แนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาหลังนวยุค (Postmodern Philosophy)​

แนวคิดเกี่ยวกับปรัชญาหลังนวยุค (Postmodern Philosophy)

เขียนโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป




ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา คำว่า “โพสต์โมเดิร์น” (Postmodern) ได้กลายเป็นคำที่นิยมใช้ในหมู่นักปรัชญาและนักวิชาการสายต่างๆ เริ่มจากตึกแบบโพสต์โมเดิร์นซึ่งก็มีมาสิบกว่าปีแล้ว ศิลปะหรือบทกวีแบบโพสต์โมเดิร์น หรือแม้กระทั่งวิถีชีวิตแบบโพสต์โมเดิร์น

ปรัชญาโพสต์โมเดิร์น หรือ ปรัชญาหลังนวยุคหรือ (postmodern philosophy) เป็นกระแสความคิดและท่าทีของบุคคลกลุ่มหนึ่งในปัจจุบันที่เชื่อว่าความคิดของตนพ้นยุคใหม่ไปแล้ว (เหมือนอย่างที่ความคิดยุคใหม่เคยพ้นยุคกลางมาแล้ว) (กีรติ บุญเจือ, 2545ข, หน้า 7) แต่หากจะให้นิยามความหมายว่าปรัชญาหลังนวยุคคืออะไร กลับดูยุ่งยากซับซ้อน เพราะคำๆ นี้ถูกใช้ในโลกตะวันตกโดยเบนทิศทางของความหมายออกเป็น 3 เรื่องสำคัญคือ

ความหมายแรก ใช้พูดถึงสภาพสังคม หมายความว่า สังคมร่วมสมัยทุกวันนี้มีส่วนหนึ่งตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า สภาวะหลังสมัยใหม่ (postmodern condition หรือ postmodernity) ซึ่งเกิดจากความแปรปรวนขึ้นในระบบคุณค่า เกิดความพร่าเลือนขึ้นในพรมแดนทีใช้แยกแยะสิ่งต่าง ๆ ความแปรปรวนนี้แสดงออกให้เห็นให้เห็นในหลาย ๆ เรื่อง ที่เด่นเป็นพิเศษคือ ในวัฒนธรรมบริโภคนิยมร่วมสมัยที่ผูกมากับระบบทุนนิยมขั้นล่าสุด คือ late capitalism

ความหมายที่สอง หมายถึง แนวทางการสร้างสรรค์ศิลปะวรรณกรรมแนวหนึ่ง ซึ่งลุกขึ้นมาท้าทายคติและรสนิยมทางสุนทรียะของสังคมสมัยใหม่ หรือ modern เช่น ในเรื่องการแบ่งชั้นศิลปะเป็นสูงกับต่ำ เป็นต้น

ความหมายสุดท้าย “โพสต์โมเดิร์น” หรือ “หลังสมัยใหม่” หรือ “หลังนวยุค” เป็นคำที่ใช้อย่างลำลองเพื่อเรียกชื่อแนวคิดทางวิชาการด้านสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์แนวหนึ่ง ในสายฝรั่งเศสเรียก “poststruralism” หรือ “หลังโครงสร้างนิยม” แนวคิดทางวิชาการที่ว่านี้มีลักษณะเฉพาะตัวตรงที่มักจะเสนอมุมมองใหม่ ๆ ที่เกิดจากตั้งคำถามต่อพวกทฤษฏีและองค์ความรู้ทั้งหลาย ที่เชื่อถือกันมานานตั้งแต่ยุคของกลุ่มพุทธิปัญญา (Enlightenment movement) และยังคงมีอิทธิพลอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น โพสต์โมเดิร์น มีหลายความหมาย เพราะใช้สามสิ่งสามเรื่องที่ไม่เหมือนกันเลย คือ สภาพสังคม ศิลปะ และแนววิชาการ

ปรัชญาหลังนวยุค มีสกุลความคิดสำคัญอยู่ 3 สกุลใหญ่ คือ สกุลความคิดหลังโครงสร้างนิยม (Poststructuralism) สายฝรั่งเศส (The French thought) สกุลความคิดของสำนักคิดแฟรงค์เฟิร์ต (Frankfurt School) สายเยอรมัน และสกุลความคิดหลังนวยุคนิยม (Postmodernism) ของอเมริกัน

