แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนทรรศน์ 5

แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนทรรศน์ 5


เรียบเรียงโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป




ก่อนที่จะศึกษาถึงแนวคิดเกี่ยวกับกระบวนทรรศน์ 5 ควรทำความเข้าใจก่อนว่า กระบวนทรรศน์ คืออะไร ซึ่งจากการศึกษาพบว่า Kuhn เองก็ไม่ได้นิยามความหมายไว้อย่างชัดเจนในหนังสือของเขาว่า คำนี้หมายถึงอะไร หลายคนที่เขียนถึงเรื่องนี้ในเวลาต่อมาจึงนิยามเอาตามที่ตัวเองเข้าใจ หรือไม่ก็ตีความเอาตามความเข้าใจว่า Kuhn ใช้คำนี้เพื่อหมายถึงอะไร ซึ่งนั่นแปลว่า มีนิยามที่อาจจะแตกต่างกันหลากหลาย ขึ้นอยู่กับใครเป็นผู้ให้คำนิยามนั้น ๆ Guba (1990, p. 17) อธิบายถึงประเด็นนี้ว่า “ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า ความหมายที่แท้จริงของกระบวนทรรศน์คืออะไร เพราะแม้แต่ Kuhn เองก็ใช้คำว่า Paradigm ในความหมายต่าง ๆ กันไม่น้อยกว่า 21 ความหมายในหนังสือของเขา”


Schwandt (2001, pp. 183-184) สรุปว่า โดยรวมแล้ว Kuhn ใช้คำว่ากระบวนทรรศน์ ใน 2 ความหมายหลัก ๆ ความหมายแรกใช้หมายถึง กรอบความรู้หรือกรอบวิธีคิด (cognitive framework) เป็นแนวทางสำหรับแก้ปัญหาที่คนในวงการเดียวกันยึดถือร่วมกัน เช่น ในหมู่นักดาราศาสตร์ นักเคมี หรือนักมานุษยวิทยา เป็นต้น อีกความหมายหนึ่งใช้เพื่อหมายถึงสิ่งที่คนยึดถือ กระบวนทรรศน์ในความหมายนี้เป็นเรื่องของความเชื่อ ค่านิยม วิธีการ หรือท่าทีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งคนในวงการเดียวกันเชื่อหรือยึดถือร่วมกัน ในความหมายนี้ กระบวนทรรศน์คล้าย ๆ กับโลกทรรศน์ (worldview) หรือมุมมองที่สมาชิกของกลุ่ม (ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทางวิชาการ เช่น นักฟิสิกส์ นักเคมี นักสังคมศาสตร์ เป็นต้น หรือกลุ่มแบบอื่น เช่น กลุ่มคนในวัฒนธรรมเดียวกัน เป็นต้น ก็ตาม) ใช้ในการมองโลกมองปรากฏการณ์ Schwandt เห็นว่า ความหมายหลังนี้เป็นสิ่งที่นักสังคมศาสตร์ทั่วไปเข้าใจ เมื่อพวกเขาพูดถึงหรือใช้คำนี้


Guba (1990, p. 17) ให้คำนิยามแต่เพียงสั้น ๆ ว่า คือ “ระบบความเชื่อที่ช่วยชี้นำการกระทำไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่เป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิตประจำวันหรือการกระทำที่เกี่ยวกับการค้นคว้าอย่างเป็นระบบหรือวิชาการก็ตาม”


Patton (1990, p. 37) ให้ความหมายและอธิบายกระบวนทรรศน์ไว้ดังนี้


“กระบวนทรรศน์ก็คือโลกทรรศน์ คือแนวคิดทั่ว ๆ ไป คือวิธีการที่คนใช้ในการ ทำความเข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงอันซับซ้อน เป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ในกระบวนการศึกษาอบรมของ หมู่คนที่ยึดถือและปฏิบัติตามโลกทรรศน์นั้น กระบวนทรรศน์จะช่วยบอกคนที่ยึดถือและปฏิบัติว่า อะไรสำคัญ อะไรถูกต้องและมีเหตุผล นอกจากนี้กระบวนทรรศน์ยังเป็นบรรทัดฐานที่ช่วยชี้ให้ ผู้ปฏิบัติรู้ว่า ควรจะทำอะไร อย่างไร โดยไม่ต้องเสียเวลาไปถามหรือค้นหาคำตอบก่อนว่าทำไม จึงทำสิ่งนั้น การที่กระบวนทรรศน์ถูกใช้เป็นบรรทัดฐานนั้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ที่เป็นข้อดีคือ มันช่วยให้เราทำอะไรได้โดยไม่ต้องลังเล คือ ไม่ต้องไปเสียเวลาหาเหตุผลที่แท้จริงของการกระทำก่อน ที่เป็นข้อเสียคือ ผู้ปฏิบัติมักจะไม่รู้ว่าเหตุผลที่แท้จริงของการกระทำอย่างที่ตัวเองทำนั้น คืออะไร เนื่องจากเหตุผลนั้นจะซ่อนอยู่ในข้อสรุปของกระบวนทรรศน์นั้น หรือถูกละไว้ในฐานะ เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจแล้ว จึงไม่มีใครติดใจที่จะตั้งคำถาม”


สำหรับความหมายที่กีรติ บุญเจือ (2545ก, หน้า 13) ได้ใช้อธิบายแนวคิดใน กระบวนทรรศน์ 5 มาจากข้อสรุปของท่านที่ว่า “กระบวนทรรศน์ คือ ความเชื่อพื้นฐานในจิตใจของมนุษย์ทุกคน แตกต่างกันตามเพศ วัย สิ่งแวดล้อม การศึกษาอบรม และการตัดสินใจเลือก ของแต่ละบุคคล กระบวนทรรศน์ไม่ใช่สมรรถนะตัดสินใจ เพราะสมรรถนะตัดสินใจ คือ เจตจำนง แต่เป็นสมรรถนะเข้าใจ และเชิญชวนให้เจตจำนงตัดสินใจ” ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 กระบวนทรรศน์ (กีรติ บุญเจือ, 2549, หน้า 15-22)


1. กระบวนทรรศน์ยุคดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm)


กระบวนทรรศน์ยุคดึกดำบรรพ์เป็นกระบวนทรรศน์ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ดึกดำบรรพ์เป็นปฐม คงจะหลังจากที่มนุษย์อุบัติขึ้นในโลกนี้ไม่นาน จึงสันนิษฐานได้ว่าปรัชญา ดึกดำบรรพ์มีมาไม่ต่ำกว่า 2 ล้านปีมาแล้ว และอาจจะถึง 3 ล้านปีมาแล้วหรือกว่านั้นก็ได้ (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 186)


