ประโยชน์ของการมีส่วนร่วม

ประโยชน์ของการมีส่วนร่วม

เรียบเรียงโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป


ในหนังสือ “คู่มือการมีส่วนร่วมของประชาชน การตัดสินใจที่ดีกว่าโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม” ของ เจมส์ แอล. เครย์ตัน แปลโดย วันชัย วัฒนศัพท์และคณะ (2551, หน้า 21-26) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการมีส่วนร่วมของประชาชนไว้ดังต่อไปนี้

1. คุณภาพของการตัดสินใจดีขึ้น บ่อยครั้งที่กระบวนการของการปรึกษาหารือกับสาธารณชนช่วยสร้างความกระจ่างให้กับวัตถุประสงค์และความต้องการของโครงการหรือนโยบาย สาธารณชนสามารถผลักดันให้เกิดการคิดทบทวนสมมติฐานที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจทำให้ทองไม่เห็นคำตอบที่มีประสิทธิผลที่สุดได้ บ่อยครั้งที่การมีส่วนร่วมของประชาชนนำมาสู่การพิจารณาทางเลือกต่างๆ ใหม่ นอกเหนือจากการให้ความสำคัญกับเวลาและแน่นอนเวลาที่ได้เสียไปจากวิธีการที่ได้ใช้มาก่อนในอดีต บ่อยครั้งที่สาธารณชนมีข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับสภาพการณ์ที่เป็นอยู่หรือเกี่ยวกับการนำการตัดสินใจไปดำเนินการอย่างไร ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างโครงการที่สำเร็จและไม่สำเร็จ

2. ใช้ต้นทุนน้อยและลดความล่าช้าลง การมีส่วนร่วมของประชาชนใช้เวลามากขึ้นจริง (ดังแผนภาพที่ 2.1) แสดงให้เห็น (ถึงแม้ว่าถ้าการมีส่วนร่วมเป็นส่วนควบของกระบวนการตัดสินใจแต่คงไม่ใช้เวลามากอย่างที่หลายๆ คนอาจคิด) การตัดสินใจฝ่ายเดียวอาจจะเร็วที่สุดแต่ในที่สุดแล้วจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก ในการดำเนินการ บ่อยครั้งที่มีการต่อต้านมากเสียจนไม่อาจดำเนินการได้เลย

ประสิทธิภาพการตัดสินใจไม่อาจประเมินเพียงใช้การวัดเรื่องของเวลาและต้นทุนเท่านั้น แต่คงจะต้องพิจารณาถึงความล่าช้าและต้นทุนที่เกิดขึ้นที่หมดไปกับการหาทางออกว่าจะตัดสินใจอย่างไร ถ้าการตัดสินใจรวดเร็วแต่ดูแปลกแยกไปจากจุดสนใจของแต่ละคน และแต่ละกลุ่ม ซึ่งอาจทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงในระยะยาว การตัดสินใจแต่ละฝ่ายอาจเกิดการโต้แย้ง ล่าช้า หรือการฟ้องร้องกัน แม้ว่าการตัดสินใจจะเกิดขึ้นและนำไปปฏิบัติได้ อย่างไรก็ตามครั้งต่อไปองค์การคงต้องอาศัยบางอย่างในชุมชนนั้น กระบวนการจะเริ่มด้วยความไม่ร่วมมือและความเกลียดชัง


3. การสร้างฉันทามติ โครงการมีส่วนร่วมของประชาชนอาจสร้างข้อตกลงและข้อผูกพันอย่างมั่นคงในระยะยาวระหว่างกลุ่มที่มีความแตกต่างกัน ช่วยสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มต่างๆ ลดข้อโต้แย้งทางการเมืองและช่วยให้เกิดความชอบธรรมต่อการตัดสินใจของรัฐบาล

4. การนำไปปฏิบัติได้ง่ายขึ้น การเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทำให้ประชาชนมีความรู้สึกของการเป็นเจ้าของการตัดสินใจนั้น และทันทีที่การตัดสินใจได้เกิดขึ้น พวกเขาก็อยากเห็นว่ามันเป็นผลทางปฏิบัติไม่เพียงแต่เกิดการสนับสนุนทางการเมืองเพื่อการนำไปสู่การปฏิบัติแต่ละกลุ่มต่างๆ และปัจเจกชนแต่ละคนยังอาจเข้ามาช่วยกันอย่างกระตือรือร้นอีกด้วย

5. การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่เลวร้ายที่สุด ทันทีที่ข้อโต้แย้งดุเดือดขึ้น และแบ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน จะทำให้เกิดความยากขึ้นในการแก้ปัญหา การมีส่วนร่วมของประชาชนเปิดโอกาสให้ฝ่ายต่างๆ เข้ามาแสดงความต้องการและข้อห่วงกังวลโดยปราศจากการเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน การมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่แรกเริ่มสามารถช่วยลดความน่าจะเป็นที่ชุมชนจะพบกับการเผชิญหน้าที่เจ็บปวด อย่างไรก็ดี การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ใช่สิ่งที่วิเศษที่สามารถเป็นอะไรได้ทุกอย่าง การมีส่วนร่วมไม่อาจลดหรือกำจัดความขัดแย้งทั้งหมดได้

6. การคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือและความชอบธรรม วิถีที่จะบรรลุและคงไว้ซึ่งความชอบธรรม โดยเฉพาะเมื่อต้องมีการตัดสินใจในเรื่องที่มีการโต้แย้งกัน ก็คือ การดำเนินตามกระบวนการตัดสินใจที่โปร่งใสและมีความน่าเชื่อถือต่อสาธารณชนและมีสาธารณชนเข้ามามีส่วนร่วม โครงการมีส่วนร่วมของประชาชนจะช่วยให้สาธารณชนได้รับข้อมูลมากกว่า ถึงเหตุผลเบื้องหลังของการตัดสินใจนั้น

7. การคาดการณ์ความห่วงกังวลและทัศนคติของสาธารณชน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ขององค์การมาทำงานกับสาธารณชนในโครงการการมีส่วนร่วมของประชาชน พวกเขาจะเริ่มมีความอ่อนไหวมากขึ้นต่อความห่วงกังวลของสาธารณชน และมุมมองที่สาธารณชนมองการทำงานขององค์การ มุมมองเหล่านี้มักเกิดขึ้นจากภายในเพื่อที่เจ้าหน้าที่จะมีความตระหนักมากขึ้นต่อการตอบสนองที่อาจเกิดขึ้นของสาธารณชนต่อกระบวนการและการตัดสินใจขององค์การ แม้ในกรณีที่ประเด็นไม่ใหญ่เพียงพอที่จะทำโครงการการมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ

8. การพัฒนาภาคประชาสังคม ประโยชน์อย่างหนึ่งของการมีส่วนร่วมของประชาชน คือ การมีสาธารณชนที่มีความรู้ การมีส่วนร่วมไม่เพียงแต่เรียนรู้เกี่ยวกับประเด็นเนื้อหา แต่ยังเรียนรู้ว่าการตัดสินใจที่ทำโดยรัฐบาลเกิดขึ้นได้อย่างไร และเพราะเหตุใด การมีส่วนร่วมของประชาชนยังเป็นการฝึกอบรมผู้นำในอนาคตอีกด้วย เนื่องจากประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องกับโครงการการมีส่วนร่วมของประชาชน พวกเขาจะเรียนรู้วิธีการสร้างพลังอำนาจต่อผู้อื่นและเรียนรู้วิธีการประสานงานกัน การมีส่วนร่วมของประชาชนคือการฝึกอบรมการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิผล วันนี้แต่ละคนอาจจะเป็นเพียงตัวแทนของกลุ่มหรือกลุ่มผลประโยชน์ พรุ่งนี้พวกเขาจะเป็นแหล่งศูนย์รวมของผู้นำในระดับภาคและระดับชาติ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้นำในอนาคตจะเรียนรู้ทักษะของการแก้ปัญหาต่างๆ ร่วมกัน

บัญชีรายการหัวข้อต่อไปนี้เกิดจากประสบการณ์ของเจมส์ แอล. เครย์ตัน จากกรณีศึกษาด้านการมีส่วนร่วมประมาณ 300 กรณี ถ้าหากใครจะถามถึงข้อพิสูจน์สิ่งที่กล่าวนี้ เจมส์ แอล. เครย์ตัน กล่าวว่า เขาคงทำเช่นเดียวกับนักปฏิบัติอื่นๆ โดยการเล่าแต่ละเรื่องให้ฟัง การวิจัยเชิงปฏิบัติประจักษ์ถึงประโยชน์ของการมีส่วนร่วมของประชาชนซึ่งมีกรอบที่ถูกจำกัดอยู่จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อการศึกษาต่างๆ ได้เริ่มที่จะสร้างพื้นฐานจากประสบการณ์เชิงประจักษ์ทำให้เห็นประโยชน์ของการกล่าวอ้างนี้