สกุลความคิดหลังโครงสร้างนิยม สายฝรั่งเศส เป็นสกุลความคิดหนึ่งที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อโลกวิชาการสมัยปัจจุบันทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ขณะเดียวกัน สกุลความคิดนี้ก็สร้างการถกเถียงที่เผ็ดร้อนให้เกิดขึ้นในโลกวิชาการที่ใช้ภาษาอังกฤษอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมอเมริกัน เนื่องจากรูปแบบและลีลา (style) การวิเคราะห์ของสกุลความคิดนี้มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การตั้งข้อระแวงสงสัยอย่างถอนรากถอนโคลน (radical suspicion) กับบรรดามโนทัศน์หลักๆ ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในแวดวงวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นมโนทัศน์เรื่องความหมาย (meaning) การเป็นตัวแทน (representation) การรับรู้ (subjectivity) เจตนา (intention) หรือเอกลักษณ์ตัวตน (identity) เป็นต้น สำหรับนักทฤษฎีแนวหลังโครงสร้างนิยมอย่างฌาคส์ แดร์ริดา (Jacques Derrida) มโนทัศน์ทางวิชาการเหล่านี้ต่างมีฐานะเป็นเพียง “สัญญะ” (sign) ชนิดหนึ่งที่อัดแน่นไปด้วยระบบคุณค่าต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณค่าในแบบของอภิปรัชญาตะวันตก (metaphysics) (Jacques Derrida, 1976)

นักวิชาการในสกุลความคิดนี้มีความหลากหลายทั้งในด้านแง่คิดมุมมอง และประเด็นปัญหาที่เลือกปะทะ ตัวอย่างเช่น ฌาคส์ แดร์ริดา แม้โดยพื้นฐานจะเป็นนักปรัชญา แต่งานศึกษาของแดร์ริดากลับมีอิทธิพลอย่างมากต่อการศึกษาทางด้านวรรณคดีวิจารณ์ (literary criticism) วิธีการอ่านตัวบทของเขาที่เรียกว่า “การรื้อถอน” (deconstruction) ที่เน้นการอ่านเพื่อหารอยปริ รอยแยก ของตัวบท มากกว่า “การอ่านเอาเรื่อง” ซึ่งนำไปสู่การถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประเด็นเรื่องลักษณะพื้นฐานของสิ่งที่เรียกว่า “วรรณกรรม” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า สถานะของสิ่งที่เรียกว่า “วรรณกรรม” ถูกตั้งคำถามอย่างมากจากวิธีการอ่านตัวบทแบบ “การรื้อถอน” ของแดร์ริดา

ทำนองเดียวกัน ในส่วนของทฤษฎีสังคมและประวัติศาสตร์ความคิด (the history of thought) งานศึกษาของนักวิชาการในสกุลความคิดนี้อย่าง มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) ก็สร้างการตื่นตาตื่นใจให้กับการศึกษาเรื่องอำนาจ (power) รวมตลอดถึงความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง การบริหาร และทฤษฎีว่าด้วยความรู้หรือญาณวิทยา (epistemology) ภายใต้มโนทัศน์ที่สำคัญของเขาเรื่อง “การบริหารจัดการชีวิต” (governmentality) หรือ ชีวอำนาจ (biopower) (Michel Foucault. 1991, pp. 87-104) คุณูปาการยิ่งอีกประการหนึ่งที่ฟูโกต์มอบให้แก่วงการวิชาการทางด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ก็คือ การชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างอำนาจ ความรู้ และความจริง จนนำไปสู่การทำสงครามกับ “ความจริง” ในงานศึกษาชิ้นต่างๆ ของเขา เช่น The Politic of Truth, Fearless Speech, Power/Knowledge : Selected Interviews and Other Writings เป็นต้น มีจุดยืนอยู่ข้างผู้เสียเปรียบ ผู้ถูกเก็บกดปิดกั้นจากสังคม หรือที่นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสสมัยอย่างฌาคส์ ร็องซีแยร์ (Jacques Rancière, 1999, pp. 21-42) เรียกว่า ส่วนที่ถูกนับเพื่อที่จะไม่นับรวมให้เป็นส่วน (the uncounted) นอกจากนี้ งานศึกษาของนักคิดในสกุลความคิดนี้อย่างฌ็อง-ฟร็องซัวส์ ลีโยตาร์ด (Jean-Francois Lyotard) ก็มีอิทธิพลอย่างสูงในการจุดประกายความคิดและสร้างการถกเถียงในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเป็นนวยุคหรือหลังนวยุค