มนุษย์ในระยะแรกที่อุบัติขึ้นในโลกนั้น ยังมีชีวิตตามธรรมชาติ คลุกคลีและ อาศัย อยู่กับธรรมชาติสำหรับเลี้ยงตัวเองให้เจริญเติบโตและดำรงชีวิตอยู่ได้นับตั้งแต่วันเกิด ถึงวันตาย โดนภัยธรรมชาติคุกคามอยู่เป็นนิจ (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 67) และหลังจากที่ หนีภัยมาหลายครั้งแล้ว ในยามที่จิตใจสงบก็คงคิดคำนึงตรึกตรองเหตุการณ์ที่ผ่าน ๆ มา และคงอยากที่จะมีความปลอดภัยมากขึ้น จึงได้ตั้งคำถามกับตนเองว่า “ภัยธรรมชาติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากไหน แก้ไขได้อย่างไร” (กีรติ บุญเจือ, 2546ข, หน้า 37-39) ในบรรดาคำตอบ ที่เป็นไปได้ทั้งหลาย คำตอบ ที่ได้รับการยอมรับที่สุดก็คือ ภัยธรรมชาติต่าง ๆ รวมทั้งเหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นเป็นไปด้วย ฤิทธิ์อำนาจลึกลับในธรรมชาติ ซึ่งพวกเขาคงไม่เข้าใจชัดเจนนักว่าเป็นอะไร แต่เชื่อว่ามีแฝงอยู่ในธรรมชาติและมองไม่เห็น เมื่อมนุษย์ดึกดำบรรพ์พบอะไร ในประสบการณ์ชีวิตของตน ก็จะตีความออกมาเป็นน้ำพระทัยเบื้องบนทั้งสิ้น ไม่กล้าตีความ เป็นอย่างอื่นเพราะกลัวจะถูกลงโทษที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างไรและเมื่อใดก็ได้ (กีรติ บุญเจือ, 2549, หน้า 16-17)


พวกเขาพร้อมใจกันเชื่อว่า หากเอาใจหรือตอบสนองความต้องการของอำนาจลึกลับดังกล่าวได้อย่างถูกต้องพวกเขาจะพ้นจากภัยธรรมชาติและได้ดีทั้งในโลกนี้และโลกหน้า จึงถือคติว่า “มุ่งโลกนี้ให้ดีไว้ โลกหน้าจะดีเอง” ผู้มีความคิดแบบนี้จึงเอาใจเบื้องบนเพื่อหวังผลประโยชน์ในโลกนี้ให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าผู้ได้เปรียบในโลกนี้เป็นผู้เอาใจเบื้องบนได้ถูกต้อง โลกหน้าก็จะดีตามไปด้วย


การที่มนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์พอใจกับคำตอบเช่นนี้ โดยไม่คิดที่จะค้นคว้าธรรมชาติเพื่อเข้าใจกฎเกณฑ์ของโลกก็เพราะพวกเขาไม่เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ในตัวของมันเอง เพราะในแต่วัน ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เขาเห็นนั้นมักจะมีความต่างมากกว่าความเหมือน (คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2543, หน้า 112) ในปัจจุบันเราเรียกโลกตามทรรศนะนี้ว่า กลีภพ หรือ chaos (กีรติ บุญเจือ, 2546ก, หน้า 68) ส่วนโลกที่มีกฎเกณฑ์ ในตัวเอง เราเรียกว่า จักรวาล หรือ cosmos (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 16) ดังนั้น การเชื่อว่าโลก เป็นกลีภพจึงเป็นปรัชญาบริสุทธิ์ของพวกเขา ปรัชญาบริสุทธิ์เช่นนี้เองที่ทำให้พวกเขาพอใจกับคำตอบข้างต้น และไม่สนใจค้นคว้ากฎเกณฑ์ของโลกซึ่งเชื่อว่าไม่มี แต่ทุ่มเทความสามารถ ทุกอย่างกับสิ่งที่คิดว่ามีคือรู้ใจและเอาใจอำนาจลึกลับ (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 187)


ผู้นับถือศาสนาแบบดึกดำบรรพ์จึงอาจแปรพักตร์ได้ง่าย ถ้าฝ่ายใหม่สามารถให้ผลประโยชน์มากกว่าและสามารถคุ้มครองภัยจากฝ่ายตรงข้ามได้ก็ยินดีจะเข้าร่วมด้วย และ มีแนวโน้มจะนับถือเทพหลายองค์ในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งมีความสัมพันธ์เป็นเครือญาติหรือเป็นพวกพ้องกัน เพราะในทำนองนี้เชื่อว่าจะได้ผลประโยชน์มากกว่า แต่ถ้าเทพเป็นอริต่อกัน ผู้นับถือ ก็ต้องวางตัวเป็นอริตามด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อเอาใจเทพฝ่ายที่เชื่อว่าจะให้ผลประโยชน์มากกว่านั่นเอง (กีรติ บุญเจือ, 2546ฉ, หน้า 155)


2. กระบวนทรรศน์ยุคโบราณ (Ancient Paradigm)


กระบวนทรรศน์ยุคโบราณ เป็นกระบวนทรรศน์ที่ยึดเอากฎของโลกเป็นเกณฑ์ เพราะเชื่อว่า ความสำเร็จอยู่ที่การทำตามกฎของโลกเป็นสำคัญ จึงต้องพยายามค้นคว้าให้รู้ กฎของโลกและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ในการนับถือศาสนาก็เช่นกัน เชื่อว่าเทพเจ้าทั้งหลาย ต้องเดินตามกฎและช่วยมนุษย์ตามกฎของโลกและรู้มากน้อยตามระดับความยิ่งใหญ่ของเทพ แต่ละองค์ เพื่อความสะดวกในการจดจำ พวกเขาจึงนิยมเรียกชื่อเทพตามพลังที่ปรากฏในธรรมชาติ เช่น สุริยเทพ วายุเทพ หรือสถานที่แสดงกฎ เช่น เทพฟ้า เทพสมุทร เทพบาดาล เป็นต้น บางกลุ่มเชื่อว่าเทพมิได้เป็นผู้สร้างโลกแต่เป็นผลผลิตของโลกเช่นเดียวกับมนุษย์ ผิดกันแต่ว่า เทพเป็นผู้รู้กฎของโลกและเนื่องจากมิใช่ผู้กำหนดกฎเกณฑ์ให้กับโลก จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลง หรือยกเว้นกฎของโลกได้ หากเทพไม่ปฏิบัติตามกฎของโลกก็จะมีแต่เสียผลประโยชน์ของเทพเองเท่านั้น แต่ถ้าหากมนุษย์ปฏิบัติตามกฎของโลกอย่างสมบูรณ์แล้วไซร้ เทพก็ไม่อาจทัดทาน ผลที่เกิดขึ้นโดยจำเป็นนั้นได้


