ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Psychoanalytic theory of Freud)

ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ของซิกมันด์ ฟรอยด์ (Psychoanalytic theory of Freud)

เรียบเรียงโดย ดร.เมธา หริมเทพาธิป


ซิกมันด์ ฟรอยด์ เป็นจิตแพทย์ชาวยิว เขาเป็นผู้นำคนสำคัญของกลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) เป็นทฤษฎีที่มีอิทธิพลมากที่สุดทฤษฎีหนึ่งในบรรดาทฤษฎีทางจิตวิทยาทั้งหลายและมีความเกี่ยวข้องกับจิตสำนึกของแต่ละบุคคลที่จะตัดสินใจเข้าไปมีส่วนร่วมในสังคมตามแรงขับทางสัญชาตญาณและหลักของเหตุผล

ลาเฮย์ (Lahey, 2004, pp. 13-14) กล่าวว่า ฟรอยด์เป็นผู้ศึกษาค้นคว้าโดยให้ความสำคัญของ “จิตไร้สำนึก” (unconscious mind) คือ กระบวนการทางจิตทั้งหมดที่เราไม่รู้ตัว (all mental activity of which we are unaware) ว่ามีอิทธิพลต่อพฤติกรรม กลุ่มนี้จัดเป็น “คลื่นลูกที่หนึ่ง” (the first force) ที่ก้าวออกมาจากจิตวิทยายุคเดิมและศึกษาการรักษาโรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับโรคประสาท วิธีการรักษาผู้ป่วยที่ฟรอยด์นิยมใช้ คือ การวิเคราะห์ทางจิต โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า การพูดระบายความคิดอย่างอิสระ (free association) เป็นเทคนิคที่ขอให้ผู้ป่วยพูดทุกอย่างทันทีที่มีอะไรผ่านเข้ามาในสมอง โดยนอนในท่าที่สบายบนโซฟา โดยฟรอยด์จะจดสิ่งที่คนไข้เล่าออกมา

ฟรอยด์ได้แบ่งจิตของมนุษย์ออกเป็น 3 ระดับ ลาเฮย์ (2004, p. 13) สรุปได้ดังนี้

จิตสำนึก (conscious mind) เป็นสภาพที่รู้ตัวว่าคือใคร อยู่ที่ไหน ต้องการอะไร การแสดงพฤติกรรมแสดงออกไปตามหลักเหตุผล สอดคล้องกับหลักความเป็นจริง (principle of reality)

จิตใต้สำนึกหรือจิตกึ่งสำนึก (subconscious mind or preconscious mind) เป็นจิตที่สะสมประสบการณ์สภาพที่เราไม่รู้ตัวในขณะนั้นแต่สามารถเรียกความทรงจำนั้นออกมาได้และแสดงออกมาในจิตสำนึกได้ รวมถึงเป็นสภาพความทรงจำที่สะสมไว้ในลักษณะลางเลือน เช่น ความทุกข์ในอดีตถ้าไม่หวนคิดถึงก็อาจไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้านั่งทบทวนเหตุการณ์นั้นทีไรทำให้รู้สึกทุกข์ทุกครั้งที่คิดถึง

จิตไร้สำนึก (dynamic unconscious) เลียเฮย์ (Leahey, 1987, pp. 208-209) ได้อธิบายว่ากระบวนการที่ต่อเนื่อง เป็นส่วนของพฤติกรรมภายในที่เจ้าตัวไม่รู้สึกตัว และมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมากที่สุด ซึ่งฟรอยด์ให้ความสำคัญกับจิตส่วนนี้มากที่สุด เนื่องจากเจ้าตัวพยายามเก็บกดไว้ ดังนั้น จึงต้องเก็บกดไว้หรือพยายามจะลืม ในที่สุดก็ลืมไปจริงๆ แต่ที่จริงไม่ได้หายไปไหน ยังอยู่ในตัวในลักษณะจิตไร้สำนึกและผลักดันออกมาเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ส่วนมาก ซึ่งฟรอยด์ค้นพบจากการวิเคราะห์ความฝัน (dreams) การแสดงออกทางอารมณ์ที่ผิดปกติ (neuroses) พฤติกรรมที่ผิดปกติ (behavioral errors) แรงขับทางเพศ (sexual energy) พลังลิบิโด (libido) รากฐานของกลไกทางจิตทุกชนิดที่ค้นพบได้จากการบำบัด ล้วนมาจากจิตไร้สำนึก ฟรอยด์จะรับฟังและจดบันทึกสิ่งที่คนไข้พูดระบายออกมาโดยฟรอยด์จะนั่งอยู่ฝั่งเหนือศีรษะของคนไข้