กล่าวอย่างสั้นที่สุด สกุลความคิดที่เรียกว่า “หลังโครงสร้างนิยม” ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนในการรับรู้โลกของเราและในการรับรู้โลกวิชาการ หากพูดในภาษาของชีลส์ เดอเลิซ (Gilles Deleuze) กับ เฟลิกซ์ กัตตารี (Fèlix Guattari) ซึ่งเป็น 2 นักคิดคนสำคัญของสายนี้ สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยมทำงานอยู่บน “เส้นของการตัดข้าม” (a line of flight) หรือ “เส้นของการหนีห่าง” (a line of escape) เพื่อนำไปสู่การเชื่อมต่อแบบอื่นด้วยการสลายสั่นคลอน และล้มล้างบรรดาเส้นแบ่งต่างๆ ที่ดำรงอยู่ในสังคมหรือในวงวิชาการที่นักคิดในสกุลความคิดนี้เข้าไปเกี่ยวข้อง (deterritorialization) เช่น แดริดากับเดอเลิซในแวดวงปรัชญา หรือฟูโกต์ในแวดวงประวัติศาสตร์ เป็นต้น นั่นคือ สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยมทำหน้าที่คล้าย “จักรกลของความปรารถนา” (desiring machine) ในแบบที่เดอเลิซกับกัตตารีกล่าวถึงในงานเรื่อง Anti-Oedipus ของเขา นั่นคือ นักคิดในสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยมมีบทบาทสำคัญในการ “ปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางปัญญา” (intellectual landscape)

กล่าวอีกนัยหนึ่ง สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยมสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่โลกวิชาการตะวันตก และวิธีคิดแบบตะวันตกอย่างมาก วิธีคิดแบบตะวันตกซึ่งวางอยู่บนฐานของอภิปรัชญา (metaphysics) เชื่อในการมีอยู่ เป็นอยู่ และดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง (being) ขณะที่วิธีคิดแบบหลังโครงสร้างนิยมไม่เชื่อในการมีอยู่ เป็นอยู่ แต่มองว่าสรรพสิ่งหมุนเวียนเปลี่ยนไป ดังนั้น จึงไม่มีสิ่งที่เป็นอยู่ จะมีก็แต่สิ่งที่กำลังเกิด/กำลังเป็น (becoming) วิธีคิดของสำนักหลังโครงสร้างนิยมทำนองนี้ บ่อยครั้งมักจะถูกนำไปเทียบเคียงกับหลักอนิจจังของพุทธศาสนา หรือไม่ก็ถูกมองว่าเป็นพวกสัมพัทธนิยม (Relativism) นั่นคืออะไรก็ได้ไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน อย่างไรก็ตาม การเทียบเคียงสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยม รวมตลอดถึงสกุลความคิดแบบหลังนวยุคนิยม (postmodernism) กับพุทธศาสนานั้น ค่อนข้างคลาดเคลื่อนอย่างมาก เพราะในที่สุดแล้วพุทธศาสนาเชื่อในเรื่องของการมีอยู่ เป็นอยู่ หรือเชื่อใน being ไม่ใช่ becoming อย่างวิธีคิดแบบหลังโครงสร้างนิยมและหลังนวยุคนิยม

ความยากในการทำความเข้าใจความคิดในสกุลนี้อยู่ที่ความจำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับบรรดานักคิด นักปรัชญาต่างๆ ที่นักคิดในแนวหลังโครงสร้างนิยมนำมาใช้ นับตั้งแต่นักปรัชญาชาวอังกฤษอย่างอิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) นักปรัชญาชาวเยอรมันอย่างฟรีดิช นิตเช่ (Friedrich Nietzsche) และมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสอย่างอ็องรี แบกซง (Henri Bergson) รวมถึงนักภาษาศาสตร์เชิงโครงสร้างชาวสวิสอย่างแฟร์ดิน็องด์ เดอ โซซูร์ (Ferdinand de Saussure)