บางกลุ่มเชื่อว่าพระเป็นเจ้าเป็นผู้สร้างโลก (ซึ่งควรเข้าใจว่าได้แก่ เอกภพทั้งหมด) พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างและเป็นผู้วางกฎเกณฑ์ทุกอย่างให้กับโลก พระองค์จึงอาจจะเปลี่ยนแปลงหรือยกเว้นก็เฉพาะในกรณีสำคัญจริง ๆ เท่านั้น มิฉะนั้น จะไม่สมศักดิ์ศรีของพระองค์ผู้เป็นใหญ่เหนือสากลจักรวาล ในกรณีนี้ก็เช่นกัน พระเป็นเจ้าจะทรงช่วยมนุษย์ตามกฎเกณฑ์เป็นส่วนมาก และมนุษย์จะได้ประสิทธิผลก็โดยปฏิบัติตามกฎบัญญัติที่พระเป็นเจ้าทรงกำหนดไว้


ไม่ว่าจะเป็นในกรณีใดในสองกรณีข้างต้น การนับถือศาสนาก็ยังเป็นศาสนาแห่งผลประโยชน์เช่นเดียวกับในกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ การเสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทน ในโลกนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะการเสียผลประโยชน์ในโลกนี้เท่ากับเสียผลประโยชน์ใน โลกหน้าด้วย ทุกคนต้องพยายามตะเกียกตะกายแสวงหาผลประโยชน์ในโลกนี้ไว้อย่างสูงสุดแล้ว โลกหน้าจะดีเองโดยอัตโนมัติตามโลกนี้


โลกหรือเอกภพที่เชื่อว่ามีกฎในตัวเช่นนี้ จึงได้ชื่อว่า “จักรวาล” อย่างที่เรา เข้าใจกันทุกวันนี้ (กีรติ บุญเจือ, 2549, หน้า 17-18) อาจจะเคยมีอัจฉริยะบุคคลเกิดขึ้นมา ก่อนหน้านี้แล้วก็ได้ ที่สามารถมองเห็นว่าโลกน่าจะมีกฎเกณฑ์ในตัวของมันเอง แต่ถ้าหากเขา ไม่สามารถถ่ายทอดได้ ความคิดดังกล่าวก็ย่อมจะสูญหายไปพร้อมกับความตายของเขา หรือถ้าหากเขาถ่ายทอดได้ แต่ไม่มีใครเชื่อ เขาอาจจะถูกกล่าวหาว่านอกรีตเป็นกาลกิณีและอาจจะถูกประชาทัณฑ์ตายไปหรือหายสาบสูญไปโดยไม่มีร่องรอย


แต่กระบวนทรรศน์ยุคโบราณนี้ ไม่ได้มีความคิดเฉกเช่นกระบวนทรรศน์ยุค ดึกดำบรรพ์ เพราะคนในยุคนี้พยายามค้นคว้าหากฎเกณฑ์ของเอกภพมาอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแทนการอ้างอำนาจจากเบื้องบน ในหมู่ชาวกรีกมีหลักฐานว่า “Thales” เป็นคนแรกที่คิดว่าโลกมีกฎเกณฑ์ในตัวของมันเอง ในชมพูทวีปเราพบว่า “พระพุทธเจ้า” ทรงเป็นบุคคลแรกที่ทรงสอนว่า เอกภพและทุกสิ่งในเอกภพเดินตามกฎธรรมะ ในประเทศจีนเราก็พบว่า “ขงจื้อและเล่าจื้อ” ต่างก็สอนเรื่องเต๋า ในเวลาไล่เลี่ยกัน ขงจื้อเน้นเต๋าในฐานะกฎการปฏิบัติตนทั้งในชีวิตส่วนตัวและในสังคม ส่วนเล่าจื้อเน้นเต๋า ในฐานะธรรมชาติที่มีกฎตายตัว บางคนมีความเห็นว่า เต๋า เป็นคำสอนเก่าแก่มีมานานก่อนขงจื้อและเล่าจื้อ แต่พึ่งจะมีบันทึกของขงจื้อและเล่าจื้อให้ศึกษา (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 16-17)


บุคคลที่เชื่อว่า โลกมีกฎเกณฑ์ในกระบวนทรรศน์ยุคโบราณนี้ ย่อมได้ประโยชน์จากการรู้กฎเกณฑ์ คือ การได้ความสุขในโลกนี้เป็นกำไรชีวิต การรู้กฎเกณฑ์ก็เพื่อแสวงหาความสุขในโลกนี้เท่านั้น ผู้มีปรัชญาแบบนี้จะทุ่มเททรัพยากรเพื่อหาความสุขในโลกนี้ตามกฎ ตามเกณฑ์เท่าที่รู้ ดังปรากฏว่าชาวกรีกและชาวโรมันพากันสร้างวัดวังใหญ่โต โรงละครใหญ่โต สนามกีฬาใหญ่โต สถานอาบน้ำร้อนใหญ่โต แต่สร้างวิหารถวายเทพเพียงเล็ก ๆ เท่าที่จำเป็น หากจะสร้างวิหารใหญ่โตบ้างก็เพื่อชื่อเสียงและความเจริญตาเจริญใจของมนุษย์ในโลกนี้ ยิ่งกว่าจะสร้างเพื่อความสุขในโลกหน้า (กีรติ บุญเจือ, 2549, หน้า 19)


อย่างไรก็ตาม ในสมัยโบราณนี้เอง ก็ยังมีคนจำนวนมากถือแนวคิดแบบ ดึกดำบรรพ์อยู่คือเชื่อในอำนาจลึกลับของธรรมชาติด้วยความกลัวและความหวังระคนกัน แม้พวกเขาจะได้ใช้สอย สิ่งอุปโภคที่พวกหัวก้าวหน้ากว่าประดิษฐ์และสร้างสรรค์ขึ้น แต่พวกเขา ก็ใช้อย่างผู้มีจิตใจแบบดึกดำบรรพ์ เช่น อาจจะชมละครกรีกที่เล่นเทพประวัติด้วยความหวังว่า เป็นเคล็ดลับให้เขามีโชค เป็นต้น เหมือนคนไทยจำนวนมากที่ชอบฟังธรรมะ มิใช่เพื่อเข้าใจธรรมะนำไปปฏิบัติ แต่เพราะจะเป็นเคล็ดให้ได้ลาภยศสรรเสริญเท่านั้น (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 192)


3. กระบวนทรรศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm)


กระบวนทรรศน์ยุคกลางยึดเอาความสุขในโลกหน้าเป็นหลัก เพราะเห็น ความอนิจจังของโลกนี้ว่า แม้จะรู้กฎทุกกฎของโลกและปฏิบัติตามอย่างไม่บกพร่อง ความสุข ในโลกนี้ที่ได้ ก็ไม่สมบูรณ์แบบและไม่ถาวร ความสุขแท้และถาวรมีอยู่ในโลกหน้าเท่านั้น จึงต้องใช้ชีวิตอันจำกัดและสั้นในโลกนี้เพื่อแสวงหาความสุขแท้ถาวรในโลกหน้า ผู้ที่ยึดมั่น ในความคิดเช่นนี้จะพร้อมสละโลกไปบำเพ็ญพรตกันมาก พบได้ในทุกศาสนาในยุคกลาง เช่น นักบุญในศาสนาคริสต์เน้นในวินัยก็คือวิถีชีวิตที่ตรงข้ามกับชีวิตฟุ้งเฟ้อ ไม่ข้องแวะกับกามสุข ในทุกรูปแบบ ไม่มีทรัพย์สินส่วนตัว ทุกอย่างเป็นของศาสนา เป็นต้น (กีรติ บุญเจือ, 2546ค, หน้า 11)


ศาสนสถานในช่วงนี้จึงสร้างกันใหญ่โต โดยไม่หวังผลประโยชน์ในโลกนี้ แม้แต่ชื่อผู้บริจาคก็ไม่อยากบันทึกไว้ให้รู้ เพราะกลัวจะได้ลาภยศสรรเสริญ ซึ่งเชื่อว่าบั่นทอนผลประโยชน์ ในโลกหน้า ส่วนที่อยู่อาศัยของตนเองทำเพียงเล็ก ๆ พออยู่ได้ สถานบันเทิงเป็นอันงดเว้นหมด ผิดกับชาวกรีกและชาวโรมันในยุคโบราณซึ่งสร้างศาสนสถานไว้สักแต่เอาใจเทพ ทำอย่างไร ให้เทพพอพระทัยได้อย่างที่สุดเป็นพอ ประหยัดได้ก็ประหยัดเพื่อเก็บไว้สร้างสิ่งเอื้อประโยชน์ในโลกนี้ พวกเขาจึงไม่ทุ่มเทถึงขนาดสละโลกออกบวชตลอดชีวิต (กีรติ บุญเจือ, 2546ฉ, หน้า 159)


กระบวนทรรศน์ยุคกลางในยุโรปเกิดขึ้นเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว คือ ในราวคริสตกาล แต่ในทางตะวันออก เช่น ในชมพูทวีปและจีนเกิดล่วงหน้าประมาณ 500 ปี คือ ในราวต้นพุทธกาลซึ่งก็มีกระบวนทรรศน์แบบโบราณเกิดขึ้นควบคู่ไปด้วย คือ กระบวนทรรศน์ ที่เชื่อว่า โลกมีกฎเกณฑ์โดยไม่มีผลถึงโลกหน้า เช่น ปรัชญาจารวากของอินเดีย และลัทธิรตินิยมของกรีก ที่เชื่อว่ามีผลถึงโลกหน้าก็มี เช่น ศาสนาพุทธ ศาสนาเชน ปรัชญาเวทานตะ และคำสอนของขงจื้อและเล่าจื้อ เป็นต้น ระหว่างที่บุคคลจำนวนหนึ่งยึดถือกระบวนทรรศน์ยุคกลางเป็นหลัก ก็คงมีคนถือกระบวนทรรศน์โบราณและกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์เคียงบ่าเคียงไหล่กันไป จึงไม่แปลกอะไรที่ความสำนึกและการแสดงออกในชีวิตประจำวันยุคกลางมีปรัชญาทั้ง 3 แบบ ปนคละกัน (กีรติ บุญเจือ, 2549, หน้า 20)


4. กระบวนทรรศน์นวยุค (Modern Paradigm)


ตั้งแต่ประมาณ ค.ศ. 1500 เป็นต้นมา เมื่อวิทยาศาสตร์พบวิถีทางที่แน่ชัดของตัวเอง ตั้งตัวเป็นวิชาอิสระได้ ก็ค้นพบประดิษฐ์และก้าวหน้าอย่างรวดเร็วจนเป็นที่หวังกันว่าวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ วิทยาศาสตร์อาจจะรักษาโรคได้ทุกชนิด วิทยาศาสตร์อาจจะขจัดความตายและชราภาพ มนุษย์ทุกคนจะเป็นหนุ่มเป็นสาวตลอดกาล โดยไม่ต้องกลัวความเจ็บป่วย ชรา มรณะ (John Stuart Mill, 1967, pp. 400-401) วิธีการวิทยาศาสตร์จะช่วยวางระเบียบสังคมให้มนุษย์ได้แบ่งสันปันส่วนความสุขกันอย่างยุติธรรมและเต็มที่สมอยากทุกประการ แต่ละคนจะได้แบ่งส่วนทำงานแต่น้อยที่สุดและใช้เวลาที่เหลือส่วนใหญ่หาความบันเทิงอย่างไร้ความกลัวและกังวลใด ๆ ทั้งสิ้น โลกนี้น่าจะเป็นสวรรค์ได้โดยไม่หวังพึ่งโลกหน้า (คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย, 2543, หน้า 114-115)


กระบวนทรรศน์นวยุคยึดวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นหลัก เพราะเชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นทางพบกฎของโลก จึงเกิดการสนับสนุนการค้นคว้า ทางวิทยาศาสตร์ โดยหวังว่าวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์


อย่างไรก็ตาม หากตั้งคำถามว่าใครเป็นผู้ก่อตั้งนวยุคภาพอย่างแท้จริง คำตอบที่ได้กลับเป็นชื่อของนักปรัชญาในกระบวนทรรศน์ที่ 2 นามว่า เธลิส (Thales) เพราะเขาเป็นคนที่สร้างความเชื่อพื้นฐาน 3 ประการ อันเป็นสาระของนวยุคภาพ (กีรติ บุญเจือ, 2546ข, หน้า 84-85) ซึ่งต่อมา ได้เพิ่มความเชื่อพื้นฐานทั่วไปเข้าไปอีก 1 ข้อ ดังนั้น ความเชื่อพื้นฐานของนวยุคภาพจึงมี 4 ข้อ ดังนี้ (กีรติ บุญเจือ, 2546จ, หน้า 135)

1) เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ตายตัวและสัมพันธ์กันเป็นระบบเครือข่าย ในกฎแต่ละกฎ จะโยงใยกันหมดเป็นระบบเครือข่ายเหมือนกับระบบคณิตศาสตร์ เพราะฉะนั้นจึงถือว่า คณิตศาสตร์นี้เป็นตัวที่จะนำเราไปสู่โครงสร้างเครือข่ายหรือระบบเครือข่ายของโลกทั้งหมด

2) เชื่อว่าปัญญามนุษย์สามารถเข้าใจระบบเครือข่ายนี้ได้ตรงกันกับเครือข่ายของโลกโดยอาศัยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ (คือ การได้กฎแต่ละกฎ) และใช้เหตุผลโยงใยถึงกัน (คือวิชาตรรกศาสตร์และคณิตศาสตร์)

3) เชื่อว่า ภาษาของมนุษย์เรานี้สามารถสื่อเครือข่ายนี้ถึงกันได้ด้วยการสร้าง ระบบภาษาให้เป็นภาษาอุดมการณ์ (โดยการใช้ระบบตรรกศาสตร์มานิยามภาษาเพื่อให้สามารถสื่อเครือข่ายได้อย่างสมบูรณ์)

ใน 3 ระบบเครือข่ายข้างต้นตรงกัน และตอบสนองกันเป็นอย่างดี คือ ระบบเครือข่ายของเอกภพ ปัญญา และภาษา 

กระบวนทรรศน์นวยุค เชื่อว่า การรู้กฎเกณฑ์ของโลกจะทำให้โลกนี้เป็นสวรรค์สำหรับมนุษย์ทุกคน ผู้ยึดถือปรัชญาแบบนี้จะทุ่มเททุกอย่างเพื่อผลักดันการค้นคว้าวิทยาศาสตร์ ให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว บางคนที่หัวรุนแรงอาจวางนโยบายทำลายความเชื่อและความหวังความสุขในโลกหน้าทุกรูปแบบด้วย (W.T. Jones, 1969, p. 3) แต่ทว่าในขณะเดียวกันก็ยังมีผู้ยึดถือกระบวนทรรศน์แบบดึกดำบรรพ์ แบบโบราณ และแบบยุคกลาง ดำรงชีวิตเคียงบ่า เคียงไหล่อยู่ด้วยเสมอ การแสดงออกในแง่มุมต่าง ๆ ของชีวิตจึงมีกระบวนทรรศน์ทั้ง 4 แบบ คละปนกัน ในการนับถือศาสนาก็เช่นกัน ในแต่ละศาสนาและนิกายก็มีผู้นับถือศาสนาด้วยกระบวนทรรศน์ต่าง ๆ อยู่ปะปนกัน ผู้ตีความบนกระบวนทรรศน์นี้ก็จะพยายามสร้างกฎเกณฑ์ ของการตีความอย่างรัดกุมในกรอบของการตีความ โดยให้ประสานได้อย่างแนบเนียนกับกฎ ของวิชาอื่น ๆ ทั้งหมด (กีรติ บุญเจือ, 2549, หน้า 21-22)


5. กระบวนทรรศน์หลังนวยุค (Postmodern Paradigm)


สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำลายชีวิตมนุษย์ไปประมาณ 10-20 ล้านคน ครั้งที่ 2 ทำลายไปอีกประมาณ 60-100 ล้านคน คนบาดเจ็บพิการอีกจำนวนประมาณเท่ากัน ผู้ตกทุกข์ ได้ยากและสูญเสียทรัพย์สินมีมากมายเหลือคณา ที่เสียหายกันมากมายเช่นนี้ก็เพราะรบกัน ด้วยอุปกรณ์อันเกิดจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ผู้รู้จักคิดย่อมอดตั้งปัญหาถามขึ้นมา ไม่ได้ว่า การศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์จะสร้างสวรรค์ในโลกหรือว่าจะทำลายมนุษย์ให้หมดไปกันแน่ ซึ่งจากประเด็นนี้เอง ทำให้ Michel Fucault ยกความคิดของ Francis Bacon นักฟื้นฟูศิลปะวิทยาในกระบวนทรรศน์นวยุค (กีรติ บุญเจือ, 2546ง, หน้า 31) ขึ้นมากระแนะกระแหนว่า Bacon คงมิได้ฝันเลยไปอีกว่า คติพจน์ของเขาที่ว่า “ความรู้คือพลัง” (knowledge is power) นั้นแทนที่จะทำให้มนุษย์มีความสุขในโลกนี้ดังใฝ่ฝัน กลับเป็นพลังในมือของผู้ฉลาดเชิงเล่ห์เหลี่ยม ใช้กดขี่ข่มเหงและเอาเปรียบผู้หลงกลตกเป็นเหยื่อ Fucault จึงแปลงคติพจน์เป็นว่า “knowledge is (power of) violence” (ความรู้คือพลังกดขี่) (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 18-19)


นักปรัชญา Immanuel Kant ได้เสนอความคิดไว้ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 19 ว่า “อย่าหลงใหลวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์มิได้ให้ความจริงให้เพียงสิ่งที่เป็นประโยชน์ (เชิงวัตถุ) เราต้องใช้วิทยาศาสตร์เพื่อรับใช้มนุษย์ในขอบข่ายของศีลธรรมและศาสนาเพราะวิชาการต่าง ๆ ให้ความรู้ที่ไม่อาจรับรองได้ว่าจริง แต่ก็มีความแน่นอนตายตัวจากกลไกกรรมวิธี ของสมอง เนื่องจากต้องผ่านกรรมวิธีของสมองเป็นเหตุให้ถูกแปรสภาพไปจนเราไม่อาจจะรู้ว่าอะไรจริง วิชาการต่าง ๆ จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์แต่ต้องใช้ภายใต้ขอบข่ายของศีลธรรม” (กีรติ บุญเจือ, 2546ฉ หน้า 161) นักปรัชญาหลัง Kant กลุ่มหนึ่งแสวงหาความแน่นอนของความรู้จากกฎของเหตุผล ซึ่งแสดงออกด้วยภาษาสัญลักษณ์ทำให้ปรัชญาห่างไกลจากชีวิตจริง อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่า ปรัชญาแบบนั้นไม่น่าสนใจ จึงหันมาสนใจค้นคว้าหาความหมายของภาษาสามัญ ซึ่งเชื่อได้ว่า เป็นการแสดงความจริงของชีวิต สองกระแสพัฒนาต่อไปจนพบและรวมตัวกันเป็นกระแส หลังนวยุคในปัจจุบัน (กีรติ บุญเจือ, 2549, หน้า 22)