ลาเฮย์ (Lahey, 2004, p. 467) อธิบายว่า พลังส่วนนี้ที่สำคัญส่วนหนึ่ง ได้แก่ พลังทางเพศ ฟรอยด์ยังได้แสดงความเห็นเรื่องพลังจิต (psychic energy) ว่ามี 3 ส่วน ได้แก่ อิด (id) อีโก้ (ego) และซุปเปอร์อีโก้ (super ego) ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้เป็นแรงขับให้กระทำการต่างๆ ตามพลังนั้นๆ แสดงการทำงานของจิตดังแสดงในภาพก้อนน้ำแข็ง (iceberg) เปรียบกับโครงสร้างบุคลิกภาพของฟรอยด์ (Freud’s model of personality structure)

อิด (id) เป็นส่วนที่ติดตัวมาโดยกำเนิด คือ แรงขับตามสัญชาตญาณ เป็นส่วนของจิตที่กระตุ้นให้บุคคลแสดงพฤติกรรมตามหลักแห่งความพอใจ ถ้าบุคคลใดแสดงพฤติกรรมตามอิด คือ พฤติกรรมนั้นๆ เป็นไปเพื่อสนองความต้องการของตนเอง เป็นส่วนหนึ่งของจิตใจที่ยังไม่ได้รับการขัดเกลา ส่วนใหญ่เป็นสัญชาตญาณ เช่น ความต้องการทางเพศ ฯลฯ

อีโก้ (ego) เป็นส่วนที่ผ่านขบวนการเรียนรู้มาแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของจิตใจที่อาศัยหลักของเหตุผลความจริง เป็นส่วนที่ควบคุมการแสดงพฤติกรรมของคนๆ นั้นได้ดำเนินไปอย่างเหมาะสม ทั้งภายใต้อิทธิพลของอิดและซุปเปอร์อีโก้จนในที่สุดคนจะทุกข์ ความขัดแย้งดังกล่าวมีวิธีหนึ่งที่เป็นทางออกคือ กลวิธานการป้องกันตนเอง (Freud’s Defense Mechanisms)

ซุปเปอร์อีโก้ (super ego) เป็นพลังจากสังคมที่เกี่ยวกับหลักศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม อุดมคติในการดำเนินชีวิตที่เกิดจากการอบรมสั่งสอน เป็นพลังส่วนที่ควบคุมให้บุคคลแสดงพฤติกรรมสอดคล้องกับที่ได้เรียนรู้กฎเกณฑ์ วัฒนธรรม ความรู้สึกรับผิดชอบชั่วดี ศีลธรรม ซึ่ง ฟรอยด์เชื่อว่าเป็นผลมาจากการอบรมเลี้ยงดูและการเรียนรู้ โดยอิด อีโก้ และซุปเปอร์อีโก้ แสดงในภาพดังต่อไปนี้


บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน แนวคิดทฤษฎีทางจิตวิทยา



ความเห็น (1)

[email protected]
IP: xxx.52.87.73
เขียนเมื่อ 

ท่านคิดว่า​หาก​มนุษย์​มีโครงสร้าง​จิต​ตาม​แนวคิด​ของ​ฟรอยด์​ตัว​ใด​ตัว​หนึ่ง​มากเกินไป​จะ​เกิด​อะไร​ขึ้น​