ในความเห็นของปีเตอร์ ดิวส์ (Peter Dews) นักคิดที่โดดเด่นในสกุลความคิดนี้ ได้แก่ ฌาคส์ แดร์ริดา, ฌาคส์ ลากอง (Jacques Lacan), ฌ็อง-ฟร็องซัวส์, ลีโยตาร์ด และมิเชล ฟูโกต์ และในความเห็นของดิวส์ พัฒนาการของสายธารความคิดแบบฝรั่งเศสในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 สามารถแยกออกเป็น 2 ช่วงใหญ่ๆ ด้วยกัน

ช่วงที่ 1 เป็นช่วงที่สกุลความคิดแบบโครงสร้างนิยม (Structuralism) ได้รับความนิยมอย่างสูง และประเด็นหลักของกระแสความคิดในช่วงนี้คือการสลายฐานะการเป็นผู้กระทำ การเป็นศูนย์กลางของมนุษย์ในฐานะองค์ประธาน (decentering the subject) การหยุดความหมายและหยุดการตีความ รวมถึงการไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องเจตนา ด้วยเห็นว่าทุกอย่างเป็นเรื่องของโครงสร้าง รหัส ระบบ และระเบียบในการจัดเรียง/วางสรรพสิ่ง หากรู้สิ่งเหล่านี้ก็สามารถเข้าใจความหมายของสิ่งนั้นได้โดยไม่มีความจำเป็นต้องตีความแต่อย่างใด ขณะเดียวกัน ความคิดในช่วงนี้ก็แฝงไว้ด้วยความเชื่อมั่นในวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์และความเป็นวัตถุวิสัยแบบไร้เดียงสา อันเป็นผลมาจากอิทธิพลของจารีตความคิดแบบปฏิฐานนิยม (Positivism) ในประเทศฝรั่งเศสในช่วงก่อนหน้านั้น

ช่วงที่ 2 เป็นการปรากฏตัวของสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยม ผ่านการศึกษาของสองนักคิดคนสำคัญในสกุลความคิดนี้ ได้แก่ ฌาคส์ แดร์ริดา และฌาคส์ ลากอง อิทธิพลของสองนักคิดในช่วงนี้ถูกดิวส์จัดให้เป็นพัฒนาการช่วงแรกหรือช่วงต้นของสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยมในฝรั่งเศส ส่วนเป้าหมายหลักที่สกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยมช่วงแรกนี้ต้องการปะทะ คือ สกุลความคิดแบบปฏิฐานนิยมในฝรั่งเศส ซึ่งมีจุดบกพร่องหลักอยู่ที่การเชื่อในเรื่องของการเป็นตัวแทน (representation) ที่เชื่อว่ามนุษย์ใช้ภาษาพูดถึงโลกหรือสะท้อนโลกเห็นความเป็นจริงได้อย่างหมดจดเหมือนกระจกเงา (Peter Dews, 1988, pp. 109-110) หรือที่ริชาร์ด รอร์ตี (Richard Rorty) เรียกว่า The Mirror Theory of Nature (Richard Rorty, 1980) ขณะเดียวกันประเด็นหรือข้อถกเถียงหลักของสกุลความคิดแบบโครงสร้างนิยมก็ไม่ได้ถูกละทิ้งไปอย่างสิ้นเชิง แต่ถูกทำให้มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การกล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่าแดร์ริดากับลากองมีความคิดเห็นเหมือนกัน ตรงกันข้ามกัน ทั้งคู่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันในระดับพื้นฐาน ตัวอย่างเช่น ลากองมองว่า “ความหมาย” ไม่ใช่สิ่งที่จะทำความเข้าใจได้ด้วยภาษา แต่ต้องเข้าใจผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ความปรารถนา” (desire) สำหรับลากอง ความปรารถนาคือระบบการสร้างความหมายแบบหนึ่ง เป็นตัวเชื่อมรูปสัญญะ (signifier) กับความหมายสัญญะ (signified) เข้าด้วยกัน ส่วนแดร์ริดากลับมองว่าความหมายเป็นผลมาจากพลังบางอย่างที่อยู่เหนือกาลเวลาและสถานที่ (the untra-transcendental movement) ซึ่งเรียกว่า “การเลื่อน” (diffèrance/ดิฟเฟอร์ฮอง) (Jacques Derrida, 1982, pp. 1-27) นัยนี้แดร์ริดาจึงมีลักษณะเป็น “นักลดทอน” (structuralist) นั่นคือ มองทุกอย่างว่าเป็นเพียงการกระทำของพลังที่อยู่ภายนอกการรับรู้ของมนุษย์ เพียงแต่ diffèrance ของแดร์ริดาไม่มีลักษณะที่แข็งทื่อหรือหยุดนิ่งอย่าง “โครงสร้าง” (structure) ของสำนักโครงสร้างนิยม อย่างไรก็ตาม ทั้งแดร์ริดาและลากองเห็นตรงกันว่าต้องไปไกลกว่าจารีตวิธีคิดแบบปฏิฐานนิยม โดยเฉพสะอย่างยิ่งต้องฉีกไปจากจารีตวิธีคิดแบบเฮเกล (Hegel) เพื่อที่จะสามารถหนีห่างไปจากความเชื่อในเรื่องของความรู้ที่เด็ดขาดและสมบูรณ์ในแบบเฮเกล

