาศัยสามัญสำนึก ประสบการณ์ จินตนาการ และการหยั่งรู้ ซึ่งเป็นเพทนาการโดยไม่สามารถอธิบายได้ จึงจำเป็นต้องใช้อรรถปริวรรตศาสตร์หรือการตีความภาษาเข้ามาช่วย

10) ด้านสังคม ปรัชญาสังคมหลังนวยุค ไม่ได้เป็นแบบวจนศูนย์นิยม ซึ่งนวยุคภาพหลงใหล ทั้งไม่ควรเป็นแบบสูญนิยม (nihilism) คืออะไรก็โมฆะหมด แต่ควรเป็นพหุนิยม (pluralism) คือยอมรับว่าความคิดอื่นๆ ก็ใช้ได้ด้วยเช่นกัน เพียงแต่ว่าต้องให้มีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมและสร้างสรรค์ซึ่งสังคมอารยะ (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 181) อันเป็นการวางแนวทางของความคิดให้อยู่ในทางสายกลางไม่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง ดังนั้น แม้สังคมจำเป็นต้องมีระเบียบ แต่ต้องไม่ทำการลิดรอนสิทธิของผู้ที่ด้อยโอกาส สังคมที่ดีของหลังนวยุคนั้นมีลักษณะที่เปิดให้ทุกคนพึงมีโอกาสได้ใฝ่ฝันตามที่ตนอยากจะอยากจะทำ ไม่ใช่สังคมในประวัติศาสตร์ที่มีรูปแบบซึ่งสังคมได้สร้างกรอบและยัดเยียดให้ไว้แล้ว กล่าวโดยสรุปแล้ว สังคมอุดมการณ์ของหลังนวยุคนิยมควรจะต้องเป็นสังคมอารยะ (civil society) คือ ประชาชนมีเสรีภาพอย่างสมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ เป็นสังคมประชาธิปไตย และประชาสังคมถึงขั้นสังคมอารยะ คือ นอกจากประชาชนจะมีสิทธิ มีเสียง และมีเสรีภาพแล้ว จะต้องมีสมรรถนะที่จะรับผิดชอบต่อความเป็นไปในสังคมของตนอย่างเต็มภาคภูมิ (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 182)

11) ด้านการเมืองการปกครอง ลัทธินวยุค เชื่อในการวางระเบียบที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด สำหรับคนจำนวนมากที่สุด ที่เรียกว่าลัทธิประโยชน์นิยมซึ่ง เจเรมี เบนธัม (Jeremy Bentham ค.ศ. 1749-1832) นำเสนอโดยมีหลักปฏิบัติที่สำคัญคือ ใครก็ตามมีความสามารถหาสิ่งที่ตนอยากได้ให้ได้มากที่สุด โดยไม่ก้าวก่ายหรือล่วงล้ำสิทธิของผู้อื่นถือว่าเป็นพลเมืองตัวอย่าง เพราะการที่ทุกคนแข่งขันกันในการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเองจนได้ประโยชน์มากที่สุดเช่นนั้น จะช่วยก่อให้สังคมมีความรุ่งเรือง ส่วนหลังนวยุคนิยมเชื่อว่ารัฐบาลจะต้องสร้างบรรยากาศให้พลเมืองแต่ละคนได้มีโอกาสรู้ และเลือกอุดมการณ์ตามที่ตนชอบ และสามารถพัฒนาสมรรถนะต่างๆ ในตัวเองตามอุดมการณ์ที่ตนเลือกเพราะความชอบนั้น (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 181)

นอกจากนั้นแล้ว ลัทธินวยุคมีแนวโน้มที่จะรวบอำนาจไว้ที่ศูนย์กลาง เพราะสะดวกในการจัดระบบการปกครองที่มีเอกภาพ แต่ลัทธิหลังนวยุค เห็นด้วยในการกระจายอำนาจไปสู่การปกครองท้องถิ่น เพื่อให้แต่ละท้องถิ่นมีโอกาสที่จะสร้างแผนพัฒนาชุมชนด้านต่างๆ ด้วยตัวเองตามความเป็นจริงของแต่ละพื้นที่ เพื่อสนองความต้องการและก่อประโยชน์ให้แก่คนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง และเป็นการวางแผนจากส่วนล่างสู่ส่วนบน (bottom up) ซึ่งก่อให้เกิดพลังร่วมมือกันในการพัฒนาบ้านเมืองอย่างเหนียวแน่น เพราะทุกอย่างล้วนมาจากบริบทของแต่ละท้องที่อยู่แล้ว