ในช่วงแรกของกระบวนทรรศน์หลังนวยุคนั้น เป็นช่วงของลัทธิหลังนวยุค สายสุดขั้ว (Extreme Postmodernism or Deconstructionism) ที่ไม่เชื่อระบบเครือข่ายของกระบวนทรรศน์ นวยุค ฉะนั้นจึงมีความเชื่อพื้นฐานตรงกันข้ามว่า

1) ไม่เชื่อว่าเอกภพมีกฎตายตัว เป็นระบบเครือข่าย

2) ไม่เชื่อว่าสมองมนุษย์สามารถสร้างเครือข่ายความรู้ได้

3) ไม่เชื่อว่าเราสามารถสร้างภาษาอุดมการณ์เป็นเครือข่ายโดยการนิยาม

4) ไม่เชื่อว่า ทั้ง 3 ระบบเครือข่ายข้างต้นตรงกัน คือ ระบบเครือข่ายของเอกภพ ปัญญา และภาษา


ดังนั้น จะเห็นว่า ลัทธิหลังนวยุคสายสุดขั้วเป็นกลุ่มแนวคิดที่ตั้งป้อมเพื่อปฏิเสธ แนวคิดทุกอย่างของกระบวนทรรศน์นวยุค ดังนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจึงถือเอาเฉพาะหน้า ไร้หลัก ยึดเหนี่ยวใด ๆ จึงต้องเลื่อนกำหนดมาตรการไปเรื่อย ๆ (differing, differance) เฉพาะหน้า เห็นควรอย่างไร ก็ปฏิบัติไปอย่างนั้น (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 20) เพราะต้องการเลิกระบบทั้งหมด เอาเฉพาะส่วนที่เป็นตาข่าย (ความรู้ที่อยู่นอกเหนือกฎวิทยาศาสตร์และตรรกศาสตร์) อย่างเดียว เพราะมี ความคิดเห็นว่ากฎวิทยาศาสตร์และตรรกศาสตร์ไม่มีความน่าเชื่อถืออีกต่อไป


Dilthey เป็นอีกบุคคลหนึ่งที่คัดค้านนวยุคภาพเช่นกัน แต่สิ่งที่เขาเสนอนั้นแตกต่างจากกลุ่มหลังนวยุคสายสุดขั้ว กล่าวคือ (กีรติ บุญเจือ, 2549, หน้า 45)

1)  ไม่มีระบบความจริงที่ตายตัว มีแต่ระบบความจริงที่เป็นครอบฟ้าประวัติศาสตร์ของแต่ละขณะ

2)  แต่ละคนมีครอบฟ้าความรู้ของตน ซึ่งไม่ใช่ส่วนหนึ่งของระบบความจริงตายตัว ครอบฟ้าความรู้ของแต่ละคนเป็นส่วนหนึ่งของครอบฟ้าประจำขณะ แต่ละคนอาจจะ ขยายครอบฟ้าของตนได้โดยการแบ่งปันความรู้แก่กัน

3)  ไม่มีความตรงกันระหว่างความเป็นจริง ความคิด และภาษา ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์อันได้แก่ ปฏิกิริยาแต่ละคนต่อโลกภายนอก ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้จึงอยู่ร่วมกัน ไม่มีผู้ที่ ไม่รู้และไม่มีสิ่งถูกรู้ ที่ไม่มีใครอย่างน้อยสักคนหนึ่งรู้

4)  ไม่มีภาษาอุดมการณ์ จึงต้องตีความตามหลักวงจรอรรถปริวรรต


ดังนั้น Dilthey (1976, p. 259) จึงสรุปว่า “ความเข้าใจของมนุษย์มีสิทธิ์ก้าวหน้าเรื่อยไป แต่ไม่มีวันสมบูรณ์” (So all understandings always remain relative and can never be completed)


แนวคิดของ Dilthey กลายเป็นปริศนาที่ถูกทิ้งไว้ และถูกนำมาใช้นำร่องสำหรับ กลุ่มหลังนวยุคสายกลางเพื่อพัฒนาหาความกระจ่างต่อไป


ต่อมา ได้เกิดแนวคิดหลังนวยุคสายกลางขึ้น เนื่องจากเห็นว่าแนวคิดหลังนวยุคสายสุดขั้วนั้นไม่ก่อให้เกิดการพัฒนาหรือความก้าวหน้าทางวิชาการได้เพราะตั้งหน้าตั้งตา จะปฏิเสธระบบเครือข่ายอย่างเดียว ให้ความสำคัญเฉพาะในส่วนของงานศิลปะเท่านั้น ดังนั้น จึงเกิดการพัฒนาความเชื่อพื้นฐานตามแนวคิดของ Dilthey ดังนี้ (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 45-46)

1)  ไม่ให้การรับรองว่า โลกมีกฎเกณฑ์ตายตัวหรือไม่ ถ้ามีจริง กฎเกณฑ์ดังกล่าวนั้น ก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามวิวัฒนาการ (ในทางจริยศาสตร์ เช่น คนชั่วอาจกลับเนื้อกลับตัวมาเป็น คนดีได้) และเมื่อเราตั้งกฎอะไรขึ้นมา เมื่อนำมาศึกษาจริง ๆ จะพบว่า มีข้อยกเว้นเสมอ ไม่มีกฎใด ที่เราตั้งขึ้นมาแล้วสามารถเดินตามกฎได้หมดทุกอย่าง เมื่อนำมาใช้แล้วจะพบว่าต่างก็มีข้อยกเว้นทั้งนั้น ซึ่งเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย หากยกเว้นมากก็ต้องมีการสร้างกฎขึ้นมากำกับกันต่อไปอีก และเมื่อมีการสร้างกฎขึ้นมากำกับต่อไปอีก ก็จะมีกฎยกเว้นกันต่อไปอีกเรื่อยไป ไม่มีวันสิ้นสุด