ดังตัวอย่างหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ โทมัส เบียเล และเจอรี่ เคฟอร์ด (Thomas Beierle and Jerry Cayford) ได้ทำการวิเคราะห์กรณีศึกษาด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน 239 กรณีในเวลา 30 ปีที่ผ่านมา พวกเขาประเมินการมีส่วนร่วมของประชาชนบนพื้นฐานของเป้าหมายทางสังคม 5 ประเด็น (ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับสิ่งที่กล่าวข้างต้น)

เป้าหมายที่ 1 : นำค่านิยมของสาธารณชนเข้าบูรณาการอยู่ในการตัดสินใจ

เป้าหมายที่ 2 : ปรับปรุงคุณภาพของการตัดสินใจที่สำคัญ

เป้าหมายที่ 3 : แก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างจุดสนใจที่แข่งกัน

เป้าหมายที่ 4 : การสร้างความเชื่อมั่นในองค์การ

เป้าหมายที่ 5 : ให้การศึกษาและให้ข้อมูลแก่สาธารณชน

เบียเลและเคฟอร์ด (Beierle and Cayford, 2002, p. 74) สรุปว่า “กรณีศึกษาที่ได้บันทึกไว้ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงภาพของการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน การให้ประชาชนเข้ามาร่วมบ่อยครั้งที่ไม่เพียงแต่เกิดการตัดสินใจที่สนองต่อค่านิยมของสาธารณชนอย่างจริงจังและสำคัญแต่กระบวนการยังช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้ง สร้างความเชื่อมั่นและให้การศึกษาและให้ข้อมูลแก่สาธารณชนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม”

ธนาคารโลกได้ประเมินการมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนานานาชาติในรายงานที่สำคัญเรื่องบทเรียนจากประสบการณ์ของธนาคารในการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม ซึ่งสรุปได้ว่า การวิเคราะห์ทางสถิติของการประเมินผลโครงการบริการน้ำในชนบท 122 โครงการทั่วเอเชีย อัฟริกา และอเมริกาใต้ สนับสนุนโดยองค์การนานาชาติ 18 องค์การ รวมทั้งธนาคารโลกด้วย แสดงให้เห็นว่า “การมีส่วนร่วมที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์” เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดปัจจัยเดียวในการพิจารณาคุณภาพของการปฏิบัติงานในภาพรวม การวิเคราะห์ยังแสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมที่ก่อให้เกิดผลประโยชน์เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดปัจจัยเดียวที่ช่วยทำให้การเข้าถึงและการควบคุมทรัพยากรน้ำเพิ่มมากขึ้น กระบวนการยังมีผลต่อสมาชิกในชุมชนในการทำให้เกิดทักษะในเรื่องที่เกี่ยวกับน้ำและทักษะการจัดการองค์กรและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนขององค์กร ซึ่งเดินหน้าสู่การทำงานในโครงการพัฒนาอื่นๆ (World Bank, 1996, p. 23)

การศึกษาสองเรื่องนี้เป็นตัวอย่างของลักษณะที่เพิ่มขึ้นของงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่ทำให้เชื่อมั่นได้ว่าการก้าวอ้างถึงประโยชน์ในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นความจริง

สรุปได้ว่า ประโยชน์ของการมีสวนร่วม สามารถสรุปได้ 8 ข้อสำคัญ ได้แก่ 1) คุณภาพของการตัดสินใจดีขึ้น 2) ใช้ต้นทุนน้อยและลดความล่าช้าลง 3) การสร้างฉันทามติ 4) การนำไปปฏิบัติได้ง่ายขึ้น 5) การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าที่เลวร้ายที่สุด 6) การคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือและความชอบธรรม 7) การคาดการณ์ความห่วงกังวลและทัศนคติของสาธารณชน และ 8) การพัฒนาภาคประชาสังคม


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม



ความเห็น (0)