12) ด้านศาสนา ลัทธินวยุคต่างยึดมั่นและเชื่อในศาสนาที่ตนนับถือ ส่วนลัทธิหลังนวยุค เชื่อในความเป็นศาสนาสากล คือ ทุกศาสนาต่างก็สอนให้คนเป็นคนดี และมีส่วนดีของตน จึงส่งเสริมให้นำส่วนดีของทุกศาสนามาปฏิบัติเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

13) ด้านวัฒนธรรม ลัทธินวยุคยึดมั่นในวัฒนธรรมของตนเอง ส่วนลัทธิหลังนวยุคไม่สนับสนุนการแบ่งแยกวัฒนธรรมเฉพาะถิ่น เพราะมนุษยชาติมีหลากหลายวัฒนธรรม (multicultural) และยอมรับว่าแต่ละวัฒนธรรมล้วนมีคุณค่าตามบริบท (context) ของตน เนื่องจากว่ามันได้ถูกสร้างขึ้นมาและได้รับการพัฒนาตามบริบท (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 205) ทุกวัฒนธรรมมีทั้งมิติที่ดีและไม่ดี มิติที่ดีของวัฒนธรรมใดก็ตามถือเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ ซึ่งทุกคนควรภูมิใจ และหวงแหนร่วมกัน จึงพึงสนับสนุนพร้อมกับทำการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่นของตนไว้ให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะที่อย่างภาคภูมิใจ ในฐานะเป็นวัฒนธรรมส่วนย่อยที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมส่วนรวม

14) ด้านการศึกษา ลัทธินวยุคส่งเสริมให้ผู้มีอำนาจโดยชอบธรรม ใช้การศึกษาให้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความคิด เพื่อเพิ่มพูนอำนาจของพวกพ้องผ่านนักปรัชญาและนักวิชาการ ลัทธิหลังนวยุคเห็นว่า การศึกษาต้องสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องทุนแรง แต่ไม่สามารถฝึกฝนจิตใจและเพิ่มพูนสติปัญญาแทนการปฏิบัติด้วยตนเองเหมือนมนุษย์ได้ ดังนั้น การศึกษาจึงเป็นการหล่อเลี้ยงจิตใจและเสริมส่งสติปัญญาของผู้เรียนให้เติบโตตามครรลองของการดำเนินชีวิตเยี่ยงมนุษย์ (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 210) การศึกษาหลังนวยุคมุ่งประเด็น ประเมินค่าแล้วสังเคราะห์เรื่องต่างๆ อย่างมีเป้าหมายในทางปฏิบัติโดยให้ยึดหลัก 3 กล้า คือ (1) กล้าเผชิญปัญหา (2) กล้าประเมินวิธีปฏิบัติ (3) กล้าลงมือทำการด้วยความรับผิดชอบ (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 214)

.................................

เรียบเรียงจาก วีระชัย ยศโสธร. (2558). ความเป็นหลังนวยุคของ นิโคโล มาเคียเวลลี ตัดสินในหนังสือเจ้าผู้ปกครอง : การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน . หลุกสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. สาขาปรัชญาและจริยศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย : มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญากระบวนทรรศน์

คำสำคัญ (Tags)#ปรัชญาการเมือง#ดร.เมธา#หริมเทพาธิป#กระบวนทรรศน์​#กระบวนทรรศน์​ 5#ปรัชญาการเมือง 5 กระบวนทรรศน์​

หมายเลขบันทึก: 629887, เขียน: 16 Jun 2017 @ 11:22, สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง, อ่าน: คลิก
บันทึกล่าสุด


ความเห็น (0)