สำหรับช่วงที่ 2 การพัฒนาการของสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยม เป็นช่วงเวลาของความพยายามที่จะหนีห่างไปจากสิ่งที่เรียกว่า “เผด็จการของรูปสัญญะ” (the despotism of signifiers) กล่าวคือ เป็นช่วงของความพยายามที่จะหนีจากความครอบงำของภาษา สู่พลังที่อยู่นอกภาษา (the non-discursive forces) ทั้งนี้เนื่องจากนักคิดในสกุลนี้เริ่มตระหนักว่าโครงสร้างสังคมไม่ได้ไร้เดียงสา หยุดนิ่ง ตายตัว หรือทำหน้าที่เพียง “สื่อสาร” หรือ “แลกเปลี่ยนในเชิงสัญญะ” เท่านั้น แต่โครงสร้างสังคมเต็มไปด้วยพลังของความปรารถนา (desire) แบบต่างๆ เช่น “ความปรารถนาในอำนาจ” และ “ความปรารถนาในความปรารถนา” ในทรรศนะของดิวส์ ลีโยตาร์ดถือเป็นนักคิดคนสำคัญในช่วงที่ 2 ของพัฒนาการของสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยมในฝรั่งเศส ยิ่งไปกว่านั้น ลีโยตาร์ดยังเป็นนักคิดแนวหลังโครงสร้างนิยมที่สามารถเชื่อมโยงสกุลความคิดนี้ให้มีนัยทางการเมือง ซึ่งในช่วงแรกการพัฒนาของสกุลความคิดแบบหลังโครงสร้างนิยมจะไม่มีพื้นที่ให้กับสิ่งเหล่านี้เท่าใดนัก (Saul Newman, 2007, pp. 3-19)

ขณะที่ความแตกต่างที่สำคัญประการแรกระหว่างนักคิดในแนวหลังโครงสร้างนิยมช่วงที่ 1 กับช่วงที่ 2 อยู่ที่ว่านักคิดในช่วงที่ 2 อย่างลีโยตาร์ดสนใจเรื่องของ “นัย” (sense) เพราะเห็นว่าสิ่งที่ถูกภาษากดทับไว้ขณะที่นักคิดในช่วงที่ 1 อย่างแดริดาให้ความสำคัญกับ “ภาษา” มากกว่า “นัย”

ในความเห็นของลีโยตาร์ด การหนีห่างจากอภิปรัชญาไม่ได้เป็นการยกอำนาจเบ็ดเสร็จให้กับภาษาอย่างที่แดร์ริดาทำ กล่าวคือในทรรศนะของลีโยตาร์ด ภาษาไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิตและสังคม แต่ยังมีเรื่องราวของนัยที่ถูกภาษากดทับไว้ และลีโยตาร์ดต้องการให้ความสำคัญกับสิ่งนี้