2)  ควรเลิกเชื่อว่า ปัญญาของมนุษย์แต่ละคนสามารถเข้าใจเอกภพได้หมด คนเดียว เมื่อไม่สามารถจะเข้าใจได้ทั้งหมด เราต้องร่วมมือกันหลาย ๆ คน คือ ให้แต่ละคนพยายามสร้างระบบเครือข่าย (ส่วนตัว) ของแต่ละคน เพื่อให้เป็นประโยชน์ในด้านการศึกษาบนพื้นฐานของการแสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง กล่าวคือ ในส่วนความรู้ที่ตรงกันก็ให้นำมาปฏิบัติร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ มวลมนุษยชาติในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ในส่วนที่ต่างกัน ก็ให้ถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละฝ่ายไป ต่างฝ่ายต่างร่วมกันรับผิดชอบและพัฒนาให้เต็มศักยภาพ จากนั้นก็นำสิ่งที่ได้รู้และได้ศึกษามาแลกเปลี่ยนกัน คือ แลกเปลี่ยนความคิดและมุมมอง ของแต่ละฝ่าย ให้เกิดการต่อยอดความคิดหรือเข้าใจในระบบความรู้ได้ชัดเจนขึ้น นักวิชาการปัจจุบัน จึงชอบมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

3) ต้องจำกัดบทบาทของภาษาที่สื่อระบบเครือข่ายให้อยู่ในวงการของคณิตศาสตร์และภาษาตรรกะ รวมเรียกว่า “ภาษาอุดมการณ์” และเพิ่มบทบาทของ “ภาษาสามัญ” ให้ครอบคลุม ทุกเรื่องที่มนุษย์เราอยากรู้ เพราะตรรกวิทยาเป็นศิลปะในการจูงใจให้เชื่อ (logic is the art of persuasion) เท่านั้น ถ้าเราอยากเข้าถึงความจริงแบบพหุนิยม จะต้องใช้ดุลพินิจในการตีความ แยกภาษาออกเป็นภาษาวิชาการ ภาษาศาสนา ภาษาคณิตศาสตร์ ภาษาในวรรณคดี เป็นต้น ที่ต้องใช้การวิเคราะห์ภาษาเข้าช่วย เพราะภาษากับความคิดเป็นของคู่กัน ภาษากำกวมความคิด ก็สับสน วิธีนี้เองจะเป็นการช่วยให้เข้าใจกลไกของสมองได้ในที่สุด

กระบวนทรรศน์ใหม่จะต้องสามารถแก้จุดบกพร่องหรือความผิดหวังของกระบวนทรรศน์ในอดีตให้ได้ จะต้องแก้ไขประเด็นที่เอื้อต่อสงครามและสนับสนุนประเด็นที่ส่งเสริมสันติภาพ ในที่สุดก็พบว่าปรัชญาในอดีตทั้ง 4 กระบวนทรรศน์ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ล้วนแต่มีประเด็นที่เอื้อต่อสงคราม นั่นก็คือ ความยึดมั่นถือมั่น (attachment) กล่าวคือ ใครเชื่อปรัชญาระบบใดก็ตามจะคิดว่าระบบนั้นระบบเดียวเป็นความจริง ถูกต้อง มีประโยชน์ ระบบอื่น ๆ ล้วนแต่เท็จ ผิด หลง และให้โทษทั้งสิ้น ดังที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ใน “กิรสูตร” ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (25/136/125) ว่า อิทะเมวะ สัจจัง โมฆะ มัญญัง (ของฉันนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเป็นโมฆะทั้งหมด) พระองค์ทรงสอนว่าการยึดมั่นอย่างนี้ไม่เอื้อต่อการพบความจริง จึงทรงแนะนำให้ใช้ “กาลามสูตร” (องฺ.ติก. 20/505/179-184) เป็นหลักพิจารณาว่าปราชญ์ทั่วไปจะสรรเสริญหรือตำหนิต้องพิจารณา ให้ถ่องแท้ด้วยตนเองแล้วจึงรับความเป็นจริงทั้งนี้ก็เพราะว่า (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 198)


ความยึดมั่นถือมั่น เป็นเหตุให้เกิด การแบ่งแยก


การแบ่งแยก เป็นเหตุให้เกิด การแข่งขัน


การแข่งขัน เป็นเหตุให้เกิด ความไม่ไว้ใจกัน


ความไม่ไว้ใจกัน เป็นเหตุให้เกิด การทำลายกัน


หากแก้ความยึดมั่นถือมั่นได้สำเร็จ เปรียบเหมือนขุดรากเหง้าแห่งมูลเหตุ ออกทิ้งเสียหรือตัดไฟเสียแต่ต้นลมเชื่อว่าปลายเหตุหรือสงครามก็คงจะดับสูญไป ดังนี้ (กีรติ บุญเจือ, 2549, หน้า 25)


ความไม่ยึดมั่นถือมั่น นำไปสู่ การแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ


การแบ่งหน้าที่ฯ นำไปสู่ การสนับสนุนกัน


ความสามัคคี นำไปสู่ ความเชื่อใจกัน


ความไว้ใจกัน นำไปสู่ ความช่วยเหลือกัน


ความช่วยเหลือกัน นำไปสู่ สันติภาพ


ด้วยความรู้สึกต้องการร่วมกันเช่นนี้ ชาวหลังนวยุคจึงดึงเอาวิธีวางความคิดเป็นกลาง (eqoche) ของ Edmund Husserl มาใช้ แต่ทว่าวิธีนี้แก้ปัญหาได้เชิงลบเท่านั้น คือ ขจัดความยึดมั่นถือมั่นได้ ซึ่งถูกใช้มาแล้วในช่วงหลังนวยุคนิยมสายสุดขั้ว


ดังนั้น กีรติ บุญเจือ (2545ข, หน้า 94) จึงได้สรุปแนวโน้มของปรัชญาหลังนวยุคไว้ดังนี้


1. ล้มล้างนวยุคภาพ


2. ไม่เชื่อว่าวิทยาศาสตร์ให้ความจริงวัตถุวิสัย


3. ไม่เชื่อว่าระบบความคิดของมนุษย์มีได้ระบบเครือข่ายเดียว


4. ไม่เชื่อว่าวัฒนธรรมของมนุษย์ก้าวหน้าเสมอ เพราะไม่รู้เอาอะไรเป็นจุดอ้างอิง มีแต่ความเหมาะสมในแต่ละกาลเทศะ


5. เชื่อว่าความเป็นจริงที่ควรสนใจคือความหมายที่หาได้ในภาษา


6. เชื่อว่ามนุษย์ควรมีท่าทีร่วมมือกับทุกสิ่งมากกว่าเอาชนะหรือครอบครอง


7. เชื่อว่าเหตุผลเป็นศิลปะชวนเชื่อ ความรู้ได้จากการหยั่งรู้ด้วยใจเป็นกลาง และเป็นความรู้ประเภทแสวงวัตถุ