ความแตกต่างที่สำคัญประการที่สองระหว่างนักคิดรุ่นที่ 1 กับนักคิดรุ่นที่ 2 อยู่ที่ว่า นักคิดรุ่นที่ 1 ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากนิตเช่อย่างมาก ขณะนักคิดรุ่นที่ 2 เริ่มหนีห่างหรือต่อต้านความคิดของนิตเช่ และหันไปหานักคิดคนอื่นอย่างคานท์และเลวีนาส (Emmanuel Levinas) เช่นในกรณีของลีโยตาร์ด เป็นต้น (Schrift, 1995, pp.102-126)

สกุลความคิดของสำนักคิดแฟรงค์เฟิร์ท สายเยอรมัน เป็นสำนักคิดที่ได้พัฒนาแนวคิดของมากซ์ (Marx) ให้สามารถอธิบายได้ภายใต้เงื่อนไขทางสังคมและเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยการใช้การศึกษาแบบสหวิทยาการ (interdisciplinary) ในการทำความเข้าใจสังคม และได้มีการเสนอทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory) ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นสำคัญของสำนักนี้ โดยทฤษฎีวิพากษ์ดังกล่าวมีจุดเน้นสำคัญ คือ (1) การใช้เหตุผลในการวิพากษ์ผ่านการปฏิบัติการของวัฒนธรรมและสถาบัน (2) เหตุผลเป็นสิ่งที่ครอบงำบุคคลหรือกลุ่มมากกว่าการให้อิสระทางความคิด และ (3) สิ่งสำคัญที่สุดคือความไม่มีเหตุผลเป็นองค์ประกอบหรือคุณสมบัติของการกำหนดเหตุผล

สำนักแฟรงค์เฟิร์ท (The Frankfurt School) หรือเป็นที่รู้จักกันทั่วๆปว่า “ทฤษฎีวิพากษ์แห่งสำนักแฟรงค์เฟิร์ท” (Critical Theory of The Frankfurt School) ซึ่งเป็นสกุลทางความคิดที่ผูกกับ “สถาบันเพื่อการวิจัยสังคม” (Institution for Social Research) (Jürgen Habermas, 1992, p. 98) ผู้อำนวยการคนแรกของสถาบันเพื่อการวิจัยสังคมคือ คาร์ล กรึนแบร์ก (Carl Grünberg) ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในช่วงเวลาปี 1924-1930 บรรดาผลงานวิจัยที่ขึ้นกับสถาบันในช่วงเวลาดังกล่าวมีแกนหลักอยู่บนการศึกษาประวัติศาสตร์สังคมนิยมและการเคลื่อนไหวของขบวนการภาคแรงงานโดยใช้การวิเคราะห์ด้วยแนวทางวัตถุนิยมประวัติศาสตร์แบบมาร์กซีสม์ (Martin Jay, 1996, pp. 8-9) ภายหลังจากการเกษียณอายุของกรึนแบร์ก ได้มีการอนุมัติตำแหน่งทางวิชาการขึ้นมาใหม่ (new chair) นั่นคือตำแหน่งศาตราจารย์ทางด้านปรัชญาสังคม (Professor of Social Philosophy) และขึ้นกับคณะปรัชญาของมหาวิทยาลัยแฟรงค์เฟิร์ท โดยมีผู้อำนวยการของสถาบันคนต่อมาคือแมกซ์ ฮอร์คไคเมอร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการของสาบันในช่วงปี 1930-1958 อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับการขนานนามว่าดำรงอยู่ในฐานะ “สำนัก” ซึ่งมักมีนัยประหวัดไปถึง “ความเป็นเอกภาพ” ของสายธารทางความคิด ทว่าบรรดาปัญญาชนซึ่งสังกัดและรายล้อมฮอร์คไคเมอร์ต่างก็มีภูมิหลังและความสนใจในทฤษฎีที่แตกต่างกันอยู่ไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นปรัชญา จิตวิทยา สังคมวิทยา ประวัติศาสตร์ กฎหมาย เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น และภายใต้การกำกับทิศทางงานวิจัยภายใต้ผู้อำนวยการอย่างฮอร์ไคเมอร์นี้เองที่ “วารสารเพื่อการวิจัยสังคม” (The Journal for Social Research) ได้ริเริ่มผลิตออกมา (Rolf Wiggershaus, 1995, pp. 37-105)

ทฤษฎีวิพากษ์ของสำนักแฟรงค์เฟิร์ทนั้นพัฒนามาจากแนวคิดของ Marx ขณะที่ Marx ก็ได้รับอิทธิพลทางแนวคิดมาจาก Hegel แนวคิดของสำนักแฟรงค์เฟิร์ทมีลักษณะเป็นแนวคิดที่ผสมผสานระหว่าง Modernism กับ Postmodernism ซึ่งนักคิดรุ่นแรกของสำนักประกอบด้วย Theodor W. Adorno, Max Horkheimer, Walter Benjamin, Herbert Marcuse และ Erich Fromm แม้แนวคิดของนักคิดแต่ละท่านจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้างแต่ก็จะมีจุดร่วมที่คล้ายๆ กันคือการใช้วิธีการวิพากษ์ในการศึกษาพิสูจน์ความรู้ของยุค Enlightenment ซึ่งถูกเขียนโดยอดอร์โน่ (Adorno) และฮอร์ไคเมอร์ (Horkheimer) มีชื่อผลงานว่า “Dialectic of Enlightenment” (วิภาษวิธีของการรู้แจ้ง) ผลงานชิ้นนี้ถูกตีพิมพ์ในปี 1944 ในช่วงที่ทั้งคู่อพยพภัยนาซีจากการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวไปพำนักอยู่สหรัฐอเมริกาและเป็นช่วงที่สถาบันเพื่อการวิจัยสังคมได้ปิดตัวลง ทั้งอดอร์โน่และฮอร์ไคเมอร์ใช้คำว่า “การรู้แจ้ง” โดยไม่ได้หมายความเฉพาะถึงยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของขบวนการพุทธิปัญญา (Enlightenment movement) ซึ่งถูกริเริ่มโดยเดการ์ตเรื่อยมาจนถึงคานท์ เฮเกล และมาร์กซ์ หากแต่เพื่อที่จะอ้างถึงชุดความคิดและปฏิบัติการทั้งในความหมายของการใช้สติปัญญาและในความหายของวิถีทางของความคิด และหนทางปฏิบัติในฐานะที่เป็นความพยายามในการสลายการรับรู้โลกในลักษณะที่เจือปนด้วยมายาคติ (Max Horkheimer, 1993, pp. 79-88) หรือในอีกความหมายหนึ่งซึ่งร่องรอยทางความคิดในการวินิจฉัยโลกสมัยใหม่ของเวเบอร์ปรากฏให้เห็น ก็คือ ทั้งอดอร์โน่และฮอร์ไคเมอร์เห็นว่า “โปรแกรมการรู้แจ้งคือกระบวนการที่โลกสลายมนต์มายา” (Theodor W. Adorno and Max Horkheimer, 2002, p. 1)

สกุลความคิดหลังนวยุคนิยมของอเมริกา คำว่า หลังนวยุค หรือ Postmodern เป็นคำที่คนอเมริกันนิยมใช้มากกว่าคำว่า หลังโครงสร้างนิยม หรือ poststruralism ของทางฝรั่งเศส ทั้งๆ ที่ชาวอเมริกันเองก็ได้รับอิทธิพลปรัชญาแนวนี้มาจากนักปรัชญาฝรั่งเศส และแม้คำว่า Postmodern เอง ถูกใช้ครั้งแรกก็โดยนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส คือ ฌ็อง-ฟร็องซัวส์ ลีโยตาร์ด ที่มาของคำว่าหลังนวยุคก็มาจากชื่อหนังสือของลีโยตาร์ดที่ตีพิมพ์ใน ค.ศ. 1979 คือเรื่อง “สภาวะหลังสมัยใหม่ : รายงานว่าด้วยความรู้ (The Postmodern Condition : A Report on Knowledge)” ซึ่งลีโยตาร์ดกล่าวว่าในด้าน “การหาความรู้” ในแนวทางหลังนวยุคนิยมนั้นหากจะบอกเวลาที่แน่ชัดที่สุดหรือในทศวรรษที่ 1950 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยุโรปเริ่มปรับเปลี่ยนและรื้อถอน (deconstruct) ทางความคิดในเรื่องต่างๆ ทั้งในเรื่องมนุษย์, สังคม และวัฒนธรรม ลีโยตาร์ดเรียกร้องให้มนุษย์ปฏิเสธเรื่องเล่าหลักหรือเรื่องเล่าใหญ่ (Grand narrative) หรือทฤษฎีต่างๆ ที่อ้างความเป็นสากลของวัฒนธรรมตะวันตก ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นวิธีการหาความรู้พื้นฐานของปรัชญาซึ่งเริ่มต้นด้วยการขุดเซาะทฤษฎีทางปรัชญาต่างๆที่อ้างตนว่าสามารถอธิบายความจริงได้ ลีโยตาร์ดอธิบายถึงสิ่งเขาเรียกว่าหลังนวยุคไว้ว่า