8. เชื่อว่าเอกภพไม่ใช่จักกลล้วนๆ แต่เป็นองคาพยพพิเศษที่มีประวัติการเปลี่ยนแปลง


9. เชื่อว่าความรู้ทั้งหลายมีกระบวนทรรศน์จำกัด


10. เชื่อว่าอารมณ์และความใฝ่ฝันเป็นความจริงที่มีค่า ควรแก่การพิจารณาและศึกษา


หลังนวยุคนิยมสายกลาง (moderate postmodernism) เป็นกระแสความคิดที่ประนีประนอมความคิดเห็นอันสุดขั้วระหว่างลัทธินวยุคนิยม (modernism) ที่มีความคิดเห็นว่า ความรู้หรือความจริง เป็นสิ่งสากล (universal) มีลักษณะเป็นปรนัย (objective) กับลัทธิหลังนวยุคนิยมสายสุดขั้วที่มีความคิดเห็นว่า ความรู้หรือความจริงเป็นสิ่งเฉพาะ (individual) ของแต่ละบุคคล มีลักษณะเป็นอัตนัย (subjective) ในส่วนสำคัญที่ควรศึกษาเกี่ยวกับหลังนวยุคนิยมสายกลางนี้ ได้แก่


หลักการของหลังนวยุคนิยมสายกลาง สามารถสรุปได้เป็น 3 ประเด็น คือ

1) ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเชื่ออยู่ (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 199) หมายถึง การวางท่าทีด้วยจิตใจที่เป็นกลาง ไม่มีอคติ ไม่ยึดมั่นถือมั่น (detachment) ว่าสิ่งที่ตนเชื่อเท่านั้นถูกต้องทั้งหมด คนอื่นที่มีเชื่อต่างไปจากตนถือว่าผิดหมด ควรเปิดโอกาสให้กับตนเองและผู้อื่นได้ตั้งข้อสงสัยในสิ่งที่ตนเชื่ออยู่ เพื่อจะได้พิสูจน์ความจริง ในสิ่งที่ตนเชื่ออยู่ว่าสามารถนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริงหรือไม่ เพียงใด และในขณะเดียวกัน ก็พิจารณาในส่วนดีของทุก ๆ ทาง

2) ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย (กีรติ บุญเจือ, 2549, หน้า 26) หมายถึง การเปิดใจกว้างเพื่อย้อนอ่านความคิดของมนุษย์ทั้งโลกทุกวัฒนธรรมและทุกลัทธิความเชื่อ โดยถือนโยบายว่า ย้อนอ่านใหม่หมด ไม่ลดอะไรเลย (reread all, reject non) ดังนั้น เมื่อเตรียมตัวพร้อมแล้ว ก็จะย้อนอ่าน (re-read) ทุกอย่างที่ขวางหน้า เพื่อเลือกประเด็นที่สนใจมาคิดใหม่ (re-think) และเสนอเพื่อการนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวม

3) แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง (คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัย มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2543, หน้า 121) หมายถึง ความร่วมมือกันของทุก ๆ ฝ่ายที่จะหันหน้าเข้าหากัน โดยใช้วิธีเสวนา (Dialogue) โดยเปิดโอกาสให้พิจารณารับส่วนดีได้จากทุกทาง บนฐานแนวคิดที่ว่า “แสวงหาจุดร่วม” ในสิ่งที่เห็นร่วมกัน เพื่อนำมาปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตทั้งส่วนตัวและส่วนรวม และ “สงวนจุดต่าง” ในสิ่งที่เห็นต่างกัน โดยให้ถือว่าเป็นพรสวรรค์ของแต่ละฝ่าย เพื่อนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิต

วิธีการของหลังนวยุคนิยมสายกลาง (กีรติ บุญเจือ, 2545ก, หน้า 2) ก็คือ การตีความภาษาด้วยหลักอรรถปริวรรต บนพื้นฐานของกระบวนทรรศน์ 5 ด้วยวิธีการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คือ วิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน

จุดมุ่งหมายของหลังนวยุคนิยมสายกลาง (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 211) ก็คือเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้แก่ การพัฒนา “สัญชาตญาณปัญญา” ให้สูงขึ้น และ “การทำดี มีสุข” ทั้งโดยส่วนตัวและส่วนรวม


หากเห็นว่าสามารถนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตได้จริง ก็ควรน้อมรับนำมาเป็น ข้อปฏิบัติเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราให้สูงขึ้นต่อไป


กระบวนทรรศน์ที่ 5 ไม่ใช่ลัทธิปรัชญาลัทธิหนึ่ง เช่นเดียวกับกระบวนทรรศน์ทั้งหลายล้วนแต่ไม่ใช่ลัทธิปรัชญา แต่เป็นกรอบกำหนดขอบเขตของกลุ่มลัทธิปรัชญาที่มีความเชื่อพื้นฐานแบบเดียวกัน ลัทธิหลังนวยุคเป็นเพียงลัทธิหนึ่ง แม้แต่ลัทธิหลังนวยุคเองก็แตกสาขาออกไปมากมาย ความคิดและเนื้อหาที่น่าสนใจก็มีหลากหลาย แต่ก็ถือว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันรับผิดชอบ แบ่งส่วนกันค้นคว้าวิจัย โดยมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ สันติภาพของโลก และการอยู่ร่วมกันอย่างเอื้ออาทรต่อกันระหว่างมวลมนุษย์ บนพื้นฐานแห่งการเคารพศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ นี่คือความแปลกใหม่ของกระบวนทรรศน์ที่ 5 (กีรติ บุญเจือ, 2551, หน้า 202)


กล่าวโดยสรุปได้ว่า ปรัชญาหลังนวยุคเป็นปรัชญากระแสล่าสุดในกระบวนทรรศน์ปัจจุบัน ซึ่งเป็นยุคดิจิทัลที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ปรัชญาหลังนวยุคช่วยให้มนุษย์เห็นความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้วยความเข้าใจ มีการสร้างสรรค์ ปรับตัว ร่วมมือ และแสวงหา อย่างมีวิจารณญาณ และมีเป้าหมายร่วมกันคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างมีความสุขบนความพอเพียงร่วมกัน รู้รักสามัคคี และเป็นอันหนึ่งใจเดียวกัน


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญากระบวนทรรศน์



ความเห็น (0)