“ข้าพเจ้านิยามหลังนวยุคในฐานะความไม่เชื่อถือในเรื่องเล่าใหญ่ ความไม่เชื่อถือนี้มิได้เป็นผลจากพัฒนาการของการศึกษาแบบวิทยาศาสตร์ แต่ทว่าเป็นสิ่งที่คาดได้ว่าจะเกิดขึ้น ความล้าสมัยของการทำให้เรื่องเล่าใหญ่มีความชอบธรรม, เป็นที่ยอมรับ คือ ความล้มเหลวของหลักอภิปรัชญา และขนบของการศึกษาในมหาวิทยาลัย เรื่องเล่าอื่นๆ ได้สูญเสียหน้าที่ของมันไปหมด... อะไรคือหลังนวยุค... ข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกสงสัยเลยว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งของสภาวะนวยุค หากสิ่งใดจะเป็นสิ่งใหม่ก็ต้องเริ่มต้นจากการเป็นสิ่งหลังสมัยใหม่ แนวคิดหลังนวยุคไม่สามารถถูกเข้าใจว่าเป็นจุดจบของแนวคิดนวยุค แต่คือจุดเริ่มต้น และจุดที่ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ... หลังนวยุคจะทำให้สิ่งที่นวยุคภาพไม่นำเสนอมีที่ทางที่จะเสนอตัวเอง” (Jean-François Lyotard, 1984, 79 - 81)

ในวงการปรัชญาหลังนวยุคของไทย กีรติ บุญเจือ ได้นำเอาแนวคิดปรัชญาหลังนวยุคทั้ง 3 กระแสมาทดลองสร้างกระบวนทรรศน์สำหรับตีความปรัชญาตะวันตก ซึ่งโดยปกติแล้วปรัชญาตะวันตกแบ่งออกเป็น 4 ยุคหรือ 4 กระบวนทรรศน์ ตามการแบ่งเชิงประวัติปรัชญาตะวันตก กีรติ บุญเจือ ได้เพิ่มช่วงก่อนประวัติปรัชญาเข้าอีก 1 กระบวนทรรศน์ รวมเป็น 5 กระบวนทรรศน์ ซึ่งตัวท่านเองได้เคยนำแนวคิดนี้ไปเสนอที่ประชุมโต๊ะกลม (symposium) ที่วอชิงตัน ดี.ซี. (Washington, D.C.) ประเทศสหรัฐอเมริกา ตลอดทั้งได้ปรับปรุงเรื่อยมาตามลำดับจนถึงขณะนี้ และอาจจะต้องปรับปรุงต่อไปอีกเพื่อแก้ปัญหาขัดข้องที่อาจจะพบเห็นต่อไป เพื่อให้ใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถวิพากษ์วิจารณ์ปรัชญาได้ลึกซึ้งยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ดังนั้น เพื่อให้ทราบถึงแนวคิดปรัชญาหลังนวยุค จำเป็นต้องศึกษาถึงปรัชญาบริสุทธิ์ของแต่ละกระบวนทรรศน์ให้เข้าใจเสียก่อน โดยเริ่มต้นศึกษาถึงที่มาของคำว่า กระบวนทรรศน์ เป็นเบื้องต้น

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ปรัชญาหลังนวยุค



ความเห็น (0)